xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 5-11 ก.ค.2563

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


(จากซ้าย) นายสุวิทย์ เมษินทรีย์-นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์-นายอุตตม สาวนายน-นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล
1.“อุตตม-สนธิรัตน์” นำทีม 4 กุมารไขก๊อกพ้น พปชร. ชี้ภารกิจลุล่วงแล้ว ด้าน “สิระ” ไล่บี้คืนตำแหน่ง รมต.ให้พรรค!

หลังกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ลาออก 18 คน เพื่อกดดันให้มีการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ กระทั่งได้มีการเทียบเชิญ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์พรรค พปชร. ให้มานั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรค และมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ 27 คน ซึ่งผลปรากฏว่า ไร้ชื่อ 4 กุมารในกรรมการบริหารพรรค คือ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและอดีตหัวหน้าพรรค, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและอดีตเลขาธิการพรรค, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิจัยและนวัตกรรมและอดีตรองหัวหน้าพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง และอดีตกรรมการบริหารพรรค ทั้งที่บุคคลทั้งสี่มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งพรรค พปชร.และขับเคลื่อนพรรคในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีความพยายามจากบางคนในพรรค พปชร.ให้มีการปรับ ครม.หลังเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค พปชร.ชุดใหม่

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ค. นายอุตตม สาวนายน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ได้แถลงข่าวร่วมกันที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พปชร.

โดยนายอุตตม กล่าวว่า 2 ปีที่ผ่านมา ได้มีส่วนร่วมเป็นแกนนำจัดตั้งพรรค พปชร.ตั้งใจที่จะทำงานการเมืองเพื่อประเทศชาติในตอนนั้น มีเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นผู้นำประเทศ ก้าวข้ามสถานการณ์ในช่วงนั้น ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน โดยหลายๆ อย่างในพรรคก็มีความก้าวหน้าทั้งการสานต่อนโยบายในการสร้างพรรคให้เป็นสถาบันการเมืองมาโดยตลอด หลายๆ คนร่วมกัน จนถึงวันนี้กล่าวได้ว่า ภารกิจทั้ง 4 คนได้บรรลุล่วงไปแล้ว ประกอบกับพรรค พปชร.มีคณะผู้บริหารใหม่ที่พร้อมจะนำพาพรรคให้เดินหน้าต่อไปได้

ขณะที่นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า วันที่พวกเราเดินเข้ามาร่วมตั้งพรรค พปชร. เราทราบดีว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของบ้านเมือง ขณะนั้นมีความเชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ คือบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นผู้นำประเทศในช่วงรอยต่อ นั่นคือที่มาของการลาออกของพวกเรา 4 คน จากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วมาทำงานการเมือง อย่างที่นายอุตตมพูดถึงว่า ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ จนทุกอย่างเดินหน้าตามความตั้งใจ บัดนี้มองว่า บทบาททางการเมืองคือหน้าที่นั้น ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา พวกเราไม่ได้มีความยึดติดกับบทบาทใด พวกเราตั้งใจทำหน้าที่ในทุกหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และจะทำอย่างดีที่สุด ส่วนบทบาทต่างๆ ที่ได้รับ จะดำเนินไปแค่ไหน เมื่อใดนั้น เป็นเรื่องที่พวกเราไม่ยึดติดและยินดีอย่างยิ่งที่จะมีส่วนในการช่วยเหลือบ้านเมืองต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามถึงเหตุผลที่ยังไม่ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี นายอุตตม กล่าวว่า “เหตุผลที่เรามาแถลงข่าววันนี้ ถือว่าเป็นเรื่องของพรรค ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายบริหาร การปรับเปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงอะไรในอนาคต เป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ พวกตนก็ทำหน้าที่ที่เรามีอยู่อย่างเต็มที่ ส่วนจะมีการปรับเปลี่ยนอะไรใน ครม.เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี”

เมื่อถามต่อว่า ต่อไป ทั้ง 4 คน จะมีการทำกิจกรรมทางการเมืองร่วมกันในอนาคตหรือไม่ มีการตั้งพรรคใหม่หรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า เรา 4 คน ผูกพันกันพอสมควร ตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมาที่ได้ตัดสินใจมาทำงานการเมืองเพื่อประเทศร่วมกัน ส่วนตัวคิดว่า จะต้องมีกิจกรรมร่วมกันต่อไปแน่นอน แต่ยังไม่ทราบว่าจะเป็นกิจกรรมอะไร “จะตั้งพรรคหรือไม่ ไม่ได้คิด ต่อไปจะเป็นอย่างไร ก็จะต้องดูโอกาสเพื่อจะทำให้ประเทศชาติและพี่น้องประชาชน ก็จะค่อยๆ ดู ค่อยๆ คิดไป”

