xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 28 พ.ย.-4 ธ.ค.2564

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



1."พระมหาไพรวัลย์" สึกแล้ว หลังครองผ้าเหลือง 18 ปี ด้าน "พระมหาสมปอง" เตรียมสึกตาม 2 ม.ค.ปีหน้า!

จากกรณีที่ “ไพรวัลย์ วรวัณโณ” หรือพระมหาไพรวัลย์ วรวัณโณ พระลูกวัดวัดสร้อยทอง กรุงเทพมหานคร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “ขอบคุณพระศาสนาที่มอบทุกอย่างให้แก่เด็กบ้านนอกคนหนึ่งคนนี้ตลอดเวลา 18 ปีที่ผ่านมา ขอบคุณข้าวน้ำจากศรัทธาของญาติโยม” ซึ่งสื่อในทำนองว่า เตรียมตัวลาสิกขา และต่อมาได้มีการตอบกลับ ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์ชื่อดัง หรือ “หมอแล็บแพนด้า” ที่ถามพระมหาไพรวัลย์ว่า “จะสึกแล้วเหรอครับ” โดยพระมหาไพรวัลย์ตอบกลับมาว่า “ใช่ พี่หมอ” จึงเป็นที่แน่ชัดว่า พระมหาไพรวัลย์เตรียมตัวลาสิกขาแน่นอนแล้ว โดยมีการคาดการณ์ว่า “พระมหาไพรวัลย์” จะสึกในวันที่ 4 ธ.ค.

แต่ในที่สุด พระมหาไพรวัลย์ ได้ลาสิกขาเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. โดยวันดังกล่าว เฟซบุ๊กของ “พระมหาไพรวัลย์” ที่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ไพรวัลย์ วรรณบุตร” ได้โพสต์ข้องความว่า “สิกฺขํ ปจฺจกฺขามิ ข้าพเจ้า ขอบอกคืนสิกขา วินยํ ปจฺจกฺขามิ ข้าพเจ้า ขอบอกคืนพระวินัย ปาโมกฺขํ ปจฺจกฺขามิ ข้าพเจ้า ขอบอกคืนปาฏิโมกข์ คิหีติ มํ ธาเรถ ขอท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นคฤหัสถ์”

ขณะที่เพจ "พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต" พระลูกวัดวัดสร้อยทอง ได้เผยคลิปวิดีโออดีตพระมหาไพรวัลย์ ขณะลาสิกขา และพระมหาไพรวัลย์ได้เปลี่ยนเป็นเสื้อขาว สวมโสร่ง พร้อมโพสต์ภาพยิ้มอรุ่มเจ๊าะ โดยพระมหาสมปองได้ใช้มือจับลงไปบนศีรษะของทิดไพรวัลย์ พร้อมแคปชันหลังสึก จับหัวสิครับ รอ’ไร

ทั้งนี้ ในบรรยากาศดังกล่าว ทิดไพรวัลย์ได้พูดกับพระมหาสมปองด้วยเสียงหัวเราะว่า "เย็นนี้จะไปกินชาบู" พร้อมหัวเราะออกมาเสียงดัง ทำให้บรรยากาศหลังการลาสิกขาเต็มไปด้วยความสุข

หลังลาสิกขา นายไพรวัลย์ วรรณบุตร หรืออดีตพระมหาไพรวัลย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรกถึงการลาสิกขาว่า "หลัก ๆ มีสองเรื่องครับ อย่างที่รู้กันอยู่แล้วเรื่องหนึ่ง ก็คือ เรื่องความไม่สบายใจของเราที่มันใช้อำนาจจนรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมของในทางคณะสงฆ์ มันมีเรื่องการแต่งตั้งท่านเจ้าอาวาสเรา แล้วผมเองก็รู้สึกว่าถึงต่อให้ท่านได้หรือไม่ได้ ในฐานะที่ผมเป็นลูกศิษย์ที่รักครูบาอาจารย์มาก ผมไม่อยากให้ครูบาอาจารย์ต้องมาเดือดร้อนเพราะผม ถ้าอย่างนั้นผมก็ออกมาซะดีกว่า ...เป็นลูกอย่าทำให้พ่อเดือดร้อน"

