xs
xsm
sm
md
lg

กำเนิดปูนซิเมนต์ไทยและวัคซีนโควิด ๑๙ เมดอินไทยแลนด์! สายพระเนตรที่ยาวไกลของกษัตริย์ไทย ๒ พระองค์!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: โรม บุนนาค



ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา ไทยเราได้เปลี่ยนรูปแบบการก่อสร้างเป็นแบบใหม่ โดยใช้ปูนซีเมนต์เป็นหลัก จากเดิมที่ใช้ไม้และ “ปูนสอ” ทำจากดินขาวผสมกับกาวที่เคี่ยวจากหนังวัวและน้ำอ้อยในงานฉาบ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในการก่อสร้างโบสถ์และวิหาร

เมื่อหันไปใช้ปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันในตะวันตกตั้งแต่ยุคอียิปต์ กรีก และโรมันแล้ว มีคุณสมบัติยึดหิน กรวด ทราย ให้แข็งติดเป็นเนื้อเดียวกัน และสามารถหล่อเป็นรูปแบบต่างๆได้ตามต้องการ จึงต้องสั่งซื้อปูนซีเมนต์จากต่างประเทศเข้ามา โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งมีการก่อสร้างอาคาร และสะพาน เป็นจำนวนมาก

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ความเจริญด้านการก่อสร้างของประเทศชาติก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง โดยผลิตปูนซีเมนต์ขึ้นใช้เอง ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และเป็นแบบอย่างให้คนไทยรู้จักการทำอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จึงทรงให้กำเนิดบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๔๕๖ จดทะเบียนเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๕๖ ด้วยเงินทุน ๑ ล้านบาท โดยมีพระคลังข้างที่ หรือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน เป็นผู้เริ่มต้นด้วยการถือหุ้น ๕๕ เปอร์เซ็นต์ และให้เอกชนเข้าร่วมสมทบ กำหนดให้ชาวต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์

บริษัทได้เลือกทำเลที่ตั้งโรงงานขึ้นที่ตำบลบางซื่อ ติดกับสถานีรถไฟ เพื่อการขนส่งทางบก และติดกับคลองเปรมประชากร เพื่อการขนส่งทางน้ำ เริ่มผลิตปูนซีเมนต์ออกสู่ตลาดได้ในปี ๒๔๕๘

บริษัทปูนซีเมนต์ไทยเป็นกำลังสำคัญในงานก่อสร้างของประเทศ จนต้องขยายกำลังผลิตด้วยการตั้งโรงงานขึ้นในภูมิภาคอีกหลายแห่ง เช่นที่ ท่าหลวง เขาวง และแก่งคอย สระบุรี กับที่ทุ่งสง นครศรีธรรมราช และลำปาง นอกจากเพียงพอกับการใช้ในประเทศแล้ว ปัจจุบันยังส่งไปขายในต่างประเทศอีกด้วย และเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ที่มีกำลังผลิตสูงสุดในภูมิภาคอาเซียน

ปัจจุบัน โรงงานปูนซีเมนต์ที่บางซื่อ ที่มีปล่องเตาปูนเป็นสัญลักษณ์ และทำให้ย่านนั้นมีชื่อว่า “เตาปูน” ได้ปิดตำนานไปแล้ว ไม่มีการผลิต คงเป็นเพียงที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ “เครือซีเมนต์ไทย” ผู้ประกอบ ๓ ธุรกิจหลัก คือซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ธุรกิจเคมิคอลล์ และธุรกิจแพคเกจจิ้ง มีพนักงานทั้งในไทยและในต่างประเทศ จำนวน ๕๑,๑๒๐ คน

สัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของโรงงานปูนซีเมนต์บางซื่อ ก็คือปล่องหม้อเผา ซึ่งเคยมีทั้งหมดถึง ๖ ปล่อง แต่ละปล่องมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๖ เมตร มีความสูง ๗๘ เมตร เท่ากันทุกปล่อง ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยแล้ว ปล่องที่ ๑ ซึ่งอยู่ใกล้สถานีรถไฟบางซื่อมากที่สุด ถูกลูกหลงจากระเบิดถล่มในสงครามโลกครั้งที่ ๒ จากนั้นแต่ละปล่องก็ถูกทุบด้วยความเจริญของท้องถิ่น จนปล่องสุดท้ายต้องจากในปี ๒๕๕๘ มานี่เอง ก่อนที่ย่านบางซื่อจะเป็นชุมทางขนส่งทางบกใหญ่ที่สุดของอาเซียน

