xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 14-20 มิ.ย.2563

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ผู้ต้องหาร่วมกันกับพวกอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้
1. ตำรวจกองปราบฯ ดับฝัน "บรรยิน" วางแผนแหกคุก ถึงขั้นจะให้คนวางระเบิด-ใช้ ฮ.รับ สุดท้ายฝันสลาย จะผูกคอตาย จนท.ช่วยได้ทัน!

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. มีรายงานข่าวว่า ชุดสืบสวนกองปราบปรามกำลังสืบสวนคดีคนร้ายวางแผนชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ผู้ต้องหาร่วมกันกับพวกอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

โดยเจ้าหน้าที่ทราบแผนดังกล่าว หลังจากชุดสืบสวนกองปราบปรามได้จับกุมตัวนายโจ อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีลักทรัพย์ ได้ที่ซอยลาดพร้าว 130 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ หลังได้รับการประกันตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่ยังคงมีหมายจับค้างเก่าติดตัวอีก 1 หมาย เจ้าหน้าที่จึงได้จับกุมตัวก่อนจะนำมาสอบปากคำ

เบื้องต้น นายโจให้การรับสารภาพว่า ที่ได้ประกันตัวออกมาเป็นเพราะ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ที่รู้จักกันในเรือนจำ ได้ให้ทนายความส่วนตัวติดต่อทนายความอีกคนให้มาประกันตัวออกจากเรือนจำ พร้อมทั้งยังให้การเพิ่มเติมอีกว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.บรรยิน ช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นเพราะขณะที่รู้จักกันในเรือนจำ พ.ต.ท.บรรยิน มีคำสั่งให้ตนทำงานให้ 2 ข้อ ข้อแรก ให้หาทางชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน ออกจากคุก แต่ถ้าข้อแรกทำไม่สำเร็จ ให้ลักพาตัวภรรยาของ ผบ.เรือนจำ มาให้ได้ เพื่อไว้ใช้ในการต่อรองกับ ผบ.เรือนจำ เรื่องการหนีออกจากคุก พร้อมทั้งยังให้เบอร์โทร.ติดต่อไปหา ส.ส.จังหวัดนครสวรรค์ ที่เคยเป็นลูกน้องของ พ.ต.ท.บรรยิน เพื่อร่วมกันวางแผน ครั้งแรกโทร.ติดต่อไปหา ส.ส.ที่ พ.ต.ท.บรรยิน ให้เบอร์มา แต่ฝ่ายนั้นไม่เอาด้วย เว้นระยะเวลาไป 2-3 วัน ได้โทร.ไปหาอีกครั้งเพื่อขอเงิน แต่ไม่ได้ ชุดสืบสวนกองปราบปรามจึงได้จับกุมดำเนินคดีในข้อหาตามหมายจับ ก่อนส่งตัวไปดำเนินคดีที่ สน.หัวหมาก

หลังจากทราบเรื่องดังกล่าว ชุดสืบสวนกองปราบปรามได้เข้าไปสืบสวนหาข่าวจากเจ้าหน้าที่ภายในเรือนจำ จนทราบว่า นอกจาก นายโจ ที่ถูก พ.ต.ท.บรรยิน สั่งทำงานแล้ว ยังมีนายท็อป อายุ 30 ปี ผู้ต้องหากรรโชกทรัพย์ ชาวจังหวัดนครสวรรค์ บ้านเดียวกับ พ.ต.ท.บรรยิน อีกคน โดยแหล่งข่าวภายในเรือนจำแจ้งว่า ระหว่างที่ทั้งคู่ถูกคุมขัง มีความสนิทกับ พ.ต.ท.บรรยิน เป็นอย่างมาก จากนั้นได้รับการปล่อยตัวออกมาจากการประกันตัว หลังทราบเรื่อง ชุดสืบสวนกองปราบปรามได้ตรวจสอบหาเบาะแสจนสามารถจับกุมตัวนายท็อป ได้หลังมหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนนำตัวมาสอบสวนอย่างละเอียด