"ส่วนประเด็นที่ 2 ก็คือ วันนี้ที่จริงแม่ของผมเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกมะเร็ง ซึ่งไม่รู้ว่าผลการผ่าตัดจะเป็นยังไง ก็ออกมาวันนี้เลย ให้แม่ได้เห็นเรา ให้แม่ได้กำลังใจจากเรา ...ก่อนที่จะสึก แม่ก็โทรมาขอให้อยู่ต่ออีกหน่อยได้ไหม แม่ยังอยากเห็นภาพมหาในชุดแบบนี้อยู่ ใส่จีวรอยู่ แต่ผมก็บอกแม่ว่า ผมตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว แต่แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร"

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนแรกเรากำหนดวันที่ 4 ธ.ค. แล้วทำไมท่านมหาถึงสึกวันที่ 3 ธ.ค. นายไพรวัลย์ กล่าวว่า "ก็กลัวน่ะครับก็เลยเลือกมาเป็นวันนี้ แต่จริง ๆ อยากลาสิขาแบบเงียบเงียบ มีแต่คนรู้จักกัน" เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไรต่อไป นายไพรวัลย์ กล่าวว่า “ก็จะใช้ช่องทางที่เราพอมี มันก็เป็นช่องทางที่เราจะทำมาหากินได้ เรามีเพจ เราก็ทำงานสื่อมาระยะหนึ่ง หรือบางรายการที่ทำกับพระอาจารย์สมปอง เขาก็บอกว่าถึงสึกแล้ว ก็ยังจะเชิญอยู่ ให้ไปเป็นพิธีกรร่วมกับพระอาจารย์สมปองอยู่"

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ประเด็นเรื่องเงินที่หลายหลายฝ่ายตั้งข้อสงสัย มีจริงไหม 300 กว่าล้านบาท นายไพรวัลย์ กล่าวว่า “ใครมีข้อมูลก็นำเสนอมา แล้วผมก็จะฟ้อง เราไปพิสูจน์กันในศาลว่ามีจริงหรือเปล่าเรื่องเงิน ที่บอกว่ารวย บอกว่ามี 300 ล้านบาท ถ้ามีแค่ 4 -5 ล้านบาท ก็ไปนานแล้ว"

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า เห็นมีคนดังคนหนึ่งเขาโพสต์ลักษณะแซะว่า ยินดีต้อนรับใช้ชีวิตให้สนุก มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง นายไพรวัลย์ กล่าวว่า "ผมว่าไม่ต้องห่วงชีวิตคนอื่นหรอก เอาเวลาไปห่วงชีวิตตัวเองดีกว่า ผมสนุกอยู่แล้ว เป็นพระก็สนุก สึกมาก็สนุก"

ถามต่อว่า หลายคนมองว่าท่านสึกออกมาเพื่อแฉวงการสงฆ์ นายไพรวัลย์ กล่าวว่า ไม่ถึงกับแฉ ผมไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ผมจะต้องไปแฉใคร แต่ถ้าอะไรเป็นเรื่องส่วนตัวผมไม่ยุ่ง แต่มันมีอะไรบางอย่างที่เป็นเรื่องสาธารณะ เช่น การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมจากสำนักพุทธฯ จากมหาเถรสมาคม ผมก็สามารถที่จะเป็นพุทธบริษัทในการสะท้อนได้ ในการเตือนได้ ผมก็จะพูดว่าทำแบบนี้ไม่ดี แกล้งกัน"