ด้านนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรค พปชร.กล่าวถึงกรณีที่ 4 กุมารลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พปชร.ว่า ต้องขออวยพรให้ทั้ง 4 ท่านโชคดี แต่วันนี้เมื่อไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว ก็ควรจะคืนโควต้าคณะรัฐมนตรีที่ตัวเองดำรงตำแหน่งอยู่กลับมาให้พรรค พปชร.ด้วย ตนขอเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย “ทั้ง 3 ท่าน วันนี้ยังนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีในส่วนโควต้าของพรรค พปชร. เมื่อลาออกจากพรรคแล้ว ก็ควรคืนตำแหน่งนี้กลับมาให้เป็นสมบัติของพรรค ไม่ใช่ยังกั๊กตำแหน่งอยู่เช่นนี้ เพราะถือว่าวันนี้พวกท่านไม่มีสิทธิแล้ว และคนที่จะดำรงตำแหน่งแทนท่านก็ควรจะเป็นสมาชิกของพรรค พปชร.ท่านอื่นๆ“ นายสิระ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา พวกท่านได้รับประโยชน์จากพรรคไปมากพอแล้ว เมื่อวันนี้ตัดสินใจเดินออกจากพรรคไป ก็ควรคืนสมบัติที่เป็นของพรรคกลับคืนมาด้วย

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงกรณีที่ 4 กุมารลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พปชร. พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ตนก็เคารพการตัดสินใจ ถือเป็นเรื่องภายในพรรค พปชร. “ส่วนผมเองก็ต้องเตรียมพิจารณาว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป วันนี้ขอให้ท่านเชื่อมั่นระบบบริหารราชการแผ่นดินของเรา เชื่อมั่นในตัวผม และผมก็จะนำพาประเทศชาติในช่วงเวลานี้ไปให้ได้ ในส่วนการปรับเปลี่ยน ครม.ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นวิถีทางทางการเมือง การเข้ามาเป็น ส.ส. การเข้ามาเป็นรัฐมนตรี การจะเข้ามาเป็น ครม. การเป็นพรรคร่วมรัฐบาล จะต้องมีการไปพูดคุยเจรจากันอีกครั้ง”

2."ในหลวง" พระราชทานรถตรวจโรคติดเชื้อฯ 13 คัน แก่ สธ. เพื่อเข้าถึง ปชช.กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ทุกพื้นที่อย่างรวดเร็ว!


เมื่อวันที่ 6 ก.ค. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายอนุทิน ชาญชีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะ เฝ้าฯ รับพระราชทานรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัยจำนวน 13 คัน เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขนำไปใช้ประโยชน์ ณ สำนักงานเขตสุขภาพที่ 1-12 และเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ในการเก็บตัวอย่างโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชน บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ในการปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบการเฝ้าระวังและค้นหาผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 เชิงรุกในโรงเรียน วัด ชุมชนแออัดและกลุ่มอาชีพเสี่ยงทั่วประเทศ โดยสามารถเข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

สำหรับสถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 6 ก.ค. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงว่า มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 5 ราย รักษาหายเพิ่ม 1 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,195 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 3,072 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 65 ราย ผู้เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้ง 5 ราย เดินทางมาจากประเทศคูเวต เข้าพักสถานกักกันใน กทม.

วันต่อมา 7 ก.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) รายงานผ่านเฟซบุ๊กศูนย์ข้อมูล COVID-19 ว่า ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ ทั้งการติดเชื้อในประเทศและในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ ส่งผลให้ยอดผู้ป่วยสะสมรวมคงที่ 3,195 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 3,072 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 65 ราย ผู้เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย

วันต่อมา 8 ก.ค. พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษก ศบค. แถลงว่า มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่ม 2 ราย มีผู้ป่วยรักษาหายเพิ่ม 2 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,197 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 3,074 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 65 ราย ผู้เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง 2 ราย เดินทางกลับมาจากอินเดียและอินโดนีเซีย และอยู่ในสถานกักกันที่รัฐจัดให้

