xs
xsm
sm
md
lg

ปาระเบิด “เจ้าพ่อ” ในสนามมวย พ.ต.ต.ลูก ผช.อตร.ตายคาที่! “นายหัวชวน” เกือบไม่ได้เป็นนายกฯ!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: โรม บุนนาค


แคล้ว ธนิกุล (ภาพจากยูทูป)
ในยุคที่เจ้าพ่อครองเมือง ครั้งหนึ่งได้เกิดการกำจัดคู่แข่งบารมี ถึงขั้นใช้ระเบิดขว้างในสนามมวย ท่ามกลางแฟนมวยกว่า ๕ พันคนที่อัดแน่น พ.ต.ต.ลูกชายอดีตผู้ช่วย อตร.และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยหลายสมัย รับไปเต็มๆแทนเจ้าพ่อ กระโหลกหัวหายไปแถบหนึ่ง ชวน หลีกภัย เกือบไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี วีระ มุสิกพงศ์ถูกประทับรอยเท้าไว้ทั้วร่าง น่วมไปทั้งตัว

เหตุเกิดเมื่อ ๒๐.๔๕ น.ของคืนวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๒๕ ขณะที่สนามมวยลุมพินีของกรมสวัสดิการทหารบก จัดมวยรายการกุศลในชื่อ “ศึกดังทะลุฟ้ามหากุศล” หารายได้ช่วยโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยมีนายวัฒน์ “เสี่ยฮ้อ” เกียรติสมภพ กับนายส่ง กาญจนชูศักดิ์ เป็นโปรโมเตอร์ มีคนดูแน่นสนาม และมีบุคคลสำคัญมาร่วมเป็นจำนวนมาก อาทิ นายชวน หลีกภัย รมต.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้รับเชิญมาเป็นผู้มอบรางวัลแก่มวยคู่เอก นายวีระ มุกสิกพงศ์ รมช.คมนาคม พ.ท.สนั่น ขจรประศาสน์ ผอ.นสพ.รายวัน “ชาวไทย” พล.ต.สิงหา เสาวภาพ ผอ.รพ.พระมงกุฎเกล้า พล.ต.อัศนี สมุทรเสน เจ้ากรมสวัสดิการทหารบก และนางประภัสสร เทียนสุวรรณ หรือ ประภัสสร พานิชกุล นางสาวไทยปี ๒๕๐๙ ซึ่งมาเป็นกำลังใจให้นักมวยในสังกัดขึ้นชกคู่เอกในรายการนี้

ขณะที่ หนองคาย ศ.ประภัสสร กับ “ไอ้มนุษย์หิน” เริงศักดิ์ เพชรยินดี มวยคู่เอกของรายการชกกันมาจนถึงยก ๕ เหลืออีกเพียง ๓๐ วินาทีจะหมดเวลา ก็ปรากฏว่ามีวัตถุสีดำลอยลงมาจากอัฒจันทร์ชั้น ๒ ตกลงใกล้มุมระฆัง ซึ่งมี นายแคล้ว ธนิกุล เจ้าพ่อวงการมวย นั่งอยู่ริงไซด์ในกลุ่มของบุคคลสำคัญ จากนั้นก็มีเสียงระเบิดกึกก้อง ท่ามกลางความตกใจของแฟนมวย ไฟสปอร์ตไลท์รอบเวทีผ้าใบดับลง มีเสียงหวีดร้องของผู้หญิงและเด็กระงม

ครู่เดียว ระเบิดลูกที่ ๒ ก็ตามมาลงมุมเดิม ตกห่างจากลูกแรกไม่มากนัก และมีเสียงปืนดังขึ้น ๕-๖ นัดจากนั้นสปอร์ตไลท์ก็สว่างขึ้นอีกครั้ง
ระเบิดลูกแรกทำให้แฟนมวยส่วนหนึ่งพากันงงๆไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น บ้างก็คิดว่าหม้อไฟในสนามระเบิด พอลูกที่ ๒ จึงเกิดโกลาหลไปทั้งสนาม ที่อยู่ชั้นบนก็กระโจนข้ามรั้วลงมาข้างล่างหาทางออก แตกตื่นเหยียบกันอลหม่าน

