xs
xsm
sm
md
lg

ไม่มีศัตรูถาวร! “ลุงไพศาล-“ตู่” จตุพร” ด่ากันมา 10 ปี วันนี้ “จูบปาก” เพื่อชาติ ไม่มีสี ยุติขัดแย้งการเมือง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เซอร์ไพรส์ไม่น้อย “ลุงไพศาล” ที่มีอุดมการณ์เสื้อเหลือง กับ “ตู่-จตุพร” ประธาน นปช. แกนนำเสื้อแดง ประกาศ “ปรองดองเพื่อชาติ” ผ่านเฟซ พร้อมถ่ายภาพร่วมกันอย่างชื่นมื่น หลังด่ากันมา 10 ปี

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (14 มี.ค. 63) เฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ของ นายไพศาล พืชมงคล อดีตที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โพสต์รูปภาพคู่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ หรือ “ตู่-จตุพร” ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมข้อความระบุว่า

สัพเพสัง สังฆภูตานัง สามัคคี วุฑฒิสาธิกา
คนบ้านเดียวกัน ยึดถือคนละอย่าง มองต่างคนละมุม ด่ากันมากว่าสิบปี
มาวันนี้ก็ชวนมากินกาแฟกัน ในฐานะที่เป็นคนบ้านเดียวกัน

และที่สำคัญคือ เป็นพสกนิกร ที่มีความจงรักภักดีต่อในหลวงพระองค์เดียวกัน*****

ก็ชัดเจนครับว่าวันนี้ ไม่มีสี ไม่มีพวกมึงพวกกูอีกแล้ว
ทุกคนคือพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่จะต้องร่วมกัน สร้างความสามัคคีในบ้านเมือง เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขและความมั่นคงสถาพร ของประเทศชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์สืบไป

มาเถิดเราทั้งหลาย ยุติความขัดแย้งความแตกแยกแตกสามัคคีในชาติ มาร่วมจิตร่วมใจปรองดองสมานฉันท์ เพื่อความปลอดภัยและความรุ่งเรืองสถาพร ของประเทศชาติ และพระบรมราชจักรีวงศ์ มาเถิดมาเพื่อนผองพี่น้องไทย
ที่นี่มีความร่มเย็นเป็นสุข

“เราน้อมเกล้าเกสี ถวายภูมีและศิระกราน เทิดบังคมภูบาลเอาไว้เหนือฟ้า โพธิ์ทองของชาวไทย อวยพรชัยให้มหาราชา ช่วยกันเปล่งวาจา ขอทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ”

สำหรับ “ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ นอกจากเป็นประธาน นปช. อดีตยังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จตุพร เป็นอดีตโฆษกพรรคไทยรักไทย และอดีต ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อของพรรค แจ้งเกิดทางการเมืองจากการเป็นผู้นำนักศึกษาช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 เมื่อเกิดการปราบปรามผู้ชุมนุมที่ถนนราชดำเนิน และผู้ชุมนุมย้ายไปปักหลักที่รามคำแหง โดยจตุพรขึ้นเวทีปราศรัยร่วมกับเพื่อนๆ นักศึกษาอีกหลายคน เช่น อุสมาน ลูกหยี วัชระ เพชรทอง

ภาพจากแฟ้ม
จตุพร ทำงานการเมืองโดยมีกลุ่มนักศึกษารามคำแหง พรรคศรัทธาธรรม ที่ตัวเองเป็นผู้ก่อตั้งอยู่เบื้องหลัง จึงมีชื่อที่รู้จักกันดีในสมัยเรียนว่า ตู่ ศรัทธาธรรม เป็นฐานกำลังคอยเคลื่อนไหว เช่น การให้กำลังใจ นายทักษิณ ชินวัตร การมอบดอกไม้ กกต. การเดินขบวนไปหน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ในสมัยที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนไหวขับไล่ นายทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

จากนั้น ก็เป็นที่รู้จักกันในนามแกนนำคนเสื้อแดง ในการเคลื่อนไหวควบคู่ไปกับ พรรคการเมืองของ นายทักษิณ

ด้าน นายไพศาล พืชมงคล หลังจบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เข้าศึกษาสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ตามลำดับ ในปี 2532 ได้เข้าเรียนและจบหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (รุ่น 32)

นายไพศาล เริ่มเข้าทำงานที่บริษัทสากลสถาปัตย์ ของ เกียรติ วัธนเวคิน ตั้งแต่ศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 4 ต่อมา ปี 2516 ย้ายไปทำงานที่สำนักงานทนายความธรรมนิติ ของ ประดิษฐ์ เปรมโยธิน

เคยเป็นแกนนำเดินขบวนคัดค้านการขึ้นค่ารถเมล์ในสมัยรัฐบาล ถนอม กิตติขจร เคยเข้าร่วมในการชุมนุมต่อต้าน “กฎหมายโบดำ” และเคยเป็นหนึ่งในผู้ชุมนุมเดินขบวนในเหตุการณ์ 14 ตุลา นอกจากนี้ ยังแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงมากบทเพลงหนึ่งชื่อว่า ศักดิ์ศรีกรรมกร โดยมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการรณรงค์ให้โค่นล้มระบบเจ้าขุนมูลนาย

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ไพศาลยังคงเคลื่อนไหวในเมือง รับช่วงงานจาก นายทองใบ ทองเปาด์

เข้าสู่ตำแหน่งเกี่ยวกับการเมืองครั้งแรกด้วยการเป็นคณะผู้บริหารองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) ในปี 2531 หลังจากนั้น ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะผู้บริหารรัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่งต่อเนื่องมาอีกหลายปี

ต่อมาได้ร่วมงานกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ โดยเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ดำรงตำแหน่ง 22 มี.ค. 2539 - 21 มี.ค. 2543)...

แน่นอน, การที่คนระดับนายไพศาล และ นายจตุพร ประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่า จะยุติความขัดแย้งแตกแยกทางการเมือง นอกจากจะเป็นนิมิตหมายอันดีของบ้านเมืองแล้ว ยังส่งสัญญาณไปถึงมวลชน ทั้งคนเสื้อเหลือง และเสื้อแดงด้วย เพื่อที่จะหันหน้าเข้าหากัน ร่วมไม้ร่วมมือพัฒนาประเทศ สร้างความสามัคคีปรองดอง จากที่มีมากว่า 10 ปี

และที่สำคัญ ยังช่วยตอกย้ำ ข่าวที่ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางมาร่วมพิธีคืนธงแดง และป้ายหมู่บ้านคนเสื้อแดงจากอดีตแกนนำคนเสื้อแดงภาคอีสาน 20 จังหวัด ประมาณ 300 คน พร้อมมอบป้าย “เรารักประเทศไทย” ให้กับแกนนำทุกจังหวัดในภาคอีสาน เป็นจริงเป็นจังขึ้นมาด้วย

จากนี้เหลือก็แต่ ทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นได้อีก และทำอย่างไร จะไม่ให้พรรคการเมืองใช้มวลชนเป็นเหยื่อทางการเมืองได้อีกเท่านั้นเอง


กำลังโหลดความคิดเห็น...