xs
xsm
sm
md
lg

เอาให้เห็นดำเห็นแดงไปเลย! “หมอวรงค์” ยุส่ง “วิ่งไล่ลุง” VS “วิ่งไล่ทอน” ใครจะคึกคักกว่ากัน!?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“หมอวรงค์” เชื่อ “เดินเชียร์ลุง” มีหลายเหตุผล หนึ่งในนั้นคือ เบื่อพวก “ชังชาติ” ซึ่งเป็นฝ่าย “วิ่งไล่ลุง” “ธนาธร” เป็นฝ่ายค้านลำดับต้นๆในโลกที่ประชาชนเบื่อกว่ารัฐบาล ยุส่งจัด “วิ่งไล่ลุง” VS “วิ่งไล่ทอน” ใครจะคึกคักกว่ากัน???

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้(13 ม.ค.63) เฟซบุ๊กWarong Dechgitvigrom ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.) โพสต์ หัวข้อ "วิ่งไล่ลุง"กับ"วิ่งไล่ทอน"

โดยระบุว่า การที่ประชาชนออกมาเดินเชียร์ลุง ที่สวนลุมฯกันคึกคัก น่าจะมาจากหลายปัจจัย การมาให้กำลังใจลุงตู่ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ที่อยู่ในใจ ไม่ได้พูดกันตรงๆและต้องการแสดงออก นั่นคือ เบื่อคุณธนาธร (จึงรุ่งเรืองกิจ)

คุณธนาธรต้องยอมรับว่า การกระทำของคุณนั้น เข้าข่ายชังชาติ มีส่วนที่ทำให้ประชาชนเขาอึดอัด เบื่อ และอยากแสดงออก ตั้งแต่การปลุกระดมสร้างความเกลียดชัง ล้างสมองเด็ก แบ่งแยกคนรุ่นใหม่คนรุ่นเก่า จาบจ้วงเบื้องสูง กระตุ้นความรุนแรง ชักศึกเข้าบ้าน ทำความผิดโดยไม่สำนึกว่าตนเองทำ โกหกบิดเบือนและแถ แถมไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล รวมทั้งท่องบทประชาธิปไตยกับเผด็จการ ทั้งๆที่ทุกฝ่ายมาจากการเลือกตั้งครั้งเดียวกัน จนประชาชนกล่าวว่า คุณทำตัวเป็นเด็กเกเรจะเอาให้ได้ดังใจ ผิดไม่ยอมรับผิด แพ้ไม่ยอมว่าแพ้

คุณธนาธร จึงเป็นฝ่ายค้านอันดับต้นๆของโลก ที่ประชาชนเบื่อมากกว่าเบื่อรัฐบาล ถึงขนาดรวมตัวแสดงออกกันคึกคัก และถ้าคุณไม่เปลี่ยนพฤติกรรม การสะสมความน่าเบื่อก็จะมากขึ้น รัฐบาลก็จะได้ประโยชน์ในสิ่งที่คุณทำ ใครจะไปรู้ว่า ในอนาคต ระหว่าง "วิ่งไล่ลุง"กับ "วิ่งไล่ทอน" สิ่งไหนจะคึกคักมากกว่ากัน #รู้ทันพวกชังชาติ #ปราบลัทธิชังชาติด้วยความจริง

ขณะที่ กิจกรรม “เดินเชียร์ลุง” ที่สวนลุมพินี มีรายงานข่าวผ่านสื่อหลายสำนักว่า ประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาล ทยอยเข้าร่วมกิจกรรม "เดินเชียร์ลุง" ตั้งแต่เช้ามืดเลยทีเดียว บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกครื้น โดยมีคณะกลองยาวบรรเลง ตลอดเวลาก่อนจะเริ่มออกสตาร์ท มีการแจกเสื้อและหมวกฟรี โดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนหรือแสดงบัตรประชาชน ซึ่งมีประชาชน เข้าร่วมมากกว่า 5,000 คน ทำให้เสื้อและหมวกที่ทาง "เพจเชียร์ลุง" ผู้จัดกิจกรรมเตรียมไว้ไม่เพียงพอ สำหรับผู้ที่เข้าร่วมจำนวนมาก

