xs
xsm
sm
md
lg

ประชาชนทั่วหล้าเข้าคิวกลางดึกรอถวายบังคมพระบรมศพ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เป็นวันที่ 20 ในการพระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ พสกนิกรทั่วสารทิศทยอยเดินทางเข้าแถวถวายบังคมพระบรมศพ โดยส่วนใหญ่มารอตั้งแต่ช่วงกลางดึก ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ทรงสั่งสอนให้เป็นคนดี ทำมาหากินแบบพอเพียง

วันนี้ (17 พ.ย. ) เป็นวันที่ 20 ในการพระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่เวลา 05.00 น. สำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนขึ้นสักการะพระบรมศพ มีประชาชนจากทุกทั่วสารทิศที่ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อให้ได้กราบสักการะพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ ๙ เป็นครั้งสุดท้ายด้วยจิตใจแห่งความภักดี

ด้าน นางพนมวัลย์ ศรีสุข อายุ 67 ปี ชาวบ้านตำบลนางรอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวภายหลังเข้ากราบสักการะพระบรมศพ ว่า รู้สึกดีใจและตื้นตันใจที่วันนี้ได้มีโอกาสเดินทางมากราบพระองค์ท่าน และตั้งใจจะเดินทางมาอีกเรื่อยๆ จนถึงวันพระราชทานเพลิงพระบรมศพ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ทรงสั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี ทำมาหากินแบบพอเพียง พระองค์ท่านทรงรักและเป็นห่วงลูกทุกคนอยากให้อยู่ดีกินดี ซึ่งโครงการต่างๆ ที่พระองค์ทรงคิดไว้ สำหรับตนก็ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกผัก เลี้ยงเป็ด ไก่ โครงการทุกอย่างที่พระองค์คิดไว้ดีหมด ถ้าลูกๆ นำไปปฏิบัติก็จะเจริญรุ่งเรือง วันนี้มากราบเห็นพระบรมโกศพระองค์ท่านแล้วก็น้ำตาไหล สงสารคิดว่าทำไมตลอดชีวิตของพระองค์ท่านต้องเหนื่อยกับการทรงงานมากขนาดนี้ ก็เพราะปวงชนชาวไทย ขอให้พระองค์เสด็จสู่สรวงสวรรค์ ลูกอยู่ทางนี้ก็จะขอปฏิบัติตามที่พระองค์ท่านสอนไว้

ตามด้วยชมรมคนรักในหลวง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 47 คน ร่วมใจกันลงขันคนละ 600 บาท เพื่อเหมารถประจำทางมาตั้งแต่เวลา 02.00 น. นายทีระพล อะทัยทิพวรรณ อายุ 60 ปี ประธานชมรม เล่าว่า ได้ตั้งชมรมขึ้นเมื่อปี 2556 เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพราะเห็นว่าเราควรจะทำอะไรเพื่อท่านบ้าง จึงรวมตัวกันตั้งชมรมขึ้น เดิมมีสมาชิกไม่มากนักแต่ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 300 คน ทั้งนี้ ยังมีเยาวชนเข้าร่วมในชมรมด้วย โดยมีเยาวชนอายุตั้งแต่ 15 - 25 ปี เป็นเด็กๆ ในหมู่บ้านที่จะมาร่วมเป็นจิตอาสาดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการ พร้อมกับใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

“ในหลวง รัชกาลที่ ๙ เคยเสด็จฯ ในอำเภอละหานทราย ของเรา ตอนนั้นผมยังหนุ่ม ยังไม่รู้ว่าท่านมาทำอะไร ได้ยินแต่ปู่ย่าเล่าให้ฟังว่าท่านลงมาสอนอาชีพในคนในหมู่บ้าน เมื่อโตขึ้นมาผมก็เข้าใจได้ว่า ท่านมาทรงงานให้ชาวบ้านได้อยู่ดีมีอาชีพ จนคนในอำเภอของเราสามารถเลี้ยงตัวเองได้ด้วยการทอเสื่อด้วยกก ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ ได้เสด็จมาดูงานอีกครั้งเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้พวกเราทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของท่านมาก ทางชมรมจึงเดินทางมาร่วมถวายสักการะพระบรมศพในครั้งนี้ และจะคาดหวังจะให้ชมรมคนรักในหลวงนี้สืบต่อไปยังคนรุ่นหลังด้วย” นายพีระพล กล่าว

