xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 23-29 ต.ค.2559

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

คลิกที่นี่ เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

1.สมัชชาสหประชาชาติจัดประชุมพิเศษสดุดี “ในหลวง ร.๙” ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ นับเป็นความสูญเสียของโลก!
(ล่างขวา) นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ล่างขวา) สมัชชาสหประชาชาติยืนไว้อาลัย ในหลวง ร.๙ (บนซ้าย) ชาวโคราชร่วมใจร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี (บนขวา) ชาว จ.นครปฐมพร้อมใจจุดเทียนไว้อาลัย
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศยังคงทยอยเดินทางมายังท้องสนามหลวง เพื่อเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง จนถึงวันที่ 28 ต.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ จากนั้น สำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น.ทุกวัน ยกเว้นช่วงที่มีพระราชพิธีบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 ต.ค.สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระบรมวงศานุวงศ์ บำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร(15 วัน) พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

อนึ่ง ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวารพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักราชเลขาธิการจัดพิมพ์หนังสือ การประดิษฐานพระบรมโกศ, หนังสือ พระเจ้าอยู่หัวแห่งประเทศไทยทรงครองราชย์ครบหมื่นวัน (ทศพิธราชธรรม ภาษาไทย-อังกฤษ-ฝรั่งเศส) และภาพพระบรมโกศ พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขนาดโปสการ์ด พระราชทานแก่ผู้เข้าร่วมพระราชพิธี เพื่อเป็นอนุสรณ์วิทยาทานด้วย

ขณะที่หน่วยงาน องค์กร และประชาชนในจังหวัดต่างๆ ได้พร้อมใจกันทำบุญเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวันปัณรสมวาร พร้อมแสดงความอาลัยในรูปแบบต่างๆ อาทิ จุดเทียน ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แปรอักษรเป็นถ้อยคำต่างๆ เพื่อแสดงความรักความอาลัยอย่างสุดซึ้ง ซึ่งมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก

เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่เพียงผู้นำทั่วโลกจะแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ได้จัดประชุมสมัยพิเศษเมื่อวันที่ 28 ต.ค. เพื่อแสดงความอาลัยและสดุดีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชด้วย โดยนายปีเตอร์ ธอมป์สัน ประธานสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ กล่าวว่า ตลอดเวลาที่พระองค์ทรงครองราชย์มายาวนานกว่า 70 ปี ทรงได้รับคำชมจากทั่วโลก ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลจากองค์กรต่างๆ มากมาย พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทย พระราชกรณียกิจ พระราชดำรัส หรือกระแสรับสั่งในทุกเรื่อง ล้วนแล้วแต่เป็นประโยช์อย่างสูงต่อชาวไทย พระองค์ทรงแบ่งปันแนวความคิดในการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทย ทำให้ประเทศอื่นๆ ได้นำไปใช้ โดยเฉพาะหลักเศรษฐกิจพอเพียง พระองค์ทรงมีพระราชปณิธานบำเพ็ญประโยชน์เพื่อความสุขแก่มหาชนชาวสยาม ทรงเป็นผู้นำในการดูแลดินและทรัพยากรธรรมชาติสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน จนสหประชาชาติประกาศให้วันที่ 5 ธ.ค.ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์เป็น “วันดินโลก” ทั้งนี้ ประธานสมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้ให้สมาชิกในที่ประชุมทุกคนลุกขึ้นยืนสงบนิ่ง เพื่อแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกในครั้งนี้ด้วย

ด้านนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนในชาติ และซาบซึ้งที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้าฯ ส่วนพระองค์ พระองค์ทรงได้รับการยกย่องจากนานาประเทศ ทรงทุ่มเทอุทิศพระวรกายของพระองค์ตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ ทำให้คนไทยมีเสถียรภาพและพัฒนาไปอย่างมาก