เมื่อถามว่า ในอนาคตจะมีการลงการเมืองหรือไม่ นายไพรวัลย์ กล่าวว่า "เคยพูดไปแล้วว่าผมจะไม่ลงการเมืองแน่นอน ไม่มีตำแหน่งอะไรในทางการเมือง แต่จะพูดเรื่องทางการเมืองที่เป็นเรื่องของความเป็นธรรมมากกว่า”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนนี้เห็นว่ารับรีวิวสินค้า นายไพรวัลย์ กล่าวว่า "ต้องบอกว่ารับ หลายแบรนด์ส่งข้อความมาถามว่า จะรับรีวิวไหม เขาก็อยากจะให้รีวิวให้เขา” เมื่อถามว่า 18 ปีในชีวิตสมณเพศ ออกมาเป็นฆราวาสสังคมมันวุ่นวาย คิดว่าจะกลับไปครองพระเหลืองอีกไหม นายไพรวัลย์ กล่าวว่า "ผ้าเหลืองวุ่นวายกว่าเยอะ..." ถามต่อว่า แล้วเมนูเย็นนี้อยากกินอะไร นายไพรวัลย์ กล่าวว่า "จะกินปลากระป๋อง"

มีรายงานว่า ช่วงเย็นวันที่ 3 ธ.ค. พระมหาสมปองและนายไพรวัลย์ ได้เดินทางไปที่ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี เพื่อมาพบกับหมอปลา และพักผ่อนหลังจากสึก ซึ่งในระหว่างที่มีการพูดคุยกัน พระมหาสมปองได้เปิดใจว่า จะสึกในวันที่ 2 ม.ค.2565 โดยตรงกับวันเกิดแม่ แต่ไม่แน่ อาจจะเร็วกว่าเดิม และได้แจ้งเลขาฯ ไปแล้วว่า ให้รับงานแค่สิ้นปีนี้ก็พอ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 พ.ย. พระมหาสมปอง ได้กล่าวถึงการลาสิกขาบทของตนเองว่า "เตรียมลาสึกเช่นกัน โดยกำหนดมานานแล้ว แต่ได้เลื่อนไปก่อน เพราะต้องเรียน ทำงาน และญาติโยมยังนิมนต์ ส่วนที่อาตมาต้องสึก ส่วนหนึ่งต้องดูแลโยมแม่ และส่วนหนึ่งมาจากเรื่องท่านเจ้าคุณ แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนพระมหาไพรวัลย์ โดยอาตมายังมีพี่สาวช่วยดูแลโยมแม่อยู่ แต่พระมหาไพรวัลย์ไม่มีใครดูแลโยมแม่ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยพูดและกำหนดไว้แล้ว จะสึกในวันที่ 3 พ.ย.2566 ซึ่งเป็นวันเกิดของอาตมา อายุครบ 45 ปี ยืนยันว่า อาตมาจะสึกก็เพราะตัวอาตมาเอง ไม่ได้เป็นเพราะใคร ไม่เกี่ยวกับใคร ไม่ได้เป็นผลงานใคร ไม่ต้องไปรับเงิน เพราะคนตัดสินสุดท้ายคือตัวอาตมา..."

2.ศาลปล่อย "รุ้ง" ชั่วคราวถึง 12 ม.ค. หลังอ้างติดสอบ สั่งติดกำไล EM-ห้ามออกนอกบ้าน เว้นมีเหตุจำเป็น ห้ามทำกิจกรรมกระทบสถาบัน!


เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ศาลอาญาได้มีคำสั่งคดีที่ทนายความยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง เเกนนำคณะราษฎร จำเลยที่ 5 คดีชุมนุมปักหมุดสนามหลวง หมิ่นสถาบันเบื้องสูง เมื่อวันที่ 19-20 ก.ย.2563

โดยคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวอ้างว่า น.ส.ปนัสยา จำเลยที่ 5 เป็นนักศึกษา มีความจำเป็นจะต้องสอบ เพื่อสำเร็จการศึกษา และจำเลยที่ 5 ยืนยันว่า จะไม่หลบหนีหรือก่อเหตุร้ายประการอื่นอีก

