xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 9-15 ก.พ.2563

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ร.ต.อ.ต่อตระกูล ทาอาษา ผบ.หมวด (สบ 1) กองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 กก.ต่อต้านการก่อการร้าย บก.สปพ. เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่เข้าระงับเหตุคนร้ายกราดยิงประชาชนที่ห้างเทอร์มินอล 21 จ.นครราชสีมา
1.“ในหลวง-พระราชินี” ทรงรับผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ด้าน รบ.เยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้าน!

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ เจ้าหน้าที่และประชาชนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์คนร้ายกราดยิงที่นครราชสีมา
ความคืบหน้ากรณี จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา สังกัดกองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 22 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา ก่อเหตุให้อาวุธปืนยิง พ.อ.อนันต์ฐโรจน์ กระแสร์ ผู้บังคับกองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 22 ผู้บังคับบัญชา และนางอนงค์ มิตรจันทร์ แม่ยายของ พ.อ.อนันต์ฐโรจน์ เสียชีวิตที่บ้านพักเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ก่อนไปปล้นปืนที่ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ โดยยิงทหารเวรที่เฝ้าคลังอาวุธเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 1 นาย ก่อนขับรถฮัมวี่หลบหนี โดยมีการกราดยิงประชาชนและเจ้าหน้าที่ จากนั้นได้เข้าไปยังศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 และจับตัวประกันไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ใช้เวลา 17 ชั่วโมงในการคลี่คลายสถานการณ์ จนจบลงด้วยการวิสามัญฯ คนร้าย ซึ่งซ่อนตัวอยู่ภายในห้องเย็น บริเวณฟู้ดแลนด์ ชั้น LG ของห้างดังกล่าว เมื่อช่วงเช้าวันที่ 9 ก.พ. ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ มีผู้เสียชีวิต 30 ราย และบาดเจ็บ 58 ราย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย แถลงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเสียพระราชหฤทัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมพระราชทานกำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสียและเจ้าหน้าที่ทุกคน และทรงรับศพผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และพระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมและพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ ทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากสำนักพระราชวัง เป็นผู้แทนพระองค์ไปเยี่ยมเยียนผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้สูญเสียทุกราย ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมดไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย

วันเดียวกัน (10 ก.พ.) ที่กองบินตำรวจ บน.6 ได้มีการตั้งแถวกองขบวนเกียรติยศเพื่อรับศพ 2 วีรบุรุษอรินทราช 26 ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่เข้าระงับเหตุคนร้ายกราดยิงประชาชนที่ห้างเทอร์มินอล 21 คือ ร.ต.อ.ต่อตระกูล ทาอาษา ผบ.หมวด (สบ 1) กองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 กก.ต่อต้านการก่อการร้าย บก.สปพ. และ ด.ต.เพชรรัตน์ กำจัดภัย ผบ.หมู่ กองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 กก.ต่อต้านการก่อการร้าย บก.สปพ. มาทำพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพที่วัดตรีเทศเทพวรวิหาร โดย พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.เผยว่า บช.น.จะสลักชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นายไว้ที่อนุสาวรีย์พิทักษ์รับใช้ประชาชน เพื่อเป็นอนุสรณ์สำหรับข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ของ บช.น.ให้ทราบว่าคือผู้เสียสละ ปกป้องประชาชน

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้ลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา ให้กำลังใจทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้สูญเสียและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กราดยิง ตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ. ได้นำ ครม.เดินทางไปเคารพศพผู้เสียชีวิตที่วัดต่างๆ ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 11 ก.พ. พร้อมตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลเรื่องการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้ให้กองทัพบกตรวจสอบโครงการบ้านจัดสรรที่อาจเป็นชนวนขัดแย้งให้เกิดเหตุรุนแรงดังกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ก.พ. ได้มีพิธีทำบุญก่อนเปิดบริการศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 อีกครั้ง โดยมี พล.อ.ต.สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง เป็นประธานในพิธี หลังจากนั้น นายประเสริฐ ศรีอุฬารพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามรีเทล ดีเวลล๊อปเม้นท์ จำกัด และนางปพิชญา ณ นครพนม ผู้อำนวยการศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ได้แถลงแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนช่วยเหลือและให้กำลังใจ พร้อมยืนยัน บริษัทมีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาฟื้นฟูและสร้างขวัญกำลังใจผู้ได้รับผลกระทบ โดยมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บรายละ 1 แสนบาท มอบทุนการศึกษาแก่บุตรของผู้เสียชีวิตรายละ 5 หมื่นบาท ยกเว้นค่าเช่าพื้นที่ให้ร้านค้าทั้งหมดกว่า 500 ราย เป็นเวลา 1 เดือน

