xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 13-19 พ.ค.2561

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

คลิกที่นี่เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

1.กองทัพไทยสั่งพักราชการ “ร.ท.ฐิติทัตน์” หลังต้องสงสัยเอี่ยวเงินทอนวัด 25 ล้าน พบ สนิทเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ-อดีตผู้ว่าฯ สตง.!
(ซ้าย) ตำรวจกองปราบฯ นำหมายค้นบ้านพัก ร.ท.ฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา ทหารสังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัย(ศรภ.) กองบัญชาการกองทัพไทย (ขวา) พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ
เมื่อวันที่ 18 พ.ค. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้นำทีมแถลงข่าวกรณีที่ตำรวจกองปราบฯ นำกำลังพร้อมหมายค้นศาลจังหวัดมีนบุรี เข้าตรวจบ้านพัก ร.ท.ฐิติทัตน์ นิพนธ์พิทยา ทหารสังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัย(ศรภ.) กองบัญชาการกองทัพไทย ในหมู่บ้านสีวลี ย่านรามคำแหง หลังสืบทราบว่าบุคคลที่พักอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตเงินงบประมาณเผยแผ่พระพุทธศาสนา หรือคดีเงินทอนวัด เนื่องจากมีการโอนเงิน 25 ล้านบาทจากพระชั้นผู้ใหญ่ มายังบัญชีธนาคารของ น.ส.นุชรา สิทธินอก ที่อยู่บ้านดังกล่าว

จากการตรวจค้น ร.ท.ฐิติทัตน์ ได้แสดงตัวเป็นเจ้าของบ้านอยู่กับภรรยาและบุตรชายอีก 2 คน พร้อมแม่บ้าน คือ น.ส.นุชรา จากการตรวจสอบภายในบ้าน พบตู้เซฟ 3 ใบ อาวุธปืนยาว 4 กระบอก ได้แก่ ปืนลูกซอง 3 กระบอก และปืนลูกกด 1 กระบอก, ปืนสั้น 18 กระบอก ขนาด 9 มม.และ 11 มม. พร้อมเครื่องกระสุนปืนขนาดต่างๆ รวม 1,005 นัด รวมทั้งทองรูปพรรณ แหวนเพชร และทรัพย์สินมีค่าต่างๆ หลายรายการ นอกจากนี้ยังพบเอกสารเกี่ยวกับธุรกรรมการเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดอาวุธปืนและของกลางทั้งหมดไว้ตรวจสอบ

ทั้งนี้ มีรายงานว่า น.ส.นุชราให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและ ปปง. ว่า ปกติมีอาชีพขายลูกชิ้นอยู่ที่ตลาดสี่มุมเมือง แต่มารับทำงานเสริมเป็นแม่บ้าน ช่วยเลี้ยงดูบุตรหลานให้กับเจ้าของบ้านที่ตำรวจเข้าตรวจค้น น.ส.นุชรายอมรับด้วยว่า เป็นผู้รับเงินที่โอนมาจากทางวัด และมีการเบิกเงินออกมาจริง เนื่องจากคนในบ้านคนหนึ่งที่สนิทสนมกับตนได้มาขอให้ช่วยเปิดบัญชีธนาคาร ซึ่งหลังจากที่มีเงินเข้ามาแล้ว ก็จะไปถอนออกมาให้

มีรายงานด้วยว่า ร.ท.ฐิติทัตน์ มีความสนิทสนมกับนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยเป็นเลขานุการนายพิศิษฐ์ ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ สตง. นอกจากนี้นายพิศิษฐ์ยังเคยเป็นประธานงานบวชของ ร.ท.ฐิติทัตน์ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2559 ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหารด้วย ซึ่งในงานบวชดังกล่าว มีแขกมาร่วมงานจำนวนมาก โดย 1 ในนั้นมีนายบุญเลิศ โสภา อดีตผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุดการบูรณปฏิสังขรณ์และการพัฒนาวัด ล็อตที่ 2 ขึ้นไปคล้องพวงมาลัยให้กับ ร.ท.ฐิติทัตน์ด้วย

