xs
xsm
sm
md
lg

ความจริงใกล้เปิดเผย?! คดีฆาตกรรมอำพราง-โอนหุ้น "เสี่ยชูวงษ์" และชะตากรรม"บรรยิน"มาถึงจุดพีก ถูกจับเอี่ยวฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาบีบให้ยกฟ้อง ! ** จากนี้ไป"คณะอนาคตใหม่"น่าจะเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระมากขึ้น...ควรทบทวนบทบาทเลิกเอา "คนรุ่นใหม่" เป็นเครื่องมือ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ , ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ - ปิยบุตร แสงกนกกุล
ข่าวปนคน คนปนข่าว

**ความจริงใกล้เปิดเผย !?! คดีฆาตกรรมอำพราง-โอนหุ้น "เสี่ยชูวงษ์" และชะตากรรม "บรรยิน" มาถึงจุดพีก ถูกจับเอี่ยวฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา บีบให้ยกฟ้อง !

กรณีตำรวจจับตัว"พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์" อดีต ส.ส.นครสวรรค์หลายสมัย และ อดีตรมช.พาณิชย์ พร้อมพวกอีก3 คน เพื่อสอบสวนขยายผลในคดีฆ่าอำพรางพี่ชาย ผู้พิพากษา ประจำศาลอาญากรุงเทพใต้

ฟังว่า 1 ใน 3 ผู้ต้องหา สารภาพว่าพี่ชายของผู้พิพากษา ถูกฆาตกรรมอำพรางศพโดยโยนทิ้งแม่น้ำใน เขต จ.นครสวรรค์ เกิดจากคดีที่ พ.ต.ท.บรรยิน เป็นจำเลยในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265,268 กรณีการโอนหุ้น"เสี่ยชูวงษ์" แซ่ตั๊ง ร่วม 300 ล้านบาท ว่าคดีนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้ดำเนินการสืบพยานโจทก์-จำเลย ทั้ง 2 ฝ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 20 มี.ค. 63 เวลา 09.00 น. เพื่อบีบให้ผู้พิพากษา ตัดสินในสิ่งที่ต้องการ !

ว่ากันว่า ก่อนที่ "บิ๊กแป๊ะ" พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จะสั่งการให้รวบตัว พ.ต.ท.บรรยิน ก่อนนั้นมีคนร้ายใส่แว่นดำสวมหมวกแก๊ป ใช้อาวุธจี้ตัวพี่ชายผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ ขึ้นรถตู้ติดป้ายทะเบียนปลอมจากหน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง ตั้งแต่ค่ำวันที่ 4 ก.พ. ขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าไป จ.นครสวรรค์ และกำแพงเพชร

จากนั้นก็ปรากฏมีการต่อรอง ให้องค์คณะผู้พิพากษาคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องพ.ต.ท.บรรยิน เป็นจำเลยเพื่อให้มีคำพิพากษายกฟ้องพ.ต.ท.บรรยิน

ถ้าเรื่องนี้ เป็นไปตามคำสารภาพของผู้ต้องหา คดีการตายของ "เสี่ยชูวงษ์ แซ่ตั๊ง" นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างหมื่นล้าน ปมปริศนาคาใจสังคมมาตั้งแต่เริ่มปี 2558 จนถึงวันนี้ กำลังมาถึงจุดสำคัญ

"เสี่ยชูวงษ์" และ "พ.ต.ท.บรรยิน" รู้จักเป็นเพื่อนกันจากการเข้าร่วมเรียนหลักสูตร วตท. ในกลุ่มนี้รู้ดีกันว่าเสี่ยชูวงษ์ เป็นนักลงทุนหุ้นที่มีหุ้นในพอร์ตมูลค่ามหาศาล

การตายของ"เสี่ยชูวงษ์" ทั้งสาเหตุการเสียชีวิต และการโอนหุ้นมูลค่ากว่า 300 ล้านของชูวงษ์ ล้วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ พ.ต.ท.บรรยิน