วันต่อมา 9 ก.ค. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงว่า มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 5 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,202 ราย รักษาหายเพิ่ม 11 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 3,085 ราย ยังรักษาตัวอยู่ที่ รพ. 59 ราย ผู้เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้ง 5 ราย เดินทางกลับจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอยู่ในสถานกักกันที่รัฐจัด

นพ.ทวีศิลป์ ได้ชี้แจงถึงกรณีที่ ผบ.ทบ. สหรัฐฯ แขกพิเศษของรัฐบาลเดินทางมาไทยในวันที่ 9-10 ก.ค.ด้วยว่า เป็นไปตามข้อตกลงพิเศษที่มาในระยะสั้น (Special Arrangement) จัดอยู่ใน 11 กลุ่มที่ผ่อนผันไม่ต้องเข้าสู่การกักตัว State Quarantine ตามข้อกำหนดในการผ่อนคลายมาตรการระยะที่ 5 โดยการเดินทางเข้ามาในประเทศไทยครั้งนี้มีคณะผู้กำกับ/ติดตามการเดินทาง แบ่งออกเป็น 2 คณะ คณะที่ 1 คือ กลุ่มผู้ติดตามที่จัดขึ้นโดยผู้เป็นฝ่ายเชิญ และคณะที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งทั้งหมดจะต้องผ่านการอบรมวิธีการป้องกันตนเองมาก่อนและต้องรายงานหน่วยงานของตน ให้มีการตรวจสุขภาพเพื่อความมั่นใจ

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวด้วยว่า การปฏิบัติหน้าที่ของคณะทำงาน 2 กลุ่มนี้เป็นการทำงานระยะสั้น รักษาระยะห่าง Social Distancing ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกักตัว 14 วัน หลังเสร็จภารกิจ โดยเป็นการใช้หลักการเดียวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่มีความใกล้ชิดกับชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก แต่ไม่จำเป็นต้องกักตัว หรือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ณ พื้นที่ State Quarantine ที่ใกล้ชิดกับกลุ่มผู้มีความเสี่ยง ก็ไม่จำเป็นต้องกักตัวเช่นกัน

วันต่อมา 10 ก.ค. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 รายงานผ่านเฟซบุ๊กศูนย์ข้อมูล COVID-19 ว่า ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ ทั้งการติดเชื้อในประเทศและในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ โดยมีผู้รักษาหายเพิ่ม 2 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,202 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 3,087 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 57 ราย ผู้เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย

ล่าสุด วันนี้ (11 ก.ค.) ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 รายงานผ่านเฟซบุ๊กศูนย์ข้อมูล COVID-19 ว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 14 ราย รักษาหายเพิ่ม 1 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,216 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 3,088 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 70 ราย ผู้เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ทั้งหมดเดินทางกลับมาจากบาห์เรน-สหรัฐอเมริกา-ซูซาน และเข้าพักในสถานกักกันของรัฐที่ จ.ชลบุรี

3.“จุรินทร์” เร่งเคลียร์ปม “ลิงเก็บมะพร้าว” แบนกะทิไทย ด้าน “สุเทพ” ชี้ ต่างชาติไม่เข้าใจวิถีชีวิตชาวสวนมะพร้าว!


สัปดาห์ที่ผ่านมามีประเด็นที่ถูกพูดถึงกว้างขวางพอสมควร กรณีที่องค์กรประชาชนเพื่อการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างมีจริยธรรม (พีตา) ระบุผลสำรวจการใช้ลิงเก็บมะพร้าวของไทยเป็นการทารุณสัตว์ พร้อมเรียกร้องห้างสรรพสินค้าประเทศต่างๆ งดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวของไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชาวสวนมะพร้าวและผู้ประกอบการแปรรูปไทย โดยเริ่มมีห้างค้าปลีกบางรายในประเทศอังกฤษถอดผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวของไทยออกจากชั้นวางสินค้าแล้ว

ส่งผลให้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้องเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าว ผู้ส่งออก และตัวแทนชาวสวนมะพร้าว เมื่อวันที่ 8 ก.ค. เพื่อวางแนวทางชี้แจงข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจกับประเทศต่างๆ

