xs
xsm
sm
md
lg

“รสนา” เสนอศาลไต่สวนคำสั่งไม่ฟ้อง “บอส” ดีกว่าปล่อยอัยการ-ตำรวจ สอบกันเอง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“รสนา เสนอให้ศาลเป็นผู้ไต่สวนคำสั่งไม่ฟ้องบอส กระทิงแดง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ดีกว่าปล่อยให้อัยการ - พนักงานสอบสวน ตรวจสอบกันเอง เพราะขาดความน่าเชื่อถือในความเป็นกลาง

วันที่ 28 ก.ค. 63 น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพมหานคร ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงข้อเสนอกรณีสอบสวนคำสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ทายาทกระทิงแดง ว่า ...

“ศาลยุติธรรมเป็นองค์กรเหมาะสมที่สุดที่จะตรวจสอบว่าคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการชอบด้วยกฎหมายและหลักนิติธรรมหรือไม่?”
ดิฉันเคยถูกตั้งข้อหา ยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 ในปี 2549 โดยที่นายพลตำรวจผู้ตั้งข้อหาดิฉัน ภายหลังได้รับเลือกเป็น สนช.ในปี 2557 และอยู่ในคณะกรรมาธิการกฎหมายและสิทธิมนุษยชนในยุค สนช.ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีบอส กระทิงแดง ตามที่เป็นข่าวอยู่ขณะนี้

ข้อหาที่ดิฉันได้รับรุนแรงกว่าความเป็นจริง รุ่นพี่ที่เป็นอัยการแนะนำดิฉันว่า ถ้าดิฉัน “กล้าลอง” ไม่ต้องไปรับทราบข้อกล่าวหาของตำรวจ พอไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหาครบ 3 ครั้ง ตำรวจจะไปขอหมายจับที่ศาล ให้ดิฉันทำเรื่องขอความเป็นธรรมไปที่อธิบดีศาลยุติธรรมให้เปิดการไต่สวนก่อนการอนุมัติหมายจับให้ตำรวจ เหตุผลที่ประทานกราบเรียนต่อศาล คือ ดิฉันและพวกไม่เชื่อในความยุติธรรมของตำรวจ ที่น่าจะทำตามคำสั่งของนักการเมืองที่อยู่ในฝ่ายบริหารให้แจ้งข้อกล่าวหาหนักเกินความเป็นจริง ดิฉันจึงต้องมาขอความกรุณาให้ศาลเปิดไต่สวนก่อนอนุมัติหมายจับเพื่อความเป็นธรรมต่อดิฉันและพวก

ในกรณีของดิฉัน ศาลมีเมตตาเปิดการไต่สวนก่อนอนุมัติหมายจับดิฉัน อธิบดีศาลยุติธรรมลงมาพิจารณาด้วยตนเองและเมื่อมีการรับฟังข้อมูลแล้ว ศาลวินิจฉัยว่าพวกดิฉันที่พูดบนเวทีวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล มีความผิดเพียงใช้เครื่องเสียงในที่สาธารณะโดยไม่ได้ขออนุญาต เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปรับดิฉันและพวกได้ แต่ไม่มีความผิดตามมาตรา116 ท่านจึงไม่อนุมัติหมายจับ ซึ่งตำรวจยังอุทธรณ์ขอให้ออกหมายจับต่อ แต่ศาลท่านยืนตามคำวินิจฉัยเดิมที่ไม่อนุมัติหมายจับ

คดีของดิฉัน ศาลใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21(4) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 สั่งไต่สวนการขออนุมัติหมายจับของตำรวจ และศาลใช้ดุลพินิจไม่ออกหมายจับตามที่ตำรวจขอ ดังนั้น ในกรณีที่ตำรวจจะขออนุมัติให้ศาลถอนหมายจับนายวรยุทธ อยู่วิทยา ศาลย่อมสามารถเปิดการไต่สวนก่อนที่จะพิจารณาว่าจะเพิกถอนหมายจับนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือไม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 21(4) ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15 เช่นเดียวกัน

ในคดีนี้ศาลก็สามารถใช้มาตราทั้งสองนี้สั่งไต่สวนได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจของศาลว่าควรเพิกถอนหมายจับหรือไม่ ซึ่งการไต่สวนถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ศาลใช้ดุลพินิจในการมีคำสั่งได้อย่างถูกต้องเป็นธรรม

หากศาลมีคำสั่งไต่สวนก่อนเพิกถอนหมายจับ ศาลสามารถเรียกสำนวนสอบสวนเดิมและที่สอบสวนเพิ่มเติม และสำนวนของพนักงานอัยการทั้งของเดิมและของใหม่มาพิจารณาตรวจสอบ ซึ่งจะเห็นข้อพิรุธที่น่าสงสัยหลายประการ เช่น

1. การกลับคำให้การของตำรวจผู้ตรวจสอบความเร็วจากที่เคยให้การว่าผู้ต้องหาขับรถด้วยความเร็วประมาณ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและการให้การของตำรวจผู้ตรวจสอบความเร็วใหม่อีก 2 คนที่ให้ความเห็นว่าผู้ต้องหาขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งไม่น่าจะมีน้ำหนักให้รับฟังได้ เพราะขัดกับสภาพหน้ารถของผู้ต้องหาที่พังยับ และการลากจากจุดชนไปไกลถึง 200 เมตร หากขับด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรจริง สภาพหน้ารถของผู้ต้องหาไม่น่าจะพังยับขนาดนั้นและไม่น่าจะลากไปไกลจากจุดชนถึง 200 เมตร ทั้งไม่มีการขอให้ผู้เชี่ยวชาญสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม มาตรวจสอบและให้ความเห็นอีกทางหนึ่งด้วย