ทั้งนี้ การบวชของ ร.ท.ฐิติทัตน์ มีพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีพระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) กับพระเมธีสุทธิกร (สังคม ญาณวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เป็นพระพี่เลี้ยง ซึ่งพระทั้ง 3 รูป ถูก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แจ้งข้อกล่าวหาคดีเงินทอนวัดในล็อตที่ 3 ร่วมกับพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม (มส.) อีก 2 รูป

มีรายงานด้วยว่า ร.ท.ฐิติทัตน์เข้ารับราชการทหาร เพราะมีผู้ใหญ่ฝากมาทำงานในกองทัพ และมีข่าวว่า ร.ท.ฐิติทัตน์มักจะไปปรากฏตัวที่วัดสระเกศฯ เนื่องจากเป็นคนสนิทเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ

ด้านนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าฯ สตง. ยอมรับว่า ร.ท.ฐิติทัตน์ เคยมาติดตามช่วยงานตนในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ สตง. อยู่ระยะหนึ่ง เป็นคนที่มีความคล่องตัวในการทำงาน และเท่าที่ทราบ แม่ของ ร.ท.ฐิติทัตน์ เปิดบริษัทและได้รับว่าจ้างงานสื่อประชาสัมพันธ์ของวัดสระเกศฯ อยู่ ส่วนรายละเอียดอื่นตนไม่ทราบข้อมูลอะไรมาก

ล่าสุด 19 พ.ค. พล.อ.หัสพงศ์ ยุวนวรรธนะ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ฏิบัติราชการแทน พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.ทสส. ที่ติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ ได้ลงนามคำสั่งให้สำรองราชการ ร.ท.ฐิติทัตน์ หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวพันกับคดีเงินทอนวัด โดยให้ ร.ท.ฐิติทัตน์ มารายงานตัวต่อต้นสังกัดภายใน 15 วัน หากไม่มารายงานตัว จะถูกปลดออกจากราชการทันที

2.ตำรวจออกหมายเรียก 8 แกนนำพรรคเพื่อไทย รับทราบข้อหา 22 พ.ค.นี้ หลังเปิดแถลงข่าวโจมตี 4 ปี คสช.!
3 แกนนำพรรคเพื่อไทย นายจาตุรนต์ ฉายแสง, นายชูศักดิ์ ศิรินิล และนายวัฒนา เมืองสุข
สถานการณ์การเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 17 พ.ค. แกนนำพรรคเพื่อไทย 8 คน ประกอบด้วย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค, นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค, นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย, นายจาตุรนต์ ฉายแสง, นายชัยเกษม นิติสิริ, นายนพดล ปัทมะ, นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง, นายวัฒนา เมืองสุข ได้เปิดแถลงข่าวที่พรรค เรื่อง “4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาลและ คสช.นำประเทศไปสู่ความมืดมนและอันตราย”

โดยก่อนแถลงข่าว มีตำรวจจาก สน.มักกะสัน เข้ามาพูดคุยขอให้ทางพรรคแถลงข่าวด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ขัดคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ซึ่งการแถลงข่าวเกิน 5 คน สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดคำสั่งดังกล่าว พร้อมขอให้หลีกเลี่ยงประเด็นทางการเมือง และอย่าให้เกิดความวุ่นวาย หลังพูดคุย แกนนำพรรคเพื่อไทยจึงได้ลดจำนวนคนขึ้นแถลงเหลือ 3 คน ประกอบด้วย นายชูศักดิ์ นายจาตุรนต์ และนายวัฒนา พร้อมให้ตำรวจร่วมรับฟังการแถลงด้วย

