xs
xsm
sm
md
lg

“สามารถ” ยกประเทศไทยมีมาตรการป้องกันโควิด-19 ยอดเยี่ยม พร้อมสนับสนุนมาสก์ทางเลือก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ยกประเทศไทยมีมาตรการป้องกันโควิด-19 ยอดเยี่ยม พร้อมสนับสนุนหน้ากากอนามัยทางเลือก ย้ำ เอาผิดคนกักตุนสินค้าจริงจัง

วันนี้ (18 มี.ค.) นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนและเพื่อน ส.ส. จำนวนมาก ว่า มีการขายหน้ากากอนามัยเกินราคา และมีราคาแพง หาซื้อยาก พร้อมให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้สื่อสารความคืบหน้าเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 ให้กับประชาชนได้รับทราบในทุกวัน โดยประชาชนให้กำลังใจนายกฯ ขอให้พักผ่อน ดูแลสุขภาพร่างกาย ด้วยความเป็นห่วงนายกฯ ที่มีความตั้งใจ ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้มีการเปิดเผยเมื่อวันที่ 17 มี.ค. เวลา 10.00 น. ตามเวลายุโรป มีรายงานว่า ผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ทั่วโลก เพิ่มขึ้น 475 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตทั่วโลก รวม 7,426 ราย ส่วนยอดผู้ป่วยทั่วโลก 179,112 ราย เพิ่มขึ้น 11,526 ราย และเป็นผู้ป่วยนอกประเทศจีนอีก 11,487 ราย จะเห็นได้ว่าในประเทศไทยได้มีมาตรการป้องกันและแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ซึ่งหากเทียบระหว่างประเทศไทย กับประเทศในอาเซียน พบว่า ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อน้อยกว่า โดยประเทศมาเลเซีย 566 ราย สิงคโปร์ 243 ราย และฟิลิปปินส์ 187 ราย

นายสามารถ กล่าวอีกว่า สำหรับปัญหาหน้ากากอนามัยราคาแพง เพราะเกิดจากความเห็นแก่ตัวเนื่องจากกักตุนและนำมาขายในโลกออนไลน์ซึ่งความหวาดกลัวตื่นตระหนกของประชาชนทำให้จำเป็นต้องซื้อ หากเปรียบเทียบหน้ากากอนามัยเหมือนกับสลากกินแบ่งรัฐบาล ต่อให้มีราคาแพงก็มีประชาชนซื้อ เนื่องจากว่าเป็นความต้องการของประชาชน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการกักตุนและเร่งผลิตหน้ากากอนามัยเพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้สอยได้ พร้อมเน้นเพิ่มจำนวนหน้ากากอนามัยทางเลือกเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ซ้ำได้อีก โดย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (รมว.ยธ.) เน้นย้ำกรมราชทัณฑ์ ให้ผลิตหน้ากากอนามัยทางเลือก เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของพี่น้องประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล


นายสามารถ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ขอแนะนำหากสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งผู้สัมผัสโดยตรงจะมีความเสี่ยงสูงจะต้องหยุดงานเพื่อกักตัวเอง 14 วัน สังเกตการหายใจ และวัดไข้ทุกวัน หากมีอาการผิดปกติให้พบแพทย์ ส่วนผู้สัมผัสกับบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง และผู้ไม่มีอาการ โดยคนกลุ่มนี้ไม่ต้องหยุดงานแต่ต้องใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือสม่ำเสมอ และเฝ้าสังเกตอาการตัวเอง สุดท้ายในกลุ่มคนทั่วไปแนะนำให้ล้างมือสม่ำเสมอ ใส่หน้ากากอนามัยเมื่อเข้าไปที่ชุมชน ทั้งนี้อยากให้ภาคเอกชน และ หน่วยงานภาครัฐ ให้มีระยะห่าง social distance ระยะห่างระหว่าง บุคคล และ สังคม จะมีความสำคัญมาก ในระดับสังคม ขอให้หลีกเลี่ยงการพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่เป็นการรวมผู้คนหมู่มาก เช่น การประชุม ชุมนุมต่างๆ งานอีเวนต์ สวดมนต์ ทำบุญ กิจกรรมสนุกสนาน มีโอกาสที่จะทำให้เกิด การระบาดของโรคนี้ได้อย่างรุนแรง เพราะเชื้อตัวนี้จะติดจากสารคัดหลั่ง หรือ ไอจาม กิจกรรมที่รวมผู้คนจึงควรต้องพักไปก่อนส่วน Personal Distance หรือ ระยะหางระหว่างบุคคล ก็มีความจำเป็นในการลดการติดต่อของโรค ลำพังแค่การพูดคุยถ้ามีฝอยละอองกระเด็นออกมา จะมาสัมผัสได้ ในระยะ 1 เมตร ก็มีโอกาสรับเชื้อโรคมาติดกันได้ ในช่วงการแพร่กระจายของโรค มีคำแนะนำว่า ถ้าจะให้ปลอดภัย Personal Distance ควรจะห่าง 2 เมตร หรือ 6 ฟุต เพื่อหลีกเลี่ยงการติดต่อของโรค


“ซึ่งมาตรการนี้ในหลายประเทศใช้ได้ผลมาแล้ว เช่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ก็มีการแนะนำให้ใช้ระยะห่างระหว่างกัน เพื่อป้องกันการกระจายตัวของเชื้อ จะเห็นได้จากคำแนะนำจากแพทย์ ให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เฝ้าระวังตัวเองเพื่อดูอาการเป็นระยะเวลา 14 วันในบ้าน ที่แยกออกจากผู้อื่น หากอยู่บ้านจริงโดยที่ไม่ออกไปพบปะสังคม โอกาสในการติดเชื้อจะกลายเป็นศูนย์เพราะระยะเวลา 14 วัน จะเป็นช่วงระยะเวลาที่เชื้อนั้นจะหยุดการเจริญเติบโต และหายไปทันที โดยที่ไม่ต้องพึ่งพายาของหมอ ถ้าคนในสังคมหันมาร่วมมือปฏิบัติตามในระยะนี้ ขอให้อดทนกับความเคยชิน ก็จะช่วยให้การแพร่กระจายของโควิด-19 ลดลงได้อย่างมาก ดังนั้น สุดท้ายนี้ ผมและเพื่อน ส.ส. ศูนย์ร้องทุกข์ของพรรคพลังประชารัฐ ขอเป็นกำลังใจให้ท่านนายกรัฐมนตรี และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคเอกชนทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจผ่านปัญหานี้ไปด้วยกัน” นายสามารถ กล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น...