ตำนานที่น่าตื่นเต้นของโรงงานปูนซีเมนต์แห่งนี้ยังมีอีกเรื่อง ใครจะเชื่อว่าครั้งหนึ่งเราต้องปิดไฟแอบผลิตปูนซีเมนต์กันในความมืด ทั้งยังต้องรีบทำลายหลักฐานจนถึงความร้อนของเตาเผาและปล่องให้เย็นสนิทเหมือนไม่มีการใช้ เพราะตอนระหว่างสงคราม ญี่ปุ่นที่เข้ามาป้วนเปี้ยนในเมืองไทย อ้างว่าจะขอเดินทัพผ่านไปตีพม่าและมลายูของอังกฤษ ต้องการซีเมนต์ไปใช้ในการทหาร เราเองก็จำเป็นต้องใช้ในการก่อสร้าง จึงยอมแบ่งให้ญี่ปุ่นไปด้วยความเกรงใจแค่ ๑ ใน ๗ จากที่ผลิดได้เท่านั้น โดยบอกว่าผลิตได้เพียงแค่นี้เอง นอกนั้นจึงต้องแอบผลิตในเวลากลางคืน และต้องปิดไฟให้มืดเหมือนไม่มีการทำงาน ไม่ให้ญี่ปุ่นรู้ ทั้งไม่ให้เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรเห็นแสงไฟด้วย แม้ญี่ปุ่นจะไม่ค่อยเชื่อ มาตรวจดูอยู่เสมอ แต่เราก็ทำกันอย่างรอบคอบและอุตสาหะจนผ่านจุดน่าหวาดเสียวนั้นมาได้

นี่คือสิ่งที่น่าภูมิใจของคนไทย นอกจากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของเราจะเป็นกำลังสำคัญในงานก่อสร้างของประเทศ จนมีตึกระฟ้า ถนนและสะพานอยู่ทั่วไปแล้ว ยังมีส่วนช่วยประเทศรอบด้านในภูมิภาคนี้ที่พึ่งพาปูนซีเมนต์ของเราด้วย

สิ่งที่น่าภูมิใจของคนไทยอีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๒ ถึงวันนี้จึงได้เห็นชัดว่าเป็น “ของขวัญจากฟ้าสู่พสกนิกรชาวไทย” เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงห่วงใยเรื่องสุขภาพของประชาชน ทรงเห็นว่าการเตรียมพร้อมในการรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บหรือโรคระบาด เป็นเรื่องสำคัญของการอยู่ดีมีสุขของประชาชน และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ

ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ผลิตยาชีววัตถุขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นคงให้ระบบสาธารณสุขของประเทศอย่างยั่งยืน ลดการพึ่งพายาจากต่างประเทศ และพึ่งพาตัวเองได้ในยามวิกฤติ โดยทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือหุ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ด้วยทุนจดทะเบียน ๕,๐๐๐ ล้านบาท ประกอบด้วย ๒ บริษัทหลัก คือ

บริษัท สยามไบโอไซเอนส์ จำกัด ดำเนินการทางด้านวิจัย พัฒนา และผลิตยา พร้อมเครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต่างๆ

กับ บริษัท เอเพ็กซ์เซล่า จำกัด ตั้งขึ้นในปี ๒๕๕๓ เพื่อดำเนินการทางด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ในปี ๒๕๖๐ เครือสยามไบโอไซเอนซ์ ยังได้ตั้งบริษัทลูกขึ้นอีก ๒ บริษัทเพื่อขยายธุรกิจ คือ
บริษัท เอบินิส จำกัด เพื่อวิจัย พัฒนา ผลิด และส่งออกยาชีววัตถุ เน้นยารักษาโรคมะเร็ง โลหิตจาง และภูมิแพ้ตนเอง เช่น ไขข้ออักเสบรูมาตอยด์ สะเก็ดเงิน เป็นต้น โดยร่วมทุนกับบริษัท CIMMAB รัฐวิสาหกิจยาอันดับหนึ่งของคิวบา