ภายในงานมีการจัดกิจกรรมย่อย ล้อเลียนนักการเมืองและพรรคการเมือง โดยการ นำรูปแตงโม, ส้มเขียวหวานและสตอเบอร์รี่ เป็นเชิงสัญลักษณ์ถึงบางพรรคการเมือง ให้ผู้ร่วมกิจกรรมเดินเชียร์ลุงแสดงออกถึงความไม่พอใจด้วยการก่นด่าประณาม

ขณะที่ ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือ ผู้กองปูเค็ม นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นตัวหลักในการสื่อกิจกรรมดังกล่าว โดยมีการพูดกับสตอเบอร์รี่ และ ส้มเขียวหวาน ที่จัดเตรียมไว้ โดยตอนหนึ่งระบุถึง การรณรงค์ ให้มีการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ที่ผู้กองปูเค็มมองว่าเป็นการทำลายชาติและปล่อยให้ต่างชาติมาแทรกแซง

และยังกล่าวถึงการที่พรรคการเมืองบางพรรคไม่รับผู้กองปูเค็มเป็นสมาชิกพรรค ก่อนที่จะทำการตบและทำลายสตอเบอร์รี่ โดยให้เหตุผลว่า เมื่อต่อหน้าทำไม่ได้ เพราะผิดกฎหมาย จึงขอกระทำกับสตอเบอรี่และส้มเขียวหวานจำลองแทนก็แล้วกัน ซึ่งได้รับเสียงปรบมือและเสียงเชียร์จากประชาชนที่ร่วมกิจกรรมอย่างล้นหลาม

ภาพจากแฟ้ม
ส่วน นางหฤทัย ม่วงบุญศรี หรือ “อุ๊” นักร้องชื่อดังและแนวร่วม กปปส. ได้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมก่อนเริ่มการเดินทางไม่นานนัก และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า

กิจกรรมนี้ยอมรับว่า เป็นกิจกรรมทางการเมือง เนื่องจากมีกลุ่มการเมืองจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงก่อน ทางเพจเดินเชียร์ลุง จึงจัดกิจกรรมนี้ขึ้นและตัวเองก็ยืนยันจะเข้าร่วมตั้งแต่ต้น เพื่อแสดงออกถึงการสนับสนุน "ผู้นำของเรา" แต่ก็ไม่คิดว่าประชาชนจะให้การสนับสนุนมากขนาดนี้

“อุ๊” กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีความสงบ ประชาชนทำมาหากินได้จนร่ำรวยเป็นเศรษฐีได้หลายตระกูล ตลอดมานั้น เป็นเพราะประชาชนรู้เรื่องการเมือง แต่มีนักการเมืองและกลุ่มคนพยายามกล่าวให้ร้ายประเทศว่า มีความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจไม่ดี และทำลายความสงบ จึงถูกเรียกว่า "พวกชังชาติ"

โดยเฉพาะการใส่ร้ายป้ายสีประเทศตัวเองและรัฐบาล ว่ามีความเป็นเผด็จการ ทั้งที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงรัฐบาลปัจจุบัน เป็นประชาธิปไตย เพราะมาจากการเลือกตั้ง

นางหฤทัย ระบุด้วยว่า ปัญหาของประเทศไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญ แต่เกิดจากนักการเมืองที่ใช้รัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ตนเอง และทำให้ประเทศชาติเสียหาย ดังนั้น หากใครที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เป็นเหมือน "ก้างขวางคอนักการเมืองโกง" จะต้องเจอกับประชาชนที่ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่น่าวิเคราะห์อยู่ไม่น้อย ของกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” และ “เดินเชียร์ลุง”

โดยเฉพาะเมื่อพิจารณา จากกลุ่มคนที่เข้าร่วมกิจกรรม และเหตุผล รวมถึงจุดยืนที่เข้าร่วม

“...โลกของวิ่งไล่ลุงมีลักษณะเฉพาะที่ชัดเจนคือ คนรุ่นใหม่ วัยทีน มนุษย์เงินเดือน หนุ่มสาวออฟฟิศ คนชั้นกลางมีอันจะกิน ไปจนถึงรากหญ้าที่ต่อสู้มาทุกสนาม ฯลฯ

โลกของเดินเชียร์ลุงคละคลุ้งไปด้วยฝุ่นความทรงจำแต่เก่าก่อน ตั้งแต่เพลงปลุกใจ วาทกรรม และผู้คนที่อยู่ในวัยเฒ่าชรา ลุง ป้า อาม่า อากง มีหนุ่มสาวอยู่บ้างประปราย แต่คนสูงวัยกลุ่มนี้ยังคงเป็นกลุ่มคนสูงวัยที่อู้ฟู่