ทั้งนี้ นายจาตุรนต์แถลงตอนหนึ่งว่า การที่ คสช.ส่งเจ้าหน้าที่มาบอกพรรคเพื่อไทยเช่นนี้ ถือเป็นการประจานไปทั่วโลกว่า คสช.ไม่ได้เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ยังมีการสร้างระบบช่วยพวกพ้อง เพื่อให้ตัวเองอยู่ในอำนาจได้อย่างยาวนาน เล่นงานฝ่ายตรงข้าม สรุปแล้ว 4 ปี คสช.ที่บอกว่า จะทำ ก็ไม่ได้ทำเลย ทั้งเรื่องการปฏิรูป การสร้างความปรองดอง การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ฯลฯ แต่สิ่งที่ทำในช่วงหลังคือการทำลายระบบพรรคการเมือง สรุปแล้วคือ คสช.ทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองพร้อมอยู่ในอำนาจหลังการเลือกตั้ง

ด้านนายชูศักดิ์อ่านแถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทยว่า วันที่ 22 พ.ค.2561 จะเป็นวันครบรอบ 4 ปี ของการรัฐประหารโดย คสช.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าและยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยเห็นว่า 4 ปีของการรัฐประหาร เป็น 4 ปีแห่งความล้มเหลวที่ไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ ทำให้ประชาชนและประเทศต้องสูญเสียโอกาส และจะนำประเทศไปสู่ความมืดมนและอันตราย พร้อมชี้ว่า 4 ปี คสช.ล้มเหลว 7 ด้าน คือ ล้มเหลวในการทำตามข้ออ้างในการยึดอำนาจ, ล้มเหลวในการสร้างความปรองดอง, ล้มเหลวในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น, ล้มเหลวในการทำให้บ้านเมืองมีประชาธิปไตย, ล้มเหลวในการปกป้องสิทธิมนุษยชน, ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และล้มเหลวในภาวะความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

นายชูศักดิ์กล่าวด้วยว่า “สิ่งที่ คสช.และหัวหน้า คสช.ทำในช่วง 4 ปี คือ การใช้อำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จเพื่อให้ตนเองและพวกพ้องอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด ทำทุกวิถีทางเพื่อการสืบทอดอำนาจ คสช.ต้องการสร้างรัฐเผด็จการโดยใช้ระบบราชการเป็นกลไก ทำให้กลไกภาคประชาชนและพรรคการเมืองอ่อนแอ ใช้กลไกทางรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และการแต่งตั้งคนในองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ เพื่อปกป้องและเอื้อต่อตนเอง”

หลังแกนนำพรรคเพื่อไทยแถลงโจมตี คสช. ปรากฏว่า หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ คสช.นำโดย พล.ต.วิจารณ์ จดแตง และ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ได้เข้าแจ้งความต่อตำรวจกองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีแกนนำพรรคเพื่อไทยที่เปิดแถลงดังกล่าว ในความผิด 4 ข้อหา คือ ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 57/2557 ข้อ 2 ที่ห้ามมิให้พรรคการเมืองที่มีอยู่แล้วดำเนินการประชุมหรือดำเนินกิจกรรมทางการเมือง, ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ข้อ 12 ที่ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจากมีการไลฟ์สดในเฟซบุ๊ก และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ยุยง ปลุกปั่น

วันต่อมา 18 พ.ค. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) เผยหลังประชุมพนักงานสอบสวนกองปราบฯ เพื่อหารือและวางแนวทางการสืบสวนสอบสวนกรณี คสช. แจ้งความดำเนินคดีแกนนำพรรคเพื่อไทยว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ตนลงมาดูคดีดังกล่าว และว่า การแจ้งความดำเนินคดีของ คสช. แบ่งกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ได้แก่ นายวัฒนา เมืองสุข, นายจาตุรนต์ ฉายแสง และนายชูศักดิ์ ศิรินิล ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช.หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย และความผิด ป.อาญา มาตรา 116 ส่วนกลุ่มที่ 2 ได้แก่ นายนพดล ปัทมะ, นายชัยเกษม นิติสิริ, นายภูมิธรรม เวชยชัย, พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป โดยไม่รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช.หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