ด้านนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าฯ นครราชสีมา เผยเมื่อ 13 ก.พ.ว่า ยอดเงินรับบริจาคผ่านบัญชีช่วยเหลือผู้ประสบเหตุเทอร์มินอล 21 มีจำนวนกว่า 58 ล้านบาทแล้ว และยอดยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยได้อนุมัติเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท ส่วนผู้บาดเจ็บ คณะกรรมการจะประเมินเพื่อให้ความช่วยเหลือต่อไป

ขณะที่นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยหลังประชุมคณะกรรมการกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ว่า ที่ประชุมมีมติจะจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กราดยิง รวม 27 ราย รายละ 1 ล้านบาท คาดว่าจะจ่ายได้ในวันที่ 17 ก.พ.นี้ โดยจะโอนเงินไปยังจังหวัดนครราชสีมา เพื่อจัดสรรให้ญาติผู้เสียชีวิตต่อไป สำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จะได้รับเงินเยียวยารายละ 2 แสนบาท ส่วนผู้บาดเจ็บไม่สาหัส จะได้รับเงินเยียวยารายละ 1 แสนบาท โดยได้มอบหมายให้ทางจังหวัดตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนก่อนส่งมอบเงินเยียวยา คาดว่าจะจ่ายได้ไม่เกินวันที่ 18 ก.พ.นี้

2.“บิ๊กแดง” หลั่งน้ำตาแถลงเสียใจเหตุกราดยิงที่โคราช ลั่นอีก 3 เดือน จะมี “นายพล-พ.อ.” หลายคนตกงาน!

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)
จากกรณีที่ จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา สังกัดกองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 22 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา ได้ก่อเหตุยิง พ.อ.อนันต์ฐโรจน์ กระแสร์ ผู้บังคับกองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 22 ผู้บังคับบัญชาพร้อมนางอนงค์ มิตรจันทร์ แม่ยาย พ.อ.อนันต์ฐโรจน์ ก่อนก่อเหตุปล้นปืนและกราดยิงประชาชนจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยมีรายงานว่า ชนวนเหตุแรกเริ่มมาจาก จ.ส.อ.จักรพันธ์ เป็นนายหน้าให้นางอนงค์ ด้วยการชักนำให้เพื่อนมาซื้อที่ดินหรือบ้านจัดสรรในโครงการของนางอนงค์ โดยจะได้รับค่าส่วนต่างคืนครึ่งหนึ่งจากยอดกู้เงินสวัสดิการ และได้รับค่านายหน้าเป็นรายครั้ง แต่ระยะหลังนางอนงค์กลับไม่จ่ายเงินตามกำหนด และค้างจ่ายจนมียอดสะสมหลักแสนบาท มีการทวงเงินตลอด 1 ปีที่ผ่านมา และยังมีนายหน้าคนใหม่เข้ามามีบทบาท จึงนัดเคลียร์ปัญหากัน แต่ตกลงกันไม่ได้ จึงนำไปสู่การสังหารโหด

