xs
xsm
sm
md
lg

“ธนาธร” เสนอตัวช่วยโชว์บันทึกสอบสวนโควิด-19 แนะรัฐทุ่มตรวจเชื้อเชิงรุก 10 เท่า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อดีตหัวหน้าอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กปมโควิด-19 จี้ สธ.เปิดบันทึกสอบสวนโรคในส่วนการเดินทางของผู้ติดเชื้อ เสนอตัวช่วยโชว์รายละเอียดให้ แนะรัฐทุ่มช่วยบุคลากรทางการแพทย์ให้ตรวจเชื้อเชิงรุก 10 เท่า คนทั่วไปต้องตรวจได้ง่ายขึ้น รณรงค์ไม่ป่วย ไม่มีอาการ ไม่ใส่หน้ากากอนามัย เพื่อให้สินค้าพอสำหรับผู้ป่วย แนะชาวบ้านรักษาระยะห่างทางสังคม กักตนเมื่อรู้เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ ไม่ตุนสินค้าแต่ลดความถี่ไปจับจ่าย เน้นช่วยอุดหนุนชาวบ้านด้วยกัน

วันนี้ (16 มี.ค.) เครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กแฟนเพจ Thanathorn Juangroongruangkit ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้เผยแพร่ข้อความถึงสถานการณ์โรคโควิด-19 หัวข้อ Hope for the best, but prepare for the worst. ใช้มาตรการสำหรับสถานการณ์ที่แย่ที่สุด โดยหวังว่าเราจะไม่ไปถึงจุดนั้นจริงๆ โดยระบุว่า จากการติดตามแนวโน้มข่าวสารและการพูดคุยกับเพื่อนๆ ในแวดวงสาธารณสุข ตนคิดว่าไม่ช้าไม่เร็วทางรัฐบาลจะต้องประกาศว่าเราเข้าสู่การแพร่ระบาดเฟส 3 อย่างเป็นทางการแล้วเนื่องจากมีการติดต่อภายในประเทศในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มหาที่มาที่ไปไม่ได้แล้วในหลายกรณี แต่ตนคิดว่าก่อนที่เราจะไปถึงจุดนั้น เราทุกคนทั้งภาครัฐและประชาชนทั่วไป ควรเริ่มใช้มาตรการเสมือนว่าเราอยู่ในเฟส 3 อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อที่จะไม่ให้เราไปสู่จุดนั้นจริงๆ

นายธนาธรระบุว่า หากตนเป็นรัฐบาลจะทำตามนี้ 1. เปิดเผยบันทึกการสอบสวนโรคในส่วนของรายละเอียดการเดินทาง การใช้ชีวิตในวัน เวลา และสถานที่ต่างๆ ของผู้ที่ติดเชื้อก่อนหน้านี้ (โดยไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล) เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบจริงๆ และประเมินได้ถูกต้องว่าแต่ละคนมีความเสี่ยงเข้าใกล้ผู้ติดเชื้อมากน้อยแค่ไหน ซึ่งในส่วนนี้ กระทรวงสาธารณสุขกล่าวเมื่อวาน (15 มี.ค.) ทำนองว่าอยู่ในแผนที่จะต้องทำอยู่แล้ว เปิดเผยอยู่แล้ว แต่ตนเข้าใจว่ายังไม่มีการทำอย่างจริงจังในรูปแบบที่ดูง่าย ละเอียด แต่ไม่กระจัดกระจาย ดังนั้น ตนขอเสนอตัวเพื่อช่วยกระทรวงสาธารณสุขในการนำเสนอรายละเอียดพวกนี้อีกแรง เรามีทีมงานที่พร้อมนำข้อมูลมาเสนอให้คนทั่วไปเข้าใจง่าย หากท่านสนใจก็สามารถติดต่อเข้ามาได้เลย ตนยินดีเป็นอย่างยิ่ง

อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ระบุอีกว่า 2. ทุ่มสรรพกำลังทุกทางเพื่อช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้การตรวจเชื้อให้ทำในเชิงรุกและกว้างขวางมากขึ้นอย่างน้อย 10 เท่า และผู้คนทั่วไปต้องเข้าถึงการตรวจได้ง่ายขึ้นด้วย วิธีการเช่นนี้อาจจะทำให้เราเสียงบประมาณและทรัพยากรไปมากพอสมควร แต่ก็ไม่มากเกินไปสำหรับการทำให้เราทราบได้ว่าแท้จริงแล้วมีผู้ติดเชื้อกระจายอยู่ทั่วไปจริงหรือไม่ หรือในประเทศเราไม่ได้มีผู้ติดเชื้อมากขนาดนั้นและยังอยู่ในวงจำกัดกับเคสก่อนหน้า ซึ่งตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเราไปอยู่ระดับไหนแล้วกันแน่ และขยายนิยามผู้ป่วยต้องสงสัย (Suspected Case) ตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) ให้มีความหมายกว้างและไวขึ้น เพื่อให้เราล้ำหน้าสถานการณ์ไปอีกขั้น เพื่อให้กรณีอย่างนายแมทธิว ดีน พิธีกร และเซียนมวยบางคนไม่ต้องดิ้นรนไปตรวจเองแล้วพบว่าติดเชื้อซะด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้รับความสะดวกในการตรวจจากโรงพยาบาลรัฐเนื่องจากข้อจำกัดของการคัดกรองในปัจจุบัน

