xs
xsm
sm
md
lg

อ.เจษฎา ชี้ไร้สาระสั่งปิดโรงเรียน-กักตัวคนระยอง เผยทหารอียิปต์สวมหน้ากากเดินห้างลดการแพร่เชื้อได้ระดับหนึ่งแล้ว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์” อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความติงมาตรการปิดโรงเรียน 100 กว่าแห่งในจังหวัดระยอง และกักตัวคนที่เดินทางมาจากระยอง 14 วัน ว่าเป็นการกระทำที่ไร้สาระ กลัวกันจนเกินเหตุ แขวะ ศบค.หลอกปั่นหัวให้กลัวมานานหลายเดือน

จากกรณีเมื่อวันที่ 13 ก.ค. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงข่าวระบุว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ 3 ราย หนึ่งในนั้นคือทหารวัย 43 ปี สัญชาติอียิปต์ เป็นลูกเรือที่ได้รับการยกเว้นตามข้อกำหนดมาตรา 9 ฉบับที่ 6 เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง อ.เมืองฯ จ.ระยอง แล้วไปทำภารกิจทางการทหารที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนจะเดินทางกลับวันที่ 11 ก.ค. อีกทั้งยังพบว่าทีมลูกเรือนี้ได้ออกจากโรงแรมไปยังห้างสรรพสินค้าบางแห่งในระยองอีกด้วย ทำให้สังคมต่างวิจารณ์ถึงการทำงานของรัฐบาลการ์ดตกเสียเอง และในรายของคณะทูตจากซูดาน ที่เดินทางเข้ามาภายในประเทศทั้งที่ตรวจพบว่าหนึ่งในคณะที่เดินทางมาติดเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่ในสนามบิน จนกลายเป็นการสร้างความแตกตื่นให้ประชาชนในจังหวัด ทำให้โรงเรียน 127 แห่งในเขตอำเภอเมือง ทั้งเอกชนและรัฐบาลต้อง ปิดการเรียนการสอนที่โรงเรียนเพื่อให้ผู้ปกครองเกิดความสบายใจไม่วิตกกังวลต่อการเดินทางมายังโรงเรียนในช่วงนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 16 ก.ค. นายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็น ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว “Jessada Denduangboripant” ไม่เห็นด้วยกับการปิดโรงเรียนในจังหวัดระยองและมาตรการกักตัวคนที่มาจากจังหวัดระยอง 14 วันนั้น ซึ่งตนเองเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระ กลัวกันจนเกินเหตุ ทั้งนี้ อาจารย์เจษฎาได้ระบุข้อความว่า

“เรื่องปิดโรงเรียนในจังหวัดระยอง รวมถึงการกักตัวคนที่มาจากจังหวัดระยอง 14 วันนั้น นับเป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก! กลัวกันจนเกินเหตุไปแล้ว ... และนี่แหละคือผลลัพธ์จากการที่ ศบค.เอาแต่หลอกปั่นหัว ให้เรากลัวโรค covid-19 จนเกินเหตุมานานนับหลายเดือน

มาตรการการดูแลควบคุมและป้องกันโรคที่กระทรวงสาธารณสุขมีวางไว้ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า เน้นไปที่ผู้ติดเชื้อเป็นหลัก เช่น ถ้าพบผู้ติดเชื้อที่โรงเรียนไหนก็ปิดโรงเรียนนั้น พบผู้ติดเชื้อที่โรงแรมไหนก็ปิดโรงแรมนั้น เป็นระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อทำความสะอาด รวมทั้งเฝ้าระวังว่าคนที่อยู่ในสถานที่นั้นมีใครเริ่มมีอาการคล้ายจะติดเชื้อหรือเปล่า

อย่าลืมว่าโรค covid-19 ก็เป็นเชื้อโคโรนาไวรัสที่แพร่มากับสารคัดหลั่ง ซึ่งก็คือมาจากน้ำลายและเสมหะเป็นหลัก โดยผู้ที่มีอาการของโรคแล้วจะเป็นผู้ที่แพร่เชื้อได้ดีที่สุด ขณะที่ผู้ที่ไม่มีอาการของโรค แม้ว่าจะมีรายงานว่าแพร่เชื้อได้ แต่ความสามารถในการแพร่เขื้อก็จะน้อยกว่ามาก

ดังนั้น ในกรณีของทหารอียิปต์ VIP ที่มาเดินในจังหวัดระยอง ซึ่งปรากฏภาพว่าใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ... หน้ากากอนามัยก็ทำหน้าที่ของมัน คือลดการแพร่เชื้อออกจากผู้ติดเชื้อนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว โอกาสที่เชื้อจากทหารคนนั้นจะแพร่กระจายไปตามสถานที่ต่างๆ เป็นไปได้น้อยมาก