ขณะที่เพื่อนทหารรายหนึ่งเผยว่า จ.ส.อ.จักรพันธ์ เคยบ่นเรื่องปัญหาหนี้สินให้ฟัง พร้อมอ้างว่าถูกโกง อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า สามีนางอนงค์ระบุว่า ที่ผ่านมามีการค้างจ่ายเงินระหว่างภรรยากับผู้ก่อเหตุ แต่ได้ทยอยจ่ายคืนจนครบ โดยก้อนล่าสุดอีก 5 หมื่นบาท ได้ฝากนายหน้าคนใหม่ไปให้ แต่ผู้ก่อเหตุอาจยังไม่ได้รับ และเข้าใจว่าถูกโกง จึงก่อเหตุดังกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 ก.พ. พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้แถลงข่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ในฐานะ ผบ.ทบ.ขอโทษและแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวประชาชนและข้าราชการที่ต้องเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ และเสียใจที่ประชาชนบาดเจ็บจำนวนมาก

ทั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์ ได้ลำดับเหตุการณ์ปล้นปืนที่เกิดขึ้น พร้อมเผยว่า มูลเหตุของผู้ก่อเหตุ เกิดจากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชาและเครือญาติที่ได้ซื้อขายที่ดิน และผิดสัญญากัน รวมถึงเรื่องผลตอบแทน โดยรายละเอียดต้องไปสืบต่อว่า มีใครเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชา เมื่อผิดสัญญากัน จึงทำให้เกิดแรงจูงใจในครั้งนี้ และว่า เมื่อเริ่มก่อเหตุสังหารตั้งแต่แรก เขาคืออาชญากร ไม่ใช่ทหารอีกต่อไป

เป็นที่น่าสังเกตว่า ระหว่างแถลง พล.อ.อภิรัชต์ มีน้ำเสียงสั่นเครือและถอนหายใจเป็นระยะ หลังจากแถลงจบในช่วงแรก พล.อ.อภิรัชต์ ได้ขอน้ำและกาแฟจากเจ้าหน้าที่ พร้อมกับหันหลังและหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำตา ก่อนจะแถลงข่าวต่อและเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ซักถาม

พล.อ.อภิรัชต์ แถลงถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยคลังอาวุธด้วยว่า ได้เน้นย้ำมาโดยตลอด แต่อาจมีหน่วยที่หละหลวม ซึ่งต้องไปลงโทษ ส่วนการเยียวยาประชาชน พร้อมรับลูกหรือครอบครัวผู้ที่เสียชีวิตมาเป็นทหารตามวุฒิการศึกษาหรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เพราะเสียโอกาสในการทำงานอื่นมาเป็นข้าราชการ พร้อมกันนี้ จะเปิดช่องทางการร้องเรียนของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถูกเอาเปรียบ จะหาวิธีให้รายงานมาถึงตนได้โดยตรง

ซึ่งล่าสุด วันนี้ (15 ก.พ.) ได้มีการเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากกำลังพลผ่านออนไลน์ได้แล้ว โดยมีทั้งช่องทางเว็บไซต์ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนกองทัพบก (www.rta.mi.th) ยูทูบกองทัพบก Royal Thai Army, เฟซบุ๊ก ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก, อินสตาแกรม royalthaiarmy_pr, ทวิตเตอร์ Royal Thai Army และไลน์ official id @royalthaiarmy โดยในแต่ละช่องทาง สามารถเข้าไปสแกนคิวอาร์โค้ด หรือกรอกข้อมูลร้องเรียนได้ทันที ที่เว็บไซต์ https://complain.rta.mi.th/

พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่อยากให้ใครตำหนิกองทัพบกหรือทหาร “ไม่มีใครในโลกอยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในประเทศตัวเอง ไม่มีคนไทยอยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้นอย่าด่าว่ากองทัพบก อย่าว่าทหาร ถ้าจะด่า จะตำหนิ ให้มาด่า พล.อ.อภิรัชต์ ผมน้อมรับคำตำหนิ และการแสดงคิดเห็น แม้เหลือเวลารับราชการ 7-8 เดือน จะไม่ย่อท้อในการปรับปรุงและพัฒนากองทัพบก พัฒนาบุคลากร เข้มงวดและรักษามาตรฐานให้ดีขึ้น ก่อนที่จะมาแถลงข่าว แทบไม่ได้นอนเพราะเสียใจ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขายที่ดินในหน่วยงานทหาร จะแก้ปัญหาระยะยาวอย่างไร พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ทบ.ถูกตั้งมาเป็นเวลายาวนาน มีโครงการหลายอย่างเป็นจำนวนมาก เคยมีโครงการเช่นนี้ เช่น บ้านสวัสดิการ การกู้เงิน การร่วมมือระหว่างหน่วยทหารกับพ่อค้า มีการวิ่งเต้น เรื่องทั้งหมดนี้ทราบและรับรองว่า อีก 3 เดือนต่อจากนี้ ตั้งแต่ระดับนายพลถึงระดับ พ.อ.หลายคนไม่มีงานทำแน่ และไม่สน เพราะรู้ข้อมูล และเติบโตมากับความรู้สึกที่ไม่ถูกต้องหลายเรื่อง ไปเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าต้องทำ นี่คือการเริ่มต้นในการแก้ปัญหาที่หมักหมมมานาน เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ได้เซ็นยกเลิกการจัดซื้อปืนสวัสดิการทุกชนิดของกองทัพบก และต่อไปนี้ ใครจะซื้อปืนสวัสดิการภายนอก คำสั่งผ่านเสนาธิการทหารบกเท่านั้น ไม่กลัวและไม่ถนอมตัว เพราะเป็นปีสุดท้ายที่อยู่ในตำแหน่ง ผบ.ทบ. จะทำกองทัพบกให้ดีขึ้นจนวันสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวถามด้วยว่า ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า “ผมมีความรับผิดชอบเพียงพอต่อภารกิจทุกอย่างที่สั่งไปในทุกตำแหน่ง ทุกวิกฤตที่ผมได้ผ่านมาจนกำลังจะเกษียณอายุราชการ อะไรที่สั่งผู้ใต้บังคับบัญชาทำ ผมรับผิดชอบ แต่ผมไม่สามารถรับผิดชอบการกระทำทีเป็นเหตุการณ์ส่วนตัว การก่ออาชญากรรม การทำผิดกฎหมาย ฝ่าฝืนระเบียบวินัยที่มีอยู่ อันนั้นผมรับไม่ได้”

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลัง พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า อีก 3 เดือนต่อจากนี้ ตั้งแต่ระดับนายพลถึงระดับ พ.อ.หลายคนไม่มีงานทำแน่ หากเกี่ยวพันเรื่องทุจริตและไม่แก้ไขปัญหาของผู้ใต้บังคับบัญชา ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 12 ก.พ. มีรายงานว่า ผบ.ทบ.ได้รับรายงานว่า พ.อ.และ พ.ท.ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ถูกกล่าวหาพัวพันเรื่องทุจริต ไม่จ่ายเงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ (ผู้ปฏิบัติหน้าที่เวรรักษาการณ์) จึงมีคำสั่งให้ พล.ท.ธัญญา เกียรติสาร แม่ทัพภาคที่ 2 ดำเนินการ โดยมีคำสั่งให้ พ.อ.อุทัย แฝงกระโทก หัวหน้ากองยุทธการ (หก.กยก.) มณฑลทหารบกที่ 25 อดีตผู้บังคับกองพันที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ย้ายมาช่วยรายการที่กองกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 2 และ พ.ท.ที เพิ่มพล ผบ.ร.23 พัน 3 ย้ายมาช่วยรายการที่กองกำลังพล กองทัพภาคที่ 2 โดยให้ พ.อ.ศิริศักดิ์ บูรณ์เจริญ หัวหน้ากองข่าว รักษาราชการแทน หก.กยก.มทบ.25 และให้ พ.ท.พงษ์พัฒน์ เตือนขุนทด หัวหน้าฝ่ายกำลังพล (หน.ฝกพ.) กองพลทหารราบที่ 6 รักษาราชการแทน ผบ.ร.23 พัน 3 จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

3.สภาโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 63 วาระ 2-3 รอบสองแล้ว ด้านโซเชียลชื่นชม ส.ส.แม่ลูกอ่อน หวั่นสภาล่ม ปั๊มนมให้ลูกกลางสภา!