คดีฆาตกรรมอำพราง "เสี่ยชูวงษ์" เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.58 หลัง "ศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง" ภรรยาชูวงษ์ ได้รับแจ้งว่าชูวงษ์ บาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตที่โรงพยาบาล จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ขณะที่ชูวงษ์ นั่งรถยนต์เล็กซัสของ พ.ต.ท.บรรยิน บริเวณถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เนื่องจากมีรถยนต์ปาดหน้า ทำให้พ.ต.ท.บรรยิน ต้องหักหลบรถยนต์กะทันหัน ก่อนพุ่งชนต้นไม้จนชูวงษ์ เสียชีวิต

ขณะนั้น "พ.ต.ท.บรรยิน" ให้การกับตำรวจว่า เหตุที่ "ชูวงษ์" เสียชีวิต อาจเป็นเพราะไม่ได้สวมเข็มขัดนิรภัย ขณะที่สังคมสงสัยว่า เป็นฆาตกรรมอำพราง หรือไม่ เพราะจากภาพถ่ายที่มีและผลพิสูจน์พบว่า มีรอยกระแทกจากของแข็งจนกระดูกคอหัก รวมถึงมีลำคอคล้ายถูกรัด นอกจากนี้ จากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญยังพบว่า รถยนต์น่าจะชนด้วยความเร็วเพียง 30 กม./ชั่วโมง ซึ่งหากเป็นอย่างที่ บรรยิน ว่า ชูวงษ์ ก็ไม่น่าถึงตาย แต่ระหว่างสวดพระอภิธรรม ศพ 7วัน พ.ต.ท.บรรยิน ก็เดินทางมาร่วมฟังสวดด้วยตลอด

หลังผ่านประมาณ10วัน ครอบครัวเสี่ยชูวงษ์ พบความผิดปกติ โดยพบ หนังสือแจ้งรายงานการซื้อขายหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ AECS ถูกวางไว้ในห้องทำงาน รวมถึงเจอรายงานการขายหุ้นจำนวนมากไปให้บุคคลอื่น

ต่อมาการสืบสวนพบผู้ต้องสงสัย คือ "พ.ต.ท.บรรยิน" และ พวก ได้แก่ "น.ส.อุรชา วชิรกุลฑล" หรือ "ป้อนข้าว" อายุ 29 ปี อดีตโบรกเกอร์คนสนิทบรรยิน และ"น.ส.กัญฐนา ศิวาธนา" หรือ"น้ำตาล" อายุ 29 ปี อดีตพริตตี้ ซึ่งสนิทกับนายชูวงษ์ ถูกยื่นฟ้องในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม จากกรณีโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ร่วม 300 ล้านบาท

ที่ผ่านมา พ.ต.ท.บรรยิน ไม่ยอมให้การใดๆกับตำรวจ โดยจะขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น

คดีนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง กำหนดนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 20 มี.ค.63 เวลา 09.00 น.
ส่วนคดีฆาตกรรม พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ 5 (พระโขนง) และ นางศิริรัตน์ ภรรยาของเสี่ยชูวงษ์ เป็นโจทก์ร่วมกัน ยื่นฟ้องพ.ต.ท.บรรยิน ในความผิดร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันฆ่าผู้อื่น เพื่อจะเอา หรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่นเพื่อปกปิดของตน หรือ เพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.289 (4) (7) ซึ่งระวางโทษประหารชีวิต โดยศาลรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำ อ.4915/2559

กลับมาที่มูลเหตุอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา "เพื่อบีบให้ผู้พิพากษา ตัดสินในสิ่งที่ต้องการ!" ในคดีโอนหุ้น ...คดีนี้สำคัญอย่างไร

เนื่องเพราะ คดีโกงหุ้นเสี่ยชูวงษ์ ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นคดีที่จะชี้ถึงมูลเหตุจูงใจในคดีการฆาตกรรมอำพราง หรือกล่าวคือ คดีพันกันอยู่