ขณะที่นายมันซูร์ อัล โอไทบี ผู้แทนถาวรคูเวตประจำสหประชาชาติ ในฐานะประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อรัฐบาลและประชาชนชาวไทยต่อการสูญเสียผู้ซึ่งเป็นประทีปนำทางของประเทศตลอด 70 ปีที่ผ่านมา พร้อมกล่าวว่า พระองค์ทรงนำพาประเทศให้รุ่งเรืองรุดหน้าสู่ความเป็นผู้นำของภูมิภาค และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความรักและห่วงใยที่พระองค์ต่อประเทศไทยนั้น เห็นได้จากการที่ทรงยึดมั่นนำพาประเทศและคนไทยทั้งชาติไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม กระทั่งโครงการเพื่อการพัฒนาแห่งสหประชาชาติทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล “ผู้ทรงประสบความสำเร็จสูงสุดในการพัฒนามนุษย์” นายมันซูร์ อัล โอไทบี ยังกล่าวสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชด้วยว่า รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ได้จากพวกเราทั้งหลายไปแล้ว ความสูญเสียของประเทศไทยคือความสูญเสียของผู้คนทั้งภูมิภาคและโลกทั้งโลก

ขณะที่นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้กล่าวขอบคุณสมัชชาสหประชาชาติที่ได้จัดประชุมสมัยพิเศษเพื่อสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมทั้งขอบคุณถ้อยแถลงของประธานแต่ละกลุ่มภูมิภาค รวมถึงผู้แทนสหรัฐฯ ในฐานะเจ้าภาพ นายวีรชัยยังกล่าวสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ตอนหนึ่งว่า ทรงเป็นดั่งประทีปนำทางของไทย ทรงนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตการณ์และความท้าทายมากมายตลอด 7 ทศวรรษที่ผ่านมา ทรงเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวของคนในชาติ ทรงวางรากฐานทั้งทางกายและใจให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่า เพื่อมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทรงมีสายพระเนตรกว้างไกลในการพัฒนาประเทศผ่านโครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริมากกว่า 4,000 โครงการ

นายวีรชัยกล่าวอีกว่า สหประชาชาติและหน่วยงานในสังกัดต่างยอมรับว่า พระองค์ทรงเป็น “กษัตริย์นักพัฒนา” จากการที่พระองค์ทรงทุ่มเทพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน พัฒนาชนบท สร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้องค์การอาหารและเกษตรแห่งประชาชาติ(เอฟเอโอ) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณในด้านการพัฒนาการเกษตรในปี 2538 และรางวัลอื่นๆ อีกหลายรางวัล ขณะที่ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระองค์พระราชทานแก่ประชาชนไทยให้ดำรงชีวิตอย่างรู้จักประมาณตน ไม่เพียงประสบความสำเร็จในไทย แต่ยังถูกนำไปปรับใช้ทั้งภาคเกษตรและภาคธุรกิจ ซึ่งคนไทยรู้สึกยินดีที่ได้แบ่งปันของขวัญดังกล่าวกับมิตรประเทศของเราในสหประชาชาติตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เราเชื่อมั่นว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ จะยังคงเป็นแนวทางสำหรับไทยและเพื่อนของเราในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี ค.ศ.2030 ในนามประชาชนและรัฐบาลไทย ขอขอบคุณด้วยใจจริงสำหรับการแสดงความอาลัยในช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกเป็นที่สุด

2.ศาล รธน.มีมติเอกฉันท์สามารถปรับแก้คำปรารภร่าง รธน.ได้ เหตุยังไม่มีการลงพระปรมาภิไธย ชี้อำนาจปรับแก้อยู่ที่ กรธ.!

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)
เมื่อวันที่ 26 ต.ค. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมพิจารณาคำร้องของคณะรัฐมนตรีที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สามารถแก้ไขปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันได้หรือไม่ หลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สวรรคต

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยชี้ขาดว่า การปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น สามารถกระทำได้ และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เป็นผู้มีอำนาจปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สมบูรณ์ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

ด้านนายจรัล ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่า แก้ได้ เพราะพิจารณาจากมาตรา 5 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ที่บัญญัติว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นเป็นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามประเพณีแล้ว กฎหมายจะสมบูรณ์ได้เมื่อมีการลงพระปรมาภิไธย แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญยังไม่มีการลงพระปรมาภิไธย จึงสามารถปรับแก้ไขได้

