xs
xsm
sm
md
lg

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ “ของดี” ที่ขรรชัย บุนปาน ไม่ต้องการให้ “มีอยู่”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ (ภาพจากเฟซบุก Prasong Lertratanawisute)
ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ จัดว่าเป็นนักข่าวประเภท “ของจริง” ทั้งฝีมือ ความสามารถ และความซื่อตรงต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ในยุคที่ “ข่าวแจก”ครอบงำสื่อ และเป็นของแปลก ในยุคที่สังคมหลงใหลไปกับโฆษณาชวนเชื่อว่า สื่อมีอุดมการณ์ นักข่าวมีจรรยาบรรณ ผลงานด้านข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน หรือ“ข่าวเจาะ” ของเขาทำให้สังคมได้มองเห็นพลังในด้านบวก ที่เป็นคุณแก่บ้านเมืองของสื่อ โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ ซึ่งถึงวันนี้ยังเป็นสื่อที่มีอิทธิพลในการชี้นำความคิด และกำหนด “วาระ” ของสังคมมากกว่าสื่อชนิดอื่นๆ

เดือนกันยายน 2543 หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ที่ประสงค์เป็นบรรณาธิการบริหาร เปิดโปงขุดคุ้ยการซุกหุ้นไว้กับคนใช้ และคนขับรถ ของ นช.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งขณะนั้นเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ( นามสกุลในขณะนั้น) อย่างกัดไม่ปล่อย ซึ่งต่อมา ในวันที่ 28 ธันวาคมปีเดียวกัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงมติว่า นช. ทักษิณ แจ้งทรัพย์สิน และหนี้สินเป็นเท็จเมื่อครั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ต้องถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองนาน 5 ปี

ข่าว “คนใช้ซุกหุ้นหมื่นล้าน พิศดารแจ้งเท็จ ป.ป.ช.” โดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจนี้ ได้รับรางวัลอิศรา ประเภทข่าวยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นเสมือนรางวัล “พูลิตเซอร์” ของสหรัฐฯ ประจำปี 2543 และเป็นกรณีศึกษาหนึ่งของการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนของวงการสื่อไทย ประสงค์ได้รับการยกย่อง ได้รับเชิญไปพูดในที่ต่างๆ นิตสารไทมส์ จัดอันดับให้เขาเป็นหนึ่งใน “ดาวเด่นของเอเชีย” ประจำปี 2001

พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งในวันที่ 6 มกราคม 2544 อย่างถล่มทลาย นช.ทักษิณได้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีชนักติดหลังคือคดีซุกหุ้นที่รอการตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ แต่กระแสทักษิณฟีเวอร์ ที่เห็น นช.ทักษิณ คืออัศวินผู้มาโปรดในขณะนั้น ทำให้สื่อมวลชนและองค์กรต่างๆ เต็มใจ ปิดปากตัวเอง ไม่กล้าตรวจสอบพฤติกรรมซุกหุ้นของ นช.ทักษิณ กระทั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรายหนึ่งยังพูดว่าคนไทย 14 ล้านคน เลือก นช.ทักษิณเป็นนายกฯ ถ้าตัดสินให้ผิด ศาลรัฐธรรมนูญโดนเผาแน่ ยังผลให้ในวันที่ 3 สิงหาคม 2544 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นช.ทักษิณไม่ได้กระทำผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 295 และเป็นที่มาของประโยคอันลือลั่นว่า“บกพร่องโดยสุจริต”

นช.ทักษิณจำชื่อประสงค์ได้อย่างแม่นยำ ถึงกับครั้งหนึ่งเคยนำไปพูดผ่านรายการนายกฯ ทักษิณพบประชาชนด้วย

สิบปีผ่านไป พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายอีกครั้งหนึ่ง นช.ทักษิณกลับมามีอำนาจผ่านร่างทรงของน้องสาว กระแสนารีขี่ม้าขาว ทำให้สื่อมวลชนและองค์กรต่างๆ เต็มใจเอามือปิดปากปิดหูตัวเองอีกครั้งหนึ่ง แต่ประสงค์ไม่ยอมทำเช่นนั้น จึงถูก “มติชน” ต้นสังกัดที่เขาฝากฝีฝากไข้มานานถึง 28 ปี ยื่นมือมาอุดปากแทน