หลังประชุม นายจุรินทร์ กล่าวว่า ผลหารือได้ข้อสรุป 3 ประเด็น คือ 1.โรงงานผลิตให้ข้อมูลและยืนยันการตรวจสอบย้อนกลับให้ชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมีการติดรหัสบนหีบห่อผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ผลิตจากมะพร้าวสวนใด และไม่มีการใช้แรงงานลิงหรือทารุณสัตว์

2.สั่งการให้กรมการค้าระหว่างประเทศเชิญเอกอัครราชทูตอังกฤษและประเทศที่นำเข้ากะทิไทยที่ประจำอยู่ในประเทศไทย รวมถึงสื่อต่างชาติประจำประเทศไทย ร่วมตรวจสอบพื้นที่ปลูกมะพร้าวและโรงงานผลิต โดยอยู่ระหว่างประสานงานและมีกำหนดจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด และ 3.สั่งการให้ทีมไทยแลนด์และทูตพาณิชย์ในต่างประเทศเร่งชี้แจงและทำความเข้าใจ รวมถึงให้นัดเจรจาระหว่างเอกชนผู้นำเข้าและผู้ส่งออกไทย เพื่อให้เกิดความเข้าใจและซื้อขายได้ตามปกติ

ทั้งนี้ ไทยมีการส่งผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวและกะทิปี 2562 มูลค่าประมาณ 12,360 ล้านบาท โดยส่วนนี้เป็นการส่งออกไปอังกฤษ 1,000 ล้านบาท

ด้านนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่มาตรการที่รัฐบาลประเทศผู้นำเข้าใช้ปฏิบัติ เป็นเรื่องของเอกชนต่อเอกชน ดังนั้นไม่ถือว่าเป็นการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า

ส่วนท่าทีจากภาคเอกชน นายเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการบริหารและผู้จัดการโรงงานชาวเกาะ บริษัทเทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด ผู้ผลิตแบรนด์กะทิชาวเกาะ กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้เข้าหารือกับชาวสวนที่บริษัทได้สั่งซื้อมะพร้าว และจะลงพื้นที่ตรวจสวนก่อนส่งวัตถุดิบเข้าโรงงานว่า ได้ปฏิบัติตามที่ได้ทำข้อตกลงที่บริษัทจะซื้อวัตถุดิบมะพร้าวที่ไม่ใช้แรงงานลิง ซึ่งได้รับการยืนยันจากทุกสวนว่า ไม่ได้ใช้แรงงานลิง

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่มีกระแสข่าวไทยใช้ลิงเก็บมะพร้าว ส่งผลให้สินค้ากะทิชาวเกาะที่อังกฤษถูกถอดออกจากชั้นวางสินค้าในห้างขนาดใหญ่ 2-3 ห้าง ยอดขายหายไปประมาณ 30% ถือว่าสูงมาก อาจเป็นเพราะในรายงานของพีตาระบุชื่อแบรนด์กะทิชาวเกาะชัดเจน ขณะนี้ก็มีลูกค้าที่สหรัฐฯ สอบถามเข้ามา แต่ยังไม่กระทบยอดขาย

ขณะที่นางศศิวรรณ นวลศรี ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดอาวุโส บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตกะทิยี่ห้ออร่อยดี ยืนยันว่า ผลิตภัณฑ์ของบริษัทไม่มีการใช้วัตถุดิบที่ใช้แรงงานลิงแน่นอน และมีการทำข้อสัญญากับทุกสวน รวมถึงวัตถุดิบจากต่างประเทศด้วย และมีการติดรหัสเพื่อตรวจสอบย้อนกลับ เชื่อว่าจะเป็นการแก้ปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าไทย

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวถึงกรณีห้างสรรพสินค้าในอังกฤษแบนกะทิรวมทั้งผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวของไทย โดยอ้างว่าไทยใช้ลิงเก็บมะพร้าว เป็นการทารุณกรรมสัตว์ว่า ตนเป็นคนจังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ท่ามกลางสวนยางพาราและสวนมะพร้าว เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ชาวต่างชาติอาจไม่เข้าใจวิถีชีวิตชาวสวนมะพร้าว

นายสุเทพ ยืนยันด้วยว่า ชาวสวนปฏิบัติต่อลิงที่เก็บมะพร้าวเป็นอย่างดี ให้ความเมตตา ดูแลเหมือนลูกหลาน หากชาวต่างชาติมองจากภายนอกหรือมองผิวเผินก็นึกว่าเป็นการทรมานสัตว์ ซึ่งความจริงไม่ใช่ สมัยโบราณเรายังใช้ม้าลากรถ ใช้วัวควายไถนา ซึ่งเป็นเรื่องปกติ อย่าไปตื่นเต้นมาก ไม่เช่นนั้นจะทำอะไรไม่ได้

4.“3 พิธีกรช่องส่องผี” อ่วม ถูกแจ้งความ 2 กรณี บิดเบือนประวัติศาสตร์ย่าโม-กล่าวหาอดีต ผอ.โรงเรียนรับสินบน!