นายธนาธรระบุว่า 3. เรื่องหน้ากากอนามัย คงเป็นที่ชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนเป็นแน่แท้ ทางออกเดียวของรัฐบาลตอนนี้คือการรณรงค์ให้ปฏิบัติตามแนวทางของ WHO ว่าถ้าไม่ป่วย ไม่มีอาการ หรือไม่เสี่ยง ก็ไม่ต้องใส่ เพื่อให้มีสินค้ามากเพียงพอสำหรับผู้ที่จำเป็น ได้แก่ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์

นอกจากนี้ นายธนาธรยังเสนอมาตรการสำหรับประชาชนว่า 1. เริ่มใช้มาตรการ Social Distancing หรือ “การรักษาระยะห่างทางสังคม” อย่างเป็นทางการ ลดละและหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ หากจำเป็นต้องพบเจอก็ต้องรักษาระยะห่างและรักษาความสะอาดตลอดเวลา 2. ศึกษาและใช้มาตรการ Self-quarantine หรือ “การกักตนเอง” อย่างจริงจังเมื่อพบว่าตัวเองเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือใกล้ชิดผู้ติดเชื้อก่อนหน้านี้ 3. ไม่จำเป็นต้องกักตุนสินค้า แต่ต้องลดความถี่ในการไปจับจ่ายใช้สอยลง เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ 4. เนื่องจากสถานการณ์ข้อจำกัดทางด้านบุคลากรและทรัพยากรบางประการทำให้การตรวจไม่เป็นไปอย่างกว้างขวางและจำนวนมากเท่าที่ควรจำเป็นตามที่ตนกล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้นมีความเป็นไปได้สูงว่าเราอาจไม่ได้รับการตรวจเชื้อ แม้จะมีความเสี่ยงหรือมีอาการน่าสงสัย ดังนั้นตนจึงเสนอว่าผู้ที่สงสัยว่าตัวเองติดเชื้อหรือมีอาการ ให้ทำการ self-quarantine ไปเลยโดยไม่ต้องรอการยืนยันผลตรวจจากทางการ และจะออกสาธารณะอีกครั้งก็ต่อเมื่อพ้นระยะเวลาต้องเฝ้าสังเกตอาการแล้ว หรือเมื่อจำเป็นต้องเขารับการรักษาในโรงพยาบาล

5. โควิด-19 ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเดียว แต่ยังส่งผลรุนแรงต่อการทำมาหากินของประชาชนด้วย ดังนั้น หากเป็นไปได้ก็ต้องช่วยอุดหนุนสินค้าบริการของประชาชนด้วยกันเองก่อนที่จะไปอุดหนุนกลุ่มทุนใหญ่ที่สายป่านยาว ไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับประชาชนหาเช้ากินค่ำ 6. ตนไม่สามารถพูดได้ว่าตระหนัก แต่ไม่ตระหนก เพราะคนเราจะตระหนกหรือไม่นั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร แต่สำหรับคน การที่เราจะใช้มาตรการเข้มงวดจริงจังตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้นน่าจะเป็นผลดีมากกว่าในการควบคุมไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปจนเราควบคุมไม่อยู่ และหากควบคุมไม่อยู่ ก็จะมีผู้ป่วยหนักจำนวนมาก ทำให้เตียงและหน่วยดูแลทางการแพทย์มีไม่พอ ทำให้เราอยู่ในสถานการณ์แบบเมืองอู่ฮั่นในช่วงแรก หรือแบบอิตาลีในตอนนี้ ที่แพทย์จะต้องเลือกว่าใครจะอยู่หรือจะไป และส่วนใหญ่ก็จำใจเลือกคนหนุ่มสาวก่อนผู้สูงอายุเพราะมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่า ซึ่งตนไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น ดังนั้นมาตรการเหล่านี้ หากเราใช้อย่างจริงจังล่วงหน้าไปเลย น่าจะดีกว่าที่เราจะมาเสียใจในภายหลัง


กำลังโหลดความคิดเห็น...