โดยนายท็อป ให้การรับว่า รู้จักกับ พ.ต.ท.บรรยิน ในเรือนจำจริง ส่วนเรื่องการประกันตัวออกมา เป็นญาติหาเงินมาประกัน นอกจากนี้ ยังให้การว่า ระหว่างที่อยู่ในเรือนจำ พ.ต.ท.บรรยิน ได้สั่งให้หาทางช่วยเหลือออกจากคุก เช่นเดียวกับนายโจ โดยบอกว่า พ.ต.ท.บรรยิน ได้เล่ารายละเอียดในการวางแผนว่า จะมีคนมาวางระเบิดข้างเรือนจำ จากนั้นจะล้มเสาธงชาติกลางลานสนามหญ้า เพื่อใช้ปีนหนี เมื่อออกมาได้จะมีเฮลิคอปเตอร์มารับตัวอีกที หลังจากสอบสวนเสร็จสิ้น จึงได้แจ้งข้อหาตามหมายจับ ก่อนส่งตัวไปดำเนินคดีที่ จ.นครสวรรค์

ทั้งนี้ หลังทราบเรื่องดังกล่าว ชุดสืบสวนกองปราบปรามได้ประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อหาเบาะแสต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

วันเดียวกัน (19 มิ.ย.) พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยสั้นๆว่า พอจะทราบกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.บรรยิน จะแหกเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาบ้าง แต่ยังไม่ทราบที่มาที่ไป และยังไม่มีหน่วยงานไหนออกมายืนยันข้อเท็จจริง แต่กรมราชทัณฑ์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยของตัวเจ้าหน้าที่และผู้ต้องโทษตามปกติอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุ

ทั้งนี้ มีรายงานว่า หลังแผนแหกห้องขังของ พ.ต.ท.บรรยิน เกิดรั่วไหล ส่งผลให้ พ.ต.ท.บรรยิน พยายามฆ่าตัวตายโดยการแขวนคอ แต่เจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุได้ทัน

ล่าสุด วันนี้ (20 มิ.ย.) พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.บรรยิน มีการวางแผนให้ลูกน้องพาหลบหนีออกจากเรือนจำว่า คดีนี้มาจากการสอบสวนขยายผลการจับกุมผู้ต้องหาในคดีอื่น ซึ่งตัวผู้ต้องหาได้ให้การเองว่า พ.ต.ท.บรรยิน มีการวางแผนตามที่เป็นข่าวจริง ขณะนี้กองปราบอยู่ระหว่างสืบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่าเป็นเรื่องจริง ก็ต้องนำมาพิจารณาตามข้อกฎหมายอีกว่า จะสามารถจะดำเนินคดีเพิ่มเติมกับใครอีกได้บ้าง

พล.ต.ต.จิรภพ กล่าวด้วยว่า เพื่อความไม่ประมาท ทางกองปราบก็มีมาตรการป้องกันและดูแลความปลอดภัย รวมทั้งมีการป้องกันการหลบหนีของจำเลยอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว ยอมรับว่า คดีนี้เป็นคดีสำคัญ ที่ผ่านมา ก็ได้ส่งกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษ “หนุมาน” เข้าไปสนับสนุนตำรวจท้องที่ และเจ้าหน้าที่ของราชทัณฑ์ทุกครั้งที่จะต้องคุมตัวจำเลยไปขึ้นศาล และยังร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ ออกสืบสวนหาข่าวมาตลอดอีกด้วย

2.พปชร.เตรียมเทียบเชิญ “บิ๊กป้อม” นั่งหัวหน้าพรรค 23 มิ.ย.นี้ ขณะที่ “หม่อมเต่า” ไขก๊อกหัวหน้า รปช.!