น.ส.ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลเมืองไทย ถึงกับนั่งปั๊มนมให้ลูกในห้องประชุมสภา เพราะไม่สามารถออกไปพักนอกห้องประชุมได้ หวั่นกระทบการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ
เมื่อวันที่ 13 ก.พ. ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ พ.ศ.2563 ในวาระ 2 และ 3 ใหม่ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หลังเกิดปัญหา ส.ส.เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน

ทั้งนี้ ก่อนเปิดประชุมสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้มีการประชุมร่วมกันและมีมติ 4 ข้อ คือ 1.ลงชื่อเข้าร่วมประชุม 2.ระหว่างประชุมสภา ฝ่ายค้านจะไม่อยู่ร่วมในห้องประชุม ยกเว้นส.ส.ที่ได้รับมอบหมายให้อภิปรายก่อนเข้าวาระ 3.ให้ ส.ส.เก็บบัตรลงคะแนน ห้ามทิ้งไว้ที่เครื่องลงคะแนน และ 4.การลงมติเป็นรายมาตรา ส.ส.ฝ่ายค้านจะไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุมและไม่ลงมติ

ระหว่างการพิจารณาเป็นรายมาตรา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ได้เตือนตลอดว่า ให้ระมัดระวังในการเสียบบัตร เดี๋ยวจะมีปัญหาอีก และขอให้สมาชิกอดทน เพราะจะต้องลงมติหลายมาตรา เหนื่อยหน่อย แต่ไม่เหนื่อยเท่าตอนหาเสียง จึงขอให้อดทนอีกสักพัก เดือน พ.ค.ก็จะย้ายไปใช้ห้องประชุมสุริยันแล้ว

เป็นที่น่าสังเกตว่า การอภิปรายในช่วงแรกๆ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตเลขานุการกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้อภิปรายนอกประเด็นเป็นระยะยๆ จึงถูก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลประท้วงเป็นระยะๆ เช่นกัน แต่ในที่สุด ที่ประชุมได้พิจารณาและลงมติครบทั้ง 55 มาตรา ในช่วงเย็น หลังพิจารณาตั้งแต่ภาคเช้า โดยเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบฯ ในวาระ 3 ด้วยคะแนน 257 ต่อ 1 งดออกเสียง 3 เสียง

จากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวขอบคุณในนามรัฐบาลว่า ตนเป็นตัวแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องจากติดภารกิจเยี่ยมพี่น้องประชาชนที่ จ.นครราชสีมา โดยนายกฯ เห็นถึงความทุ่มเทของสภาฯ ในการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณจนสามารถให้ความเห็นชอบได้ แม้จะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ก็ได้รับความเห็นชอบจากสภา เพื่อที่จะได้ไปปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญต่อไป รัฐบาลขอให้คำมั่นสัญญาว่า จะบริหารงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและจะใช้จ่ายงบประมาณด้วยความระมัดระวังตามหลักธรรมาภิบาล โดยทุกบาทจากภาษีของประชาชนจะนำไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจประเทศต้องดีขึ้น เพราะมีการหมุนเวียนของเม็ดเงินเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญ และที่สำคัญจะใช้งบประมาณด้วยความซื่อสัตย์และตรวจสอบได้

เป็นที่น่าสังเกตว่า ระหว่างประชุมสภาเพื่อพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เนื่องจากภาวะเสียงปริ่มน้ำของรัฐบาล ทำให้การโหวตรายมาตรามีความตะกุกตะกักอยู่บ้าง ทำให้ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลไม่กล้าลุกออกจากห้องประชุม แม้แต่การรับประทานอาหารหรือเข้าห้องน้ำ ก็ไม่ยอมเดินออกจากห้องประชุม เพราะกลัวจะกลับมาลงคะแนนไม่ทัน โดยในช่วงเวลา 10.45-12.50 น. ขณะที่ที่ประชุมกำลังพิจารณาลงมติในมาตรา 2 ผู้สื่อข่าวได้สังเกตเห็น น.ส.ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลเมืองไทย กำลังนั่งปั๊มนมให้ลูกในห้องประชุมสภา เนื่องจากไม่สามารถออกไปพักนอกห้องประชุมได้ ซึ่งเมื่อข่าวนี้เผยแพร่ออกไป ปรากฏว่า ได้เกิดกระแสชื่นชม น.ส.ศิลัมพา ในโลกโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง

4.“กรณ์” เปิดตัวพรรคใหม่ “พรรคกล้า” ส่ง “อรรถวิชช์” ยื่น กกต.จดตั้งพรรคแล้ว ด้าน “ธนาธร” ยังมั่นใจไม่ผิดคดีปล่อยกู้ อนค.191 ล้าน!

นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดตัวชื่อพรรคใหม่  พรรคกล้า
เมื่อวันที่ 14 ก.พ. นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ได้ยื่นหนังสือลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมา ได้โพสต์ข้อความและวิดีโอเปิดตัวพรรคใหม่ผ่านเฟซบุ๊กว่า จะใช้ชื่อ "พรรคกล้า" ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นภาพชูกำปั้น โดยระบุข้อความว่า “กล้า.. เรามาเพื่อลงมือทำ เราตั้งชื่อพรรคว่า “กล้า” ครับ #พรรคกล้าเพราะประเทศต้องการความกล้าในการ “ลงมือทำ” ต้องการความกล้าในการ “สร้างความเปลี่ยนแปลง” ผมจึงขอเชิญชวนผู้กล้าทุกคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และเห็นศักยภาพของประเทศ กล้าที่จะมาร่วมลงมือทำด้วยกันกับพวกเราครับ”

วันเดียวกัน นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคกล้า ได้ไปยื่นขอจดแจ้งชื่อพรรคการเมือง พรรคกล้า ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมเผยว่า ชื่อพรรคกล้า ได้มาจากการโหวตชื่อพรรคกว่า 1 แสนชื่อ ซึ่งมีทั้งคนที่ส่งขึ้นต้นว่า ประชา หรือ พลัง เป็นจำนวนมาก แต่ผลโหวตและการทำเวิร์กช้อปแล้ว จึงได้ชื่อคำว่า พรรคกล้า ออกมา ซึ่งสะท้อนถึงดีเอ็นเอของกลุ่มการเมือง

ด้านนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีกับนายกรณ์ ในโอกาสเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ชื่อ พรรคกล้า โดยระบุว่า "ผมขอแสดงความยินดีกับคุณกรณ์ ในโอกาสเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ "พรรคกล้า" อย่างเป็นทางการในวันนี้ (14 ก.พ.) คุณกรณ์เป็นนักการเมืองที่มีความสามารถ มีความตั้งใจในการทำงานเพื่อพัฒนาประเทศ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน จึงขออวยพรให้คุณกรณ์และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคกล้า บรรจุเป้าหมายตามความตั้งใจที่วางไว้"

ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ยังคงมีปฏิกิริยาต่อกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยกรณีพรรค อนค.กู้เงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค.191 ล้านบาท ในวันที่ 21 ก.พ.นี้ โดยนายธนาธร กล่าวถึงศาลรัฐธรรมนูญว่า “ถ้าคุณบอกว่า เงินกู้เป็นรายได้และตีความว่าผมผิดตามมาตรา 66 เมื่อไร คุณเถียงกับนักบัญชี นักกฎหมายทั่วประเทศ เพราะมันไม่ใช่ มันมีมาตรฐานการบัญชีรองรับอยู่ เรื่องบัญชีมันตรงไปตรงมา ดังนั้นคุณดิ้นตรงนี้ไม่ได้ หรือคุณจะบอกว่า ผมครอบงำพรรคได้อย่างไร ในเมื่อคุณไม่เคยศึกษาเลยว่า พรรคผมทำงานอย่างไร อยู่ๆ มากล่าวหาว่าผมครอบงำพรรค”