ประสงค์ถูกแช่แข็งมาพักใหญ่แล้ว นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน “มติชน” เมื่อกลางปีที่แล้ว แต่ยังมีพื้นที่สำหรับคอลัมน์ ณ ริมคลองประปา ในมติชนรายวันฉบับวันเสาร์อยู่ จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่เขาเขียนเรื่อง “คำถามที่ยิ่งลักษณ์(ยัง)ไม่กล้าตอบ” ที่ถามน้องสาว นช.ทักษิณถึงกรณีให้การเท็จในคดีซุกหุ้นภาค 2 ของพี่ชาย ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรองตำแหน่งทางการเมือง ระบุไว้ในคำพิพากษาว่า คำให้การของยิ่งลักษณ์นั้น “ฟังไม่ขึ้น” และกรณีการปกปิดโครงสร้างการถือหุ้นของ เอสซี แอสเสท ซึ่งยิ่งลักษณ์เคยเป็นซีอีโออยู่

บทความนี้เหมือนฟางเส้นสุดท้าย ที่“มติชน”ตัดสินใจปิดปากประสงค์เป็นการถาวร ด้วยการถอดคอลัมน์ ณ ริมคลองประปาออก อีกไม่กี่วันต่อมา “ฝ่ายบริหาร”ของมติชน ก็ “เลิกจ้าง” หรือที่จริงแล้วคือการให้ออกโดยไม่มีความผิดนั่นเอง โดยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย และการให้ผลตอบแทนที่เป็นที่พอใจของประสงค์

“ฝ่ายบริหาร” ของมติชน ก็คือ ขรรค์ชัย บุนปาน และฐากูร บุนปาน หลานชายซึ่งไม่ชอบหน้าประสงค์นั่นเอง ขรรค์ชัยถือหุ้นมติชนมากที่สุด 34% รองลงมาคือ บริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย หรือแกรมมี่ ถือหุ้นประมาณ 22 % ขรรค์ชัยเป็นประธานกรรมการ ฐากูร เป็นกรรมการผู้จัดการ ลูกสาวของขรรค์ชัยดูแลการจัดซื้อจัดจ้าง ลูกชายดูแลเว็บไซต์ ความเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ได้ทำให้ความเป็นเจ้าของและอำนาจการบริหารของขรรค์ชัยลดน้อยลงไปแต่อย่างใดเลย ประชาชนเป็นเจ้าของมติชนก็เฉพาะฉบับที่ควักเงิน 10 บาท ซื้อเท่านั้น แต่เจ้าของมติชนตัวจริงคือ ตระกูล บุญปาน

ถ้าขรรค์ชัย ไม่เห็นด้วยกับการให้ประสงค์ออก ก็ไม่มีใครหน้าไหนที่จะให้ประสงค์ออกได้ การที่ประสงค์ต้องออกก็หมายความว่าขรรค์ชัยเห็นด้วย การที่มติชน ยอมจ่ายให้ประสงค์มากกว่าสิทธิตามกฎหมายและระเบียบบริษัท ก็แสดงว่าราคาที่ต้องจ่ายให้ประสงค์ออกคุ้มกับประโยชน์ที่มติชนจะได้

เหตุใด ขรรค์ชัย ซึ่งขึ้นธรรมาสน์โดยไม่ล้างเท้าเป็นนิจ เทศนาสอนผู้คนให้ลดละกิเลส สั่งสอนให้เพื่อนร่วมงานทำหน้าที่ของหนังสือพิมพ์อย่างตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจไม่เป็นธรรม ไม่เห็นแก่รางวัลหรืออามิสสินจ้างเป็นประจำ จึงไม่เห็นคุณค่าของประสงค์

คำตอบก็คือ สิบปีที่ผ่านมาประสงค์ไม่เคยเปลี่ยน แต่ขรรค์ชัย และมติชนเปลี่ยนไปแล้วไม่รู้กี่รอบ การที่ประสงค์ไม่เคยเปลี่ยนในขณะที่เจ้านายและองค์กรของเขาเปลี่ยนไป ทำให้เขาซึ่งครั้งหนึ่งคือ “ทรัพย์สิน” ที่มีคุณค่าของมติชนกลายเป็น “ภาระ” หรือ “ความเสี่ยง” ขององค์กรที่ต้องกำจัดทิ้งไปโดยเร็ว