(ขวา) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (ซ้าย) ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
สถานการณ์การเมืองในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ไฮไลต์อยู่ที่ความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โดยในส่วนของ พปชร.หลังจากเมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย.มีการลาออกของกรรมการบริหารพรรค 18 คน เพื่อกดดันให้มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยมีข่าวการวางตัว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และประธานยุทธศาสตร์พรรค พปชร. เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ได้มีการประชุม ส.ส.พรรค พปชร. แต่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไม่ได้เข้าร่วมประชุมแต่อย่างใด โดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค พปชร.แจ้งที่ประชุมว่า คณะกรรมการบริหารชุดรักษาการ เตรียมจัดประชุมในวันที่ 19 มิ.ย.เวลา 10.00 น.ณ ที่ทำการพรรค อาคารปานศรี

โดยมีรายงานว่า จะมีการเสนอรายชื่อ พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรคเพียงคนเดียว ขณะที่ตำแหน่งเลขาธิการพรรค มีแคนดิเดต 2 คน คือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แกนนำกลุ่มเพชรบูรณ์ ซึ่งในช่วงหลังมีความใกล้ชิดกับ พล.อ.ประวิตร อีกทั้งมี ส.ส.ในพรรคจำนวนหนึ่งให้การสนับสนุน เช่น กลุ่มนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี ประธาน ส.ส. ส่วนแคนดิเดตอีกคนคือ นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท รองหัวหน้าพรรค แกนนำกลุ่มสามมิตร ซึ่งช่วงหลังมีความสนิทสนมกับ พล.อ.ประวิตร ตั้งแต่ พล.อ.ประวิตร เข้ามาเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค โดยนายอนุชาเป็นรองประธานยุทธศาสตร์พรรค ซึ่งทั้งนายสันติและนายอนุชามีจุดเด่นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่ว่า พล.อ.ประวิตร จะตัดสินใจเลือกใคร โดยมีรายงานว่า พล.อ.ประวิตร จะเลือกนายอนุชา เป็นเลขาธิการพรรค และให้นายสันติ เป็นผู้อำนวยการพรรค

สำหรับการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค พปชร.ชุดรักษาการเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. เพื่อเตรียมความพร้อมในการประชุมใหญ่ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ปรากฏว่า นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า พรรคเตรียมเชิญ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั่งหัวหน้าพรรค พปชร. ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งนี้ พรรค พปชร.ได้มีการกำหนดวันประชุมใหญ่ในวันที่ 27 มิ.ย.นี้ ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น. นายวิรัชเผยด้วยว่า นอกจาก พล.อ. ประวิตร แล้ว ไม่มีคนอื่นเป็นแคนดิเดตในตำแหน่งหัวหน้าพรรค ส่วนกรรมการบริหารพรรคก็เชื่อว่า จะเป็นไปตามที่สื่อมวลชนลงข่าวก่อนหน้านี้

ด้านนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรักษาการหัวหน้าพรรค พปชร. ถูกนักข่าวถามว่า มีข่าวจะถูกปรับออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในการปรับ ครม.ครั้งนี้ นายอุตตมกล่าวว่า ไม่กังวล ยังคงทำหน้าที่ต่อไป การปรับ ครม. เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีเองยังไม่ส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับ เมื่อถามว่า หากไม่ได้เป็นรัฐมนตรีต่อ จะลาออกจากพรรค พปชร.หรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่า “ผมไม่คิดเลยครับ” เมื่อถามย้ำว่า ถอดใจหรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่า “ไม่ครับ ใจยังอยู่ที่เดิม” เมื่อถามต่อว่า วันที่ 23 มิ.ย.จะไปเชิญ พล.อ. ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ที่ทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่อง

ขณะที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และรักษาการเลขาธิการพรรค พปชร. ตอบคำถามนักข่าวเรื่องการปรับ ครม.ว่า ทั้งหมดขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี

ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ได้มีการประชุมกรรมการบริหารพรรค และมีการประเมินการทำงาน 1 ปี ของ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และหัวหน้าพรรค รปช. ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นไม่ให้ผ่าน เนื่องจากช่วงที่ประเทศประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีผู้ว่างงานในระบบนับล้านคน แต่การดำเนินงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แก้ปัญหาไม่ทันต่อความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงมีกระแสข่าวโจมตีการทำงานของกระทรวงแรงงานจากภายนอก