แคล้ว ธนิกุล หรือ เหลา สวนมะลิ เจ้าพ่อผู้คาดว่าเป็นเป้าสังหาร วิ่งมาที่ประตูทางออกโดยมีกลุ่มมือปืนล้อมหน้าล้อมหลัง พอออกมาหามุมหลบได้ก็ถอดเสื้อที่ปักรูปจิงโจ้เด่นออก มือปืนคนหนึ่งถอดเสื้อของตัวใส่ให้ลูกพี่ ส่วนนางนิรนุช ธนิกุล ภรรยาที่นั่งดูอยู่ใกล้กัน มีหน่วยคุ้มกันพาหลบหายไปในระหว่างชุลมุน
หลังเหตุการณ์ผ่อนคลายลง นายแคล้วบอกนักข่าวขณะมีเลือดเปรอะอยู่บนตัว เชื่อว่าระเบิดครั้งนี้มุ่งสังหารตนแน่

“ไม่น่าทำกันแบบนี้เลย จะฆ่าผมก็ไม่เป็นไร แต่ทำไมต้องให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย เป็นการกระทำที่โหดร้ายมาก ผมไม่บาดเจ็บอะไรหรอก เลือดที่เปื้อนอยู่นี่ก็เลือดคนอื่นทั้งนั้น”

เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าเคลียร์พื้นที่ พบศพ พ.ต.ต.สุรศักดิ์ โลหะชาละ สารวัตรแผนกฝึกอบรม กองกำกับการอำนวยการ กองบังคับการนครบาลเหนือ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ถูกระเบิดเต็มหลังแถบซ้าย แขนซ้ายแหลก กะโหลกศีรษะด้านหลังหายไป เสียชีวิตอยู่ตรงมุมระฆัง และเมื่อนำศพไปตรวจบาดแผลที่สถาบันนิติเวช ยังพบหัวกระสุนปืนที่เอวด้านหลัง เจาะขอบกางเกงเข้าไปฝังอยู่ในร่าง
นอกจากนี้ยังพบคนบาดเจ็บนอนร้องโอดโอยอีกหลายคน ส่งโรงพยาบาลกระจายไป ๑๒ รพ.ถึง ๖๗ คน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุรับคนเจ็บหนักไว้มาก ต้องระดมหมอฝึกหัดที่อยู่ตามหอพักต่างๆมาช่วย หมอบางคนปฏิบัติหน้าที่ในชุดนอน แต่กลับเป็นภาพที่ประทับใจญาติผู้บาดเจ็บ

พ.ต.ท.เทอดพงษ์ เทียนสุวรรณ สว.ทางหลวง ๒ เพชรบุรี หัวหน้าคณะ ศ.ประภัสสร และเป็นสามีของนางประภัสสร เล่าว่า ยืนเชียร์มวยอยู่กับ พ.ต.ต.สุรศักดิ์ โลหะชาละผู้ตาย แต่เมื่อใกล้หมดเวลา พ.ต.ต.สุรศักดิ์ผละไปคุยกับนายแคล้ว ยืนหันหลังให้มุมระฆัง พอดีกับที่ระเบิดลอยจากชั้น ๒ ลงมาที่มุมระฆัง พ.ต.ต.สุรศักดิ์โดนสะเก็ดระเบิดเข้าเต็มหลังตั้งแต่ศีรษะจนถึงเท้า จึงเป็นเกราะป้องกันให้นายแคล้วเต็มๆ ทำให้เจ้าพ่อผู้เป็นเป้าระเบิดรอดราวปาฏิหาริย์
นายแคล้ว ธนิกุล วัย ๔๘ ได้ไปให้การกับตำรวจ สน.ลุมพินีว่า ขณะเกิดเหตุนั่งอยู่ริงไซด์ด้านทิศตะวันตก หลังกรรมการจับเวลา พ.ต.ต.สุรศักดิ์นั่งขวามือของตน ส่วนซ้ายมือเป็น พ.ท.สนั่น ขจรประศาสน์ นายชวน หลีกภัย และนายวีระ มุสิกพงศ์ ระหว่างมวยคู่เอก พ.ต.ต.สุรศักดิ์ได้ลุกขึ้นไปเชียร์หนองคายกับ พ.ต.ท.เทอดพงษ์ พอมวยใกล้หมดเวลาก็กลับมา พอดีกับที่มีวัตถุสีดำลอยมาทางขวามือแล้วมีประกายไฟเกิดขึ้น ตนจึงกระโดดหลบไปทางซ้ายมือพร้อมกับลูกน้องอีกหลายคน จากนั้นก็วิ่งหลบออกไปทางประตู