นอกจากนี้ คสช.ยังได้แจ้งความดำเนินคดีแอดมินหรือผู้ดูแลรับผิดชอบเฟซบุ๊กของพรรคเพื่อไทยด้วย ในความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวด้วยว่า พนักงานสอบสวน บก.ป. จะสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยเบื้องต้นจะออกหมายเรียกให้ทั้งหมดมารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันที่ 22 พ.ค.นี้ แต่หากจะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนก่อนกำหนดในวันที่ 21 พ.ค. ตามที่มีข่าว ก็สามารถทำได้ โดยจะมีการแยกสอบปากคำเป็นรายๆ ไป

3.ศาลให้ “พ.ต.ท.สันธนะ” ประกันตัว แต่ห้ามยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ด้านตำรวจกลับลำ ไม่ดำเนินคดี “บิดาสันธนะ” หลังถูกวิจารณ์ทำเกินกว่าเหตุ จ่อถอดยศต่อ!
พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรองผู้กำกับการตำรวจสันติบาล ก้มกราบและสวมกอด พ.ต.อ.(พิเศษ) สมชาย ประยูรรัตน์ บิดาวัย 91 ปี หลังได้รับการประกันตัว
ความคืบหน้ากรณีตำรวจนำกำลังตรวจค้นตลาดใหม่ดอนเมือง หลังได้รับร้องเรียนว่าเป็นแหล่งขายเครื่องสำอางและอาหารเสริมไม่ได้มาตรฐาน โดยมีการยึดของกลางไปตรวจสอบจำนวนมาก เพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง แต่ระหว่างตำรวจเข้าตรวจค้นตลาดฯ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรองผู้กำกับการตำรวจสันติบาล ซึ่งระบุว่าตนเองเป็นที่ปรึกษาบริษัท พัฒนาตลาดใหม่ดอนเมือง ไม่พอใจการตรวจค้น จึงได้ออกมาโวยวายด้วยความเกรี้ยวกราด ต่อมา ตำรวจได้ขอศาลออกหมายจับ พ.ต.ท.สันธนะกับพวกรวม 11 คน จำนวน 45 หมายจับ โดยเป็นหมายจับ พ.ต.ท.สันธนะถึง 8 หมาย ข้อหากรรโชกทรัพย์ จากนั้น พ.ต.ท.สันธนะ ซึ่งได้ไปพักอยู่ที่บ้านบิดา ได้ประกาศเมื่อวันที่ 11 พ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ถูกออกหมายจับ ว่าจะมอบตัวในวันที่ 12 พ.ค. และทำตามที่พูด โดยมีตำรวจไปรอรับมอบตัวที่บ้านบิดา พ.ต.ท.สันธนะ ก่อนตำรวจ สน.ดอนเมือง นำตัวไปสอบสวน และคุมขัง เพื่อรอฝากขังต่อศาลในวันที่ 13 พ.ค.

ปรากฏว่า เมื่อถึงกำหนด ตำรวจ สน.ดอนเมือง ได้นำตัว พ.ต.ท.สันธนะ ไปขอศาลอาญารัชดา ฝากขัง ทั้งนี้ พ.ต.ท.สันธนะ กล่าวหลังเดินทางถึงศาลว่า “ถ้าประเทศนี้แผ่นดินนี้ คนไม่ได้กระทำผิดแล้วถูกกระทำแบบผม ประชาชน สังคมจะอยู่ได้ไหม มีพ่อค้าแม่ค้า 8 รายมาบอกว่า ผมไปรีดเก็บเงิน ไถเงิน เดือนละ 1,500 บาท เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ผมได้รับรายชื่อทั้ง 8 คนแล้ว ผมฟ้องร้องพ่อค้าแม่ค้าพวกนี้กลับแน่ เขาขายอยู่ตรงไหน ร้านไหน ผมไม่เคยรู้จัก เป็นเรื่องจริงที่ 8 หมายไม่มีผู้เสียหาย มันเป็นกระบวนการที่ผิดปกติไปทุกขั้นตอน ผมไม่มีวันยอมพวกคุณ”