ด้านนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ กรธ.ปรับแก้คำปรารภร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนส่งให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ว่า กรธ.ได้ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสมบูรณ์ตามกำหนดเวลา และส่งไปให้นายกรัฐมนตรีภายในเวลาที่กำหนด แต่ภายหลังเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงโดยไม่คาดฝัน ทำให้ข้อความบางตอนไม่สอดคล้องกับปัจจุบัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแก้ไขให้ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ให้ กรธ.เป็นผู้แก้ไขคำปรารภ จึงนับเป็นภารกิจเพิ่มเติมที่ กรธ.ต้องแก้ไขเพื่อส่งคืนรัฐบาลให้ดำเนินการได้ภายในกำหนดเวลาที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 กำหนดไว้

นายมีชัยกล่าวถึงการปรับแก้คำปรารภอีกครั้งเมื่อวันที่ 27 ต.ค.ว่า ขณะนี้รอให้รัฐบาลส่งหนังสือแจ้งมายัง กรธ.ก่อน แต่ระหว่างนี้ กรธ.สามารถทำการแก้ไขคำปรารภไปพลางๆ ก่อนก็ได้ และคิดว่าคงใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากต้องทำตามกรอบระยะเวลา โดยคาดว่าคงแก้เพียงนิดเดียว ไม่เยอะ อาจจะเว้นช่วงเอาไว้โดยใช้จุดไข่ปลาไปก่อน เพื่อวันไหนที่รู้ ก็ค่อยไปเติม อาจจะใช้เป็นผู้สำเร็จราชการหรือพระมหากษัตริย์ ตรงนี้รัฐบาลโดยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เติม เมื่อถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้คำปรารภสามารถสรุปง่ายๆ ว่าเว้นพระนามไว้ใช่หรือไม่ นายมีชัยกล่าวว่า เว้นพระนามไว้ ส่วนเรื่องการใช้คำราชาศัพท์นั้น เมื่อค้นดูแล้วพบว่า ถึงยังไม่มีพระบรมราชาภิเษกก็ใช้พระบรมราชโองการได้ ไม่เป็นไร กรธ.จะแก้ถ้อยคำเดิมออกไปก่อน ส่วนคำใหม่จะเป็นอย่างไรต้องจุดไข่ปลาไปก่อน ถือว่าไม่ผิดหลักกฎหมาย ตอนนี้รัฐบาลมีเวลาถึงวันที่ 9 พ.ย. ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องนำเรื่องนี้เข้า ครม.ก่อนหรือไม่ หากรัฐบาลส่งหนังสือมาเมื่อใด กรธ.ก็สามารถส่งกลับเย็นวันนั้นได้

3.ป.ป.ช.ขนหลักฐาน 8 ลัง ฟ้อง “ยงยุทธ” อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต่อศาลอาญาแล้ว คดีฮุบที่ธรณีสงฆ์แปลงเป็นสนามกอล์ฟอัลไพน์!

(ซ้าย) ป.ป.ช.ขนหลักฐาน 8 ลัง ยื่นฟ้องนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตรองปลัดมหาดไทยและอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต่อศาลอาญา คดีฮุบที่ธรณีสงฆ์แปลงเป็นสนามกอล์ฟอัลไพน์
เมื่อวันที่ 26 ต.ค. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้นำหลักฐานพยานเอกสารจำนวน 8 ลัง ไปยื่นฟ้องนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นจำเลยต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

คดีนี้ ป.ป.ช.ลงมติด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง เมื่อเดือน มิ.ย.2555 ชี้มูลความผิดกล่าวหานายยงยุทธเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ปี 2544 กรณีการจดทะเบียนโอนมรดกและโอนสิทธิขายที่ธรณีสงฆ์ของที่ดินวัดธรรมามิการามวรวิหาร จ.ปทุมธานี จำนวน 732 ไร่โดยมิชอบ ซึ่งกรณีของนายยงยุทธเป็นการพิจารณาต่อเนื่องจากที่ ป.ป.ช.เคยชี้มูลความผิดนายเสนาะ เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยนายยงยุทธได้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่ได้ยกเลิกโฉนดที่แบ่งแยกและเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดก ระหว่างมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ผู้จัดการมรดก กับมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ผู้รับโอน และระหว่างมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ที่ขายที่ดินให้กับบริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด และบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ผู้ซื้อ อันเป็นการโอนที่ธรณีสงฆ์โดยมิชอบ