นายแคล้วเชื่อว่าการขว้างระเบิดครั้งนี้เป็นการมุ่งสังหารตนแน่ และเคยถูกลอบสังหารมาแล้วเมื่อ ๒๑ น.ของวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๒๓ ที่หน้าสนามมวยราชดำเนิน ครั้งนั้นทำให้ตำรวจที่มาอารักขา และลูกน้องคนสนิทตายแทนไป ๒ คน แต่ครั้งนี้มีคนต้องตายแทนไปถึง ๕ คน

ในจำนวนผู้บาดเจ็บที่ถูกนำส่ง รพ.นี้ มีภิญโญ ปานนุ้ย ดาราที่กำลังโด่งดังในตอนนั้นถูกส่งไป รพ.จุฬาฯด้วย โดยมีบาดแผลข้อขาทั้งซ้ายขวา บอกว่าก่อนเกิดเหตุนั่งอยู่กับนายวีระ มุสิกพงศ์ แต่พอนายชวน หลีกภัยมาถึงจึงลุกให้นายชวนนั่ง ส่วนตัวเองขยับเข้าไปใกล้จุดระเบิดมากขึ้น

“ตูมแรกผมกระโดดเข้าไปซุกอยู่ใต้เวที ยังไม่เป็นไร มาเจ็บเอาที่ตูมสอง” ดาราหนุ่มบอก

คนที่บาดเจ็บอาการสาหัสยังมีอีกหลายคน จ.ส.อ.สุวรรณ ถิ่นมาลี คนตีระฆัง นั่งอยู่ตรงจุดระเบิดพอดี ถูกเต็มขาทั้ง ๒ ข้างห้อยรุ่งริ่ง หมอตัดขาขวาใต้เข่า และตัดขาซ้ายกลางน่อง ขาส่วนที่เหลือก็ยังถูกสะเก็ดระเบิดพรุน มีรอยเขียวคล้ำและบวมทั้งตัว ไม่ได้สติมาตั้งแต่เกิดเหตุ ในที่สุดก็เสียชีวิต

ส.อ.อัมพร สุวรรณ หรือ แพรดำ เมืองสุรินทร์ อดีตนักมวยค่าตัวแพง ถูกระเบิดตามตัวหลายแห่งอาการสาหัส

นายนบน้อม อ่าวสุคนธ์ กรรมการห้ามมวยและเลขาธิการสมาคมมวยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นกรรมการสำรองในวันนั้น ถูกสะเก็ดระเบิดฝังท้อง อาการสาหัส

แต่ก็ยังมีคนแคล้วคลาดอย่างน่าอัศจรรย์อีกหลายคน อย่าง นายวิจิตร เกตุแก้ว นายกสมาคมฟุตบอลที่เพิ่งพ้นตำแหน่งไป ตอนนั้นเป็นกรรมการให้คะแนนมวย ทำหน้าที่อยู่ใกล้มุมแดง เห็นคนรอบด้านล้มระเนระนาด แต่ตัวเองกลับไม่เป็นอะไร
พล.ต.อัศนี สมุทรเสน เจ้ากรมสวัสดิการทหารบก ก่อนเกิดเหตุก็นั่งอยู่ริงไซด์ใกล้มุมระฆังเช่นกัน โดยมีนายแคล้วนั่งอยู่ในกลุ่มด้วย แต่พอมวยคู่เอกจะหมดยกสุดท้ายก็มีคนมาบอกว่าภรรยาป่วยหนักจึงลุกออกไป คล้อยหลังเพียงแค่ ๑ นาทีเท่านั้นก็เกิดระเบิด และบอกนักข่าวว่า ทีแรกก็คิดว่าเป้าหมายคงเป็นนายวีระ เพราะกระทรวงคมนาคมกำลังมีปัญหาเรื่องรถบรรทุกสิบล้อที่ปิดถนนประท้วงกันอยู่ แต่ภายหลังก็ลงความเห็นว่าต้องเป็นนายแคล้วแน่