เดิมที่คดีฆาตกรรมอัยการสั่งไม่ฟ้องแต่ หลังจากญาติ"เสี่ยชูวงษ์" ฟ้องเอง และสืบพยานไปสักพัก ทางพนักงานอัยการ ได้ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และ พ.ต.ท.บรรยิน ก็มาฟังการสืบพยานตลอด เป็นไปได้ว่าคงจะมองเห็นว่าคดีนี้จะไปทิศทางใด ด้วยเป็นตำรวจเก่าจึงพยายามร้องเรียนหรือขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษา รวมทั้งร้องถึงศาลฎีกา แต่ก็ไม่มีผลอะไร

เมื่อสองคดีชี้เป็นชี้ตาย คดีฆาตกรรมที่ศาลจำหน่ายคดีชั่วคราว จะเริ่มสืบต่อทันที่ต้นเดือนเมษายนนี้ หลังจากคดีโกงหุ้นที่ศาลอาญาใต้จะอ่านคำพิพากษาวันที่ 20 มีนาคม 2563 เพราะมูลความแห่งคดีมีความเกี่ยวพันกัน หากผลคำพิพากษาออกมา ก็จะมีการร้องขอรวมสำนวนไว้ด้วยกันต้องบอกว่า ไคลแมกซ์เข้ามาเรื่อยๆ สำหรับคดีโด่งดังผู้คนในสังคมให้ความสนใจมาตลอด 5 ปีกว่าๆ และ สำหรับพ.ต.ท.บรรยินแล้ว แน่นอนว่า "ย่อมปฎิเสธทุกข้อกล่าวหาอยู่แล้ว" และคนใกล้ชิดมักจะบอกว่า ทุกคนอาจจะมองว่าบรรยินเป็นคนผิดไปแล้ว โดยลูกสาวบอกว่าพ่อเป็นคนดีมาก เขาแค่เป็นคนจริง เขาเป็นคนธรรมดา มีศัตรูเยอะ คนใส่ร้ายป้ายสีอยู่ตลอด เชื่อว่า?ตลอดระยะเวลาที่ผ่านถูกกลั่นแกล้ง

ทว่า เมื่อปรากฏมีคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา โดยบรรยิน ไปเกี่ยวข้องอีกจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่มาก
ในเชิงของกระบวนการยุติธรรม การพิจารณาคดีของศาลต้องถือว่า เรื่องนี้ย่อมสะท้านสะเทือนต่อความมั่นคงและเชื่อมั่นของประชาชน ว่าคดีอุกอาจอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาเพื่อบีบให้ผลพิพากษาเป็นอย่างที่ตัวเองต้องการเช่นนี้เกิดขึ้นต่อผู้พิพากษาได้อย่างไร

วันนี้ขบวนการยุติธรรมงวดเข้ามาทุกขณะ อดใจไม่นานเกินรอ ความจริงจะถูกเปิดเผยออกมาพร้อม ๆ กับ ชะตากรรมของ พ.ต.ท.บรรยิน จะเป็นอย่างไร !! น่าติดตามยิ่ง.

** จากนี้ไป "คณะอนาคตใหม่" น่าจะเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระมากขึ้น ...ควรทบทวนบทบาท เลิกเอา "คนรุ่นใหม่" เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่เอา "ผลงาน" เป็นตัวตั้ง ให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน

กรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ พร้อมตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค ห้ามยุ่งเกี่ยวการเมืองเป็นเวลา 10 ปี จากกรณีที่ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" หัวหน้าพรรค ให้พรรคอนาคตใหม่ กู้เงินจำนวน 191 ล้านบาท
การยุบพรรคครั้งนี้ "ธนาธร" จะโทษใครไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นกกต. หรือศาลรัฐธรรมนูญ เพราะทั้งสององค์กรได้ทำหน้าที่ ตีความตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดแล้ว

โดยศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า เงินกู้ 191 ล้านบาทนั้น ไม่ใช่รายได้ ที่จะไปเข้าตาม มาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง … แต่พรรคอนาคตใหม่ ก็ยังโต้ว่า เงินกู้ เป็นรายจ่าย ไม่ใช่รายได้ และกฎหมายไม่ได้ห้ามการกู้เงิน จึงทำได้