ด้านนายอภิชาติ ครัวเชื้อ ทนายความ พ.ต.ท.สันธนะ เผยว่า “พ.ต.ท.สันธนะไม่ได้กังวลอะไรกับหมายจับ แต่จากการสอบสวน การบรรยายพฤติการณ์ในหมายจับทั้ง 8 ใบ มีรายละเอียดว่า มีการเรียกเก็บเงิน กรรโชกทรัพย์กี่ครั้ง ซึ่งหมายจับใบหนึ่ง เฉลี่ยแล้ว 25 ครั้ง คดีนี้อัตราโทษสูงสุด 5 ปี ลองเอา 25 คูณ 5 เข้าไป คดีหนึ่งก็ร้อยกว่าปี แล้ว 8 คดี ไม่เป็นพันปีหรือ เรื่องนี้เกิดจากการขัดผู้มีอำนาจของรัฐ ซึ่ง พ.ต.ท.สันธนะได้ให้บันทึกไว้อยู่ในคำให้การว่า เรื่องราวความขัดแย้งเป็นอย่างไร ขัดแย้งกับใครบ้าง”

ทั้งนี้ ระหว่างขอศาลฝากขัง ตำรวจได้คัดค้านการประกันตัว โดยให้เหตุผลว่า คดีนี้ทำกันเป็นขบวนการ มีผู้เสียหายจำนวนมาก และทางการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหามีพฤติกรรมข่มขู่คุกคามผู้เสียหายและพยาน และผู้ต้องหากับพวกเคยถูกจับกุมในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีลักษณะการกระทำที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง

ด้านศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว พ.ต.ท.สันธนะ โดยตีราคาประกัน 3 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไข ห้ามยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และให้ผู้ต้องหาเข้ารายงานตัวต่อศาลในวันที่ 2 ก.ค.เวลา 09.00 น.

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังได้รับการประกันตัว ก่อนจะเดินทางกลับ พ.ต.ท.สันธนะได้เดินไปที่รถตู้สีดำที่ พ.ต.อ.(พิเศษ) สมชาย ประยูรรัตน์ บิดาวัย 91 ปี มารอลุ้นว่าลูกชายจะได้ประกันตัวหรือไม่ นั่งอยู่ จากนั้น พ.ต.ท.สันธนะ ได้นั่งลงกราบที่ตักและสวมกอดบิดา ก่อนเดินไปขึ้นรถอีกคันเพื่อกลับบ้าน

หลังจากนั้น วันต่อมา 14 พ.ค. มีรายงานว่า ตำรวจ สน.โชคชัย ได้ออกหมายเรียกบิดา พ.ต.ท.สันธนะ ให้มาพบในวันที่ 18 พ.ค. เนื่องจากให้ที่พักพิงผู้ต้องหา คือ พ.ต.ท.สันธนะ โดยหมายเรียกระบุว่า พฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ผู้ใดช่วยให้ผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำผิด เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้ที่พำนักแก่ผู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เป็นที่น่าสังกตว่า การที่ตำรวจออกหมายเรียกและเตรียมดำเนินคดีบิดา พ.ต.ท.สันธนะ ฐานให้ที่พักพิงแก่ลูกชาย ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักกฎหมายว่า เป็นเรื่องที่เกินกว่าเหตุ เพราะการที่บิดาเปิดบ้านให้ลูกชายตนซึ่งไม่ใช่คนทั่วไปที่หลบหนีคดี ย่อมเป็นเรื่องปกติตามวิสัยของผู้เป็นบุพการี แล้วจะเป็นการให้ที่พำนักซ่อนเร้นได้อย่างไร ถ้าหากบิดาแจ้งตำรวจที่มารับตัวที่บ้านว่า ลูกชายไม่ได้มาหรือไม่ได้อยู่ในบ้าน จึงจะเป็นความผิดตามมาตรา 189 ซึ่งข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 18 พ.ค. พ.ต.อ.สุพล ค้ำชู ผกก.สน.โชคชัย ได้ออกมายืนยันว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการออกหมายเรียก พ.ต.อ.(พิเศษ) สมชาย บิดาของ พ.ต.ท.สันธนะ ให้มาพบพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด น่าจะเป็นการเข้าใจผิดกันมากกว่า และว่า กรณีที่อาจเข้าข่ายความผิดช่วยเหลือให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหานั้น จากการตรวจสอบแล้วไม่พบความผิด จึงไม่ต้องมีการออกหมายเรียกบิดาของ พ.ต.ท.สันธนะ แต่อย่างใด

