xs
xsm
sm
md
lg

ทีมวิจัย ส.พระปกเกล้า ค้าน กมธ.ปรองดองใช้เสียงข้างมากเลิกคดี คตส.

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

นายวุฒิสาร ตัณไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า (แฟ้มภาพ)
คณะผู้วิจัยสร้างความปรองดอง สถาบันพระปกเกล้า เตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง ประธาน กมธ.ปรองดอง ค้านใช้เสียงข้างมากเห็นชอบให้ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทั้งคดีความผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และคดีอาญา พร้อมให้ยกเลิกคดี คตส. ระบุการใช้เสียงข้างมากจะเป็นเพียงการสร้าง “ความยุติธรรมของผู้ชนะ” เท่านั้น


นายวุฒิสาร ตัณไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะหัวหน้าคณะผู้วิจัย สร้างความปรองดองแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยว่า บ่ายในวันนี้ (23 มี.ค.) คณะผู้วิจัยจะเข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกคำแถลงจุดยืนของคณะผู้วิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ต่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จดหมายเปิดผนึกของคณะผู้วิจัยสร้างความปรองดองแห่งชาติ เป็นจดหมายคัดค้านการที่คณะกรรมาธิการฯ จะเสนอรายงานตามผลวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า โดยใช้เสียงข้างมากเห็นชอบที่จะออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองทั้งหมด ทั้งคดีที่เกี่ยวข้องกับการความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง

นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยยังคัดค้านและไม่เห็นด้วยที่คณะกรรมาธิการฯ ใช้เสียงข้างมากลงมติเห็นชอบตามทางเลือกที่ 3 ของคณะผู้วิจัยให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และให้นำคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการและตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง

ในจดหมายเปิดผนึกระบุตอนหนึ่งว่า “คณะผู้วิจัยไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการใช้คะแนนเสียงข้างมากในการตัดสินใจดังกล่าวของคณะกรรมาธิการฯ หรือของสภาผู้แทนราษฎร โดยที่บรรยากาศแห่งความปรองดองซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญ ยังไม่เกิดขึ้นในสังคม และเชื่อว่าการใช้เสียงข้างมากในการกำหนดแนวทางสร้างความปรองดองจะเป็นเพียงการสร้าง "ความยุติธรรมของผู้ชนะ” เท่านั้น

สำหรับจดหมายเปิดผนึก เรื่อง คำแถลงต่อจุดยืนของคณะผู้วิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า มีเนื้อหาดังต่อไปนี้

วันที่ 23 มีนาคม 2555

เรื่อง คำแถลงต่อจุดยืนของคณะผู้วิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า

เรียน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร

จาก “รายงานวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ” ของสถาบันพระปกเกล้าที่เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎรนั้น คณะผู้วิจัยได้มีข้อสรุปชัดเจนว่า ภายใต้สภาวะความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันที่ต่างฝ่ายต่างยังคงยึดมั่นอยู่ในจุดยืนและความต้องการของตนเองจนไม่สามารถแสวงหาทางออกร่วมกันได้นั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการในโอกาสแรกซึ่งเป็นหัวใจสำคัญและความสำเร็จในการสร้างความปรองดอง คือ การสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดองในสังคมไทยด้วยการริเริ่มกระบวนการพูดคุยเสวนา (Dialogue) ภายในคณะกรรมาธิการฯ เพื่อหาข้อสรุปเบื้องต้นร่วมกันต่อข้อเสนอในรายงานฯ โดยไม่ใช้เสียงข้างมากในการตัดสิน หลังจากนั้นจึงขยายผลการพูดคุยสู่สังคมในวงกว้างโดยการเปิดเวทีเสวนาระดับพรรคการเมือง กลุ่มผู้สนับสนุน และประชาชนทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและพิจารณาหาแนวทางการสร้างความปรองดองในชาติที่ยอมรับได้ร่วมกัน