ซึ่งศาลได้เรียกไต่สวนและผู้ร้องนำสืบว่า น.ส.ปนัสยา จำเลยที่ 5 เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมวิทยาและมนุษย์วิทยา ชั้นปีที่ 4 ในภาคเรียนที่ 1 มีกำหนดการสอบปลายภาคระหว่างวันที่ 29 พ.ย.-16 ธ.ค. 2564 ซึ่งจำเลยที่ 5 ลงทะเบียนเรียนและต้องสอบใน 4 วิชา ทั้งนี้ ผศ.ดร. บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า ในบางวิชาที่มีการรายงานแทนการสอบ อาจมีการขยายระยะเวลาหลังกำหนดการสอบข้อเขียนไปอีกบ้าง แต่ในที่สุดแล้ว ต้องไม่เกินวันที่ 12 ม.ค.2565 ซึ่งเป็นวันส่งคะแนนของบรรดาอาจารย์ผู้สอนต่อทางคณะ

นอกจากนี้ในภาคเรียนที่ 2 ของปี 4 น.ส.ปนัสยา จำเลยที่ 5 จะต้องทำวิจัยส่วนบุคคลเพื่อจบการศึกษา ซึ่งต้องใช้เวลาในการค้นคว้าและเก็บข้อมูลภาคสนาม 1 ภาคเรียน ทั้งนี้ การสอบของนักศึกษาวิชาสังคมวิทยาและมนุษย์วิทยานั้นจะต้องเก็บข้อมูลและทำรายงานด้วย มิใช่การนั่งสอบข้อเขียนเพียงอย่างเดียว จำเลยที่ 5 มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ศาลได้กำหนด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น.ส.ปนัสยา จำเลยที่ 5 จะไม่ทำกิจกรรมทางการเมืองที่มีผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ร่วมการชุมนุมที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ไม่ออกนอกราชอาณาจักร ยินดีอยู่ในเคหสถานโดยจำกัดเวลาหรือตลอดเวลา ตามที่ศาลสั่ง เว้นแต่การไปเล่าเรียนศึกษา ทั้ง น.ส.ปนัสยา จำเลยที่ 5 มีบิดามารดา และ ผศ.ดร. บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมจะกำกับดูแลให้จำเลยที่ 5 อยู่ในเงื่อนไขที่ศาลกำหนด

ด้านศาลอาญาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกการปล่อยตัวชั่วคราว และขังจำเลยที่ 5 ไว้ เนื่องจากเกรงว่า จำเลยที่ 5 จะก่อเหตุร้ายประการอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 108/1(3) อย่างไรก็ตาม การพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว เป็นการใช้อำนาจของรัฐ เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งศาลจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายจากการก่อเหตุร้ายกับสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหา โดยไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ดังนั้นการที่จำเลยที่ 5 มีภาระในเรื่องการเรียนที่จะต้องเสียหายจากการคุมขัง จึงเป็นเหตุที่สามารถได้รับการพิจารณา เมื่อคำนึงถึงความเสียหายที่จำเลยที่ 5 อาจก่อขึ้นอีกนั้น อาจจำกัด ควบคุมได้โดยการที่จำเลยที่ 5 ยินยอมและตั้งใจปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ของศาลที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และด้วยการกำหนดเงื่อนไขเงื่อนเวลาและมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม

ที่ประชุมผู้บริหารศาลอาญาพิจารณาแล้ว จึงเห็นควรอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว น.ส.ปนัสยา จำเลยที่ 5 อย่างจำกัด โดยให้มีผลเฉพาะตั้งแต่วันนี้ (30 พ.ย.) ถึง 12 ม.ค.2565 พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยที่ 5 ทำกิจกรรมหรือก่อเหตุที่กระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ห้ามเข้าร่วมชุมนุมที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ห้ามออกนอกเคหสถานตลอดเวลา เว้นแต่มีเหตุจำเป็น เพื่อการรักษาพยาบาล ไปเรียนและสอบ ไปติดต่อราชการที่ศาลอื่นหรือเหตุอื่น โดยได้รับอนุญาตจากศาล ห้ามออกนอกราชอาณาจักร โดยให้ ผศ.ดร. บุญเลิศ วิเศษปรีชา เป็นผู้กํากับดูแลให้จําเลยที่ 5 ปฏิบัติตามคําสั่งศาล ให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ หรือกำไลข้อเท้าอีเอ็ม หากผิดสัญญา ให้ปรับผู้ประกันเป็นเงิน 90,000 บาท โดยไม่เรียกหลักประกัน