การมีประสงค์อยูในมติชนต่อไป ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด จะกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของมติชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคที่ระบบชินวัตร หวนกลับมามีอำนาจ เพราะมติชนนั้นพึ่งพารายได้มากขึ้นๆ จากงบประมาณของกระทรวง รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานราชการ ในรูปของการจัดอีเวนท์ งบโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่แฝงมาในรูปข่าว แลกกับการสรรเสริญเยินยอเจ้ากระทรวง และการปิดปากตัวเอง งดเว้นการตรวจสอบการปฏิบัติงานที่ไม่ชอบมาพากล

ในฐานะแก้วดวงที่ 4 ของระบอบชินวัตร ที่ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มติชนย่อมอยู่ในฐานะที่จะได้รับการปูนบำเหน็จอย่างงดงาม จากรัฐบาลโคลนนิ่ง แต่การมีประสงค์อยู่ในองค์กรเป็นความอิหลักอิเหลื่อของฝ่ายบริหารมติชนอย่างยิ่ง เพราะถึงแม้ประสงค์จะถูกห้ามเขียนไปแล้ว แต่ก่อนหน้านี้เขาไปเปิดเว็บไซต์ส่วนตัวชื่อ prasong.com เพื่อเป็นเวทีการตรวจสอบ และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีเรื่องการซุกหุ้นของ นช.ทักษิณ การให้การเท็จของยิ่งลักษณ์ การวิพากษ์นโยบายอุ้มฆ่าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของ นช.ทักษิณอยู่ในเว็บไซต์นี้ด้วย วีธีเดียวที่มติชนจะทำได้คือลบชื่อประสงค์ออกจากมติชนเสีย

กำไรสุทธิปีละ 130 ล้านบาทของมติชน อาจจะมากพอสำหรับการเลี้ยงดูพนักงานในองค์กร แต่คงไม่มากพอสำหรับผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างขรรค์ชัย คำพูดของ มจ.สิทธิพร กฤดากร ที่ขรรค์ชัยชอบอ้างอิงถึงเสมอว่า “เงินทองนั้น เป็นเรื่องมายา ข้าวปลานั้นสิของจริง” จึงไม่เป็นจริงเท่ากับ “อุดมการณ์นั้นเป็นของมายา โฆษณานั้นสิของจริง”

กรณีมติชนให้ประสงค์ออกนั้น หากเกิดขึ้นกับบริษัทในกิจการอื่นๆ ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องความเห็นที่ต่างกันในองค์กรที่นายจ้างต้องเป็นฝ่ายถูก และลูกจ้างต้องเป็นฝ่ายไป แต่ธุรกิจสื่อนั้นชอบสร้างภาพ หลอกให้สังคมเข้าใจผิดว่าสื่อมีอุดมการณ์ มีจรรยาบรรณ รู้จักแยกแยะระหว่างผลประโยชน์กับการทำหน้าที่สื่อ สื่อมักจะโยนความผิดไปให้รัฐเสมอว่าเป็นตัวการคุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อ แท้จริงแล้วอำนาจที่คุกคามเสรีภาพของสื่อคืออำนาจทุน คนที่สามารถควบคุมสื่อให้เป็นประโยชน์กับตัวเองได้คือเจ้าของสื่อ

มีแต่พวกที่ทำสื่อด้วยกันเองเท่านั้น ที่ไม่เชื่อในเรื่องการอ้างอิงอุดมการณ์จอมปลอมเหล่านี้ เพราะกินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้องแต่ก็ยังหลอกให้คนอื่นเชื่อ

กรณีมติชนเลิกจ้างนักข่าวที่นับว่าเก่งที่สุดคนหนึ่งในประเทศนี้ จึงเป็นสัญญาณที่ปลุกนักวิชาการ เอ็นจีโอด้านสื่อและประชาชนทั่วไปให้ตื่นจากการถูกมอมเมาให้หลงใหลศรัทธาในการทำหน้าที่ของสื่อ และหันกลับมามองความจริงได้แล้วว่า สื่อก็เหมือนกับธุรกิจอื่นๆ คือ ผลประโยชน์อยู่เหนือหลักการ

คลองบางหลวงทวงถามถึงความหลัง
ว่าลูกยังดีซื่อหรือไฉน
หรือชีวิตผิดแดนไกลแสนไกล
ความชั่วในหัวใจก็ไหวตาม

ฯลฯ

(ขรรค์ชัย บุนปาน แต่งกลอนนี้ไว้ ในโอกาสทอดกฐิน วัดนวลนรดิศ พ.ศ. 2528 )