ทั้งนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิจารณาคำฟ้องแล้วประทับรับฟ้อง พร้อมทั้งสอบคำให้การจำเลย ขณะที่นายยงยุทธ แถลงให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ จากนั้นนายยงยุทธ ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดเพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย โดยตีราคาประกัน 200,000 บาท โดยศาลได้กำหนดเงื่อนไขในการประกันตัวโดยห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

อนึ่ง คดีนี้เกิดจากกรณีที่ ป.ป.ช.กล่าวหานายเสนาะ เทียนทอง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน จ.ปทุมธานี สาขาธัญบุรี ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต กรณีจดทะเบียนโอนมรดก และโอนขายที่ธรณีสงฆ์ของวัดธรรมิการามวรวิหารโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ละเว้นไม่ดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว โดยนายเสนาะสั่งการไม่อนุญาตให้วัดธรรมิการามวรวิหารได้มาซึ่งที่ดินทั้งสองแปลงที่นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดธรรมิการามวรวิหาร ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. 2512

ต่อมา วันที่ 21 ส.ค.2533 ผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนเปลี่ยนผู้จัดการมรดกและขายที่ดินนั้นให้แก่บริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด และบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ในราคา 142 ล้านบาท จากนั้น บริษัททั้งสองได้จดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อการชำระหนี้ไว้กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนชาติ จำกัด เป็นเงิน 220 ล้านบาท และจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองอีก 70 ล้านบาท ภายหลังบริษัทได้ไถ่ถอนจำนองและรังวัดแบ่งขายให้บุคคลอื่น

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับที่ดินบริเวณสนามกอล์ฟอัลไพน์ เมื่อปี 2541 ได้โอนขายหุ้นให้นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ภรรยานายทักษิณ ชินวัตร จำนวน 10 หุ้น นายชัยวัฒน์ เชียงพฤกษ์ กับ น.ส.บุญชู เหรียญประดับ คนละกว่า 24.98 ล้านหุ้น และนายวิชัย ช่างเหล็ก ซึ่งเป็นคนงาน คนขับรถในครอบครัวของนายทักษิณ ชินวัตร อีกกว่า 24.98 ล้านหุ้น ต่อมา บุคคลทั้งสามโอนขายหุ้นให้คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยานายทักษิณ และบุตรสาว 2 คน

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาเมื่อวันที่ 4 ก.พ.2553 มีมติว่า ที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดธรรมิการามวรวิหาร ผู้รับพินัยกรรมโดยผลของกฎหมายทันที โดยไม่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์หรือรับมรดก หรือเข้าครอบครองที่ดินมรดก จึงตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ตั้งแต่วันที่นางเนื่อมถึงแก่กรรม การจดทะเบียนโอนขายที่ธรณีสงฆ์จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของนายเสนาะที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้วัดได้มาซึ่งที่ดินมรดกทั้งสองแปลง จึงเป็นคำสั่งที่มิชอบ แต่ความผิดตามมาตรา 157 ขาดอายุความแล้ว ทางอัยการสูงสุดเห็นว่า พยานหลักฐานไม่สมบูรณ์ จึงตั้งคณะทำงานร่วม แล้วอัยการสูงสุดมีความเห็นว่า คดีขาดอายุความ ไม่เห็นชอบในการฟ้องคดีต่อศาล ป.ป.ช.จึงฟ้องคดีนายเสนาะต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ศาลได้พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากไม่ได้จำเลยไปศาลภายในกำหนดอายุความ ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐคนอื่นๆ คดีได้ขาดอายุความไปก่อนแล้ว

