xs
xsm
sm
md
lg

กว่าจะได้ ส.ส.ครบเปิดสภาฯ ต้องลุ้น กกต.ทำงานคุ้มค่าจ้าง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

นับถอยหลังอีกไม่ถึงสัปดาห์ก็จะครบกำหนด 30 วันที่ต้องเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ความสนใจจึงจับจ้องไปที่การทำงานของ “5 เสือ” คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการประกาศรับรอง ส.ส.ที่จำเป็นต้องครบจำนวนร้อยละ 95 หรือ 475 จาก 500 คน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ กกต.ได้ประกาศ “ปล่อยผี” ไปแล้วทั้งหมด 3 ล็อต รวม 402 คน รวมทั้งบุคคลระดับสายล่อฟ้าอย่าง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เบอร์ 1 ของฟากประชาธิปัตย์ รวมไปถึงแกนนำเสื้อแดงบางคน แต่ก็ยังขาดว่าที่ ส.ส.ที่ยังถูกแขวนอยู่อีกกว่า 100 รายเลยทีเดียว

ซึ่งหากพ้น 30 วันไปแล้ว แต่ กกต.ไม่สามารถประกาศรายชื่อ ส.ส.ได้ครบตามกำหนด ก็จะเป็นหน้าที่ของศาลฎีกาแผนคดีเลือกตั้ง เป็นผู้พิจารณาตัดสินชี้ขาดความเป็น ส.ส.แทน

ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า อนาคตของประเทศอยู่ในกำมือของ กกต.

แม้จะพิจารณาจากท่าทีของ กกต.ที่เชื่อว่าที่สุดแล้วจะสามารถประกาศรับรอง ส.ส.ได้ครบ เพื่อให้มีการเปิดประชุมสภาฯ ได้ตามกำหนดไม่เกินวันที่ 2 ส.ค. แต่ก็อดที่จะลุ้นระทึกไปด้วยไม่ได้ เพราะการทำหน้าที่ของ กกต.ชุดนี้ ชวนให้คิดว่า มี “นัยซ่อนเร้น” หรือสิ่งใดทำให้กระบวนการขั้นตอนปฏิบัติงานดูจะติดขัดจนการทำงานเข้าขั้นล่าช้าอย่างไม่น่าเชื่อ

เพราะอย่างที่ผ่านมาการประกาศรายชื่อ ส.ส.ทั้ง 3 ล็อตนั้นก็ดูตะกุกตะกักตลอด กว่าจะแถลงประกาศผลได้ เวลาก็ล่วงเลยไปดึกดื่นค่ำมืด จนบางครั้งกว่าจะแถลงจบก็เกือบจะข้ามวันใหม่กันเลยทีเดียว สร้างปัญหาในการทำงานให้กับสื่อที่ประจำ ณ สำนักงาน กกต.เป็นอย่างมาก เนื่องจากข่าวการประกาศรับรอง ส.ส.ถือว่ามีความสำคัญ และเป็นที่สนใจ

แทนที่ กกต.จะพยายามเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จ เพื่อที่จะทำการประกาศในช่วงเวลากลางวัน หรืออย่างน้อยในช่วงเย็น เพื่อให้สื่อมวลชนรายงานข่าวต่อสาธารณะ แต่รูปแบบและวิธีการของ กกต.กลับดูเหมือนต้องการให้รายชื่อ ส.ส.ที่ได้หรือไม่รับรองเป็น “ความลับ”

หรือไม่อยากให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านระหว่างวัน

รวมไปถึงในส่วนของแผนงานและกรอบเวลาในการพิจารณาสืบสวนสอบสวนเรื่องที่ถูกร้องเรียน ก็ยังอืดเป็นเรือเกลือ โดยที่ไม่ได้มีระบบจัดการที่ดีพอ ทำให้วาระการประชุมค้างอยู่ในสารบบ

ทราบกันดีว่า เรื่องร้องเรียนที่ส่งมายัง กกต.นั้นมีมาก แต่หากมีระบบบริหารจัดการการทำงานที่ดี ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ กกต.ชุดนี้ไม่ใช่ “มือใหม่” สำหรับการเลือกตั้ง เพราะเคยทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินมาแล้วเมื่อการเลือกตั้งปี 50

ที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้นก็คือ รายงานข่าวในที่ประชุม กกต.ที่ระบุว่า ในระหว่างการประชุมมี กกต.บางคนติด “ธุระสำคัญ” จึงจำเป็นต้องเลื่อนการประชุมออกไป ทั้งที่ในช่วงเวลานี้ควรที่จะทุ่มเทเวลาทั้งหมดในการทำหน้าที่พิจารณารับรอง ส.ส.ให้แล้วเสร็จ