(จากซ้าย) นายศราวุฒิ หรือเจมส์ วรพัทธ์ทวีโชติ-นายเชษฐวุฒิ หรือบ๊วย วัชรคุณ-นางสุรประภา คำขจร หรือเรนนี่ พิธีกรรายการช่องส่องผี
ความคืบหน้ากรณีรายการ ช่องส่องผี ดำเนินรายการโดย นายเชษฐวุฒิ หรือบ๊วย วัชรคุณ นางสุรประภา คำขจร หรือเรนนี่ และนายศราวุฒิ หรือเจมส์ วรพัทธ์ทวีโชติ ซึ่งออกอากาศทางช่อง 8 ได้เดินทางไปบันทึกรายการที่วัดศาลาลอย อ.เมือง จ.นครราชสีมา สถานที่บรรจุอัฐิท้าวสุรนารี หรือย่าโม และพิธีกรคือ เรนนี่ อวดอ้างมีจิตสัมผัสต่อสิ่งลี้ลับ พบปลัดทองคำ สามีย่าโม และย่าโม รวมทั้ง น.ส.บุญเหลือ พร้อมระบุว่า ปลัดทองคำมาบอกว่า แม่บุญเหลือเป็นเมียอีกคน โดยย่าโมเป็นเมียหลวง และแม่บุญเหลือเป็นเมียสอง ไม่ใช่ลูกสาวบุญธรรมแต่อย่างใด ส่งผลให้เกิดกระแสไม่พอใจของชาวโคราชต่อเรนนี่และรายการว่า เป็นคำกล่าวอ้างที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ ขัดแย้งกับจดหมายเหตุของชาวโคราชและข้อมูลในหนังสือประวัติศาสตร์

ด้านนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงการกระทำของพิธีกรรายการ ช่องส่องผี ที่สร้างความไม่พอใจให้ชาวโคราชว่า ได้ให้ พศ.ตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่า ไม่มีการขออนุญาตถ่ายทำรายการเป็นลายลักษณ์อักษร เพียงแต่ไปขอด้วยวาจากับเจ้าอาวาส จึงได้สั่งให้ พ.ศ.นำข้อมูลไปมอบให้กรมศิลปากร เป็นผู้เสียหาย เพื่อดำเนินคดี หากบิดเบือนประวัติศาสตร์จริงๆ ให้ดำเนินการ เราจะสนับสนุนเรื่องข้อมูล รวมถึงจะให้ พศ.ทำข้อมูลส่งถึงผู้ว่าฯ นครราชสีมาที่ถือเป็นผู้เสียหายอีก 1 คน ให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด และอีกส่วนหนึ่งหากยังมีอยู่คือ ญาติพี่น้องของคุณย่าที่เป็นผู้เสียหาย

นายเทวัญ กล่าวด้วยว่า จะให้ พศ.ทำจดหมายไปถึง กสทช.ให้ช่วยตรวจสอบอีกแรงหนึ่ง แต่หากไปทำที่อื่นไม่ใช่วัด ก็ไม่ใช่ส่วนที่ พศ.ดูแล นอกจากนี้ยังให้ พศ.แจ้งไปยังวัดต่างๆ ทั่วประเทศ หากจะมีการจัดรายการเช่นนี้อีก ให้พิจารณาให้รอบคอบ โดยอยู่ในอำนาจของเจ้าอาวาส

ด้าน พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ กล่าวถึงรายการ ช่องส่องผี ทางช่อง 8 ที่ถูกหลายฝ่ายระบุว่า มีเนื้อหาบิดเบือนประวัติศาสตร์ว่า กสทช.ได้ทำหนังสือถึงรายการช่องส่องผีไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อให้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการในวันที่ 16 ก.ค.นี้ โดยจะมีตัวแทนจากกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมรับฟังการชี้แจงด้วย