สำหรับกรณีของนายยงยุทธที่เพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ให้ยกเลิกโฉนดที่แบ่งแยกออกมาจากโฉนดที่ดินเลขที่ 20 และ 1446 ป.ป.ช.มีมติให้แยกเรื่องออกมาและมอบหมายให้คณะอนุกรรมการไต่สวนชุดเดิมดำเนินการต่อไป ซึ่งจากการไต่สวนพบว่า อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งลงวันที่ 20 ธ.ค.2544 ให้ยกเลิกโฉนดที่แบ่งแยกและเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนมรดก ระหว่างมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ผู้จัดการมรดก ผู้โอน กับมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ผู้ขาย กับบริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด และบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ผู้ซื้อ แต่ผู้มีส่วนได้เสียได้อุทธรณ์ จากนั้นกรมที่ดินมีคำสั่งยกอุทธรณ์ แล้วจึงส่งคำอุทธรณ์ไปยังปลัดกระทรวงมหาดไทย

ต่อมา นายยงยุทธเห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นกฎหมายพิเศษ ยกเว้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น การได้มาของที่ดินวัด จึงต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี เมื่อปรากฏว่า รัฐมนตรีสั่งไม่อนุญาตให้วัดได้มาซึ่งที่ดินมรดกนี้ วัดจึงยังไม่ได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าว จึงสั่งเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน

รายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การโอนที่ธรณีสงฆ์ ต้องกระทำโดยออกเป็น พ.ร.บ.ตามมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่า มติ ครม.เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2482 บังคับให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับ ทุกหน่วยงาน ต้องปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา การที่นายยงยุทธมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ปฏิบัติตาม จึงเป็นการกระทำอันมิชอบ เพราะหากนายยงยุทธไม่ต้องการปฏิบัติตามหรือไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ควรเสนอเรื่องให้ ครม.พิจารณา มิใช่ตัดสินใจยกเลิกคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินด้วยตนเอง

4.ทนายยื่นศาลขอประกัน “จตุพร” ใหม่ หลังนอนคุก 15 วันเพราะถูกถอนประกัน ด้านศาลยกคำร้อง เหตุยังไม่มีพฤติการณ์ให้เปลี่ยนแปลงคำสั่ง!

 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.
เมื่อวันที่ 25 ต.ค. นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) จำเลยที่ 2 ในคดีที่อัยการฝ่ายคดีพิเศษยื่นฟ้องในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ซึ่งศาลอาญามีคำสั่งเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากทำผิดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราว ได้เข้ายื่นคำร้องเพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราวนายจตุพรต่อศาลอาญาอีกครั้ง

นายวิญญัติกล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการยื่นคำร้องครั้งแรกหลังจากที่นายจตุพรถูกเพิกถอนการประกัน โดยคำร้องที่ยื่นระบุเหตุผลว่า ศาลได้เพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นเวลา 15 วันแล้ว เป็นระยะเวลาที่เหมาะสม และนายจตุพรก็ได้ยอมรับถึงผลที่เกิดขึ้น มีการรับโทษไปแล้ว และหากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก จึงขอความเมตตาต่อศาล

ด้านศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ก่อนหน้านี้ศาลเคยมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ โดยกำหนดเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวตามคำสั่งในรายงานลงวันที่ 22 ส.ค. 2555 และวันที่ 30 พ.ย. 2555 แล้ว ต่อมา นายจตุพร จำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่า ได้พูดออกรายการโทรทัศน์และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างๆ ตามที่โจทก์ร้องขอให้เพิกถอนประกันจริง ศาลพิจารณาแล้วการกระทำดังกล่าวเป็นการผิดเงื่อนไขตามที่ศาลกำหนดไว้ แม้บุคคลที่อาจได้รับความเสียหายมิได้ใช้สิทธิฟ้องร้องหรือยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเพิกถอนประกันก็ตาม แต่ก็ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะร้องขอถอนประกัน และศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนประกันได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปล่อยตัวชั่วคราว และศาลเพิ่งมีคำสั่งเพิกถอนประกันจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา และขณะนี้ยังไม่มีพฤติการณ์ใดที่จะทำให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่เพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 2 ยกคำร้อง

ขณะที่นายวิญญัติ ทนายความนายจตุพรกล่าวหลังศาลยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวนายจตุพรว่า หลังจากนี้จะพิจารณายื่นประกันใหม่อีกครั้ง ส่วนจะใช้เวลานานเท่าไหร่ยังบอกไม่ได้ เพราะการที่จะยื่นคำร้องอีกครั้ง จะต้องดูเหตุเพื่อให้มีผลเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้ อย่างในคำสั่งของศาลก็ระบุว่า เพิ่งมีคำสั่งถอนประกันนายจตุพรเมื่อวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา ช่วงระยะเวลาจึงอาจจะต้องมีความเหมาะสมมากกว่านี้

5.สนช.นัดลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอน “นริศร-อุดมเดช” 2 อดีต ส.ส.เพื่อไทย กรณีเสียบบัตรแทนกัน-สลับร่าง รธน.4 พ.ย.นี้!

