xs
xsm
sm
md
lg

พี สะเดิด เปิดใจ..จากคำท้าในโลกออนไลน์ สู่ "เขาเรียกผมว่าเอเรน"

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จากการโพสต์บนช่องทางออนไลน์ โดยเป็นการทีเล่นทีจริงในความตั้งใจแรก แต่กับกลายเป็นว่า มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นตามที่ท้าเอาไว้ เลยกลายเป็นว่า พีรพัฒน์ สวัสดิ์มูล หรือ พี สะเดิด นักร้องเพลงลูกทุ่งเพื่อชีวิตชื่อก้อง น้อมรับคำท้าจากบุคคลในสังคมออนไลน์มาด้วยซิงเกิล ‘เขาเรียกผมว่าเอเรน’ เพลงร็อคกลิ่นอายอนิเมะ ที่สร้างความเซอรืไพรส์ให้กับทั้งหลากหลายวงการ จนอาจจะเรียกได้ว่า ซิงเกิลนี้ ได้เปิดเผยอีกตัวตนของเขาในโลกดนตรีเพลงไทยสากลไปด้วยเช่นเดียวกัน


ที่มาที่ไปของซิงเกิลนี้ มันเริ่มมาจากอะไรครับ

มันเริ่มมาจากการนำใบหน้าของผมไปเปรียบเทียบกับตัวละครในการ์ตูนญี่ปุ่นหลายเรื่อง มีทั้ง โอโรจิมารุ เอเรน แล้วก็ ตัวละครอื่นๆ ที่ผมยาวแล้วคาดผม ก็มาเปรียบเทียบกับตัวเราหมด (หัวเราะเบาๆ) ซึ่งเราก็เห็นการตัดต่ออย่างงี้ในโลกออนไลน์ผ่านทางทวิตเติอร์มาประมาณ 2 ปีแล้ว ซึ่งก่อนที่จะมาเขียนเพลงนี้ มันมีเรื่องราวหนึ่งที่ผมทวิตเข้าไปว่า “ผมดูอยู่นะ ผมเห็นทุกคนกำลังพูดถึงผมอยู่นะ” ทวิตนั้นก็เลยกระจายไปในวงกว้างยิ่งขึ้น ด้วยความตกใจ ประมาณว่าพี่พีอยู่ในนี้ด้วย เห็นพวกเราอยู่ ก้เลยเป็นกระแสขึ้นมา

แล้วมันมีอยู่วันหนึ่ง เราก็ทวิตไปว่า ถ้ามีคนติดตามแอคเคาน์ทวิตเตอร์ของผมถึง 1000 ยูเซอร์ ผมจะเขียนเพลงนี้ขึ้นมา ซึ่งวันนั้นปรากฏว่า มียอดติดตามเพิ่มขึ้นมาประมาณ 1000 กว่าแอคเคาน์ได้ ซึ่งตอนทวิตไปก็จะเป็นแนวขำๆ ทีเล่นทีจริง เพราะมันมีกระแสที่ทำให้ทุกคนมีรอยยิ้มและมีความสุขขึ้นมาในทวิตเตอร์นั้น ซึ่งการทวิตฯ ในแต่ละครั้ง คนก็จะเห็นเรา เราก็ทวิตไปตามนั้น แถมตบท้ายให้ด้วยอย่างที่บอก


กลายเป็นว่ายอดทวิตนั้นมีมากกว่าที่คิด

วันนั้นยอดไปถึงเป็นหมื่นเลยครับ เราก็ตกใจว่า ทวิตฯของเรามันกระจายไปถึงนั้นเลยเหรอ ก็เลยกลับมาคิดใหม่ว่าต้องเริ่มจริงจังแล้ว เลยเขียนเพลงนี้ขึ้นมา ในเชิงที่ให้กำลังใจ แล้วก็ดึงคาแรกเตอร์ของเอเรนออกมาว่าให้สู้ เพราะตัวละครตัวนี้เป็นคนที่เสียสละ เป็นเด็กผอมบาง แต่สู้เพื่อแม่ เพราะว่าพ่อแม่ถูกฆ่าตายในเรื่อง เอเรนเลยลุกขึ้นมาสู้กับยักษ์ทุกตัว เพื่อที่จะให้ชุมชนหรือเมืองของเขาได้อย่างสงบสุข เราเลยดึงคาแรกเตอร์เอเรนออกมาเขียนเป็นเพลงนี้