ต่อมาเป็น มาตรา 66 ... บุคคลใดจะบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือ ประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมืองมีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาทต่อพรรคการเมืองต่อปีมิได้ ... ตรงจุดนี้ศาลฯ เห็นว่าเงินกู้ที่มีจำนวนเกิน 10 ล้านบาทนี้คือ "ประโยชน์อื่นใด" ที่ ธนาธร ให้กับพรรคการเมือง ซึ่งเป็นการเลี่ยงจากการบริจาค จึงไปเข้าตามความผิด มาตรา 72 ห้ามไม่ให้พรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง เช่น หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค รับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้ หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

และ มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) เป็นบทลงโทษ สำหรับพรรคการเมืองที่ทำผิดมาตรา 72 มีโทษ คือยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น !!

คนที่อ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น ต่างยอมรับคำตัดสินของศาลรธน. ว่า มิใช่ตัดสินไปโดยอคติ หรือ สองมาตรฐาน ...

ต้องไม่ลืมว่า เมื่อวันที่ 21ม.ค.63 ศาลฯ ก็ได้ตัดสินยกคำร้องคดี "อิลลูมินาติ" ของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งมีโทษถึงยุบพรรค ไปครั้งหนึ่งแล้ว...วันนั้น "ธนาธร" ยังออกมาแถลงขอบคุณศาลฯ ที่อำนวยความยุติธรรม

ดังนั้น เรื่องคดีเงินกู้นี้ "ธนาธร" ควรโทษตัวเองที่บริหารจัดการพรรคโดยพยายามหาช่องหลบเลี่ยงกฎหมาย ขณะที่ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" มือกฎหมายของพรรค ก็ตีความข้อกฎหมายผิดพลาด เลือกตีความบางเรื่อง เลือกอธิบายบางข้อ ใช้กระบวนการแถลงข้อเท็จจริง หรือการต่อสู้ทางคดีนอกศาลฯ มากกว่าสู้ในศาลฯ ... คือ สู้แบบหวังผลทางการเมือง มากกว่าผลทางคดี ... ผลก็เลยออกมาเช่นนี้ !!

เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบไปแล้ว ทางแกนนำพรรคก็ได้ตั้ง "คณะอนาคตใหม่" เพื่อสานต่อปณิธาน ขึ้นมาในวันเดียวกัน เพื่อเคลื่อนไหวนอกสภาฯ ... ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การที่ไม่มีสภาพเป็นพรรคการเมืองน่าจะทำให้ "คณะอนาคตใหม่" เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระมากขึ้น

อย่างเช่น เมื่อวานนี้ (23ก.พ.) "ช่อ" พรรณิการ์ วานิช ก็ได้ไปเปิดอภิปรายนอกสภาฯ ที่ศูนย์ประสานงานของคณะ ที่ฝั่งธนบุรี ในเรื่องรัฐบาลบิ๊กตู่ในยุคคสช. ร่วมมือกับ"นาจิบ ราซัค" อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมกันปกปิดคดีการเงินระดับโลก 1MDBได้อย่างน่าสนใจ

การเคลื่อนไหวของ "อนาคตใหม่" หลังจากนี้ ควรใช้ผลงานมาเป็นตัวตัดสิน อย่าเอาผลคะแนนเลือกตั้งกว่า 6 ล้านเสียง มาอ้าง เพื่อจะบอกว่าศาลฯ รังแกประชาชน ... หรือไม่ใช่ไปปลุกระดม "คนรุ่นใหม่" มาเป็นเครื่องมือ ชุมนุมคัดค้านรัฐบาล หรือสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

การถูกยุบพรรคครั้งนี้ นับเป็นโอกาสที่ "คณะอนาคตใหม่" จะได้ทบทวนบทบาทตัวเอง เพื่อสร้างการยอมรับให้กับประชาชน โดยเฉพาะ "คนรุ่นใหม่" ในทางที่ถูกต้อง สร้างสรรค์ ...เวลา และการกระทำ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ !!




กำลังโหลดความคิดเห็น