ด้านนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ กล่าวว่า วันนี้ (30 พ.ย.) ยังไม่สามารถปล่อยตัว น.ส.ปนัสยา หรือรุ้ง ออกจากเรือนจำได้ เพราะติดหมายขังของศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยตนจะยื่นเรื่องขอประกันอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น

นอกจากนี้ในส่วนของนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำคณะราษฎรที่ถูกคุมขังอยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพนั้น ทนายความได้เตรียมเอกสารเกี่ยวกับการสอบ เพื่อยื่นให้ศาลพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราวเช่นกัน

วันต่อมา (1 ธ.ค.) เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้นำตัว น.ส.ปนัสยา ออกจากทัณฑสถานหญิงกลาง เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ไปยังศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อติดกำไลข้อเท้า (EM) ก่อนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวถึงวันที่ 12 ม.ค. 2565 ภายใต้เงื่อนไขที่ศาลกำหนด

จากนั้นช่วงค่ำวันเดียวกัน ที่บริเวณด้านหน้าทัณฑสถานหญิงกลางฯ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ปล่อยตัว น.ส.ปนัสยา โดยมีครอบครัวพ่อและแม่ขับรถยนต์มารับ โดย น.ส.ปนัสยา ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ฝากสื่อมวลชนช่วยติดตามสถานการณ์ที่ศาล และเรือนจำอย่างใกล้ชิด เพราะเพื่อน ๆ เงียบมาก อย่างเบนจา อะปัญ อยู่ในเรือนจำมา 50 กว่าวันแล้ว เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ ก็เกิน 100 วันแล้ว แต่ยังไม่ได้สิทธิประกันตัว

น.ส.ปนัสยา กล่าวถึงการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มราษฎรที่จะมีขึ้นในเดือน ธ.ค.ด้วยว่า ส่วนตัวยังไม่ทราบรายละเอียด ส่วนความเห็นต่อการปล่อยตัวชั่วคราว ภายใต้เงื่อนไข 5 ข้อที่ศาลกำหนด น.ส.ปนัสยา กล่าวเพียงว่า "เงื่อนไขที่เกิดขึ้น ชัดเจนแล้วว่า เราเป็นนักโทษอย่างสมบูรณ์แล้ว"

3. "บิ๊กตู่" ยังไม่คิดปิด ปท. หลังโควิด "โอมิครอน" ระบาดหลาย ปท. ขออภัย ต้องเลื่อนเปิดผับ-บาร์ สั่งเตรียมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ!



เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามสถานการณ์เชื้อโควิดกลายพันธุ์ตัวใหม่ โอมิครอน ที่องค์การอนามัยโลกประกาศว่า เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล โดยมีจุดเริ่มต้นจากประเทศในทวีปแอฟริกาและขณะนี้เริ่มระบาดในหลายประเทศแล้วว่า ในส่วนของไทย ตนได้แจ้งเตือนเอง หลังได้รับทราบข่าวจากเว็บไซต์ต่างประเทศ น่าชมเชยหน่วยงานไทยเมื่อรับนโยบายไปก็ตอบสนองทันที ไม่ว่ากระทรวงสาธารณสุข ศบค. ครม. ทั้งนี้ ต้องขออภัยในกรณีที่คิดว่าหลายอย่างเราจะทำได้ แต่เมื่อมีเชื้อใหม่อุบัติขึ้นมา เราก็ต้องมีมาตรการขึ้นมารองรับ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ เรายังไม่ได้ข่าวว่ามีผู้ติดเชื้อในไทย แต่เชื้อตัวเดิมเราก็ต้องระวัง ตนเข้าใจดีถึงความเป็นอยู่ของประชาชนที่ต้องการอิสระ ต้องการเดินทาง ต้องการความสนุกสนาน แต่ถ้าเราไม่ช่วยกัน ไม่ว่าโรคอะไรเราก็ต้านทานไม่ได้ ถ้าเราไม่มีวินัย จึงต้องขอร้องโดยเฉพาะการเข้ามารับวัคซีน อย่าไปกังวลว่า เมื่อมีเชื้อตัวใหม่เข้ามาแล้วไม่ฉีด จะรอวัคซีนใหม่ ขณะที่เชื้อเก่ายังอยู่ เราต้องระวังทุกเชื้อ