พล.ท.พีระพงษ์ กล่าวด้วยว่า กรณีดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดใน 2 ประเด็น คือ การเปิดรับบริจาค และการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์แบบแปลกๆ อย่างไรก็ตาม ต้องรอการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการด้านผังรายการฯ ก่อน เพื่อนำเข้าที่ประชุม กสทช.พิจารณาภายในสิ้นเดือน ก.ค.นี้ พร้อมออกตัวว่า ทุกคนอาจมองว่า การดำเนินการมีความล่าช้า แต่เนื่องจากต้องยึดตามนิติของกฎหมายปกครอง คือต้องให้ผู้มาชี้แจง เตรียมเอกสารในการชี้แจงรายละเอียด จึงต้องใช้เวลาสักระยะ

ขณะที่นายเชษฐวุฒิ วัชรคุณ หรือบ๊วย 1 ในพิธีกรรายการช่องส่องผี กล่าวว่า ทางรายการจะขอแสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ต่างๆ โดยได้ปรึกษากับทางช่อง และทางช่อง 8 เข้าใจ และเห็นใจ จึงอนุญาตให้นำรายการออกจากผังรายการของช่อง 8 ต่อไปนี้จะไม่มีรายการนี้ในทีวีแล้ว จะนำรายการไปเผยแพร่ทางช่องยูทูบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

นายเชษฐวุฒิ ยังเปิดใจผ่านคลิปในแฟนเพจเฟซบุ๊กช่องส่องผีด้วยว่า รายการนี้จัดทำขึ้นด้วยความเคารพทุกดวงวิญญาณ ทุกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สำหรับเทปรายการดังกล่าวตั้งใจทำ เพื่อให้ทุกคนมั่นใจว่า ย่าโมมีจริง และย่าโมอยากบอกอะไรกับลูกหลาน เมื่อก่อให้เกิดความสะเทือนใจแก่ชาวนครราชสีมา ขอแสดงความรับผิดชอบด้วยการถอนรายการออกจากช่อง 8 ขณะเดียวกันก็ขอโทษพี่น้องชาวนครราชสีมาด้วย

นายเชษฐวุฒิ กล่าวอีกว่า “ผมแสดงความรับผิดชอบแล้ว ด้วยการเอารายการออกจากช่อง 8 ก็เลยถามกลับไปว่า สื่อต่างๆ หรือใครก็แล้วแต่ ที่ทำให้ผมต้องถอยกลับไปอยู่กับที่ ทั้งๆ ที่ผมมีเจตนาอันดี ทุกคนรับผิดชอบอะไรผมบ้าง อันนี้ผมถามเฉยๆ นะครับ ถ้าไม่รับผิดชอบ ก็ไม่เป็นไร แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้ ผมค้นพบว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตผมก็คือ ลมหายใจ เพราะฉะนั้นเรื่องราวต่างๆ ผมมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว สิ่งที่สำคัญสำหรับผมคือลมหายใจ ผมยังมีชีวิตอยู่ แล้วรายการช่องส่องผีก็ทำให้ผมมุ่งมั่นทำความดี” “ใดๆ ก็ตามที่สร้างความไม่พอใจกับใครก็ตาม ผมขอโทษอีกครั้ง ขอโทษแทนอาจารย์เรนนี่ และอาจารย์เจมส์” “โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม ยังไงก็แล้วแต่ โปรดให้ความเป็นธรรมกับผมด้วย”

ทั้งนี้ ได้มีชาวโคราชบางส่วนเข้าแจ้งความดำเนินคดีรายการช่องส่องผีแล้ว โดยเมื่อวันที่ 9 ก.ค. นายศักดิ์ชัย ชาติพุทซา กำนันตำบลหนองกระทุ่ม ในฐานะนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน จ.นครราชสีมา พร้อมพวก เป็นกลุ่มกำนันและผู้ใหญ่บ้านในเขต อ.เมือง และนายพรเทพ เจริญพงศ์อนันต์ ประธานสภาทนายความ จ.นครราชสีมา ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีพิธีกรรายการช่องส่องผี ที่เผยแพร่ทางช่อง 8 และช่อง 31 รวมทั้งช่องยูทูบ กรณีนำเรื่องราวเกี่ยวกับการลบหลู่ ดูหมิ่น บิดเบือนประวัติศาสตร์ท้าวสุรนารีและ น.ส.บุญเหลือ ซึ่งเป็นที่รักและเคารพนับถือและศรัทธาของชาวโคราชและชาวไทย อันเป็นข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