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. พ.ต.ท.สันธนะ ได้ส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแจ้งเตือนว่า ตำรวจมีการดำเนินการที่เกินกว่าเหตุกับตน ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวของตำรวจ 3 นาย คือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร., พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งปฏิบัติการของตำรวจส่งผลกระทบต่อบุพการีและครอบครัวของตน ดังนั้น พ.ต.ท.สันธนะจึงจำเป็นต้องใช้กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายดำเนินการกับตำรวจทั้ง 3 นายนับแต่นี้เป็นต้นไป

สำหรับผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับพร้อมกับ พ.ต.ท.สันธนะอีก 10 คน ได้ทยอยเข้ามอบตัวแล้ว ประกอบด้วย นายวันเพ็ญ ผิวดำดี, นายกฤษณะ หลำรอด, นายอนุ สุขสุคนธ์, นายประนอม แก้วสวัสดิ์, นายชนะโชติ สุขสุคนธ์, นายวรรณชัย ใจเรือง, นายอดิศักดิ์ จันทร์ศรี, นายอนุชา วรเดช, นายศิริชัย ไม่ทราบนามสกุล และนายคเณศ เปรมครุฑ

ด้าน พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าชุดคลี่คลายคดีที่เกี่ยวข้องกับการบุกค้นตลาดใหม่ดอนเมือง เผยเมื่อวันที่ 16 พ.ค.ว่า ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาพฤติกรรมของ พ.ต.ท.สันธนะว่า ทำให้องค์กรตำรวจเสียหายหรือไม่ หากมีการใช้ยศตำรวจ แล้วพฤติกรรมการแสดงออกต่างๆ ทำให้องค์กรตำรวจเสื่อมเสีย ก็เป็นเหตุให้ดำเนินการถอดยศตำรวจได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ผลคดีถึงที่สุดก่อน ขณะนี้กำลังพิจารณา ขอให้รอดูอีกไม่นาน

4.สี่ป้าทุบรถจอดขวางบ้าน ดีใจน้ำตาคลอ หลังศาลปกครองสั่ง กทม.รื้อ 5 ตลาดให้เสร็จใน 60 วัน และชดใช้กว่า 1.4 ล้าน!
น.ส.บุญศรี, น.ส.รัตนฉัตร, น.ส.แสงหยก และ น.ส.ราณี แสงหยกตระการ 4 พี่น้อง เจ้าของบ้านพักในหมู่บ้านเสรีวิลล่า ที่ยื่นฟ้อง กทม.
เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ตุลาการศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาคดีที่ น.ส.บุญศรี, น.ส.รัตนฉัตร, น.ส.แสงหยก และ น.ส.ราณี แสงหยกตระการ 4 พี่น้อง ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านพักในหมู่บ้านเสรีวิลล่า ย่านสวนหลวง ร.9 ยื่นฟ้องผู้ว่าฯ กทม., ผอ.เขตประเวศ, สำนักงานเขตประเวศ และกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 ว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และกระทำละเมิดจากการละเลยต่อหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติอย่างล่าช้า รวม 3 ข้อกล่าวหา ซึ่งคดีนี้มีผู้ประกอบการตลาดสวนหลวง, ตลาดรุ่งวานิชย์, ตลาดเปิ้ลมาร์เก็ต และตลาดยิ่งนรา รวม 7 คน ที่มีส่วนได้เสียกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น เข้ามาเป็นผู้ร้องสอด และนำเอกสารหลักฐานมาให้ศาลพิจารณาด้วย