จุดตัดของ ‘เจเนอเรชัน’ ทำให้การมองโลกของคนสองวัยเป็นไปแบบขนานในแง่ของอุดมการณ์และความคิด แต่ปลายทางยังพอบรรจบคือ ‘ชาติ’ ที่รักและดูแลด้วยเหตุผลที่คิดว่าดีงามแตกต่างกัน

โลกของคนเชียร์ลุง จึงเป็นโลกที่ปฏิเสธคนชังชาติ ธนาธร อนาคตใหม่ ทักษิณ และวิธีคิดแบบตะวันตกที่ลุงป้าคิดว่าสุดโต่ง แต่เลือกที่จะรักษาลุง กลุ่มทหาร อำนาจเก่าเอาไว้ เพราะคนเหล่านี้ล้วนทำภารกิจเพื่อชาติมากกว่านักการเมืองโกงกินที่เห็นมา

ส่วนโลกของคนไล่ลุงคือ โลกที่ปฏิเสธลุง บริวาร สมุน ความไม่เท่าเทียม คนไม่เท่ากัน อำนาจเก่าที่แทรกแซงหลายกลไก ความผุพังของรัฐธรรมนูญจากรัฐประหาร แต่เลือกที่จะรักษาประชาธิปไตย คนที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญจากประชาชน ยกเลิกเกณฑ์ทหารไปรับใช้นายพล ฯลฯ

นักการเมืองในกลุ่มวิ่งไล่ลุงมามากกว่าเดินเชียร์ลุง แต่นัยนี้สะท้อนเสมอว่า นักการเมืองได้เบนเข้าหากิจกรรมมวลชนมาระยะหนึ่งแล้ว เพื่อไทย อนาคตใหม่ เซเลบทางการเมือง นักวิชาการ ฯลฯ สวมเสื้อวิ่งไล่ลุง ขณะที่หมอเหรียญทอง, ผู้กองปูเค็ม, อุ๊ หฤทัย, จุฑาฑัตต จาก รปช. มาเดินเชียร์ลุง...

โลก 2 ใบที่มี ‘ลุง’ เป็นจุดร่วม ดูเหมือนจะเลือกเดินกันคนละทาง และไม่ทนกันคนละแบบ โดยหาทางประสานไม่ได้เลย เพราะ ‘ลุง’ คือสิ่งที่ฝ่ายหนึ่งเก็บ อีกฝ่ายเลือกทิ้ง

การแสดงออกทางการเมืองเหล่านี้ได้เริ่มต้นแบ่งทางแยกของผู้คนในสังคมใหม่อีกหน ระหว่าง ‘อนุรักษ์นิยม’ และ ‘เสรีนิยมสมัยใหม่’ ที่ไม่ใช่เรื่องสีเสื้อ แต่ร้าวลึกลงไปถึงรากอย่างแท้จริง” (โลก 2 ใบของ ‘ลุง’ โดย ธนกร วงษ์ปัญญา https://thestandard.co/)

โพสต์ ของหมอวรงค์ และภาพสะท้อนของสองกิจกรรมดังกล่าว ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันคือ ความไม่พอใจ “เผด็จการทหาร” โดยมี “ลุง” เป็นตัวแทนหรือเป้าโจมตี ขณะที่ อีกฝ่าย คือ การปกป้อง “ลุง” และต่อต้าน นักการเมือง และพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งแสดงออกถึงการต่อต้านเผด็จการทหาร ด้วยความต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ต้องการยกเลิกทุกอย่างที่เป็นรากเหง้าระบบอนุรักษ์นิยม และยึดมั่นอุดมการณ์เสรีนิยมแบบสุดโต่ง ไร้ราก!!!

ดังนั้น ความขัดแย้งครั้งใหม่ โดยมีนักการเมืองและพรรคการเมืองบางพรรคปลุกปั่น จนร้าวลึกไปถึงราก อย่างที่มีผู้วิเคราะห์เอาไว้ จึงนับว่าเป็นอันตรายอย่างสูง..อันตรายและน่ากลัวสำหรับคนไทยที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แต่ต้องมาพลอยรับกรรมกับเขาด้วย มันน่าเศร้าแค่ไหนลองคิดดู!!!


กำลังโหลดความคิดเห็น...