“ผมอยากจะรู้ว่า คุณจะเขียนอย่างไรว่า ผมครอบงำพรรค และสุดท้ายคุณจะพิสูจน์อย่างไรว่า เงินของผมนั้นมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ผมยังเชื่อว่าไม่ผิด แต่ประมาทไม่ได้ เราก็ไม่ได้ไว้วางใจ ส่วนจะมีกิจกรรมอะไรหรือไม่นั้น คงมีกิจกรรมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แน่ๆ ในเรื่องฟ้อง กกต.เป็นรายบุคคล ซึ่งฟ้องก่อนศาลนัดอ่านคำวินิจฉัยได้เลย เพราะเข้าข่าย 157 ชัดๆ คุณกล่าวหาผมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่แจ้งข้อกล่าวหาผม มีกระบวนการยุติธรรมที่ไหนเขาทำอย่างนี้กันบ้าง”

ด้าน น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค อนค.แถลงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องของพรรคที่ขอให้ศาลฯ เปิดไต่สวนพยาน แต่ศาลให้พยานชี้แจงเป็นหนังสือ และนัดวินิจฉัยในวันที่ 21 ก.พ.ว่า เป็นความพยายามของศาลรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้เห็นว่า มีการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ด้วยการขยายเวลาให้พรรค อนค.ได้มีโอกาสจัดทำบันทึกถ้อยคำของพยานจำนวน 17 ปาก ไปถึงวันที่ 17 ก.พ.โดยไม่มีการเลื่อนการพิจารณา

น.ส.พรรณิการ์ ยังตั้งข้อสงสัยด้วยว่า การไม่เปิดไต่สวน แต่กลับให้ส่งถ้อยคำของพยาน 17 ปาก จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา เกิดข้อวิจารณ์ถึงกระบวนการพิจารณาคดีของ กกต.มาตลอด อีกทั้งพยาน 17 ปาก ส่วนใหญ่เป็นอดีต กกต.และเจ้าหน้าที่ กกต. อันเป็นพยานที่พรรค อนค.ไม่สามารถนำมาแสดงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เอง จึงจำเป็นต้องอาศัยอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ในทางกลับกัน หากต่อให้พรรคทำบันทึกถ้อยคำของพยานทั้ง 17 คนได้ทันกำหนดวันที่ 17 ก.พ. ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาพิจารณาถ้อยคำพยานทั้งหมดอย่างถ่องแท้ได้ทันวันที่ 21 ก.พ.หรือไม่ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เลื่อนการอ่านคำวินิจฉัยออกไป

น.ส.พรรณิการ์ กล่าวอีกว่า “ทั้งหมดนี้ ขอให้ประชาชนจับตาดูว่า ความยุติธรรมในคดีจะเกิดได้หรือไม่ พรรค อนค.ยืนยันว่า ในวันที่ 21 ก.พ.จะไม่เดินทางไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่จะฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่พรรค อนค. และขอเชิญผู้รักความเป็นธรรมไปร่วมฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่พรรค อนค.เวลา 15.00 น.”

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค อนค.ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคจะลาออกก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย เพื่อให้ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อในลำดับถัดไปขึ้นมาเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อแทน น.ส.พรรณิการ์ ยืนยันว่า จะไม่มีการลาออก เพราะพรรคมีความสุจริตใจทุกอย่าง ทำด้วยความถูกต้อง และพร้อมรับผลที่จะตามมา ถ้าจะทำให้พรรคถูกยุบ ก็เป็นไปตามนั้น

5. ไทยพบ “บุคลากรทางการแพทย์” ติดเชื้อไวรัสโคโรนาแล้ว 1 ราย เหตุไม่ได้ใส่หน้ากากขณะดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ!