อยากให้คุณช่วยเล่าถึงการทำงานของเพลงนี้หน่อยครับ

เชื่อมั้ยว่า เรารีบทำ รีบคิด และรีบประมวลให้เร็วที่สุด เพราะถ้าช้าไปมากกว่านี้ เดี๋ยวคนจะรอนาน และตั้งคำถามว่า เพลงนี้จะมีอยู่จริงมั้ย ก็เลยต้องทำงานออกมาให้เร็ว ผมเขียนเพลงนี้มาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง โดยเริ่มจากการเขียนในหัวก่อน แล้วก็ลงมาเขียนในกระดาษอีกที จากนั้นก็เริ่มทำเดโม และใส่เสียงดนตรีในแต่ละชิ้นเข้าไป ซึ่งนึกถึงว่าเพลงอนิเมะหรือเพลงการ์ตูนจะเป็นในทางไหน ก็เอามาเป็นแรงบันดาลใจให้กับงานของเรา แต่ก็ยังคงความเป็นเราอยู่ ก็เลยออกมาเป็นเพลงนี้

จากภาพที่คนทั่วไปรู้จักและได้เห็นก่อนหน้านี้ การทำซิงเกิลนี้ ก็เหมือนกับได้ปลดปล่อยการเป็นอีกตัวตนหนึ่งในทางดนตรีด้วยมั้ยครับ


มาก (ตอบทันที) แต่จริงๆ เพลงแนวให้กำลังใจ ผมเคยเขียนมาแล้วกับเพลง ‘ทุกชีวิตมีสิทธิ์ฝัน’ ก็เป็นเพลงเชิงให้กำลังใจและสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนมีฝันและต่อสู้กับความอดทนจะนำพา เช่นเดียวกันบเพลงนี้เหมือนกัน ตอนแรกจะเขียนในแนวว่าขอบคุณเฉยๆ นะ แต่มันก็ไม่ได้แล้ว ก็เลยเขียนออกมาเป็นแนวให้กำลังใจด้วย เลยเป็นให้ลุกขึ้นมาแบบเอเรน เสียสละต่อสู้ ไม่ยอมแพ้ ส่วนทางดนตรี ผมมีการใส่เครื่องสายลงไปในเพลงด้วย มีเชลโล่ ไวโอลีน และมีกลองทิมปานี เพื่อให้เข้ากับความหึกเฮิม ฟังแล้วอยากจะต่อสู้ ก็ผ่านการคิดมาว่า น่าจะเป็นประมาณนั้น

พอปล่อยซิงเกิลออกมา ผลตอบรับก็เป็นกระแสอย่างดีด้วย


น่าชื่นใจ เพราะว่ากับยอดที่ทวิตในครั้งนั้น มันถือว่าเหลือเชื่ออยู่แล้ว พอมันมีคำว่าเอเรนขึ้นมา คนและเพื่อนๆ น้องๆ ก็ค่อนข้างที่จะรอ จนวันที่ปล่อยเพลงออกมา ก็ค่อนข้างเกินคาด ถือว่ามีกำไร (ยิ้ม)