องค์คณะศาลปกครองแผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิเคราะห์ข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพักของผู้ฟ้องทั้งสี่ และที่ดินที่เป็นที่ตั้งของอาคารตลาดพิพาทของผู้ร้องสอด อยู่ภายใต้การจัดสรรที่ดินตามใบอนุญาตลงวันที่ 5 ต.ค.2530 โครงการ 2 ซึ่งวัตถุประสงค์ตามโครงการจัดสรรนั้น จัดสรรเฉพาะที่ดิน ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ไม่ปรากฏข้อความใดที่ระบุว่าเป็นการจัดสรรที่ดินเพื่อเป็นที่ประกอบการพาณิชย์แต่อย่างใด แม้ผู้ถูกฟ้องจะมีอำนาจออกใบรับแจ้งความประสงค์จะก่อสร้างอาคารได้ แต่ก็ต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของการจัดสรรที่ดินด้วย การที่ผู้ว่าฯ กทม.ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ออกใบรับแจ้งความประสงค์จะก่อสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นตลาดให้แก่ผู้ร้องสอด จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยวัตถุประสงค์ของการจัดสรรที่ดิน

เมื่อผู้ร้องสอดก่อสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นตลาดทั้ง 5 แห่งโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ผู้ว่าฯ กทม.ไม่ได้มีคำสั่งให้รื้อถอนออกไป จึงถือได้ว่าผู้ว่าฯ กทม.ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อีกทั้งการที่ ผอ.เขตประเวศ ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องกับตลาดทั้ง 5 แห่ง จึงเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 มาตรา 34 และปล่อยปละละเลยให้มีผู้จำหน่ายสินค้าบริเวณหน้าบ้านผู้ฟ้องทั้งสี่

เมื่อนับเวลาตั้งแต่ปี 2553 ที่มีการก่อสร้างอาคารเพื่อให้เป็นตลาดแห่งแรกในคดีนี้ จนถึงปี 2561 ที่เกิดเหตุการณ์ทุบรถจอดกีดขวางหน้าบ้านผู้ฟ้องทั้งสี่ และ ผอ.เขตประเวศ ได้ออกคำสั่งให้ผู้ร้องสอดหยุดประกอบกิจการตลาดดังกล่าว เป็นเวลาประมาณ 7 ปีเศษ จึงถือได้ว่า ผอ.เขตประเวศปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างล่าช้าเกินสมควร ทั้งยังเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดี ทำให้ผู้ฟ้องทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย และต้องตกอยู่ในภาวะทนทุกข์ทรมานด้านจิตใจมาเป็นเวลานาน

ศาลปกครองกลางแผนกคดีสิ่งแวดล้อมจึงมีคำพิพากษาว่า 1.ให้เพิกถอนใบรับหนังสือแจ้งความประสงค์จะก่อสร้างอาคารโดยไม่ยื่นคำขอรับใบอนุญาต ที่ผู้ว่าฯ กทม.และ ผอ.เขตประเวศออกให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1, 3, 4, 6, 7 2.ให้ผู้ว่าฯ กทม. หรือ ผอ.เขตประเวศ ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ดำเนินการกับอาคารของผู้ร้องสอดที่ 1, 3, 4, 5, 6, 7 ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด 3.ให้ผู้ว่าฯ กทม.หรือ ผอ.เขตประเวศกับสำนักงานเขตประเวศดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เพื่อไม่ให้ผู้ร้องสอดหรือผู้หนี่งผู้ใดก่อเหตุรำคาญ และควบคุมดูแลไม่ให้มีผู้จำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะบริเวณหน้าบ้านผู้ฟ้องทั้งสี่ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