ด้าน นางรัตนา รัตน์มโนสกุล วัย 54 ปี เดินทางมาพร้อมสามีและชาวบ้านในละแวกเดียวกัน ปัจจุบันประกอบอาชีพทำไร่ทำสวนใน ตำบลพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า วันนี้รู้สึกปลื้มปีติมากที่ได้เข้ามากราบพระบรมศพ ตนมีความตั้งใจออกเดินทางมาตั้งแต่ 22.00 น. ของเมื่อคืน แล้วมารอคิวที่ท้องสนามหลวงตั้งแต่เวลา 02.00 น. เพื่อให้เข้าถวายสักการะพระบรมศพในช่วงเช้า

“ความจริงแล้วในหลวง รัชกาลที่ ๙ ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกหนแห่งของประเทศไทย แม้ใน จ.จันทบุรี ท่านก็เคยเสด็จฯมา ดิฉันทราบว่าท่านมีโครงการในพระราชดำริหลายอย่าง แต่สิ่งที่สามารถนำมาใช้ได้จริงก็เรื่องความพอเพียง อยู่แบบพอเพียง ทั้งนี้ อยากจะบอกว่า ไม่ว่าจะเกิดชาติไหนขอเกิดเป็นลูกของพ่อหลวงอีก” นางรัตนา กล่าว

ด้าน นายรัฎฎิการ์ เตชะพิริยานนท์ อายุ 34 ปี สาวประเภทสองที่เดินทางมาพร้อมเพื่อนสาวชาวสิงคโปร์ที่มีหัวใจรักประเทศไทยอย่างแท้จริง นางแพททริเซีย คัว ทนายความสาววัย 49 ปี กล่าวว่า ปกติไม่ค่อยชื่นชอบการเดินทางมางานที่มีคนเยอะๆ ซึ่งส่วนใหญ่ตนจะชอบดูผ่านจะทีวี เพราะมีความชัดเจนมากกว่า แต่ครั้งนี้เห็นว่าไม่สามารถอยู่เพียงหน้าจอได้อีกแล้ว เพราะเป็นพระราชพิธีที่สำคัญ สำหรับความรู้สึกนั้นไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ เพราะอย่างน้อยตนก็รู้สึกดีใจที่เกิดมาในแผ่นดินไทย ผืนแผ่นดินที่มีแต่ความรักและอบอุ่น เปี่ยมไปด้วยมหากรุณาธิคุณต่อทุกเพศสภาพ ทั้งนี้ ตนอยากบอกคนไทยว่า เราทุกคนต่างโชคดีที่เกิดมาในรัชกาลที่ ๙ เพราะไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงงานหนักได้ถึง 70 ปี

ส่วน นางแพทริเซีย กล่าวว่า ตนได้เดินทางมาเมืองไทยบ่อยครั้งและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น แม้จะเป็นคนสิงคโปร์แต่ก็ได้รักในความเป็นไทยมาก จนเรียนภาษาไทยที่สิงคโปร์และเป็นทนายความที่ช่วยลูกความที่เป็นคนไทยอาศัยอยู่ในสิงคโปร์อีกด้วย

“ฉันมาเมืองไทยบ่อย แต่หลังจากทราบข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว ฉันรู้สึกเสียใจมาก เพราะรู้สึกผูกพันกับเมืองไทย ครั้งแรกฉันเดินทางมาลงนามถวายสักการะท่านแล้ว แต่เมื่อทราบข่าวว่าเปิดให้สักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ จึงเดินทางมาอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะรู้สึกยินดีที่ได้มาร่วมส่งพระบรมศพ ทั้งนี้ ดิฉันอยากบอกคนไทยว่า อยากให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไป อย่าย่อท้อ เพราะอดีตผ่านไปแล้ว แต่ปัจจุบันก็ต้องดำเนินต่อไป และดิฉันก็พร้อมจะช่วยเหลือคนไทยเสมอ” นางแพทริเซีย กล่าว



กำลังโหลดความคิดเห็น