xs
xsm
sm
md
lg

พระเอกประยุทธ์ ไม่คุ้ยทุจริตรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ อ้าง “จะทำลายเขา” !?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผ่าประเด็นร้อน


ผ่านไปแล้ว สำหรับการนัดหมายพบปะเปิดใจกับสื่อบางสำนัก และสื่อยักษ์ใหญ่ที่มีการนัดหมายกันแบบเฉพาะเจาะจงจาก นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม โดยยกเว้นสื่อในเครือ “ผู้จัดการ” ที่ห้ามเข้า เพราะเขาไม่อ่าน “อ่านแล้วโมโหทุกที”

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะไม่ได้รับเชิญ ห้ามเข้า แต่ก็ใช้วิธี “แอบฟัง” แล้วมาขยายความโดยอ้างอิงจากรายงานข่าวในวงสนทนาตอนหนึ่งที่จับใจความได้ว่า สาเหตุที่เขานำทีมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาควบคุมอำนาจ ว่าเคยเตือน อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร “ให้เอาให้อยู่” ไม่เช่นนั้นจะมาถึงเขาในฐานะที่ดูแลด้านความมั่นคง และอีกสาเหตุสำคัญมาจาก “ตำรวจเกียร์ว่าง” ไม่ทำงานตามหน้าที่ จนเกิดเหตุว่นวาย

หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังยืนยันว่าที่เข้ามาไม่ใช่เข้ามา “ยึดอำนาจให้ใคร” เพียงแต่อยากหยุด 2 ฝ่ายไม่ให้ตีกัน

“โดยถ้าจะจับก็ต้องจับหมดทุกฝ่าย แต่ที่สุดแล้วปัญหาจะไม่จบ และด้วยเหตุผลนี้จึงไม่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขึ้นมา เพราะจะเป็นการทำลายเขา และเป็นการช่วยอีกฝ่ายหนึ่งมากกว่า”

“คนที่ยิงคนในวัดปทุมวนาราม (เหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม 53) เรามีหลักฐานโยงถึงคนยิงทุกคน และตอนนั้นตำรวจก็อยู่ในวัดปทุมฯ ทำไมถึงไม่ออกมาปฏิบัติหน้าที่ ป้องกันเหตุร้าย และที่มีการถ่ายรูปทหารได้ ก็เป็นเพราะทหารคนนั้นไปยืนแอ็กให้เขาถ่ายรูปเอง ผมทราบดีว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง กลุ่มใด หนังสือพิมพ์รับเงินจากใคร ให้มาเขียนด่าผม” รายงานข่าวตอนหนึ่งที่อ้างคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุ

แน่นอนว่าจากคำพูดดังกล่าวทำให้มีความชัดเจนใน “สองสามประเด็นสำคัญ” ที่ค้างคาใจกันมานานแล้ว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันว่า ไม่ได้ยึดอำนาจให้ใคร แต่เข้ามาหยุดสองฝ่ายไม่ให้ตีกัน ซึ่งก็เป็นไปตามการให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้หลายครั้ง รวมทั้งคำปรารภในรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าเข้ามาเพื่อป้องกันความขัดแย้งของประชาชนทั้งสองฝ่าย ไม่ให้ใช้อาวุธเข้าห้ำหั่นกันจนอาจเกิดสงครามกลางเมือง

หากตัดตอนมาพิจารณาจากเรื่องนี้ก่อน ก็อาจมองว่า นี่ไม่ต่างจากบทบาทของ “พระเอก” ไม่มีผิด เพราะทนเห็นความวุ่นวาย ทนเห็นปัญหาไม่ไหวเข้ามาป้องกันเหตุร้าย ต้องออกมาห้ามทัพ มองเผินๆ ก็ต้องยกนิ้วให้

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากความเป็นจริง ก็ต้องรับรู้ว่า ปัญหาความวุ่นวาย ซึ่งในที่นี้หากพูดให้กระชับเข้ามาเอากันเฉพาะกรณีของ การชุมนุมของประชาชนในนามของกลุ่มที่เรียกว่า กปปส. ครั้งล่าสุด มีสาเหตุหลักมาจากความไม่พอใจการใช้อำนาจมิชอบของรัฐบาล พรรคเพื่อไทย ที่มี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะสาเหตุที่ทำให้อารมณ์ของชาวบ้านขาดผึงมีการออกมาชุมนุมขับไล่กันหลายล้านคนที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เป็นเพราะไม่พอใจการออกกฎหมาย “เหมาเข่ง” ล้างผิดให้คนโกง แล้วใช้ชื่อเท่ๆ ว่า “นิรโทษกรรม” นี่คือสาเหตุ
 