ตรงนี้ต้องไม่ลืมว่า องค์ประชุม กกต.จะครบถ้วนสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีไม่น้อยกว่า 3 คนอยู่ในที่ประชุม โดยเฉพาะวาระสำคัญอย่างการวินิจฉัยให้ มีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งนั้นต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 เพื่อลงมติ เมื่อเป็นเช่นนี้หากมีผู้ใดขอลาระหว่างการประชุม ก็ต้องทำให้ที่ประชุม “หยุด” ไปโดนปริยาย

อยากให้ย้อนไปถึงเมื่อครั้งการแสดงวิสัยทัศน์ของ กกต.คณะนี้ก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งต่อที่ประชุม วุฒิสภา ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 ก.ย.49 จนเกือบ “ฝันค้าง” ตกเก้าอี้กลางอากาศ แต่ยังดีที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในครั้งนั้นก็เลือกเอาทั้ง 5 รายชื่อที่ผ่านการคัดเลือกจากวุฒิสภามาทำหน้าที่สำคัญ ซึ่ง กกต.ทั้ง 5 คนพูดไปในทิศทางเดียวว่า ตัวเองมีประสบการณ์ทำงานตามประวัติอันสวยหรู สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะทุ่มเทเวลาในการทำหน้าที่อย่างเต็มที่

แต่พอมาวันนี้ที่กระแสกดดันถาโถมเข้าใส่ กลับออกอาการตีอกชกตัวฟูมฟายว่า งานล้นมือไม่สามารถทำได้ทัน หรือกระทั่งต้องแบ่งเวลาไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัวอื่นด้วย

นี่หรือคณะบุคคลที่ประเทศชาติบ้านเมืองได้ฝากอนาคตไว้ โดยเฉพาะในวันที่บทบัญญติกฎหมายมอบอำนาจให้ กกต.ใหญ่คับประเทศ ถึงขั้นที่จะให้กดปุ่มซ้ายขวาหน้าหลังกำหนดชะตากรรมบ้านเมืองได้ รวมทั้งในเรื่องผลตอบแทนที่ได้รับก็ไม่ได้น้อยหน้าใคร ด้วยความเป็น “องค์กรอิสระ” ที่มีความสำคัญ จึงมีอัตราเงินเดือนในขั้นสูงสุดระดับแถวหน้าของข้าราชการ ยังไม่รวมในส่วนของ “เบี้ยประชุม” ที่ต้องจ่ายทุกๆครั้งที่มีการประชุม เรียกว่าประชุมถี่เท่าไร ก็มีคนกระเป๋าตุนมาก รัฐต้องเสียงบประมาณบาน

และอดที่จะพูดถึง “มาตรฐาน” การพิจารณาตัดสินลงโทษ “นักโกงเมือง” ที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ทั้งการซื้อสิทธิขายเสียง ข่มขู่ทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิต ใช้อำนาจรัฐเข้าไปแทรกแซง สถานการณ์เหล่านี้เคยทำให้ 1 ใน กกต. “ถอดใจ” จะลาออกตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าโหมดเลือกตั้งด้วยซ้ำ แต่วันนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีการเป่านกหวีดชู “ใบแดง” ให้กับว่าที่ ส.ส.คนใดเลย มีเพียงคาดโทษแจก 2 ใบเหลืองเหมือน “แก้เกี้ยว” เป็นพิธีเท่านั้น จนอดคิดไม่ได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้บริสุทธิ์ยุติธรรม ทุกพรรคการเมืองหาเสียงกันแบบ “ขาวสะอาด” อย่างไม่เคยมีมาก่อน ขัดแย้งกับจำนวนเรื่องร้องเรียนการทุจริตเลือกตั้งที่มีเข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงรายงานข่าวก่อนหน้านี้ที่ระบุตรงกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ “เล่นใต้ดิน-สกปรก” กันอย่างไม่เคยมีมาก่อน

พฤติการณ์ต่างๆ เหล่านี้ก็ทำให้ 5 เสือ กกต.หนีไม่พ้นข้อครหาที่ว่า “เตะถ่วง-ดึงเรื่อง-ค้าสำนวน” หวังเปิดช่องให้มี “คลื่นแทรก” หรือไม่
กำลังโหลดความคิดเห็น