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข นำทีมแถลงสถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทย
วันนี้ (15 ก.พ.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งชื่อให้อย่างเป็นทางการว่า COVID-19 ว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อเพิ่ม 1 ราย เป็นบุคลากรทางการแพทย์เพศหญิง อายุ 35 ปี ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รายที่ 27 ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีการเฝ้าระวังติดตามมาตั้งแต่ต้น เมื่อมีอาการไข้และระบบทางเดินหายใจ จึงรับไว้ในห้องแยกโรค สถาบันบำราศนราดูร และตรวจหาเชื้อ ซึ่งพบว่าออกมาเป็นบวก จากการสอบสวนโรคพบว่า ตอนแรกผู้ป่วยที่ดูแลรักษามีอาการไม่รุนแรง ขณะที่ปฎิบัติหน้าที่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย จึงเป็นสาเหตุให้ติดเชื้อ

และจากการติดตามพบว่า บุคลากรการแพทย์รายนี้อาศัยอยู่ตามลำพัง ทำให้ไม่มีผู้สัมผัสใกล้ชิดเพิ่ม อย่างไรก็ตาม ได้มีการติดตามบุคลากรการแพทย์อื่นๆ ที่ดูแลผู้ป่วยรายที่ 27 นี้ อีก 24 คน ซึ่งผลการตรวจออกมาเป็นลบ แต่ให้เฝ้าระวัง 14 วันตามมาตรการ ส่งผลให้ขณะนี้มีผู้ป่วยติดเชื้อยืนยันสะสมทั้งหมด 34 ราย รักษาหายเพิ่มเติม 1 ราย เป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 56 ปี ทำให้มีผู้ป่วยรักษาหายรวมเป็น 14 ราย เหลือรักษาตัวใน รพ.20 ราย

สำหรับผู้ป่วยอาการหนัก 2 รายที่สถาบันบำราศนราดูร คือ รายที่ป่วยวัณโรคร่วม และรายที่มีอาการรุนแรงอายุ 33 ปี โดยรายหลังได้ใช้เครื่องพยุงการทำงานของปอดและหัวใจหรือเครื่องเอคโม ซึ่งอาการยังทรงตัว อัตราแลกเปลี่ยนออกซิเจนในเลือดดีขึ้น และว่า ผู้ป่วยทั้งสองรายจะรับการรักษาเพิ่มเติมด้วยการรับน้ำเหลืองหรือแอนติบอดีจากคนขับรถแท็กซี่ที่หายป่วยเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 2 และจะนำยาต้านไวรัสจากต่างประเทศ มาใช้ร่วมรักษา ได้แก่ ยาฟาวิพิราเวียร์ที่รักษาโรคอิโบลา ซึ่งยาดังกล่าวยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

ส่วนกรณีเรือสำราญเวสเตอร์ดัมของบริษัทฮอลแลนด์ อเมริกา ไลน์ ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือรวม 2,257 คน ได้ขอขึ้นฝั่ง แต่ถูกปฏิเสธจากหลายประเทศ เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เกาะกวม และไทย เนื่องจากกลัวว่าจะมีผู้ติดเชื้อบนเรือ ซึ่งต่อมา ทางกัมพูชาอนุญาตให้เรือดังกล่าวขึ้นฝั่งได้ที่ท่าเรือสีหนุวิลล์ ซึ่งก่อนขึ้นฝั่ง ได้มีการตรวจสุขภาพผู้โดยสารและลูกเรือก่อน โดยเบื้องต้นพบว่า ผู้โดยสาร 20 คน มีอาการปวดท้องหรือมีไข้ และจะต้องรับการตรวจหาเชื้่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น

นพ.สุวิช ธรรมปาโล ผู้อำนวยการกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ กล่าวในวันนี้ (15 ก.พ.) ว่า หลังเรือเวสเตอร์ดัมเทียบท่าที่สีหนุวิลล์ของกัมพูชา ขณะนี้มีผู้โดยสารเรือดังกล่าวเดินทางด้วยเครื่องบินจากกรุงพนมเปญเข้ามาประเทศไทย เพื่อต่อเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิจำนวน 9 คน เป็นต่างชาติ 8 คน และคนไทย 1 คน โดยทุกคนไม่มีไข้ ซึ่งต่างชาติทั้ง 8 คนเดินทางออกจากไทยไปแล้ว ส่วนคนไทยจะเฝ้าระวังตามมาตรการป้องกันควบคุมโรค นอกจากนี้ยังได้รับรายงานว่า มีคนไทย 2 คนแจ้งขอกลับเข้าประเทศเร็วๆ นี้
กำลังโหลดความคิดเห็น...