นางบุญรับ โลหะชาละ ภรรยา ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ รอง ผอ.สำนักสวัสดิการและสังคม กทม.พี่ชายของ พ.ต.ต.สุรศักดิ์ โลหะชาละ เปิดเผยว่า ตามปกติพี่น้องคู่นี้จะไปดูมวยด้วยกันเป็นประจำ ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ก็ชอบมวยเป็นชีวิตจิตใจ ในวันนั้นก็มีนัดกับน้องชาย แต่เผอิญต้องไปตรวจงานที่ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปทำพิธีเปิดในวันรุ่งขึ้น พอเสร็จงานก็เลยเวลานัด จึงพาลูกไปดูไฟที่ตบแต่งในงานฉลองกรุงเทพฯ ๒๐๐ ปี เลยไม่ได้รับชะตากรรมแบบน้องชาย

นายชวน หลีกภัย ก็เป็นอีกคนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บเลย บอกว่าพอเกิดระเบิดลูกแรก ร.ต.ท.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน นายตำรวจติดตามกระโดดเข้าคร่อมตัวไว้ พอระเบิดลูกที่ ๒ ร.ต.ต.พงษ์สันต์เลยโดนระเบิดเข้ากลางหลังไป ๓ แห่ง น่าชมเชยการปฏิบัติหน้าที่ที่มีความรับผิดชอบสูงมาก นายชวนได้ตามไปเยี่ยมที่ รพ.ตำรวจ แต่ ร.ต.ท.พงษ์สันต์ไม่บาดเจ็บมาก ให้หมอทำแผลเสร็จก็กลับบ้าน

ส่วนนายวีระ มุสิกพงศ์ ซึ่งนั่งติดกับนายชวน หลีกภัย แม้จะแคล้วคลาดจากสะเก็ดระเบิด แต่ก็รับบาทาเข้าไปเต็มๆ ถูกคนที่ตื่นตกใจย่ำจนน่วมไปทั้งตัว แต่ก็ยังบอกนักข่าวด้วยอารมณ์ดีหัวเราะร่วนว่า

“ผมกำลังขอแรงตำรวจทั่วประเทศ ให้ช่วยสืบหาเจ้าของรอยเท้าที่ฝากไว้บนร่างกายด้วย ไม่รู้ว่าเป็นของใคร เพราะนาบกันมาอย่างเต็มที่หลายคน”
และให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

“เรื่องคนจะฆ่ากันอย่าพูดดีกว่า เขาจะฆ่าก็ต้องฆ่า พูดไปก็เท่านั้น แต่อยากจะบอกว่าสมัยนี้ใช้ระเบิดไม่ได้ผลแล้ว อย่างเมื่อวันก่อนขว้างระเบิดใส่รถก็ยังไม่ตายเลย ถ้าจะฆ่ากันก็น่าจะใช้ค้อนทุบหัวกันเลย คนอื่นจะได้ไม่เดือดร้อน”

ร.ต.ท.พันธ์ศักดิ์ กาญจนอุดม ร้อยเวรกองพิสูจน์หลักฐาน ได้เข้าตรวจสถานที่ในวันรุ่งขึ้นซึ่งทางสนามยังรักษาสภาพเดิมไว้ พบเก้าอี้ริงไซด์ล้มระเนระนาด มีเลือดเป็นหย่อมๆทั่วไป โดยเฉพาะมุมระฆัง หลุมระเบิดอยู่ตรงมุมระฆังพอดี อีกหลุมหนึ่งห่างไปไม่มากนัก พบกระเดื่องลูกระเบิด เอ็ม.๒๖ ผิวเกลี้ยง ตกอยู่ใกล้มุมระเบิดทั้ง ๒ หลุม และพบสลักระเบิดตกอยู่บนทางเดินที่นั่งชั้น ๒ ซึ่งอยู่เหนือริงไซด์หลังมุมระฆัง สันนิษฐานว่าเป็นจุดที่คนร้ายขว้างมาจากอัฒจันทร์จุดนี้

แฟนมวยคนหนึ่งให้การว่า เห็นวัยรุ่น ๒ คนใส่เสื้อสีชมพูคนหนึ่งและสีฟ้าอีกคนหนึ่งเป็นคนขว้าง โดยคนใส่เสื้อสีชมพูขว้างก่อน จากนั้นคนใส่เสื้อสีฟ้าก็ขว้างตาม ตนจึงเข้าไปคว้าแขนคนใส่เสื้อสีชมพูไว้ แต่แล้วก็มีเสียงปืนดังขึ้น วัยรุ่นคนนั้นจึงสะบัดหลุดไปได้