(ซ้าย) นายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย (ขวา) นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย
เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ได้มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อดำเนินการกระบวนการถอดถอนนายนริศร ทองธิราช อดีต ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย และนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ออกจากตำแหน่ง ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นขั้นตอนการซักถามของคณะกรรมาธิการซักถาม เริ่มจากกรณีของนายนริศร ที่ใช้บัตรลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนนแทนบุคคลอื่น ซึ่งที่ประชุมได้มีการเปิดคลิปบันทึกภาพการเสียบบัตรลงคะแนนของนายนริศร ที่ใช้บัตรลงคะแนนถึง 3 ใบ ในการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 10-11 ก.ย. 2556

โดย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ตัวแทนฝ่าย ป.ป.ช. ตอบคำถามกรรมาธิการว่า ได้มีการตรวจสอบคลิปทั้งหมดเป็นของจริงไม่มีการตัดต่อ และจากการสอบถามเจ้าหน้าที่สภาฯ พบว่านายนริศร มีบัตรลงคะแนนเพียงใบเดียว ไม่มีการออกบัตรสำรอง ดังนั้นแสดงว่านายนริศรใช้บัตรลงคะแนนเกิน 1 ใบ ซึ่งกำลังตรวจสอบอยู่ว่าอีก 2 ใบที่เหลือเป็นบัตรของใคร เพื่อจะได้จะดำเนินการต่อไป ส่วนการลงโทษทางคดีอาญานั้น ถือว่านายนริศรมีความผิดตามมาตรา 123 และ123/1 ของกฎหมาย ป.ป.ช. เป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อให้คนอื่นได้ประโยชน์ ทั้งนี้ ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องไปยังอัยการ เพื่อให้ดำเนินการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดำเนินการต่อไป ซึ่งบทลงโทษคือ จำคุก 1-10 ปี รวมทั้งปรับด้วย

ด้านนายนริศร ได้ยืนยันว่า ภาพในคลิปเป็นตนจริง พร้อมยอมรับการฝากบัตรไม่ใช่เฉพาะนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร และนายคมเดช ไชยศิวามงคล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เท่านั้น แต่ยังมีมาฝากอีกหลายคน แต่ยืนยันกดบัตรใบเดียวและเป็นบัตรของตัวเองทั้งนั้น ไม่เคยเสียบบัตรให้ใคร และว่า ตนเป็นโรคประสาทชอบเสียบบัตรของตัวเองหลายใบ ไม่มีของคนอื่นเลย เพราะเป็นคนขี้ลืม โดยเฉพาะหลังจากผ่าตัดลิ้นหัวใจรั่วเมื่อปี 2554 ทำให้มือยุกยิก อยู่ไม่เป็นสุข ไม่อยู่นิ่ง ทั้งนี้ ตนเป็นคนมีเกียรติและศักดิ์ศรีในความเป็น ส.ส.จะมารับจ้างคนอื่นเสียบบัตรเพราะอะไร แต่สงสัยว่าคลิปมีการตัดต่อหรือไม่ โดยจะทำเรื่องถึงประธาน สนช.เพื่อขอคลิปไปตรวจสอบ เพราะช่างภาพไม่ยอมเปิดเผยชื่อ เป็นบุคคลนิรนามที่จะมาทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีขององค์กรนิติบัญญัติ