และบริษัท อินโนไบโอคอสเมด จำกัด เพื่อผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ชีวเวชสำอาง ซึ่งเป็นนวัตกรรมจากงานวิจัยและพัฒนาของเครือสยามไบโอไซเอนซ์

ธุรกิจประเภทนี้นับว่าเป็นงานใหม่ของประเทศไทยที่เรายังไม่มีพื้นฐานมาก่อน อีกทั้งยังเป็นธุรกิจที่หวังกำไรได้ยาก โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นที่ต้องฝึกคนของเราขึ้น อีกทั้ง ”ค่าเล่าเรียน” ในเรื่องนี้ก็ค่อนข้างสูง ทำให้บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ต้องแบกรับการขาดทุนปีละหลายสิบล้านมาหลายปีอย่างไม่ผิดคาด ซึ่งไม่มีเอกชนรายใดสามารถจะทำธุรกิจแบบนี้ได้ แต่ก็ตรงตามพระราชปณิธานที่ว่า “ขาดทุน คือกำไร” ทำให้เรามีความพร้อมที่จะรับสถานการณ์วิกฤติได้ในวันหนึ่ง ซึ่งวันนั้นก็จะเป็นกำไรของประเทศชาติ

หลังจากที่บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ได้แบกการขาดทุนมาหลายปี วันนี้ก็ได้เห็นผลกำไรแล้ว เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด ๑๙ และมีการคิดค้นวัคซีนป้องกันสำเร็จ ซึ่งสามารถช่วยชีวิตคนได้มาก

บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในพระปรมาภิไธยเช่นเดียวกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ และมีความสัมพันธ์ในการวิจัยนวัตกรรมเทคโนโลยีกับมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดมาเป็นระยะเวลากว่า ๑๐ ปี จึงสอบถามไปยังมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นผู้คิดค้นวิจัยวัคซีนต้านโรคโควิด ๑๙ ได้ ทางมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ชี้แจงว่า หากสนใจเรื่องดังกล่าวจะต้องประสานงานผ่านแอสตร้าเซนเนก้า บริษัทผู้ผลิตชีวภัณฑ์ชั้นนำสัญชาติอังกฤษ-สวีเดน ซึ่งรับหน้าที่การผลิตไปจากมหาวิทยาลัย
 
และจากการประสานของผู้ที่รู้ฝีมือกันมานาน อีกทั้งสยามไบโอไซเอนซ์ก็มีเครื่องจักรที่เป็นเทคโนโลยีชั้นสูงสำหรับผลิตยารักษาโรคมะเร็งและโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ผลิตวัคซีนต้านโควิด ๑๙ ได้ บริษัทแอสตร้าเซนเนก้าจึงยอมถ่ายโอนเทคโนโลยีรวมทั้งแผนการแจกจ่ายวัคซีนต้านโควิด ๑๙ ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด ให้แก่บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัดเป็นผู้ผลิตวัคซีนต้านโควิด ๑๙ แจกจ่ายในประเทศไทยและส่งออกไปยังประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ โดยยึดนโยบาย “no profit, no loss” “ไม่กำไร ไม่ขาดทุน” ในช่วงระบาดนี้ ซึ่งเป็นนโยบายเดียวกับแอสตร้าเซเนก้า

และวันนี้ วัคซีนต้านโควิด ๑๙ คุณภาพสูง made in Thailand ก็ถึงมือกระทรวงสาธารณสุขของไทยแล้ว จึงเป็นดั่งของขวัญจากฟ้า ที่ทรงมอบให้แก่ปวงชนชาวไทยเพื่อความปลอดภัยของชีวิต

ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล และทรงมุ่งที่จะดูแลทุกข์สุขของประชาชน ของขวัญจากฟ้าในวันนี้ จึงเกิดจากพระราชปนิธานเมื่อปี ๒๕๕๒ นั่นเอง








กำลังโหลดความคิดเห็น...