สายการบินแอร์เอเชียแจงเหตุเพลิงไหม้เพาเวอร์แบงก์ บนเที่ยวบิน FD3188 ดอนเมือง-นครศรีธรรมราช วานนี้ (24 ก.พ.) พนักงานต้อนรับดับเพลิงไว้ได้ ขอบคุณผู้โดยสารช่วยสังเกต ฝากตรวจสอบแบตเตอรี่สำรองให้มีมาตรฐานตามที่กำหนด ด้าน รมว.อุตสาหกรรมเผยอยู่ในเหตุการณ์ สั่งการ สมอ.ดูแลมาตรฐาน ทนความร้อน ความจุไฟฟ้าที่กำหนด
วันนี้ (25 ก.พ.) จากกรณีที่เครื่องบินของสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD3188 กรุงเทพฯ (ดอนเมือง)-นครศรีธรรมราช เมื่อเช้าวันที่ 24 ก.พ. มีผู้โดยสารรวม 186 คน เกิดเหตุแบตเตอรี่สำรอง (เพาเวอร์แบงก์) ของผู้โดยสารมีควันและไฟลุกไหม้ โชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายนั้น สายการบินแอร์เอเชียชี้แจงกรณีเที่ยวบิน FD3188 เส้นทางดอนเมือง-นครศรีธรรมราช วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง เวลา 07.20 น. ได้พบเหตุแบตเตอรี่สำรอง (เพาเวอร์แบงก์) ของผู้โดยสารที่เดินทางในเที่ยวบินดังกล่าว เกิดมีควันและไฟลุกไหม้ ซึ่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ได้รับการฝึกได้นำถังดับเพลิงควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยผู้โดยสารทุกคนปลอดภัย และเที่ยวบินได้ลงจอด ณ ท่าอากาศยานปลายทางอย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ สายการบินขอขอบคุณผู้โดยสารที่นั่งบริเวณดังกล่าว ที่ช่วยสังเกต พร้อมให้ความช่วยเหลือร่วมมือกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินด้วยความเรียบร้อยเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม สายการบินแนะนำผู้โดยสารทุกคน โปรดตรวจสอบแบตเตอรี่สำรองก่อนนำขึ้นเครื่อง ให้มีคุณภาพและขนาดตามที่กำหนด โดยแบตเตอรี่สำรอง จะไม่ได้รับอนุญาตให้บรรจุลงในสัมภาระใต้ท้องเครื่อง (ถือขึ้นเครื่องตามขนาดที่กำหนดเท่านั้น) เนื่องจากหากพบเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ พนักงานที่ได้รับการฝึกจะสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที
ด้าน น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รมว.อุตสาหกรรม และหนึ่งในผู้โดยสารบนเที่ยวบินดังกล่าว ระบุว่า เหตุการณ์นี้ในฐานะผู้อยู่ในเหตุการณ์ เข้าใจการทำงานของสายการบินแอร์เอเชีย แต่ก็รู้สึกห่วงใยผู้โดยสาร ประชาชน เพราะแทบทุกคนต่างพกเพาเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่อง ดังนั้น จะสั่งการให้นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เข้าไปดูเรื่องความปลอดภัยที่เข้มข้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชนให้มากที่สุด
นอกจากนั้น อยากเรียกร้องให้ผู้บริโภค สายการบิน และเจ้าหน้าที่สนามบินตรวจสอบเพาเวอร์แบงก์ที่ผู้โดยสารจะนำขึ้นเครื่อง ต้องมีสัญลักษณ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เท่านั้น เนื่องจากเพาเวอร์แบงก์เป็นสินค้าควบคุมของ สมอ.ตั้งแต่ปลายปี 2563 คุณภาพต้องได้มาตรฐาน เช่น ทนความร้อน ความจุไฟฟ้าที่กำหนด
ที่ผ่านมา สมอ.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจเข้มโรงงานผลิต รวมถึงผู้นำเข้า หากพบผู้ใดฝ่าฝืนนำเข้า หรือผลิตเพาเวอร์แบงก์ไม่ขออนุญาตจะมีโทษตามกฎหมาย กรณีที่ทำหรือนำเข้าสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


