xs
xsm
sm
md
lg

ไทยกับอีก ๕ ประเทศร่วมประท้วง "ศากยะ"! หนังพุทธประวัติที่มีฉากข่มขืนพระนางศิริมหามายา!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค


   “กมลา ข้ามาขอเรียนรักจากเธอ” ซาชิ กาปูร์ ในบท สิทธารถะ พราหมณ์หนุ่ม บอกกับ สิมิ กาเรวัล คู่พระนางอินเดียในหนังฮอลลีวูด “สิทธารถะ” ที่เข้ามาฉายเมืองไทย
ไม่ว่า ภาพยนตร์ ข้อเขียน หรือการ์ตูน ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ "ศาสนา" สิ่งเคารพสักการะของผู้คน เป็นที่รู้กันว่าต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ที่จะไม่สร้างความกระทบกระเทือนใจให้กับผู้คนที่เขาเคารพนับถือ

การอ้าง "เสรีภาพ" ย่อมฟังไม่ขึ้น เพราะเสรีภาพก็มีขอบเขต คนที่ใช้เสรีภาพต้องมีความรับผิดชอบที่จะไม่ล่วงละเมิดผู้อื่น ยิ่งการอ้างเอาเสรีภาพมาเถียงกับคนที่ถูกกระทำให้สะเทือนใจ กลับจะทำให้เรื่องบานปลายออกไปอีก

ในปี ๒๕๐๔ มีหนังพุทธประวัติเรื่องหนึ่งก่อเรื่องแบบนี้ขึ้น และน่าแปลกใจก็คือ ผู้สร้างก็เป็นพุทธศาสนิกชน แต่อยากจะทำให้หนังหวือหวารุนแรงขึ้นตามงบลงทุน
หนังเรื่องนี้ก็คือ "ศากยะ" ของบริษัทไดเอะ แห่งญี่ปุ่น สร้างในระบบ ๗๐ มม. ลงทุนมหาศาลถึง ๓๖ ล้านบาท มากกว่าหนังทุกเรื่องที่เคยสร้างมา นัยว่าจะสู้กับ "บัญญัติ ๑๐ ประการ" หนังฮอลลีวูด ของ ซีซิล บี เดอมิลล์ ถ่ายทำที่เมืองเกียวโตและอินเดีย นำแสดงโดย โคจิโร ฮอนโกะ ดาราดังของญี่ปุ่นรับบทเป็น "เจ้าชายสิทธัตถะ" ส่วน "พระนางศิริมหามายา" แสดงโดยนางเอกฟิลิปปินส์ ชาริโต โชลิส ซึ่งเคยเป็นนางเอกหนังไทยมาก่อน ในเรื่อง "กัปตันยุทธ"

ฉากที่ชาวพุทธคิดไม่ถึงว่าจะมีอยู่ในหนังเรื่องนี้ และเป็นต้นเหตุสำคัญของการประท้วงก็คือ ฉากที่แสดงการข่มขืนพระนางศิริมหามายาก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะทรงผนวช

ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๔ ขณะที่ "ศากยะ" เตรียมจะออกฉาย รัฐบาลไทยได้ส่งทูตประจำกรุงโตเกียวร่วมกับทูตอีก ๔ ประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ มี ซีลอน อินเดีย พม่า และปากีสถาน เข้าพบรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ยื่นประท้วง "ศากยะ" ว่าบิดเบนปลอมแปลงพุทธประวัติ การข่มขืนพระนางศิริมหามายาที่ปรากฎอยู่ในหนังเรื่องนี้ ไม่เคยมีอยู่ในพุทธประวัติ

นายเซนตาโร โคซากา รมต.ต่างประเทศญี่ปุ่น ได้แถลงกับนักข่าวหลังทูตทั้ง ๕ ประเทศเข้าพบว่า พม่าและซีลอนได้ส่งคำประท้วงมาถึงรัฐบาลญี่ปุ่นก่อนหน้านี้แล้ว และสมาคมพุทธศาสนาหลายแห่งของญี่ปุ่นก็ประท้วงด้วย จึงได้รวบรวมคำประท้วงส่งไปให้บริษัทไดเอะและคณะกรรมการพิจารณาศีลธรรมในภาพยนตร์ ซึ่งคณะกรรมการฯได้ผ่านการพิจารณาอนุญาตให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายไปแล้ว ส่วนบริษัทไดเอะชี้แจงว่า

“การสร้างภาพยนตร์ไม่จำเป็นต้องสร้างโดยยึดหลักความเป็นจริงเสมอไป ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าและความเป็นมหาบุรุษของพระองค์”

และว่า บริษัทจะไม่ยอมตัดภาพยนตร์เรื่องนี้ออก ไม่ว่าตอนหนึ่งตอนใด ภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังได้รับความสนใจในอเมริกาและยุโรปมาก บริษัทไม่หวังตลาดในเอเซียอยู่แล้ว

เมื่อบริษัทไดเอะยืนยันมาเช่นนี้ รัฐบาลซีลอนจึงได้ออกคำสั่งในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ห้าม "ศากยะ" เข้าประเทศ รมต.ต่างประเทศซีลอนยังย้ำอีกว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าเป็นศัตรูของพุทธศาสนา ซีลอนได้ส่งหนังสือประท้วงไปแล้ว และยังส่งทูตเข้าประท้วงกับ รมต.ต่างประเทศญี่ปุ่นอีก แต่ก็ไร้ผล ภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังออกฉายทั่วโลกโดยไม่ตัดเลย

