xs
xsm
sm
md
lg

ป.ป.ช.ย้ำอุทธรณ์ 7 ตุลาฯ ฟันแค่ “สุชาติ” ฐานไม่ยับยั้งเหตุ อ้างอีก 3 จำเลยเป็นระดับนโยบายไร้ประเด็นชงให้ศาลพิพากษากลับ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ป.ป.ช. แถลงยันอุทธรณ์คดี 7 ตุลาฯ เฉพาะ อดีต ผบช.น. อ้างดูจากคำพิพากษาเสียงข้างน้อย ชี้ส่อทำเกินกว่าเหตุ ไม่ระงับยับยั้งเปลี่ยนวิธีใช้แก๊สน้ำตา อ้างปะทะไม่ยืดเยื้อทำฝ่ายนโยบายไม่ผิด ด้าน “วัชรพล” บอกไม่มีประเด็นที่จะอุทธรณ์ให้ศาลพิพากษากลับได้ ต้องให้ความเป็นธรรม อ้างไม่ได้ออกเสียงหนุนหรือค้าน



วันนี้ (31 ส.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร ป.ป.ช. แถลงข้อเท็จจริงและรายละเอียดมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่อุทธรณ์ผลคำพิพากษาคดีสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ปี 2551 ที่อุทธรณ์เฉพาะกรณี พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีดังกล่าว โดยไม่อุทธรณ์ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. จำเลยที่ 1 - 3

โดย นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า สาเหตุที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. อุทธรณ์เฉพาะกรณี พล.ต.ท.สุชาติ เนื่องจากเห็นว่า กรณีนี้แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายนโยบายมีจำเลยที่ 1 - 3 และฝ่ายปฏิบัติคือจำเลยที่ 4 และเมื่อพิจารณาจากคำวินิจฉัยส่วนตัวขององค์คณะผู้พิพากษา 9 รายในคดีนี้ พบว่า มีเสียงข้างน้อย 1 ราย ที่เห็นว่า มีการตระเตรียมการแผนการไว้ก่อน เช่น มีการมอบหมายให้ใช้แผนกรกฎ/48 และการปฏิบัติตามแผนดังกล่าวอาจทำโดยมิชอบ ดังนั้น ในเมื่อจำเลยที่ 4 เป็นฝ่ายปฏิบัติ อาจทำเกินเลยกว่าเหตุ ป.ป.ช. จึงอุทธรณ์ในประเด็นนี้ไป

นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า จำเลยที่ 4 ย่อมทราบดีถึงสถานการณ์ที่ต้องใช้แก๊สน้ำตาโดยตลอดช่วงเวลาการสลายการชุมนุม ตั้งแต่ช่วงเช้า - บ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาพลบค่ำ ขณะรักษาความปลอดภัยให้แก่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) อันเป็นบริเวณเกิดเหตุ โดยเป็นผู้สั่งการ หรือรู้เห็นยินยอมให้ผู้ใต้บังคับบัญชาระดับรองลงไปสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติยิง หรือขว้างระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทั้งที่จำเลยที่ 4 เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ สมควรประเมินสถานการณ์และระงับยับยั้งเหตุการณ์ แต่กลับไม่ได้ระงับยับยั้งหรือปรับเปลี่ยนวิธีการใช้แก๊สน้ำตา จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนจำเลยที่ 1 - 3 นั้น เป็นฝ่ายนโยบาย และการสลายการชุมนุมครั้งนี้ทำต่อเนื่องกันและจบภายในวันเดียว ไม่ได้ยืดเยื้อไปหลายวัน หากมีการยืดเยื้อไปหลายวัน แล้วฝ่ายนโยบายไม่มีการทบทวนการปฏิบัติดังกล่าว ฝ่ายนโยบายจึงอาจผิดด้วยได้ ดังนั้น ตรงนี้คือสาเหตุว่า ทำไม ป.ป.ช. จึงอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 4

ขณะที่ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ป.ป.ช. ฟ้องจำเลยทั้ง 4 ราย ใน 4 ประเด็น ดังนั้นในการอุทธรณ์ ป.ป.ช. จึงหยิบยกคำพิพากษากลาง และคำวินิจฉัยส่วนตัวขององค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 ราย มาพิจารณาแล้ว เห็นว่าประเด็นที่ 1 - 3 นั้นยังห่างไกล เป็นนโยบาย ไม่มีประเด็นที่จะอุทธรณ์ต่อทำให้ศาลฎีกาฯพิพากษากลับได้ แต่ในประเด็นที่ 4 เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงค่ำ อาจเกินเลย และไม่ชอบด้วยกระบวนการต่างๆ โดยคณะกรรมการมาวิเคราะห์ตรงนี้ ในฐานะฝ่ายโจทก์ ต้องให้ความเป็นธรรมตามหน้าที่ ในฐานะองค์กรที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกราย อย่างที่เคยบอกว่า มีหลายเรื่องที่พยานหลักฐานไม่เพียงพอ ให้ข้อกล่าวหาตกไปเยอะแยะ เช่นเดียวกันกับกรณีนี้

“ย้ำว่า วิเคราะห์จากคำพิพากษากลาง และคำวินิจฉัยส่วนตัว และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เสียงไม่ได้เอกฉันท์ แต่อยู่ด้วยระบบเสียงข้างมาก ตัวผมเองไม่ได้ออกเสียง โดยเสียงข้างมาก 7 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง จึงไม่ควรอุทธรณ์จำเลยที่ 1-3 ส่วนจำเลยที่ 4 เสียงข้างมาก 8 เสียง ควรอุทธรณ์ ผมไม่ได้ออกเสียงนี่คือบทสรุป ส่วนรายละเอียดตรงไหน อย่างไร เป็นอำนาจศาลฎีกาฯ ที่จะวินิจฉัย แต่อำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. คือ มาวิเคราะห์ วินิจฉัยในอำนาจหน้าที่ว่า ควรอุทธรณ์หรือไม่ อย่างไร แต่อุทธรณ์เฉพาะที่เห็นว่า มีพยานหลักฐาน เหตุผลเพียงพอที่ควรอุทธรณ์” พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว
พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ

กำลังโหลดความคิดเห็น...