2. มีพยานบุคคลที่อ้างว่าเป็นประจักษ์พยานโผล่มา 2 คน ให้การยืนยันว่าผู้ต้องหาขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่พยานทั้งสองปากนี้ก็มีข้อน่าสงสัยว่าถ้าเห็นเหตุการณ์จริง เหตุใดจึงไม่ให้การหลังเกิดเหตุโดยเร็ว รอให้ผ่านมา 7-8 ปี จึงมาให้การ ทั้งๆที่มีพยานปากหนึ่งรู้จักและคุ้นเคยกับมารดาผู้ต้องหาเป็นอย่างดี

3. ในสำนวนสอบสวนของพนักงานสอบสวนแต่เดิมมี นายวรยุทธ อยู่วิทยาเป็นผู้ต้องหาเพียงคนเดียว แต่ในสำนวนใหม่กลับให้ดาบตำรวจเป็นผู้ต้องหาที่ 2ทั้งๆ ที่ดาบตำรวจตายไปแล้ว ไม่อาจเป็นผู้ต้องหาและไม่อาจให้การต่อสู้คดีได้ ข้อนี้ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้สงสัยว่าประสงค์จะโยนความผิดให้คนตายเพื่อให้คนเป็นพ้นความผิด ใช่หรือไม่

4. เมื่อพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ผบ.ตร.ควรทำความเห็นแย้ง แต่ก็มิได้ทำความเห็นแย้ง ทั้งนี้ โดยไม่ได้ให้เหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่ทำความเห็นแย้ง ข้ออ้างที่ว่าผู้ต้องหาได้ชดใช้ค่าเสียหายให้ญาติผู้ตายเป็นเงิน 3 ล้านบาทแล้ว ญาติผู้ตายไม่ติดใจเอาความนั้น มีผลเฉพาะความรับผิดทางแพ่งที่ญาติผู้ตายไม่อาจเรียกค่าเสียหายได้อีก แต่ไม่มีผลทำให้คดีอาญาระงับ เพราะคดีที่เกิดขึ้นเป็นคดีอาญาแผ่นดิน แม้มีการชดใช้ค่าเสียหายแล้ว คดีอาญาก็ไม่ระงับ

อนึ่ง ในการไต่สวน ศาลมีอำนาจเรียกพยานใหม่ 2 คน และตำรวจผู้ตรวจสอบความเร็วรถทั้งสามคนมาเบิกความในศาลได้ ทั้งมีอำนาจขอให้ผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม มาตรวจสอบให้ความเห็นว่าความเร็วรถที่ผู้ต้องหาขับนั้นไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือประมาณ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ ศาลมีอำนาจเรียกพนักงานอัยการมาเบิกความถึงเหตุผลในการสั่งไม่ฟ้องได้ ทั้งเรียก ผบ.ตร.มาให้เหตุผลในการไม่ทำความเห็นแย้ง หากไต่สวนจนสิ้นกระแสความแล้ว มีเหตุทำให้ไม่น่าเชื่อว่าในการทำความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาของพนักงานอัยการจะเป็นไปโดยถูกต้องและเป็นธรรม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นไปตามหลักนิติธรรม ศาลย่อมใช้ดุลพินิจไม่เพิกถอนหมายจับได้ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยที่ศาลมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรม

หลังจากศาลมีคำสั่งไม่เพิกถอนหมายจับตามขอบเขตสดมภ์ของตนแล้ว พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการซึ่งเป็นอีกสดมภ์หนึ่งจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไปเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรทั้งสองซึ่งเป็นสดมภ์ฝ่ายบริหาร

ข้ออ้างที่ว่าแม้จะมีหมายจับก็จับผู้ต้องหาไม่ได้แล้วเนื่องจากพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องนั้น เป็นปัญหาขององค์กรทั้งสอง มิใช่ปัญหาของศาลซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการ อย่างไรก็ดี องค์กรทั้งสองควรหาทางออกโดยการเพิกถอนคำสั่งไม่ฟ้องเดิม แล้วเปลี่ยนมาเป็น
“มีคำสั่งให้ฟ้อง” เพราะคำสั่งตามกฎหมายนั้น หากไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อหลักนิติธรรมย่อมเพิกถอนได้เสมอ แม้แต่คำสั่งศาลหากไม่ชอบ ศาลก็เพิกถอนได้ สรุปแล้ว การให้ศาลซึ่งเป็นสดมภ์ฝ่ายตุลาการเป็นผู้ไต่สวนว่าควรเพิกถอนหมายจับผู้ต้องหาหรือไม่ ย่อมดีกว่าการให้พนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นสดมภ์ฝ่ายบริหารตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกันเอง เพราะขาดความน่าเชื่อถือในความเป็นกลาง “การให้คนกลางคือศาลเป็นผู้ตรวจสอบหาความถูกต้องโดยการไต่สวนว่าควรเพิกถอนหมายจับหรือไม่ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด”

รสนา โตสิตระกูล
28 ก.ค 2563



กำลังโหลดความคิดเห็น...