โดยเฉพาะสายอนิมะก็ค่อนข้างเซอร์ไพรส์เหมือนกัน คุณได้ดูคอมเมนต์เหล่านั้นด้วยมั้ย

ดูครับ เกือบทุกคอมเมนต์ ถ้าไม่ตกหล่นนะ ทุกคนเหมือนจะคาดหวังให้เราทำเพลงออกมาในแนวที่ทุกคนคุ้นเคย ก็คือแนวสนุกสนาน ปาร์ตี้ สามช่า หรือเป็นแนวแบบเพลงจี่หอยมั้ย แต่ออกมาเป็นแบบนี้ เนื่องจากเราก็ผ่านการคิดมาด้วย ทุกคนก็เซอร์ไพรส์กับสิ่งที่เราทำออกมา ซึ่งมันมีทั้งแบบก่อนหน้าและหลังจากปล่อยเพลงออกมา แบบแรกจะเป็นแนวประมาณว่า เฝ้ารอ สนุกแน่นอน จี่หอยกันอีกแล้ว ส่วนตอนเพลงเสร็จ คอมเมนต์แบบหลังก็จะไปในทิศทางบวก ทุกคนก็แปลกใจในสิ่งที่เราทำ รวมถึงแฟนคลับของเราอาจจะไม่คุ้นหูกับสิ่งที่เราทำ แต่ก็เป็นมุมมองใหม่ที่เราอยากจะทลายกำแพงในสิ่งเดิมที่เราเคยทำไว้ ก็ถือว่าทุกคนก็ให้การต้อนรับ ทั้งติและชมมา ก็ขอบคุณมากๆ ครับ

ขณะเดียวกัน การปล่อยซิงเกิลนี้ออกมา ก็เหมือนกับอีกความสนใจหนึ่ง ให้คนได้รับรู้ด้วยมั้ยครับ


ผมว่ามันเป็นผลพลอยได้จากสิ่งที่เรามี เวลาที่เราดูหนัง เล่นดนตรี ฟังเพลง หรือดูคอนเสิร์ต มันเป็นไฟที่เราเติมอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าเราเป็นคนที่มีไฟอยู่ตลอด และมีหลายๆ สิ่งหลายอย่างที่อยากจะทำ ให้ทุกคนได้ฟังได้เห็น เพลงนี้ก็ช่วยเปิดทางให้ทุกคนได้เห็น ซึ่งจรืงๆ เราเป็นคนที่ชอบสร้างและคิดงานใหม่ๆ เหมือนกับตอกย้ำความมั่นใจของเรามากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ ผมมีมุมแบบนี้อยู่ แต่หลายๆ คนอาจจะไม่เห็นในแต่ละอัลบั้ม เพลงที่เราทำเหล่านั้น มันอยู่ในอัลบั้มแต่ละชุด มีความเป็นคล้ายๆ แบบนี้อยู่ แต่ ณ เวลานี้ สื่อถูกเผแพร่มากขึ้น สิ่งต่างๆ ได้เปิดหูเปิดตาให้กับคนที่รับสารมากขึ้น มันก็เลยกลายเป็นว่า สิ่งที่เราทำมันใหม่สำหรับคนเหล่านั้น นอกจากแฟนคลับที่รู้จักเรา ก็เลยเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ครับ เป็นสิ่งที่เราคาดหวังไว้ว่าทุกคนจะได้เห็นเรา

อยากให้คุณช่วยเล่าถึงตัวเองกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาพอสังเขปหน่อยครับ


ผมเชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่ นับตั้งแต่รุ่นผมเป็นต้นไปก็จะคุ้นเคยกับหนังญี่ปุ่น ในสมัยที่มีทีวีเพียงไม่กี่ช่อง ก็จะมี ไอ้มดแดง, หนูน้อยอาราเล่, ดราก้อนบอล หนังซีรีย์เรื่องซามูไรพ่อลูกอ่อน หรืออะไรที่เคยผ่านตามาในยุคของเรา มันรู้สึกว่าเราซึมซับดดยที่ไม่รู้สึกว่าแปลกแยก เหมือนเราดูหนังจีน หรือ หนังแม่นาคในช่วงวัยเด็ก ความเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นก็อยู่กับเราด้วย จนเป็นแรงบันดาลใจที่อยากจะไปประเทศนี้ในซักวันหนึ่ง