ทั้งนี้ นอกจากถูกชาวโคราชแจ้งความดำเนินคดีกรณีบิดเบือนประวัติศาสตร์ย่าโมแล้ว รายการช่องส่องผี ยังถูกแจ้งความดำเนินคดีในอีกกรณีหนึ่ง คือกรณีไปถ่ายทำที่โรงเรียนแห่งหนึ่งที่จังหวัดนครปฐม และมีบางช่วงที่พิธีกรกล่าวถึงอดีตผู้อำนวยการ ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วว่า เป็นเปรตอยู่ที่โรงเรียน เพราะเรียกรับสินบน ทำให้ครอบครัวของอดีตผู้อำนวยการไม่พอใจ เพราะทำให้เสียชื่อเสียง จึงได้แจ้งความดำเนินคดีพิธีกรรายการดังกล่าว

5.“ฌอน” ยิ่งชี้แจงยิ่งพบพิรุธ ด้านตำรวจ สภ.ปากเกร็ด ออกหมายเรียกให้มาชี้แจง-รับทราบข้อกล่าวหา 14 ก.ค.นี้!

นายฌอน บูรณะหิรัญ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ
ความคืบหน้ากรณีนายฌอน บูรณะหิรัญ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเงินบริจาค 8.74 แสนบาท เพื่อนำไปช่วยดับไฟป่าที่ จ.เชียงใหม่ ว่ายอดบริจาคน่าจะน้อยกว่าความเป็นจริง และมีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ด้วยนั้น

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. นายฌอน ได้โพสต์คลิปวิดีโอชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊กว่า การชี้แจงเรื่องเงินบริจาคของตนทางเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.เป็นไปด้วยความรีบร้อน จึงขออภัยในความไม่รอบคอบในการจัดการเงินบริจาคทั้งหมด ความหละหลวมในการนำเสนอข้อมูลในชุดแรก สื่อสารไปโดยยังรวบรวมข้อมูลไม่ครบถ้วนดี โดยระบุว่า วันนั้นตนอยากรีบสื่อสารให้เร็วที่สุด เพราะห่วงความรู้สึกเพื่อนๆ ที่ไว้ใจตนและบริจาคเข้ามา จึงสื่อสารข้อมูลตัวเลขไม่ครบถ้วน

นายฌอน ชี้แจงต่อว่า “ณ เวลานั้นผมไม่ได้อยู่บ้าน และไม่ทันเช็กให้รอบคอบ จึงรีบให้ทีมงานสรุปยอดเท่าที่มีใบเสร็จที่รวบรวมไว้และยืนยันได้ ณ เวลานั้น โดยได้แจ้งในเพจไปว่า ยอดบริจาค 875,741.53 บาท ...ภายหลังเมื่อตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนก็พบว่า มียอดตามใบเสร็จทั้งสิ้น 991,541.36 บาท และในบัญชีนี้มีเงินเข้ามาในช่วงเวลาที่รับบริจาคทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,338,641.01 บาท”

นายฌอน กล่าวอีกว่า ทันทีที่ทราบว่ามีข้อมูลตกหล่น จึงคิดว่าควรมีหน่วยงานกลางที่เชื่อถือได้มาตรวจสอบ ในวันที่ 29 มิ.ย. ตนรีบยื่นจดหมายถึงหน่วยงานใน จ.เชียงใหม่ ขอความอนุเคราะห์ให้จัดทีมเข้ามาตรวจสอบสเตตเม้นต์บัญชีที่รับบริจาคและบัญชีอื่นๆ รวมทั้งใบเสร็จ ตนได้แสดงหลักฐานทั้งหมด ต่อเจ้าหน้าที่ในวันที่ 2 ก.ค.ที่ จ.เชียงใหม่ แสดงให้เห็นว่า ตนไม่ได้นำเงินส่วนใดไปใช้เรื่องส่วนตัวเลย และว่า มีผู้บริจาคที่ขอเงินคืน 2 ราย ได้ดำเนินการคืนเงินแล้ว รายละ 100 บาท และ 200 บาท รวม 300 บาท

