xs
xsm
sm
md
lg

๑๐ สิงหาคม ๒๕๑๘ เลือกตั้งผู้ว่าฯเมืองหลวงครั้งแรก! ได้ “นักเลงเก้ายอด” เป็นผู้ว่าฯ กทม.!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค


นายธรรมนูญ เทียนเงิน
ไม่ช้าไม่นานจากนี้ เราก็จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกันอีกครั้ง หลังจากใช้ผู้ว่าฯที่มาจากการแต่งตั้ง มาตั้งแต่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๙

เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๑๔ รัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร ได้รวมจังหวัดพระนครและธนบุรีเป็น “นครหลวงกรุงเทพธนบุรี” ต่อมามีการประกาศของคณะปฏิวัติ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ เปลี่ยนรูปแบบการปกครองใหม่ จาก “นครหลวงกรุงเทพธนบุรี” และ “เทศบาลนครหลวง” มาเป็น “กรุงเทพมหานคร” โดยมี “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” เป็นข้าราชการการเมืองแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการ เป็นการสิ้นสุดการปกครองท้องถิ่นนครหลวงในระบบ “เทศบาล”

หลังจากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ร่างรัฐธรรมนูญพุทธศักราช ๒๕๑๗ มาตรา ๑๖ บัญญัติว่า “การปกครองท้องถิ่นทุกระดับรวมทั้งนครหลวง ให้มีสภาท้องถิ่น และผู้บริหาร หรือคณะผู้บริหารปกครองท้องถิ่น มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในท้องถิ่นนั้น” ทำให้กรุงเทพมหานครต้องมีผู้ว่าราชการมาจากการเลือกตั้ง มีรองผู้ว่าราชการอีก ๔ คน มีสภากรุงเทพมหานครประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ๔๑ คน อยู่ในตำแหน่งตามวาระ ๔ ปี

หลังจากที่กรุงเทพมหานครมีผู้ว่าราชการจากการแต่งตั้งมาได้ ๔ คน คือ นายชำนาญ บุวบูรณ์ นายอรรถ วิสูตรโยธาบาล นายศิริ สันตะบุตร และนายสาย หุตะเจริญ ก็ได้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๑๘ ซึ่งผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนแรกก็คือ นายธรรมนูญ เทียนเงิน

นายธรรมนูญ เทียนเงิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนแรกนี้ มีบทบาทชีวิตที่โลดโผนมาตลอด มีฉายาว่า “นักเลงเก้ายอด” เพราะสมัยวัยรุ่นทำวีรกรรมในวงการนักเลงไว้มาก พอเข้าวงการเมืองเลยได้ฉายานี้ เพราะนักเลงใหญ่ๆในยุคนั้นมักนิยมสัก “ยันค์เก้ายอด” 

นายธรรมนูญสำเร็จมัธยมปลายจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ในปั ๒๔๗๔ แต่ในปี ๒๔๗๕ ก็ถูกจับเนรเทศไปอยู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนในการกวาดล้างผู้ต้องสงสัยจะเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล เมื่อได้กลับมาในปี ๒๔๘๐ ได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลับธรรมศาสตร์และการเมือง ได้รับปริญญานิติศาสตร์บัณฑิตในปี ๒๕๘๕ เข้าทำงานในบริษัทประกันชีวิตและธนาคาร จนเริ่มเข้าสู่วงการเมืองโดยสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนราษฎรที่จังหวัดชลบุรี และได้รับเลือกตั้ง ๒ สมัย จนในปี ๒๕๑๒ จึงย้ายเข้ามาสมัครที่จังหวัดพระนครในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็น ส.ส.ได้แค่ ๒ ปีก็ถูกจอมพลถนอม กิตติขจร ยึดอำนาจตัวเอง ปิดสภาผู้แทนราษฎร