ผู้สื่อข่าวถามถึงการผ่อนคลายมาตรการผับ บาร์ คาราโอเกะ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อาจต้องขยับออกไปบ้าง ต้องขออภัย ตนบอกแล้ว อยากให้นึกถึงคนอื่นด้วย ตนเห็นใจโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวถือว่าสำคัญที่สุด แต่ถ้าเราไม่ทำแบบนี้ก็จะล้มเหลวทั้งหมด และรัฐบาลจะกลายเป็นรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ จึงจำเป็น ไม่มีใครอยากทำตรงนี้ ดังนั้น ขอขยับออกไปก่อน รอดูสักเดือนหนึ่งก่อน เรื่องนี้ต้องฟังหมอและสาธารณสุข

ทั้งนี้ ตนสั่งให้พิจารณาเรื่องการเยียวยากิจการกิจกรรมเหล่านี้เป็นการชั่วคราวไปก่อน อันไหนเปิดได้ก็มีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นสถานที่ปิด มีคนเข้าไปจำนวนมากและดื่มสุรา ถือว่าเสี่ยงสูง ขอเอาไว้ก่อน โดยเรื่องเยียวยาจะนำเข้า ครม. เร็วๆนี้

เมื่อถามถึงการติดตามตัวนักท่องเที่ยว 252 คน ที่เดินทางมาจาก 8 ประเทศแอฟริกา เพื่อให้เข้ารับการตรวจเชื้อแบบ RT-PCR นายกฯ กล่าวว่า กำลังติดตามอยู่ คนอยู่ในพื้นที่ ถ้ารู้ ให้ช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่

ผู้สื่อข่าวถามว่าการแพร่ระบาดในหลายประเทศรอบประเทศไทยขณะนี้ จะทำให้เราจำเป็นต้องใช้ยาแรงถึงขั้นปิดประเทศหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยัง ตอนนี้คัดกรองแบบ RT-PCR อยู่แล้ว และกักตัวชั่วคราว จนกว่าจะทราบผล RT-PCR ส่วนการตรวจแบบ ATK ต้องยกเลิกไปก่อน ถือว่ายังไม่ปลอดภัย อาจลำบากกันนิดหน่อย แต่เราต้องมองทั้งสองทาง ทั้งการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ รวมถึงความปลอดภัย

ล่าสุด (4 ธ.ค.) นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งการให้เร่งหามาตรการเยียวยาช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการและลูกจ้างอาชีพกลางคืนที่ได้รับผลกระทบจากการสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงานสรุปผลการเจรจากับตัวแทนสมาคมเครือข่ายนักร้อง นักแสดง นักดนตรี และผู้ประกอบการสถานบันเทิง ผับ คลับ บาร์ คาราโอเกะ โดยเบื้องต้น กระทรวงแรงงาน และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้พิจารณาวงเงิน และหลักเกณฑ์การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งผู้ประกอบการและลูกจ้าง โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม

ประกอบด้วย 1. กลุ่มนายจ้าง สถานประกอบการ ซึ่งส่วนมากอยู่ในส่วนธุรกิจเอสเอ็มอี รัฐบาลจะให้นโยบายเยียวยารายละ 3,000 บาท ตามจำนวนลูกจ้างต่อเดือน 2. กลุ่มลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 อยู่ในธุรกิจ ผับ บาร์ ทั้งเด็กเสริฟ พ่อครัว เสมียนบัญชี จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 รัฐบาลจะให้ประกันสังคมเยียวยาว่างงานจากเหตุสุดวิสัยจ่าย 50% และส่วนที่ 2 หากไม่เพียงพอในการใช้จ่าย จะนำส่วนของเงินกู้สภาพัฒน์ฯ โดยประมาณการตัวเลขเบื้องต้นไว้ที่ 5,000 บาท ทั้งนี้หากอยู่ในระบบประกันสังคมจะได้ 2 ส่วน โดยให้ประกันสังคมช่วย 50% อีกส่วนขอเงินกู้จากรัฐบาล

3. กลุ่มลูกจ้างที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิลปินอิสระ อาจต้องขึ้นทะเบียนตามมาตรา 40 ของประกันสังคม ได้ตรวจสอบตัวเลขในระบบเบื้องต้นมีจำนวนประมาณไม่เกิน 1.5 แสนราย โดยจะขอให้สมาคม/สมาพันธ์รับรองบุคคลเหล่านี้
รวมทั้งในส่วนผู้ที่เกินอายุเกิน 65 ปี ที่ไม่เข้าข่ายมาตรา 40 จะประสานให้กระทรวงวัฒนธรรม สำรวจจำนวน เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ดังกล่าวจะนำเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองงบประมาณกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ และนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป

4. “สุเทพ” แปลกใจถูก ป.ป.ช.ยื่นฟ้องคดีทุจริตก่อสร้าง 396 โรงพัก ทั้งที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ด้านศาลให้ประกัน-ห้ามออกนอก ปท.!



เมื่อวันที่ 30 พ.ย. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้นำสำนวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 6 คน กรณีทุจริตสร้างสถานีตำรวจ 396 แห่งทั่วประเทศ มูลค่าความเสียหายจำนวนมาก ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ด้านนายสุเทพ ได้เดินทางมาศาลพร้อมทีมทนายความ โดยกล่าวก่อนเข้าแสดงตัวต่อศาล ยืนยันว่า ไม่ได้กระทำการใดที่ผิดจากมติคณะรัฐมนตรี ทั้งเรื่องสั่งการและการพิจารณาต่างๆ อยู่บนพื้นฐานของข้อกฎหมายระเบียบปฏิบัติ และในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตัดสินใจในแง่นโยบาย การปฏิบัติตามหน้าที่ และไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยอนุมัติตามที่มีการเสนอในราคาต่ำกว่าราคากลางกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ผ่านการประมูลชอบตามกฎหมายแล้ว จึงได้ลงนาม ซึ่งพิสูจน์ได้ว่า ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชน ส่วนการสร้างสถานีตำรวจไม่แล้วเสร็จ เป็นเรื่องของการบริหารจัดการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายสุเทพ เผยด้วยว่า คดีนี้ อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากมีข้อไม่สมบูรณ์ จึงเชื่อว่า ไม่น่าจะดำเนินคดีกับตน แต่วันนี้ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลก อย่างไรก็ตาม มั่นใจกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์การทำงานและกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. เพราะถือว่าเป็นคู่ต่อสู้ในคดีแล้ว

ทั้งนี้ หลังแสดงตัวต่อศาล นายสุเทพให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวอีกครั้ง โดยกล่าวว่า วันนี้ ป.ป.ช.นัดตนมาเพื่อยื่นฟ้องฐานกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีอนุมัติเปลี่ยนแปลงวิธีจัดซื้อจัดจ้างโครงการสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง พร้อมจำเลยรวม 6 คน โดย ป.ป.ช.นำเอกสารนำคำร้องมายื่นฟ้องทั้งหมด 1,302 หน้า เป็นเอกสารซึ่งตนเคยชี้แจง ป.ป.ช.และอัยการครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งหมด ไม่มีประเด็นที่แปลกไปกว่าเดิม ตนจะนำประเด็นที่อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องและไม่รับดำเนินคดีมาโต้แย้ง รวมทั้งจะนำพยานเอกสารประมาณ 200 หน้า มาเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาล ตนเชื่อว่า ในการสั่งการลงนามจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว ทำตามระเบียบกฎหมายทุกประการ โดยศาลได้นัดพิจารณาคดีครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การในวันที่ 17 ก.พ.ปีหน้า

