xs
xsm
sm
md
lg

ศาลปกครองกลางชี้คำสั่ง นอภ.บางสะพาน ให้ “สหวิริยา” ออกพ้นพื้นที่ป่าสงวน ชอบด้วย กม.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ศาลปกครองกลาง ยกฟ้อง บ.สหวิริยา ขอเพิกถอนคำสั่งนายอำเภอบางสะพานที่ให้ออกจากพื้นที่ป่าสงวนป่าคลองแม่รำพึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยันพื้นที่ 52 แปลง 798 ไร่ ต้องห้ามออกเอกสารสิทธิที่ดินทุกประเภท คำสั่งนายอำเภอชอบด้วยกฎหมาย

วันนี้ (20 ก.พ.) ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) กับพวก รวม 8 คน ยื่นฟ้องนายอำเภอบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และพวกรวม 3 คน เพื่อขอให้ศาลฯสั่งเพิกถอนคำสั่งของนายอำเภอบางสะพาน ที่สั่งให้บริษัท สหวิริยาฯ กับพวกงดเว้นการกระทำใดๆ และให้ออกจากป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองแม่รำพึง และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ยกอุทธรณ์ของบริษัท สหวิริยาฯ กับพวก โดยศาลเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณนี้ที่ปรากฏตัวตนชัดเจนก่อนวันที่ พ.ร.ฎ.กำหนดป่าคลองแม่รำพึงให้เป็นป่าคุ้มครองฯ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2484 ดังนั้น ที่ดินภายในแนวเขตแผนที่ท้าย พ.ร.ฎ.จึงเป็นเขตป่าคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค. 2484 เป็นต้นมา หลังจากนั้นเมื่อ พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2497 ก็ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดแจ้งการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณพิพาทที่อยู่นอกแนวเขตแผนที่ท้าย พ.ร.ฎ. ต่อนายอำเภอบางสะพาน

นอกจากนี้ ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดที่ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณดังกล่าว มานำหรือส่งตัวแทนมานำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสำรวจรังวัดที่ดินในการเดินสำรวจรังวัดเพื่อออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ซึ่งต่อมาเมื่อมีการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 165 (พ.ศ. 2509)ฯ กำหนดให้ป่าคลองแม่รำพึงภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวงฯ เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2510 จึงมีผลให้ที่ดินในแนวเขตตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวงฯ ซึ่งมีเขตพื้นที่ครอบคลุมทับที่ดินในแนวเขตป่าคุ้มครองเดิมตามแผนที่ท้าย พ.ร.ฎ. กลายเป็นป่าสงวนแห่งชาติตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2510 เป็นต้นมา อันเป็นที่ดินมีลักษณะต้องห้ามมิให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินทุกประเภท

ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาบางสะพาน ได้ออก น.ส.3 ก.ทั้ง 52 ฉบับ รวมเนื้อที่ 798 ไร่ ให้แก่บุคคลที่ไม่สามารถออก น.ส.3 ก.ให้ได้ และยังเป็นการออก น.ส.3 ก.ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ น.ส.3 ก.ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่ออธิบดีกรมที่ดินได้ออกคำสั่งเพิกถอนและให้แก้ไขเนื้อที่ใน น.ส.3 ก.จำนวน 52 ฉบับ ของบริษัท สหวิริยาฯ กับพวกแล้ว การที่นายอำเภอบางสะพาน ได้อาศัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานและคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินดังกล่าว แล้วนำมาใช้เป็นเหตุผลในการออกคำสั่งให้บริษัท สหวิริยาฯ กับพวกงดเว้นการกระทำใดๆ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และให้ออกจากป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองแม่รำพึง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คำสั่งดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย อันมีผลให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ยกอุทธรณ์ของบริษัท สหวิริยาฯ กับพวกชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้พื้นที่ดังกล่าว เครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบางสะพาน” และ “กลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง” ซึ่งเป็นประชาชนในพื้นที่ได้คัดค้านการนำที่ดินทั้ง 52 แปลงไปออกเอกสารสิทธิ์ให้กับบริษัท สหวิริยาฯ ที่มีแผนจะจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ครบวงจร โดยเห็นว่าสภาพพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าชายเลน มีหลากหลายทางชีวภาพ ความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำที่เป็นแหล่งทำมาหากินของคนในชุมชน อยู่ในเขตป่าคุ้มครองและป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองแม่รำพึง การนำที่ดินดังกล่าวไปออกเอกสารสิทธิ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย


กลุ่มเหล็กสหวิริยาสนับสนุนทุนการศึกษา 6 โรงเรียนที่บางสะพาน
กลุ่มเหล็กสหวิริยาสนับสนุนทุนการศึกษา 6 โรงเรียนที่บางสะพาน
กลุ่มเหล็กสหวิริยา สนับสนุนทุนการศึกษา 6 โรงเรียนที่บางสะพาน กลุ่มเหล็กสหวิริยา มอบทุนสนับสนุนพัฒนาคุณภาพการศึกษาระยะ 3 ปี พัฒนาผู้เรียน พัฒนาครู พัฒนาโรงเรียน ภายใต้ โครงการกองทุนสหวิริยาร่วมพัฒนาคุณภาพการศึกษาบางสะพาน จำนวน 6 โรงเรียน ที่ผ่านการคัดเลือกและอยู่ในโครงการในปี 2560 ได้แก่ โรงเรียนบ้านวังยาว โรงเรียนบ้านหนองจันทร์ โรงเรียนบ้านทองมงคล โรงเรียนอนุบาลบางสะพาน โรงเรียนบ้านวังน้ำเขียว มูลค่ารวม 1.2 ล้านบาท โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครูเป็นผู้รับมอบ ณ หอประชุมอำเภอบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์
กำลังโหลดความคิดเห็น...