4..ให้ผู้ว่าฯ กทม.หรือ ผอ.เขตประเวศ กับสำนักงานเขตประเวศ สอดส่องกวดขัน ไม่ให้ผู้ใดจำหน่ายสินค้าบนถนนและทางเท้าบริเวณหน้าบ้านผู้ฟ้องทั้งสี่ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด 5.ให้กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องที่ 4 ชดใช้ค่าสินใหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องที่ 1-4 รายละ 368,400 บาท รวมเป็นเงิน 1,473,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ก.ย.2556 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

หลังฟังคำพิพากษา พี่น้องทั้งสี่ ในฐานะผู้ฟ้องให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอเบ้า โดย น.ส.บุญศรี กล่าวว่า “ศาลได้เมตตาคืนพื้นที่อยู่อาศัยให้ประชาชนอย่างชัดเจน ท่านได้เมตตาเห็นถึงความเดือดร้อนของผู้ฟ้องและประชาชน และขอให้คดีนี้เป็นคดีตัวอย่างเพื่อไม่ให้ไปกระทำซ้ำกับหมู่บ้านหรือพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชนอีก คนเรากว่าจะซื้อพื้นที่อยู่อาศัยได้ต้องใช้ระยะเวลา พื้นที่ความสงบของเขาควรได้รับการคุ้มครองจากตัวบทกฎหมายที่กำหนดไว้”

ด้าน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า จำเป็นต้องรื้อถอนตลาดตามที่ศาลสั่ง ส่วนการชดใช้ค่าเสียหาย จะขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาล เนื่องจากไม่ใช่ความผิดที่เกิดขึ้นจากตน “การรื้อถอนตลาด ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งให้รื้อถอน ส่วนเรื่องการชดใช้ค่าเสียหาย โดยผู้ว่าฯ กทม.หรือผมจะต้องชดใช้นั้น จะหารือกับฝ่ายกฎหมายในการขออุทธรณ์ ซึ่งกำหนดภายใน 30 วัน การจะให้ผมชดใช้ค่าเสียหาย ผมมองว่า ผมไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย อยู่ดีๆ จะมาให้ผมจ่ายเยียวยาอย่างไร แต่ยืนยันว่า เมื่อมีคำพิพากษาออกมาแล้ว ผมอยากจะทำตามคำสั่งศาลทันที”

5.วันพืชมงคลปีนี้ พระโคเสี่ยงทายกิน “น้ำ-หญ้า-เหล้า” พยากรณ์ว่า น้ำท่าบริบูรณ์ คมนาคมสะดวก เศรษฐกิจรุ่งเรือง!
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงเป็นประธานในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรลพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 14 พ.ค.
เมื่อวันที่ 14 พ.ค.เวลา 08.29 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพลับพลาที่ประทับบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อทรงเป็นประธานในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรลพระนังคัลแรกนาขวัญ ในการนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา โดยเสด็จด้วย

สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่พระยาแรกนาในปีนี้คือ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ น.ส.พรพิมล ศิริการ และ น.ส.นันทวัน สุวรรณสถิตย์ ส่วนเทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ น.ส.กันยารัตน์ นาคกูล และ น.ส.ดวงพร งามประดิษฐ์

ทั้งนี้ หลังพราหมณ์เสี่ยงของกิน 7 สิ่ง ตั้งเลี้ยงพระโคพอและพระโคเพียง ประกอบด้วย ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า ปรากฏว่า พระโคพอและพระโคเพียงกินเหล้า น้ำ และหญ้า ด้านโหรหลวงถวายคำพยากรณ์ว่า พระโคกินน้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี ส่วนพระโคกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง


กำลังโหลดความคิดเห็น...