จนเมื่อเราได้มีโอกาสนั้น ได้ไปเยือนที่นั่น เราจะยิ่งรักประเทศนี้ เพราะสิ่งดีที่เขามี ก็คือ ความมีวินัย ซึ่งมันก็มีรายละเอียดมากมาย ทุกคนจะตรงต่อเวลา ไม่ทิ้งขยะลงบนพื้น เคารพกฎกติกา ซึ่งมันมาจากคำว่าวินัย นั่นคือสิ่งที่เราชอบจากญี่ปุ่น รวมไปถึงได้ไปดูเทคโนโลยีและความก้าวหน้าล้ำยุคของเขา และนำมาปรับใช้กับตัวเองในเรื่องของโลกที่เจริญแล้ว เราได้สัมผัสความเป็นพื้นฐานชีวิตและความเป็นระเบียบวินัยของเขา ซึ่งความโดดเด่นที่เราโตมาก็คงเป็นเรื่องหนังฮีโร่ของญี่ปุ่น เลยแตกหน่อมาเป็นวัมนธรรมญี่ปุ่นในด้านอื่นๆ เลยอยากจะไปที่นั่นตามที่บอกครับ


ถ้าสมมุติว่ายกตัวอย่างตัวละครในมังงะซักตัว คิดว่าตัวเองเหมือนกับใครครับ

คิดว่าน่าจะเป็น ‘เอเรน’ นี่แหละครับ เพราะมันมียุคที่เขาโตแล้ว เขาผมยาว และทำการคาดผมด้วย แต่ผ้าที่เขาใช้นั้นจะเป็นผ้ากันแผล ซึ่งบังเอิญว่ามันคล้ายเหมือนเรา ก็น่าจะเป็นตัวนี้ แล้วพอย้อนกลับไปดูหนังอีกที เอเรนจะมีความคล้ายกับเราตรงที่ว่ามีความต่อสู้เหมือนกัน และเป็นคนที่ไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนกัน เพราะสมัยเด็กๆ เราจะมีร่างกายที่อ่อนแอ แต่วันหนึ่งเราดูตัวเอง ก็มีการพัฒนาตัวเองขึ้น และเป็นคนที่ขี้อาย ความเป็นเอเรนเป็นคนที่ผอมแห้งแรงน้อย ไม่ได้มีต้นทุนอะไรมากมาย แต่อยากต่อสู้และการเดินทางครับ (ยิ้ม)

จากที่ยอดติดตามที่เพิ่มขึ้น หลังจากทวิตนั้นไป ในมุมมองของคุรเอง มันสะท้อนอะไรบ้าง


จริงๆ ผมเป็นคนที่ชอบเล่นโซเชียลอยู่แล้ว แต่บางครั้ง ถ้าเราพยายามตั้งใจกับมันมากเกินไป เราอาจจะอ่านเกมไม่ถูกนะว่าคนจะชอบเราในมุมไหน แต่เราก็พยายามโพสหรือทวิตในความเป็นตัวเรานั่นแหละ มันอาจจะไม่โดนก็ไม่เป็นไร เราก็ทวิตไป มันเหมือนกับเก็บภาพของตัวเองลงในอัลบั้มและเขียนไดอารี่ ผมคิดแบบนั้น
ผมมองว่าสิ่งที่เขาเห็นแล้วมาติดตามเรา มันเป็นเรื่องของกำไรแล้ว ในเรื่องของคนที่จะมารู้จักเรา อาจจะเกิดการทวิตไป ซึ่งเขาก็คงตั้งใจตามทวิตเรานั่นแหละ แล้วคนที่มองเห็นอาจจะมีทั้งตั้งใจหรือไม่ตั้งใจมองเห็น มันก็เป็นสื่ออีกอย่างหนึ่งที่มองให้คนเห็นตัวตนของเรามากขึ้น

ขณะเดียวกัน ผมก็พยายามลงสิ่งดีๆ ลงไปนะ เพราะผมเชื่อว่ามันคือสื่อ ผมก็พยายามลงในสิ่งที่มันตรงไปตรงมาและถูกต้อง เพื่อที่คนจะไม่เข้าใจผิดว่าเราเป็นอะไร ก้มีความรู้สึกที่ดีกับโลกโซเชียล

แสดงว่า คนทั่วไปในยุคนี้ก็ได้ใกล้ชิดกับเรื่องต่างๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย


ทุกคนต้องการ แม้กระทั่งเรายังต้องการเลย ในสมัยเด็ก หรือ สมัยก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี อยากอ่านหนังสือพิมพ์ เรายังอยากจะดูทีวี ดูคนั้นคนนี้ ดูข่าวสารอะไรต่างๆ แต่ยุคนี้จับต้องได้แค่ปลายนิ้ว มันง่ายมาก ฉะนั้นการรับรู้ข่าวสารเป็นสิ่งที่เราได้อะไรมากมาย ซึ่งถือว่าก็เป็นมุมดีในโลกออนไลน์อยู่ ในขณะเดียวกันก็มีแง่ลบเช่นเดียวกัน ในเรื่องของการเสพข่าวสาร หรือการส่งต่อ อยากจะให้ทุกคนได้ตระหนักว่า ข่าวสารต่างๆ หรือ สิ่งดีมันมีอยู่ในนี้อยู่ แชร์หรือพูดในสิ่งที่ดี


ขณะเดียวกัน คอมเมนต์ในเชิงลบ มันก็ส่งผลเสียด้วย คุณมองตรงนี้ยังไงบ้างครับ

ผมพยายามดูอย่างมีสติทุกครั้ง แล้วก็น้อยครั้งที่จะแชร์ เพราะเราอาจจะไม่รู้ว่า สิ่งที่ผ่านตานั้น มันเป็นข่าวจริงหรือสิ่งดีมั้ย ผมก็พยายามเก็บในสิ่งที่เราพยายามจะเก็บ ในเรื่องข่าวสาร ข้อมูลทางการแพทย์ เกี่ยวกับสุขภาพ หรือว่าหนังดีๆ ก็พยายามจะเก็บเรื่องราวที่ดีๆ ไว้ครับ

อีกด้านหนึ่ง ภูมิต้านทานของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ในมุมของคุณเองคิดว่าจะทำยังไงให้ไม่อยู่ในโลกส่วนนี้มากเกินไป


ผมมองว่ามันหนีจากตรงนั้นไม่ได้ หลายๆ คน อยากจะหนีหรืออยากจะหยุดมัน เพื่อที่จะไม่ต้องรับรู้ข่าวสาร หรือที่จะป้องกันตัวเองไม่ให้เกิดจากสิ่งในนั้น แต่สุดท้ายแล้ว เราต้องยอมรับกับมัน ว่ายังไงเราก็ต้องใช้โทรศัพท์ในการสื่อสารแน่นอน ต่อให้หน้าจอมันไม่ได้ทำอะไรได้มากมาย ทุกคนก็ต้องใช้โทรศัพท์ ผมมองว่ามันเป็นพื้นฐานในชีวิตและมันก็สร้างชีวิตในปัจจุบันได้ด้วย ในแง่มุมต่างๆ ในโลกออนไลน์ มันคือการย่อส่วนของโลกผ่านทางโซเชียล ผมมองว่าใครไม่เล่น ก็อาจจะขาดโอกาสไป แต่มันก็ไม่ผิดเหมือนกัน ถ้าเขาไม่อยากจะเล่น ไม่ได้มีปัจจัยเพิ่มทำให้สมองคิดมากขึ้น เขาเลยเลือกที่จะไม่เล่น ส่วนคนที่เล่นก็ไม่ผิด แต่ก็อยากให้อยุ่ในขอบเขตและเลือกในสิ่งที่ดีตามที่บอกครับ

อยากให้คุณช่วยให้ข้อคิดในเรื่องโลกออนไลน์หน่อยครับ

เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่จำเป็นในยุคนี้ อยากให้ทุกคนใช้อย่างระมัดระวัง ตั้งสติในตอนใช้งาน อย่างที่บอกไปว่ามันมีสิ่งดีหลายอย่างในนี้ แต่มันก็มีสิ่งที่ทำลายล้างในระยะเวลาสั้นๆ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น การที่ทำหรือพูดอะไรออกไปในสื่อโซเชียลทั้งหมด มันคือบวกและลบ ก็ต้องใช้ตั้งสติและใช้วิจารณญาณในการใช้งานในสิ่งนี้ครับ

เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : ณัฐพล ด่านรักษา และ Instagram : psaderd



กำลังโหลดความคิดเห็น...