จากนั้น เป็นการซักถามคดีของนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กรณีสลับสับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มา ส.ว. โดยกรรมาธิการฯ ซักถาม ป.ป.ช.ว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยื่นต่อประธานสภาฯ ในวันที่ 20 ม.ค.56 กับ 27 มี.ค.56 เมื่อเทียบกันแล้วแตกต่างกันอย่างไร และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ ส.ว.ที่หมดวาระแล้วสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องเว้นวรรคหรือไม่ อีกทั้งการที่นายอุดมเดช อ้างว่า 4 สำนวนถอดถอนอดีตประธานและรองประธานรัฐสภา และสมาชิกรัฐสภา สนช.มีมติไม่ถอดถอนนำมาเทียบเคียงได้กับสำนวนนี้หรือไม่

โดย น.ส.สุภา ชี้แจงว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นายอุดมเดชเสนอฉบับแรกกับฉบับหลังมีความแตกต่างกันถึง 3 จุด คือเรื่องหลักการ เนื้อหาในมาตรา 5 และมาตรา 6 ที่เสนอแก้ไขเมาตรา 116 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 50 เข้ามาด้วย ซึ่งเป็นการแก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ ส.ว.ที่พ้นวาระสามารถสมัครรับเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค 2 ปี ชัดเจน แม้ว่าข้าราชการของรัฐสภาจะให้การว่าขั้นตอนการสลับเปลี่ยนร่างสามารถทำได้ ก่อนที่ประธานรัฐสภาจะบรรจุระเบียบวาระเพราะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ แต่เนื่องด้วยร่างที่นำมาแก้ไขมีการเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญ ป.ป.ช.เห็นว่าจะเอาเหตุเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติมาเทียบเคียงไม่ได้ ซึ่งการที่นายอุดมเดช ยกกรณีที่ สนช.ไม่ถอดถอน 4 สำนวนมากล่าวอ้าง ไม่สามารถเทียบเคียงได้ เพราะกรณีของนายอุดมเดชเป็นความผิดเฉพาะตัว เพราะนำร่างที่มีหลักการเปลี่ยนแปลงมาสลับโดยที่ไม่มีสมาชิกรัฐสภารับรองเลยแม้แต่คนเดียว

จากนั้น กรรมาธิการซักถามนายอุดมเดชว่า การแก้ไข้รัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่อดีต ส.ว.ที่กำลังจะพ้นวาระหรือไม่ เหตุใดร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.ที่ยื่นต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 56 จึงมีสาระสำคัญไม่ตรงกับสำเนาที่แจกในการประชุมร่วมรัฐสภาถึง 3 จุด ทั้งๆ ที่ตัวเลขรับเดียวกัน และเหตุใดถึงไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยนำฉบับแก้ไขไปให้สมาชิกรับรองใหม่

ด้านนายอุดมเดชกล่าวว่า คงเป็นคำถามที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ยืนยันว่า ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้อดีต ส.ว. เพราะการให้โอกาสประชาชนเจ้าของอำนาจ เป็นการเพิ่มตัวเลือกในแต่ละพื้นที่ คนเก่าลงก็ไม่ได้รับเลือกตั้งโดยอัตโนมัติ อีกทั้งหลักการดังกล่าวก็ได้แถลงข่าวจนสื่อนำไปเสนอจนรับรู้ทั่วกันแล้ว แต่เมื่อมีข้อท้วงติงจากสมาชิกรัฐสภาว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เสนอไปมีข้อบกพร่องไม่เป็นไปตามที่หารือกันและที่ได้แถลงข่าวไว้ จึงเสนอร่างเข้ามาใหม่ โดยที่เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่าทำได้ เพราะตราบใดที่ประธานรัฐสภายังไม่ได้บรรจุระเบียบวาระ ถือว่ายังอยู่ในมือของสมาชิกอยู่ ยังแก้ไขได้ ทั้งนี้ นายอุดมเดชยืนยันว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีร่างเดียว และไม่ได้ทำตามอำเภอใจหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ แต่เป็นการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ร่วมเสนอ

หลังการซักถามของคณะกรรมาธิการฯ แล้วเสร็จ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมได้นัดประชุม สนช.เพื่อรับฟังการแถลงปิดสำนวนด้วยวาจาของคู่กรณีในวันที่ 3 พ.ย.นี้ และนัดลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนนายนริศรและนายอุดมเดชในวันที่ 4 พ.ย.