บัดนี้ ได้ปรากฏตาม “(ร่าง) รายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร” ซึ่งจัดทำโดยสำนักกรรมาธิการ 3 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ณ วันที่ 20 มีนาคม 2555 ว่าทางคณะกรรมาธิการฯ ได้ใช้เสียงข้างมากในการให้ความเห็นชอบในประเด็นดังต่อไปนี้

1) การให้อภัยผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง โดยรวมถึงกลุ่มผู้ชุมนุมทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่รัฐและผู้บังคับบัญชา ตลอดจนผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเห็นชอบในทางเลือกที่ 1 คือ ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองทั้งหมดทุกประเภท ทั้งคดีการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการบริการราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ด้วยเสียงข้างมากจำนวน 23 ท่าน ในขณะที่คณะผู้วิจัยได้ระบุไว้ในรายงานชัดเจนว่าอย่างน้อย สิ่งที่ต้องดำเนินการคือการพูดคุยเสวนาในวงกว้าง ถึงคำจำกัดความของคดีอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองเสียก่อน

2) การเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมและเป็นการลดเงื่อนไขของข้อกล่าวอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในส่วนของการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาโดยกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยเห็นชอบในทางเลือกที่ 3 คือ ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดย คตส.ทั้งหมดและไม่นำคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการและที่ตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง ด้วยเสียงข้างมากจำนวน 22 ท่าน ในขณะที่คณะผู้วิจัยได้ระบุไว้ในรายงานชัดเจนว่า ทางเลือกนี้จะทำให้ความปรองดองเป็นไปได้ยาก และมีบางฝ่ายเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาในกรณีการทุจริตหรือใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบนั้น ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการใช้คะแนนเสียงข้างมากในการตัดสินใจดังกล่าวของคณะกรรมาธิการฯ หรือของสภาผู้แทนราษฎร โดยที่บรรยากาศแห่งความปรองดองซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญ ยังไม่เกิดขึ้นในสังคม และเชื่อว่าการใช้เสียงข้างมากในการกำหนดแนวทางการสร้างความปรองดองจะเป็นเพียงการสร้าง “ความยุติธรรมของผู้ชนะ” เท่านั้น ซึ่งรายงานวิจัยได้ระบุว่า การยึดถือเสียงข้างมากโดยละเลยความเห็นที่แตกต่างนั้น ถือเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงรอบใหม่ได้อีกในอนาคต อันขัดกับเจตนารมณ์ของคณะผู้วิจัยอย่างชัดเจน

ด้วยเหตุนี้ เพื่อดำรงคุณค่าและหลักการสำคัญของการปรองดอง ตลอดจนป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นอีกครั้งในสังคม คณะผู้วิจัยจึงขอให้คณะกรรมาธิการฯ พิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอในส่วนของการริเริ่มกระบวนการพูดคุยเสวนาทั่วประเทศ เพื่อให้ได้ข้อสรุปต่อการสร้างความปรองดองในชาติที่ทุกฝ่ายยอมรับในระดับที่ทำให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไปได้ตามที่ได้เสนอไว้แล้วในรายงานวิจัย โดยไม่จำกัดเวลาและวาระการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ เพื่อให้ภารกิจมีความต่อเนื่อง แต่หากคณะกรรมาธิการฯ หรือสภาผู้แทนราษฎรมีการลงมติเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งอย่างรวบรัดด้วยเสียงข้างมาก โดยเฉพาะในประเด็นการให้อภัยผ่านการนิรโทษกรรมและการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดยมิได้ดำเนินการตามข้อเสนอของคณะผู้วิจัยในส่วนของกระบวนการดังที่กล่าวไปข้างต้นแล้วเสียก่อน คณะผู้วิจัยจะขอถอนรายงานวิจัยที่ได้เสนอต่อคณะกรรมาธิการฯ เพื่อมิให้มีการนำผลวิจัยไปใช้ในการอ้างอิงเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองที่ไม่เอื้อต่อการสร้างความปรองดองในชาติได้อีกต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา จักขอบพระคุณยิ่ง

ลงชื่อคณะผู้วิจัย
กำลังโหลดความคิดเห็น...