นายฌอน กล่าวต่อไปว่า จากการที่ตนไม่รอบคอบ คิดไม่ถี่ถ้วนในการจัดการเงินบริจาค ตนขอน้อมรับคำแนะนำใหญ่จากผู้ใหญ่และสื่อต่างๆ ด้วยความปรารถนาดี ตนขอแสดงความรับผิดชอบ โดยจะรวบรวมเงินบริจาคทั้งหมดทุกบาททุกสตางค์ ส่งมอบให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือเรื่องไฟป่าต่อไป จำนวนเงินดังนี้ ยอดบริจาค (ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.-30 เม.ย.) การโอนเข้าจำนวน 5,974 ครั้ง สเตตเมนต์ 167 แผ่น เป็นจำนวนเงิน 1,338,644.01 บาท รวมกับเงินอีกส่วนที่เข้ามาในบัญชีบริษัทและบัญชีส่วนตัวจำนวน 41 ครั้ง เป็นยอดรวม 3,501.95 บาท ซึ่งสันนิษฐานว่า อาจเป็นเงินที่ผู้โอนมีเจตนาเพื่อร่วมบริจาค

นอกจากนี้เงินที่เข้ามาหลังจากปิดบริจาคหลังจากวันที่ 1 พ.ค.ถึง 28 มิ.ย. มีผู้โอนเข้าอีก 50 ครั้ง เป็นยอดรวม 4,189.92 บาท เงินที่เข้ามาหลังจากปิดบริจาคหลังจากวันที่ 29 มิ.ย.ถึงวันที่ 2 ก.ค. มีผู้โอนเข้ามาอีก 49 ครั้ง เป็นยอดรวม 551,85 บาท รวมจำนวนทั้งหมดหลังจากนำเลขบัญชีออกจากโพสต์รับบริจาค 4,741.77 บาท รวมจำนวนเงินทั้งหมดที่จะส่งมอบ 1,346,887.73 บาท เมื่อได้ส่งมอบให้แก่หน่วยงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ตนจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังนายฌอนชี้แจงผ่านคลิปดังกล่าว พร้อมโชว์สเตตเมนต์ 167 แผ่น ปรากฏว่า โลกโซเชียลได้มีการตรวจสอบสเตตเมนต์ดังกล่าว พบว่า มีการโอนเพื่อจ่ายบัตรเครดิตรวมอยู่ด้วย 2.6 แสนบาท ในวันที่ 2 เม.ย. และ 3-4 เม.ย. ซึ่งไม่ปรากฏในคำชี้แจงของนายฌอนว่า ได้จ่ายบัตรเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์อะไร นอกจากนี้ยังพบว่า ในบัญชีรับบริจาคดังกล่าว ยังมีการถอนเงินเพื่อเข้าบัญชีนายฌอนด้วยเมื่อวันที่ 4 เม.ย.จำนวน 1 ล้านบาท หลังจากนั้น ในวันที่ 12 มิ.ย. พบว่า นายฌอนได้โอนเงินคืนจำนวน 53,000 บาท และมีการโอนเงินให้กับ ChiangMai Delta จำนวน 224,998.48 บาทด้วย

ด้านนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ซึ่งก่อนหน้านี้ได้แจ้งความดำเนินคดีนายฌอน เนื่องจากมีพฤติกรรมเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน ด้วยการเปิดบัญชีขอรับบริจาคและไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ ได้เข้าพบตำรวจ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 8 ก.ค. เพื่อนำสเตตเมนต์บัญชีธนาคารของนายฌอนให้พนักงานสอบนวนเพื่อเป็นหลักฐานเพิ่มเติมประกอบสำนวนคดี

ขณะที่ พ.ต.อ.พงศ์จักร ปรีชาการุณพงศ์ ผกก.สภ.ปากเกร็ด เผยว่า ได้รวมหลักฐานไว้หมดแล้ว ส่วนสเตตเมนต์ได้เอกสารมาครบแล้ว เป็นบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขามีโชคพลาซ่า ชื่อบัญชี นายฌอน บูรณะหิรัญ เปิดเมื่อวันที่ 23 ม.ค.2562 ปัจจุบันยอดคงเหลือ 1,053 บาท ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอยู่ในสำนวนคดี และว่า ตำรวจได้ออกหมายเรียกนายฌอนแล้วให้เข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 14 ก.ค. เวลา 09.30 น.ที่ สภ.ปากเกร็ด เพื่อให้เข้ามาชี้แจงและรับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น...