ไม่ใช่ชาวบ้านออกมาทะเลาะกับ รัฐบาล ไม่ใช่ชาวบ้านกลุ่มนี้มีเจตนาทะเลาะกับตำรวจ หรือ มีเจตนาทะเลาะขัดแย้งกันคนเสื้อแดงที่สนับสนุนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่มันเป็นเรื่องที่ชาวบ้านทนการเอาเปรียบ ทนการใช้อำนาจมิชอบไม่ได้ต่างหาก

คำพูดที่บอกว่าถ้าจะจับก็ต้องจับทั้งสองฝ่าย ฟังเผินๆ แล้วดูเท่เหลือเกิน พูดเหมือนกับผู้ใหญ่ที่ออกมาห้ามปรามไม่ให้เด็กๆทะเลาะกัน แต่อย่างที่บอกว่าที่มาที่ไปของการชุมนุมมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง และต้องถามว่า “สองฝ่าย” นั้นอีกฝ่ายนั้นคือฝ่ายไหน หมายถึงฝ่ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือฝ่ายคนเสื้อแดง หรือทั้งสองฝ่ายดังกล่าวรวมเป็นฝ่ายเดียวกัน ขณะที่อีกฝ่ายแน่นอนว่าย่อมหมายถึงฝ่าย กปปส. ลักษณะที่มาย่อมต่างกันอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ในคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ย่อมขัดแย้งในตัวเอง กรณีตำหนิตำรวจในวัดปทุมวนาราม ที่ “ไม่ทำหน้าที่” ไม่เข้ามาควบคุมเหตุการณ์ร้ายในวันนั้น และยังยืนยันว่ามีหลักฐานเชื่อมโยงว่าใครอยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็เชื่อว่าเหตุการณ์ในวันนั้นลองชั่งน้ำหนักหรือใช้หัวคิดเพียงเล็กน้อยก็พอจะมองออกว่าคนที่อยู่เบื้องหลังดังกล่าวเป็นพวกของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือว่าเป็นอีกฝ่ายคือ กปปส.รวมไปถึงก่อนและหลังวันยึดอำนาจที่มีการจับกุม “ชายชุดดำ” ที่เตรียมการลุกฮือแบบ “ขอนแก่นโมเดล” และการขยายผลจับกุมอาวุธสงครามตามมา
 
คนพวกนี้เป็นฝ่ายไหน หรือแม้กระทั่งพวกที่กระทำผิดมาตรา 112 ที่ถูกจับกุมในภายหลัง ถามว่าคนพวกนี้เป็นพวกไหน ดังนั้น คำพูดที่บอกว่าชาวบ้านสองฝ่ายขัดแย้งกัน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เป็นการบิดเบือนความจริง

เมื่อมาถึงประเด็นสำคัญที่อ้างว่าสาเหตุที่ไม่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นอกจากไม่ใช่เป้าหมายตั้งแต่แรกแล้ว โดยระบุว่าหากทำเช่นนั้นจะเป็นการ “ทำลายเขา” ทั้งที่การบริหารราชการเพียงแค่สองปีกว่ากลับมีแต่เรื่องทุจริตอื้อฉาวนับไม่ถ้วน จนเกิดการประท้วงขับไล่ตามมา สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ โครงการรับจำนำข้าว ที่มีการสรุปความเสียหายรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มี “มติเอกฉันท์” ชี้มูลความผิด ยื่นถอดถอนและฟ้องคดีอาญา ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เคยให้สัมภาษณ์อีกว่าในจำนวนปริมาณข้าวที่ตรวจสอบมีข้าวด้อยคุณภาพมากถึงร้อยละ 70 นี่คือหลักฐานที่ปรากฏในคำพูดอยู่แล้ว แต่กลับไม่พูดถึงไม่มีการการอายัดทรัพย์ เกรงว่าจะไปทำลายเขาเสียอีก

คำพูดและท่าทีของ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือว่าชัดเจนอีกครั้ง ว่าไม่ได้เข้ามาเพื่อจัดการหรือตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่อ้างว่าเข้ามายึดอำนาจเพื่อต้องการห้ามทัพ และวางรากฐานการพัฒนาประเทศใหม่ ไม่ได้ยึดอำนาจให้ใคร ส่วนจะจริงตามนั้นหรือไม่ ส่วนจะคล้อยตามแค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นเจตนาที่แท้จริง !!
กำลังโหลดความคิดเห็น