นายธรรมนูญ เทียนเงินยังได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ด้วย แต่ในการเลือกตั้งในเดือนมกราคม ๒๕๑๘ พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง แต่นายธรรมนูญกลับสอบตก เลยขอลาออกจากเลขาธิการพรรค ได้เป็นรองหัวหน้าพรรค และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี นายธรรมนูญได้เข้าร่วม ครม.รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่รัฐมนตรีชุดนี้อายุสั้น อยู่ได้เพียง ๑ เดือน ก็ไม่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภาต้องลาออก “หม่อมน้อง” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับเลือกจากสภาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน

ในกลางปี ๒๕๑๘ นั้น ได้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครขึ้นเป็นครั้งแรก นายธรรมนูญ เทียนเงินลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม.คนแรก แต่อยู่ได้แค่ ๒ ปีก็ต้องพ้นตำแหน่งในปี ๒๔๒๐ เนื่องจากเกิดความขัดแย้งกับสภา กทม. จึงถูกนายกรัฐมนตรี ธานินทร์ กรัยวิเชียรใช้อำนาจตามมาตรา ๒๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๑๙ ปลดออกจากตำแหน่ง เป็นการสิ้นบทบาททางการเมืองของนายธรรมนูญ เทียนเงิน “นักเลงเก้ายอด” นับแต่นั้น
ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่า กทม.และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นั้น นายธรรมนูญยังมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการลูกเสือชาวบ้านพระนครด้วย ในคราวที่จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งออกไปอยู่ต่างประเทศจากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ได้บวชเป็นเณรกลับเข้ามา จนเกิดการต่อต้านจากฝ่ายนักศึกษาขึ้นอีก ฝ่ายของนายธรรมนูญในพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีนายสมบุญ ศิริธร กับ นายสมัคร สุนทรเวช ร่วมด้วย ถือเป็นกลุ่มปีกขวา จึงขัดแย้งกับกลุ่มของนายดำรง ลัทธพิพัฒน์ นายชวน หลีกภัย นายสุรินทร์ มาศดิตถ์ ซึ่งเป็นกลุ่มปีกซ้าย เรื่องนี้อาจเป็นสาเหตุที่ผู้ว่าฯ ธรรมนูญ เกิดความขัดแย้งกับสภา กทม.จนต้องพ้นตำแหน่ง ทำให้ตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกลับไปสู่ยุคแต่งตั้งอีกครั้ง และได้ผู้ว่าฯจากการแต่งตั้งในช่วงนี้มาอีก ๔ คน คือ นายชลอ ธรรมศิริ นายเชาวน์วัศ สุดลาภา พลเรือเอกเทียม มกรานนท์ และนายอาษา เมฆสวรรค์

จนในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๕๘ จึงกลับมาสู่ระบบเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง และมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้งอีก ๖ คน คือ

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จาก “กลุ่มรวมพลัง” ได้รับเลือกตั้ง ๒ สมัยติดต่อกัน แต่ในสมัยที่ ๒ เป็นแค่ ๒ ปีก็ลาออก เพื่อเตรียมลงสมัครผู้แทนราษฎร เมื่อมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม.ใหม่ ร.อ.กฤษฎา อรุณวงศ์ รองผู้ว่าฯของ พล.ต.จำลอง และด้วยการสนับสนุนของ พล.ต.จำลอง ก็ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนที่ ๑๑
ต่อมาอีก ๔ ปี ผู้ว่าฯ กทม.จากการเลือกตั้งคนใหม่ก็คือ ดร.พิจิตต รัตตกุล จาก “กลุ่มมดงาน” ได้คะแนนนำ พล.ต.จำลอง และ ร.อ.กฤษฎา ซึ่งกลับมาลงสมัครแข่งกันเอง เข้ามาเป็นอันดับ ๒ และ ๓

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในพ.ศ.๒๕๔๓ ได้ผู้ว่าฯคนใหม่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช ซึ่งลาออกจากการเป็น ส.ส.พรรคประชากรไทยมาลงสมัครในครั้งนี้ เมื่อหมดสมัย นายสมัครหันไปสมัครเป็น สว. กทม. แต่นายพิจิตต รัตตกุล หวนกลับมาลงสมัครอีก ผลปรากฏว่าผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่เป็น นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน จากพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้งอีกในสมัยที่ ๒ แต่ในสมัยที่ ๒ นี้ นายอภิรักษ์ได้ลาออก เนื่องจากถูกชี้มูลความผิดในคดีรถ-เรือดับเพลิง แต่ต่อมาศาลก็ได้ตัดสินว่านายอภรักษ์ไม่ได้มีความผิดในคดีนั้นด้วย

การเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.แทนนายอภิรักษ์ได้แก่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร จากพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน แม้ผลงานจะไม่ค่อยประทับใจคน กทม.นัก แต่ก็อยู่จนครบ ๔ ปีและลงสมัครสมัยที่ ๒ อีก โดยต้องแข่งกับ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ จากพรรคเพื่อไทย จากการสำรวจของโพลต่างๆ ปรากฏว่าตะแนนของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ตามหลัง พล.ต.อ.พงศพัศ ในช่วงท้ายพรรคประชาธิปัตย์จึงใช้สโลแกน “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” จึงเข้าป้ายได้อีกครั้ง

ในสมัยที่ ๒ นี้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ยิ่งมีข่าวที่ทำให้คน กทม.ไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ แม้พรรคประชาธิปัตย์เองยังขอร้องให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ลาออก แต่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ก็ไม่ยอมลาออก จนในวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๙ คสช.จึงใช้มาตรา ๔๔ สั่งให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์พ้นตำแหน่ง และแต่งตั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าฯกทม.ขึ้นดำรงตำแหน่งแทนจนถึงปัจจุบัน

ส่วนคะแนนจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.นั้น ในปี ๒๕๔๓ นายสมัคร สุนทรเวช มีคะแนนสูงถึง ๑,๐๑๖,๐๙๖ สร้างประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้ที่ได้รับคะแนนถึง ๑ ล้านเป็นคนแรก ทิ้งห่างคู่ต่อสู้ คือ สุดารัตน์ เกยุรพันธุ์ จากพรรคไทยรักไทย ที่เข้ามาอันดับ ๒ ด้วย ๕๒๑,๑๘๔ คะแนน

แต่การเลือกตั้งในปี ๒๕๕๖ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคะแนนถึง ๑,๒๕๖,๓๔๙ สร้างสถิติไว้สูงสุด แม้แต่ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ในนามพรรคเพื่อไทย ที่ตามมาเป็นอันดับ ๒ ก็ยังได้รับถึง ๑,๐๗๗,๘๙๙ คะแนน ทำลายสถิติของนายสมัครด้วย ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิ์สูงสุดถึง ๖๓.๓๘ เปอร์เซนต์

การเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง เดือนละ ๑๑๓,๕๖๐ บาท ถ้าอยู่ครบ ๔ ปี ก็จะได้เงินตอบแทนนทั้งหมด ๕,๔๕๐,๘๘๐ บาท แต่ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง กกต.ได้กำหนดให้ใช้จ่ายได้ไม่เกินคนละ ๔๙ ล้านบาท อย่างไรก็ตาม คนที่ได้รับเลือกตั้งก็ต้องใช้เงินมากกว่าเงินเดือนที่ได้รับอย่างมากแน่ แม้จะใช้เข่งปลาทูเขียนป้ายหาเสียงก็ตาม ตำแหน่งนี้จึงเป็นตำแหน่งศักดิ์ศรีของพรรคการเมือง ซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้งระดับประเทศต่อไป จึงต้องทุ่มกันอย่างเต็มที่

การเลือกครั้งครั้งหน้านี้ จึงเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่ที่น่าติดตามอีกครั้ง ว่าพรรคใดจะได้รับความนิยมจากนกรุงเทพฯ ซึ่งน่าจะได้เป็นพรรคที่ตั้งรัฐบาลต่อไปด้วย และจะได้คะแนนลบประวัติศาสตร์ได้หรือไม่ คงไม่นานเกินรอก็จะได้ลุ้นกัน



นายสมัคร สุนทรเวช

ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน
กำลังโหลดความคิดเห็น...