ประเด็นสำคัญที่ผมพูดมาหลายทีตั้งนานแล้ว คือ โรคนี้มันเป็นโรคของการคลุกคลีกัน เราต้องมีโอกาสพูดจาใกล้ชิด ได้รับเชื้อไวรัสผ่านทางละอองน้ำลายของผู้ติดเชื้อ เป็นเวลาและปริมาณมากระดับหนึ่งที่จะทำให้ร่างกายได้รับเชื้อไปมาก จนเราก็เป็นผู้ติดเชื้อไปเองด้วย (หรือที่เรียกว่าต้องดู viral load นั่นเอง)

ดังนั้น ถ้าถามหมอทางด้านโรคติดเชื้อ ตัวจริงๆ (ไม่ใช่พวกหมอที่อยู่ใน ศบค.) น่าจะพูดตรงกันว่า ไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ เลยที่จะต้องปิดโรงเรียนโดยรอบในจังหวัด ทั้งๆ ที่ทหารอียิปต์คนนั้นไม่เคยไป ... รวมถึงไม่จำเป็นจะต้องกักกันตัวคนที่มาจากจังหวัดระยองด้วย

พูดง่ายๆ คือ เราควรจะมุ่งไปที่ตัวผู้ติดเชื้อโดยตรงเท่านั้น ไม่ใช่กังวลและกลัวกันไปหมด จนประเทศไทยไม่ต้องทำอะไรกินกันแล้ว (ตอนนี้หลายคนก็ตกงานกันจนแทบจะไม่ค่อยมีอะไรกินอยู่แล้วด้วย)

ทั้งหมดของความมั่วนี้ สาเหตุก็มาจากการที่ ศบค. และเครือข่ายสื่อโซเชียล ไปสร้างความน่ากลัวให้กับโรคโควิดจนเกินเหตุ เอาแต่มุมภาพลบ-ไอซียู-ความตาย ที่น่ากลัวมาขู่ประชาชนทุกวัน (ซึ่งจริงๆ แล้วเคสที่น่ากลัวขนาดนั้น มันมีปริมาณน้อยมากๆๆๆ เมื่อเทียบกับเคสของคนที่ติดโรค แล้วก็รักษาหายได้) ยังกับเป็นผีร้าย เป็นไวรัสร้าย ที่เราแค่หายใจเอาลมหายใจคนที่ติดเชื้อเข้าไป แล้วต้องตายไปด้วย (ซึ่งไม่จริงเลย)

ข้อเสนอผมที่มีโดยตรงต่อประยุทธ์และรัฐบาล คือ เปลี่ยนคณะที่ปรึกษาทางสาธารณสุขและความมั่นคงชุดเก่า ออกไปได้แล้วครับ

เอากลุ่มอาจารย์หมอที่เชี่ยวชาญเรื่อง “ระบาดวิทยา” มาดูแลแทน โดยไม่เอาคนทางด้านสภาความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

รับรองได้ว่านโยบายเรื่องโรคโควิดจะเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือเลย .. เพราะแทบไม่มีใครในโลกนี้ที่หวังจะเอาชนะโรคไวรัสนี้ กดจำนวนผู้ติดเชื้อให้เป็น 0 ไปจนกระทั่งวัคซีนจะมาหรอก เขามีแต่หาทางอยู่ร่วมกับเชื้อโรคนี้ ในระดับที่ระบบสาธารณสุขของประเทศเขารับไหว เพื่อให้เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการศึกษาเดินหน้าต่อไปได้

ปล. อยากจะบ่นต่อ เรื่องที่ให้เด็กเรียนออนไลน์อยู่กับบ้าน (ขนาดจุฬาฯ ยังให้นิสิตเรียนออนไลน์ที่บ้านเลย) ว่านั่นก็เป็นไอเดียที่ไม่ถูกต้องจริงๆ เสียหายทางการศึกษา และเกิดปัญหาสังคมที่แต่ละบ้านด้วย แถมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ตอนหลังก็บอกว่า “เด็กสามารถติดเชื้อจากผู้ใหญ่ได้ แต่การที่เด็กจะแพร่กระจายเชื้อกันเอง หรือไปหาผู้ใหญ่นั้น มีน้อยมากมากๆๆ”... แต่สงสัยจะยาวเกินแน่ๆ ไว้คราวหน้าแล้วกัน”




กำลังโหลดความคิดเห็น...