เมื่อถามว่า คดีนี้ อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง แต่ ป.ป.ช.กลับฟ้องเอง หากชนะคดีจะฟ้องกลับหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตอนนี้ขอต่อสู้คดีก่อน เพราะถูกกล่าวหามา 10 ปี ทำให้เสียชื่อเสียงจำนวนมาก

มีรายงานว่า จำเลยและข้อหาที่ ป.ป.ช.ฟ้องในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายสุเทพ จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องมาตรา 157, พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องมาตรา 157, พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ จำเลยที่ 3 และ พ.ต.ท.สุริยา แจ้งสุวรรณ์ จำเลยที่ 4 ถูกฟ้องฐานฮั้วประมูล ส่วนบริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด จำเลยที่ 5 และนายวิษณุ วิเศษสิงห์ จำเลยที่ 6 ถูกฟ้องฐานเป็นผู้สนับสนุนฯ ทั้งนี้ จำเลยที่ 3 กับ 4 นอกจากถูกฟ้องฐานฮั้วประมูลแล้ว ยังถูกฟ้องมาตรา 157 ด้วย

หลัง ป.ป.ช.ยื่นฟ้อง จำเลยทั้งหมดได้ยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัว ซึ่งศาลอนุญาตโดยตีราคาประกันคนละ 1 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

5. "แบงก์ชาติ" ค้านใช้ "คริปโต" จ่ายค่าสินค้าและบริการ เหตุมีความผันผวนสูง เสี่ยงถูกแฮกข้อมูลส่วนตัว ถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน!



น.ส.สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยว่า ธปท. ได้ติดตามการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งเพื่อการลงทุนและการพัฒนานวัตกรรมการให้บริการทางการเงิน รวมถึงการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในรูปแบบที่เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการ ที่คาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ธปท. ได้มีการแจ้งเตือนเป็นระยะ และขอย้ำว่า ธปท. ไม่สนับสนุนการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ เนื่องจากราคาสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมทางไซเบอร์ ความเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล หรือการถูกใช้เป็นเครื่องมือของการฟอกเงิน ที่จะส่งผลต่อร้านค้า ผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงประชาชนผู้ใช้บริการให้ได้รับความเสียหาย ในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน หากมีการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ชำระค่าสินค้าและบริการในวงกว้างอย่างแพร่หลาย ความเสี่ยงข้างต้นอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบการชำระเงิน เสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ และความเสียหายแก่สาธารณชนทั่วไปได้ ซึ่งเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับผู้กำกับดูแลในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และมาเลเซีย โดยที่ผ่านมา มีบางประเทศจำกัดการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในขอบเขตเพื่อการลงทุนเป็นหลัก เช่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม ขณะที่หลายประเทศอยู่ระหว่างการพิจารณาการกำกับดูแลที่เหมาะสม

ปัจจุบัน ธปท. ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณารูปแบบการกำกับดูแลการให้บริการรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อจำกัดความเสี่ยงข้างต้น โดยจะยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบการชำระเงิน รวมถึงการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจการเงินโดยรวม

ทั้งนี้ คาดว่า ธปท. อยู่ในขั้นตอนของการเตรียมการรวบรวมข้อมูลด้านสินค้าและบริการต่างๆ โดยจะประกาศรายชื่อสินค้าที่อนุญาต และไม่อนุญาตให้ชำระด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต ซึ่งหากถึงที่สุดแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด คือการประกาศแบนคริปโทเคอร์เรนซี ไม่ให้ชำระค่าสินค้าและบริการใด ๆ ในประเทศไทยก็เป็นได้


กำลังโหลดความคิดเห็น