“ศากยะ” ได้ประกาศเข้าฉายรอบปฐมฤกษ์ที่โรงภาพยนตร์ยูรากุซ่า กลางกรุงโตเกียวในวันที่ ๑ พฤศจิกายนนั้น ฉะนั้นในวันที่ ๓๑ ตุลาคม ทูตซีลอนประจำกรุงโตเกียวจึงได้ออกแถลงการณ์เป็นครั้งสุดท้ายว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงแต่บิดเบนประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายและหลบหลู่พุทธศาสนาอย่างร้ายแรง ขอเรียกร้องให้ประเทศต่างๆร่วมประท้วงด้วย และว่าการต่อสู้กับบริษัทไดเอะครั้งนี้ เป็นการต่อสู้ที่ขมขื่น ขอกล่าวเตือนอีกครั้งว่า สถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งขึ้นกว่านี้อีก หากยังนำภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายต่อสาธารณะ

ต่อมาในวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นได้แถลงว่า จากการประท้วงของ ๖ ประเทศในเอเซีย รวมทั้งลาว ทางรัฐบาลได้เจรจากับ นายมาไซจิ นากาต้า ประธานบริษัทไดเอะ ยอมรับว่าจะแก้ไขคำพูดและเนื้อเรื่องบางตอนของ “ศากยะ” ตามคำประท้วง แต่จะแก้เฉพาะในฟิล์ม ๓๕ มม.ที่มีกำหนดจะออกฉายที่ยุโรปและอเมริกาในฤดูใบไม้ผลิหน้า แต่จะไม่ตัดในฟิล์ม ๗๐ ม.ที่ออกฉายในกรุงโตเกียวและโอซากาขณะนั้น

เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศผู้แถลงยังย้ำอีกว่า รัฐบาลไม่มีอำนาจจะสั่งตัดภาพยนตร์เรื่องนี้ และว่า "ศากยะ" ไม่เพียงแต่ทำความขุ่นเคืองให้กับชาวพุทธทั่วโลกเท่านั้น ยังทำให้สัมพันธไมตรีระหว่างญี่ปุ่นกับชาติในเอเซียต้องกระทบกระเทือนด้วย

นสพ.เจเแปนไทม์ ได้เขียนบทบรรณาธิการในฉบับวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ ว่า ข้อพิพาทนี้ดูจะลงเอยไปตามแถลงการณ์ของกระทวงการต่างประเทศ ไดเอะยอมตัดหรือแก้ไขฉากที่จะสะเทือนใจชาวพุทธ แม้รัฐบาลไม่มีอำนาจ แต่ได้ขอร้องเป็นพิเศษ ซึ่งก็น่ายินดีที่ผู้สร้างได้ยอมปฏิบัติตามคำขอร้องด้วยดี หวังว่าผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง “ศากยะ” จะรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ ไม่มีข้อสงสัยเคลือบแคลงว่า ผู้สร้างมีเจตนาจะเป็นศัตรูกับศาสนาพุทธ เพราะผู้อำนวยการสร้างก็เป็นศาสนิกชนที่เลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา และสมมติว่าผู้สร้างมีความทะเยอทะยานที่จะเอาชนะ ซีซิล บี เดอ มิลล์ ผู้สร้าง “เทนคอมมานเมนต์” จริงๆก็ตาม แต่ก็อาจเป็นได้เหมือนกันที่ผู้อำนวยการสร้างบริษัทมีความมุ่งหมายส่วนตัวที่จะสรรเสริญพระเกียรติคุณของพระพุทธเจ้าให้สูงเด่น ในประเทศที่เกือบจะลืมพระพุทธคุณเสียหมดแล้ว

การประท้วงของทูต ๖ ประเทศสมควรแล้ว เพราะเขาเตือนให้ญี่ปุ่นเคารพต่อความรู้สึกของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก แต่จะให้ดีแล้ว พุทธศาสนิกชนญี่ปุ่นเองควรจะประท้วงขึ้นก่อนจึงเหมาะสม และว่า

“แต่ความไม่สนใจและความเสื่อมคลายในความเลื่อมใส อาจเกิดขึ้นในศาสนาพุทธของญี่ปุ่น ทำให้คนญี่ปุ่นลืมไปว่า ในประเทศเอเซียอื่นๆนั้น เขานับถือศาสนาพุทธกันอย่างเคร่งครัด และปฏิบัติตามพุทธโอวาสด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจริงๆ เหตุที่เกิดขึ้นนี้ควรจะเป็นเครื่องเตือนใจให้รู้ว่า ในประเทศที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์นั้น การดูหมิ่นศาสนาไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด จะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด”

แต่ “ศากยะ” แค่ถูกยื่นคำประท้วงและไม่ยอมให้เข้าฉายในประเทศเท่านั้น ต่อมาในปี ๒๕๔๙ เรื่องการกระทบกระเทือนจิตใจเกี่ยวกับศาสนาก็เกิดขึ้นอีกครั้งแต่รุนแรงกว่า เมื่อหนังสือพิมพ์ของเดนมาร์คได้ลงการ์ตูนล้อเลียนศาสดาของศาสนาอิสลาม อ้างเสรีภาพเหมือนกัน และไม่ยอมขอโทษ ทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ โบสถ์คริสต์และสถานทูตเดนมาร์คหลายประเทศถูกเผา

ถ้าอ่านประวัติศาสตร์เสียบ้างก็คงไม่เกิดเรื่องซ้ำซากแบบนี้ นอกจากจะหลงเสรีภาพจนไม่คำนึงถึงจิตใจคนที่ถูกล่วงละเมิดเสรีภาพ
กำลังโหลดความคิดเห็น...