หลังจากนั้น วันเดียวกัน ปรากฏว่า ม.ร.ว.จัตุมงคลได้มอบหมายให้คนสนิทยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค รปช. ซึ่งในเวลาต่อมา ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าวถึงสาเหตุที่ลาออกว่า “ไม่มีเหตุผล มันก็เหมือนสามีภรรยา หย่าขาดจากกัน” เมื่อถามว่า การลาออกครั้งนี้มีผลเมื่อใด ม.ร.ว.จัตุมงคลกล่าวว่า “มีผลทันที คนอย่างผม ถ้าขอลาออกแล้วก็คือออกเลย” ส่วนการทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ม.ร.ว.จัตุมงคลกล่าวว่า ยังอยู่ ส่วนจะมีการปรับออกจากตำแหน่ง ครม.หรือไม่นั้น ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าวว่า “ก็แล้วแต่ท่านนายกฯ ถ้าปรับ ครม.จะเอาผมออก ก็ออกเลย”

ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าวอีกครั้งในวันต่อมา (17 มิ.ย.) ถึงกรณีที่กรรมการบริหารพรรค รปช.มีมติไม่ให้ผ่านการทำงาน 1 ปีว่า “ในชีวิตผม เข้ามาทำงานในพรรคนี้ ตั้งใจทำงาน แต่คนในพรรคไม่เห็นด้วยกับเรา เลยไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ขณะนี้กระทรวงแรงงานมีหลายเรื่องที่ต้องทำและต้องใช้เวลาทำถึง 5 ปี เพื่อเปลี่ยนแปลง แต่ผมเพิ่งทำงานมา 1 ปี จะบอกว่าผมไม่ผ่านโปรได้อย่างไร ยืนยันไม่ได้โกรธพรรค ไม่ได้น้อยใจ พรรคฟังความคิดเห็นของผม เพียงแต่ทิศทางที่พรรคจะไป ไม่ใช่ทิศทางที่ผมจะไปก็เท่านั้นแหละ”

วันเดียวกัน นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง เลขาธิการพรรค รปช.และนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ แกนนำพรรค ซึ่งมีข่าวว่าจะเป็นหัวหน้าพรรค รปช.คนใหม่ ได้แถลงข่าว โดยนายทวีศักดิ์กล่าวว่า ตามที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. จึงทำให้ในส่วนของหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคพ้นสภาพทันที หลังจากนี้ พรรคได้ทำหนังสือแจ้ง กกต.ให้รับทราบ มีผลทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะ 7 คนพ้นตำแหน่งโดยอัตโนมัติ แต่ให้อยู่ในฐานะรักษาการไปก่อน โดยตนจะรักษาการหัวหน้าพรรค จนกว่าจะมีการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 5 ก.ค.นี้ จากนั้นพรรคจะทำหนังสือแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบว่า ม.ร.ว.จัตุมงคล ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคอีกต่อไปแล้ว และพรรคขอเสนอชื่อนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อให้นายกฯ พิจารณาในการปรับ ครม.ครั้งต่อไป โดยระหว่างนี้ ม.ร.ว.จัตุมงคลยังทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานต่อไปจนกว่าจะมีการปรับ ครม.

ด้านนายเอนก กล่าวถึงความพร้อมในการรับหน้าที่หัวหน้าพรรค รปช.ว่า พร้อมรับหน้าที่ทุกอย่าง และทำงานให้เป็นไปตามขั้นตอนของพรรค

3.ไทยยังไร้ผู้ติดเชื้อโควิดใน ปท.เป็นวันที่ 26 แล้ว แต่ยังพบเชื้อในผู้เดินทางกลับจาก ตปท.ประปราย!

พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษก ศบค.
สถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในไทย ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะมีการยกเลิกเคอร์ฟิว แต่ยังคงไม่พบการติดเชื้อในไทยแต่อย่างใด แต่พบบ้างในผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศในบางวัน โดยเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงว่า ไม่มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ หรือป็น 0 ราย ทั้งในประเทศ และกลับจากต่างประเทศในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ ส่งผลให้ยอดผู้ป่วยสะสมรวมคงที่ 3,135 ราย รักษาหายกลับบ้าน 2,987 ราย รักษาตัวใน รพ. 90 ราย ผู้เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย

วันต่อมา 16 มิ.ย. พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษก ศบค. แถลงว่า ไม่มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ หรือเป็น 0 ราย ทั้งในสถานกักกันของรัฐและการติดเชื้อในประเทศ รักษาหายกลับบ้านเพิ่ม 6 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม โดยยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,135 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 2,993 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 84 ราย และเสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย

วันต่อมา 17 มิ.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงว่า ไม่มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ หรือเป็น 0 ราย ทั้งในประเทศและกลับมาจากต่างประเทศในสถานกักกันของรัฐ รักษาหายเพิ่ม 3 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,135 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 2,996 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 81 ราย เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า การติดเชื้อในประเทศเป็น 0 แล้ว 23 วัน หลายท่านฟังจากนักวิชาการให้ดีต้อง 2 รอบ 14 วัน คือ 28 วัน ถ้าจะให้ดีขอให้อยู่ในหน้ากากผ้าหน้ากากอนามัยอย่างครบถ้วน เราอาจจะต้องอยู่กันแบบนี้ไปอีกยาวๆ แต่จะยาวเท่าไร ก็สัก 28 วันตรงนี้ก่อน ขอให้รักษาสถานะเป็น 0 ต่อเนื่องไปให้ได้ เพื่อเป็นสถิติของไทย และเป็นสถิติที่ดีงามของทั้งโลก ซึ่งหลายประเทศเป็น 0 นานๆ อย่างจีน ก็มากกว่าเรา ยังมีการติดเชื้อเข้ามาซ้ำใหม่ได้ เราต้องให้นานที่สุดเท่าที่นานได้

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวด้วยว่า สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่สามารถเปิดได้ วันที่ 15 มิ.ย.เป็นการเปิดเทอมวันแรกหลังปิดเทอมไปหลายเดือน ก็จะพบมีโรงเรียนอนุบาลสร้างสรรค์แนวใหม่ เช่น มีฉากกั้นระหว่างเด็กที่นอน โต๊ะเรียนห่างกันมีฉากกั้น และใส่หน้ากากผ้าหน้ากากอนามัยกันไว้ การสอนให้เด็กรู้จักการดูแลสุขภาพส่วนตัว ก็จะทำให้พวกเขามีสุขภาพที่ดี เราก็ปลอดภัย ผู้ปกครองก็จะได้สบายใจ มีการรับประทานอาหารแบ่งรอบเวลาเหลื่อมกันครั้งละ 45 นาที

วันต่อมา 18 มิ.ย. พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษก ศบค. แถลงว่า มีผู้ป่วยโรคโควิด-19 รายใหม่ 6 ราย รักษาหายเพิ่ม 1 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,141 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 86 ราย เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย โดยผู้ป่วยรายใหม่ทั้งหมดมาจากต่างประเทศ และอยู่ในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ แบ่งเป็น 1. เดินทางกลับมาจากประเทศซาอุดีอาระเบีย 5 ราย ทุกรายเป็นนักศึกษาชาย อายุ 23-27 ปี และ 2. กลับมาจากอินเดีย เป็นหญิง อายุ 26 ปี

วันต่อมา 19 มิ.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 5 ราย รักษาหายกลับบ้านเพิ่ม 11 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,146 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 3,008 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 80 ราย ผู้เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ทั้งหมดมาจากสถานกักกันที่รัฐจัดให้ โดยกลับมาจากซาอุดีอาระเบียทั้ง 5 ราย เป็นนักศึกษาชายไทย อายุ 23-26 ปี

ล่าสุด วันนี้ (20 มิ.ย.) ศบค. เผยข้อมูลสถานการณ์โรคโควิด-19 ในไทยว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่เพิ่ม 1 ราย รักษาหายเพิ่ม 10 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,147 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 3,018 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 71 ราย ผู้เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่เป็นหญิงไทย อายุ 28 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป กลับมาจากประเทศบาห์เรน และเจ้าพักในสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในประเทศ หรือเป็น 0 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 26 แล้ว

4.ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้อง 8 ผู้ชุมนุม กปปส. ขวางเลือกตั้งล่วงหน้าเขตทุ่งครุ สั่งจำคุก 1 คน แต่รอลงอาญา 2 ปี!


เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ศาลอาญา ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปราณี ธรรมนิยม, นายชวลิต ศิริกังวาลกุล, นายทองใบ แจ่มจำรัส, นายทวี โพธิ์ดำ, น.ส.กฤษณา น้อยปลา, นายณรงค์ ปิณฑรัตนวิบูลย์, นายทวี อับดุลเลาะห์, น.ส.กุสุมา อินสมะพันธ์, นางจารุวรรณ แสงอรุณ และ น.ส.ปาตีเมาะ แสงสว่าง เป็นจำเลยที่ 1-10 ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 มาตรา 76,152

คดีนี้ โจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2557 จำเลยทั้ง 10 คน กับนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และนางทยา ทีปสุวรรณ ซึ่งแยกไปดำเนินคดีต่างหากแล้ว กับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันนำผู้ชุมนุม (กปปส.) ประมาณ 50 คน ไปปิดล้อมทางเข้าสำนักงานเขตทุ่งครุ ซึ่งเป็นที่เลือกตั้งกลางประจำเขตเลือกตั้งที่ 26 กรุงเทพมหานคร อันเป็นสถานที่ที่กำหนดให้ลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งทั่วไป จำเลยกับพวกร่วมกันนำรถไปจอดหน้าสำนักงาน พากันไปยืนและนั่งขวางหน้าประตู ใช้โซ่ขนาดใหญ่คล้องบานประตูทางเข้าออก ทำให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถเข้าไปในสำนักงานเขตทุ่งครุได้

ทั้งนี้ ระหว่างที่คดีอยู่ในการพิจารณาของศาล นายทองใบ แจ่มจำรัส จำเลยที่ 3 เสียชีวิต ศาลจึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ต่อมา ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1-2, 6-7 คนละ 1 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4-5, 8-10 จำคุกคนละ 1 ปี แต่คำเบิกความของจำเลยที่ 1-2, 4-10 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1-2, 6-7 คนละ 1 ปี จำคุกจำเลยที่ 4-5, 8-10 คนละ 8 เดือน และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1-2, 4-10 คนละ 5 ปี หลังจากนั้นพวกจำเลยยื่นอุทธรณ์และได้รับการประกันตัว

ด้านศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดหรือไม่ ในส่วนของ น.ส.ปราณี จำเลยที่ 1 โจทก์มีตำรวจ สน.ทุ่งครุ เป็นพยาน เบิกความพบ น.ส.ปราณี จำเลยที่ 1 กำลังพูดโทรโข่งเรียกกลุ่มคนให้เข้าไปขัดขวางตำรวจที่จะตัดโซ่คล้องปิดประตูสำนักงานเขตทุ่งครุ ศาลเห็นว่า พยานโจทก์เป็นข้าราชการตำรวจท้องที่ จำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกสภาเขตท้องที่ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏมูลเหตุจูงใจที่พยานจะปรักปรำจำเลยที่ 1 น่าเชื่อว่าพยานเบิกความไปตามที่พบเห็น ประกอบกับจำเลยที่ 1 รับว่า วันเกิดเหตุได้มาที่สำนักงานเขตทุ่งครุ พูดโทรโข่งรณรงค์ให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง

ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้นำชุมชนในท้องที่เกิดเหตุ เมื่อตำรวจขอเจรจาให้จำเลยที่ 1 เปิดประตูสำนักงานเขต หากจำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนรู้เห็น ก็น่าจะเจรจากับกลุ่มบุคคลขอให้เปิดกุญแจที่คล้องโซ่ ไม่ปฏิเสธหนักแน่นว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าว และใช้โทรโข่งเรียกมวลชนขัดขวางมิให้ตำรวจตัดโซ่ ประกอบกับพยานบุคคลเบิกความเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 คุยให้ฟังว่า นายณัฏฐพลเป็นผู้มอบโซ่และกุญแจให้จำเลยที่ 1 จำนวน 3 ชุด ไปปิดประตูสำนักงานเขตทุ่งครุ พยานโจทก์ที่สืบมามีน้ำหนักมั่นคง ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลเห็นว่าจำเลยเพียงแต่พูดโทรโข่งเรียกมวลชน ไม่ได้กระทำด้วยความรุนแรง สมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี ด้วยการรอการลงโทษจำคุก แต่ให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง

สำหรับจำเลยที่ 2, 4-10 โจทก์ไม่มีพยานมานำสืบให้เห็นว่า มีพฤติกรรมหรือการกระทำใดอันเป็นการขัดขวางการลงคะแนนเลือกตั้งแต่อย่างใด จำเลยไม่มีการปิดบังอำพรางใบหน้า ชุมนุมอย่างเปิดเผย ด้วยความสงบ ปราศจากความรุนแรง แม้มีเจตนาร่วมชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป เช่นเดียวกับกลุ่มบุคคลที่ใช้โซ่คล้องแล้วใส่กุญแจปิดสำนักงานเขตทุ่งครุ ก็ไม่อาจถือว่า จำเลยที่ 2, 4-10 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดด้วย การกระทำของจำเลยที่ 2, 4-10 ไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2, 4-10 ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ น.ส.ปราณี จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท ในทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงปรับ 20,000 บาท โทษจำคุก 1 ปี ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 2, 4-10 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

5.สังคมสวดยับ ผู้รับเหมารื้อถอนอาคารไม้เก่าแก่ "บอมเบย์เบอร์ม่า" เหลือแต่ซาก ด้าน "ศรีสุวรรณ" ยื่น ป.ป.ช.เอาผิดผู้เกี่ยวข้อง!

สภาพอาคารบริษัท บอมเบย์เบอร์ม่า อายุ 131 ปี ก่อนและหลังถูกรื้อถอน
สัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวหนึ่งที่ถูกพูดถึงและเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก คือกรณีมีการรื้อถอนอาคารบริษัท บอมเบย์เบอร์ม่า อายุไม่ต่ำกว่า 120 ปี ที่ จ.แพร่ ซึ่งอาคารดังกล่าวอยู่ในสวนรุกขชาติเชตวัน เป็นอาคารไม้เก่าแก่ของบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติที่ได้สัมปทานเข้ามาทำไม้ในเมืองไทย เมื่อหมดสัมปทาน ได้ยกอาคารดังกล่าวให้กับรัฐ โดยอาคารดังกล่าวถือเป็นประวัติศาสตร์การค้าไม้เมืองแพร่ และเป็นอนุสรณ์สถานให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

นายธีรวุฒิ กล่อมแล้ว สถาปนิก และประธานเครือข่ายอนุรักษ์เมืองเก่าแพร่ กล่าวว่า “หลังจากมีโครงการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารศูนย์เรียนรู้ป่าไม้ สวนรุกขชาติเชตะวัน ที่บริเวณชุมชนเชตะวัน ริมแม่น้ำยม อ.เมือง จ.แพร่ มูลค่า 4,560,000 บาท โดยผู้รับจ้างเป็นบริษัทรับเหมาในจังหวัดแพร่เข้ามาดำเนินการ ปรากฏว่า มีการทุบทิ้งอาคารไม้เก่าแก่ของบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า ทำให้ประชาชนชาวแพร่ช็อกไปตามๆ กัน เนื่องจากเป็นอาคารไม้เก่าแก่ที่เห็นกันมานาน อายุ 120 ปี ถูกรื้อถอนเหลือแต่ซากปรักหักพัง ต้องเข้าไปสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าสาเหตุข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร...”

ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยว่า ได้รับรายงานจากนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ ย้ำว่า เป็นการซ่อมแซม แต่การซ่อมครั้งนี้เป็นการของบประมาณจากจังหวัด และเนื่องจากเป็นการซ่อมอาคารไม้ทั้งหลัง ไม้ทุกแผ่นกองอยู่ข้างๆ ไม่ได้หายไปไหน สาเหตุที่ต้องรื้อไม้ลงมา เพราะฐานรากคอนกรีตของอาคารเสื่อมสภาพ การจะซ่อมได้ต้องทุบทิ้งก่อน และต้องทำฐานรากใหม่ พอทำฐานรากเสร็จแล้ว ก็มาประกอบตัวอาคารใหม่ ส่วนที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่า เมื่อบูรณะแล้ว จะกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า หลายอาคารที่มีการบูรณะ รูปแบบที่ทำออกมาแล้วก็เหมือนเดิม แต่สีอาจจะผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่เชื่อว่า ทาง จ.แพร่มีช่างที่มีฝีมือ จึงเชื่อว่า การประกอบอาคารหลังการบูรณะจะกลับมาเหมือนเดิมได้

ขณะที่นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า อาคารไม้ของบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า จ.แพร่ อายุกว่า 131 ปี ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากร แต่เป็นโบราณสถานประเภทที่ไม่ขึ้นทะเบียน โดยหลักการตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ การบูรณะต้องทำหนังสือขออนุญาตมายังกรมศิลปากร ซึ่งทางกรมอุทยานได้ทำหนังสือมาขออนุญาตแล้ว แต่อยู่ระหว่างการพิจารณา และว่า การรื้อถอนอาคารลงมาทั้งหลังแล้วประกอบขึ้นใหม่นั้น สามารถทำได้ หากวิศวกรมีการวิเคราะห์แล้วว่า อาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ต้องมีการเก็บรายละเอียด ลอกลาย เก็บแบบรายละเอียดก่อน “กรณีนี้ถือว่า ผู้รับเหมามีความระมัดระวังในรายละเอียดค่อนข้างน้อย ดังนั้น ทางกรมศิลปากรจะส่งนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญลงไปช่วยดู เพื่อให้การบูรณะเป็นไปตามหลักวิชาการ เชื่อว่าจะสามารถบูรณะและประกอบอาคารกลับมาได้สวยงามเช่นเดิม...”

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า สมาคมฯ ได้รับข้อมูลที่ผิดปกติเกี่ยวกับการรื้อทุบทำลายอาคารดังกล่าวจากสายข่าว กอ.รมน. แจ้งว่า มีการเจรจาซื้อขายไม้เก่าชั้นดีบางส่วนที่รื้ออกมาจากอาคารบอมเบย์เบอร์มาออกขายไปแล้ว โดยพ่อค้าไม้เฮือนเก่า จากบ้านปงท่าข้าม อ.สูงเม่น จ.แพร่ โดยมีความพยายามขนย้ายไม้เก่าออกจากพื้นที่ในเวลากลางคืน เพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุก สภ. ใน จ.แพร่ ต้องประสานเพื่อดักจับกุม หากมีการลักลอบขนย้ายกันจริง แต่พอเรื่องดังกล่าวเป็นข่าวดังขึ้นมา มีการเจรจาขอไม้บางส่วนคืน แต่ถูกปฏิเสธเพราะ “คืนไม้ไม่คืนเงิน”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. นายศรีสุวรรณ ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเอาผิดหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ละเลยเพิกเฉยปล่อยให้มีการทุบทำลายอาคารประวัติศาสตร์บอมเบย์เบอร์ม่าแล้ว ซึ่งนอกจากนายศรีสุวรรณ ยังมี นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีต ส.ส.แพร่ และนายปริญญา ศิริสารการ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาร่วมร้องเรียนเรื่องดังกล่าวต่อ ป.ป.ช.ด้วย โดย นพ.ทศพร ได้นำภาพวาดอาคารบอมเบย์เบอร์ม่า ที่วาดด้วยตัวเอง มาเรียกร้องขอให้ ป.ป.ช.เร่งตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะกระทบต่อความรู้สึกของชาวแพร่และคนไทยอย่างมาก


กำลังโหลดความคิดเห็น...