หลังเกิดเหตุตำรวจได้จับวัยรุ่นสีฟ้าคนหนึ่งไว้ได้ ปรากฏว่าเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกรมศุลกากร ให้การว่านั่งรถเมล์จะกลับบ้าน ผ่านมาเห็นคนมุงจึงลงมาดู ตร.จึงปล่อยตัวกลับบ้านไป

พล.ต.อ.ชุมพล โลหะชาละได้ไปดูศพลูกชายที่ สน.ลุมพินี ด้วยอาการเคร่งเครียดและถามหาศพลูกชาย ได้รับคำตอบว่ามูลนิธิร่วมกตัญญูบรรทุกรถมาจอดอยู่หน้า สน.เตรียมส่งสถาบันนิติเวช นักข่าวถามถึงความรู้สึกที่ต้องสูญเสียลูกชาย อดีต ผู้ช่วย อตร.และ รมช.มหาดไทยหลายสมัยตอบสั้นๆว่า

“ไม่มีความรู้สึก”

ต่อมาในวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๒๖ มือระเบิดก็ถูกจับ ซัดทอดไปถึงเพื่อนสนิทของ เต็งโก้ เจ้าพ่ออีสานที่เช้ามาแผ่อิทธิพลในกรุงเทพฯ และเป็นตู่อริคนสำคัญของแคล้ว ธนิกุล ว่าเป็นผู้จ้างวาน ต่อมาในวันที่ ๗ มิถุนานั้น เต็งโก้ซึ่งรู้ตัวว่ามี่คนตามล่ามานานแล้ว ก็ถูกบุกยิงตายถึงในบ้านโดยมือปืนเป็นคนคุมบ่อนของ “เฮียเหลา” ซึ่งต่อมาก็ถูกลูกน้องของเต็งโก้ตามไปเก็บแทนตำรวจได้ อีกทั้งคนสนิทของเต็งโก้ก็ถูกยิงตายอีกหลายคน

การตายของกลุ่มคู่อริคนสำคัญ ทำให้เส้นทางของ “เฮียเหลา” ราบรื่น ไม่ต้องเก็บตัวกลัวระเบิด ออกงานสังคมได้สบาย และเมื่อออกงานการกุศลครั้งใด เจ้าของฉายา “พี่มีแต่ให้” ก็บริจาคเงินครั้งละมากๆ ทั้งยังร้องเพลงทำเทปออกขายด้วย
แต่แล้วเมื่อถึงยุคที่มีการกำจัดอิทธิพลเจ้าพ่อทั้งหลาย “เฮียแคล้ว” ก็ไม่แคล้วที่จะตายอย่างเจ้าพ่อ ในวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๓๔ ขณะที่เดินทางด้วยรถนิสสันบิ๊กเอ็มแวนบนถนนปิ่นเกล้านครชัยศรี ถึงเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เพื่อกลับบ้านที่จังหวัดสมุทรสงคราม ก็ถูกกลุ่มมือปืนพระกาฬกราดยิงด้วยอาวุธสงคราม เจ้าพ่อนครบาลรับไปเต็มๆ ๑๑๗ นัด คาที่พร้อมสมุนคนสนิทอีกคน แต่ก็มีรอยเลือดจากที่เกิดเหตุหายเจ้าไปในดงหญ้า แสดงว่ามีคนถูกยิงบาดเจ็บหนีไปได้อีก ต่อมาตำรวจตามไปพบเจ้าของรอยเลือดนี้ในที่แอบมาพักรักษาตัว ปรากฏว่าเป็นลูกน้องคนสนิทของเฮียเหลา ให้การแต่เพียงว่ามีรถปิ๊กอัพ ๒ คันเข้าประกบระดมยิง ไม่รู้ว่าเป็นใคร

คดีนี้ปิดฉากลงโดยไม่สามารถจะสืบรู้ได้ว่ามือปืนกลุ่มไหนเป็นผู้ยิง ใครเป็นคนสั่งการ แต่ก็ทำให้สงครามระหว่างเจ้าพ่อทั้งหลายสงบลง คนเดินถนนและไปดูมวยได้สบายใจขึ้นว่าจะไม่ถูกลูกหลง


นี่ก็เป็นตำนานหนึ่งในยุคที่เจ้าพ่อครองเมือง (ตอนนี้เจ้าพ่อไปเล่นการเมืองกันหมดแล้ว)

กำลังโหลดความคิดเห็น...