xs
xsm
sm
md
lg

“แกะดำ” ที่ “โลกสวย” ที่สุดในโลก! ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

โดยขนบ “แกะดำ” รับรู้กันว่ามีความหมายในเชิงลบ และก็คงไม่มีใครใคร่พานพบการถูกขนานนามเยี่ยงนั้น แต่นั่นอาจไม่ใช่สำหรับชายผู้นี้ที่ยืนหยัดผ่านกระแสวันเวลามายาวนานมากกว่า 80 ปี “ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์” ผู้ยินดีกับคำเรียกขานว่า “แกะดำ” เพียงแต่เป็น “แกะดำโลกสวย”!

คงไม่จำเป็นต้องเกริ่นกล่าวเล่าบอกอันใดให้มากความเกี่ยวกับภูมิหลังที่มาของชายผู้นี้ ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทุกหย่อมย่านบ้านบาง จากบทบาทที่โด่งดังระดับประเทศ เก้าอี้ประธานรัฐสภาก็นั่งมาแล้ว ตำแหน่งรัฐมนตรีก็เป็นมาแล้วหลายกระทรวง นั่นยังไม่นับรวมการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญอย่างช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 อันกลายเป็นที่มาของฉายาที่เรียกด้วยยกย่องว่า “วีรบุรุษประชาธิปไตย” ขณะที่การทำหน้าที่ในกรมประปานครหลวง เมื่อปลายทศวรรษ 2520 ก็นับเป็นเกียรติประวัติแห่งชีวิตที่ติดตัวมาจนทุกวันนี้

สารภาพตามสัตย์จริง... ตัวหนังสือทุกบรรทัดถัดจากนี้ เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ ในชีวิตอันยาวนาน เมื่อเทียบกับเรื่องราวตั้งแต่เด็ก จวบจนปัจจุบันที่ได้รับการบันทึกไว้ในหนังสือชีวประวัติ “อาทิตย์ อุไรรัตน์ แกะดำโลกสวย” กระนั้นก็ตาม ยังมีความเชื่ออยู่ว่า การได้สนทนากับใครบางคน แม้เพียงน้อยนิด ก็อาจสะกิดสะเกาเหลาความคิดจิตใจของผู้ได้ยินได้ฟังให้แหลมคมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคิดถึงว่า บุคคลที่กำลังสนทนาด้วยนั้นคือ คนสำคัญระดับประเทศ!

O “แกะดำโลกสวย”
ไม่ใช่คนขวางโลก

บนปกหนังสือซึ่งวางอยู่เบื้องหน้า ถ้อยคำ “แกะดำ” รองไว้ในตำแหน่งใต้ชื่อ เฉกเช่นเชิงอรรถ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ผู้เป็นเจ้าของเรื่องราว เรากล่าวถาม.. “แกะดำ” นามนี้มีที่มาอย่างไร...

“แกะดำ ก็หมายความว่า คิดไม่เหมือนเพื่อน ทำไม่เหมือนเพื่อน แปลกจากเพื่อนเขาอยู่เรื่อย คนอื่นเขาเป็นแกะขาว เราก็เป็นแกะดำ โลกสวยก็คือว่า คิดอยู่แต่ว่าโลกมันสวย ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกอย่างโอเค คือมองในแง่ดี แก้ได้ ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร จริง ๆ มันอาจจะมองเป็นแกะขาวในหมู่แกะดำด้วยซ้ำ แต่เราว่าไม่เป็นไร ให้คนอื่นเขาได้เป็นแกะขาวไปแล้วกัน”

“ผมไม่ใช่คนขวางโลกนะ” ดร.อาทิตย์ เน้นเสียงหนักแน่น
“แต่ก็ไม่ได้ยึดเอาความคิดความเห็นของคนอื่น เพราะถ้าเผื่อคนอื่นมันคิดไม่ถูกต้อง ตามความเห็นผมนะว่าไม่ถูกต้อง ผมก็ไม่ทำตาม นั่นก็อาจจะเป็นที่มาอีกอย่างหนึ่งของคำว่าแกะดำ”

จากประวัติการณ์หลากหลายในชีวิต อันสะท้อนความคิดแบบแกะดำ สิ่งที่ ดร.อาทิตย์ เน้นย้ำเป็นเรื่องเป้าหมาย คิดได้ไตร่ตรองเรียบร้อย มองประโยชน์เสร็จสรรพ ที่เหลือจากนั้น มิต้องพะวงใด

“เราไม่เคยคิดตรงนั้นเลย”... ดร.อาทิตย์ หมายความถึงไม่กริ่งเกรงภาวะโดดเดี่ยว จากการคิดแตกต่างจากคนอื่น

“แต่เราจะคิดว่าเรากำลังทำอะไร ตรงนี้เป็นหลัก เราจะทำอะไร เพื่อเป้าหมายอะไร วัตถุประสงค์อะไร เพื่อใคร ก็คงต้องทำ มันจะเกิดอะไร ก็ต้องเกิด ถ้าเราไม่ทำ ก็เท่ากับว่าเราทรยศต่อวิจารณญาณ ต่อดุลพินิจ ต่อความคิดของเราที่ว่า นั่นมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ดีที่สุด เป็นประโยชน์ที่สุด ต่อส่วนรวม ต่อสังคม ไม่ได้ยึดผลประโยชน์ของใคร แต่ยึดผลประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก

“เราคิดถึงเป้าหมายของงาน ของสิ่งที่เราจะทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม แล้วก็ยึดตรงนั้น ถ้าเราไปยึดตรงอื่น ก็อาจจะเสียงานได้ เราต้องยึดตรงนั้นไว้และทำให้สำเร็จ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม”

กล่าวถึงตรงนี้ ดร.อาทิตย์ เว้นวรรคให้ความว่าง พลางนึกย้อนเรื่องราวซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญมากครั้งหนึ่งที่ยืนยันถึงตัวตนของคนลักษณะแกะดำ

“ผมเคยเป็นนักการเมืองพรรคเสรีธรรม ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในสภา และโดยธรรมเนียมของฝ่ายค้าน ก็ต้องโหวตค้านรัฐบาล รัฐบาลจะว่าอะไรดีอย่างไร ไม่รู้ ฝ่ายค้านต้องค้านหัวชนฝา แต่ผมไม่เห็นด้วยไง ผมก็เป็นพรรคเดียวที่โหวตให้รัฐบาล พรรคอื่น ๆ เขาก็ไม่ชอบผม

“คือ ตอนนั้น พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหลายคน ทั้ง คุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ทั้งบิ๊กจิ๋วด้วย ในช่วงนั้น บิ๊กจิ๋ว (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) เป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ก็ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยพรรคฝ่ายค้าน แต่ผมไม่เห็นด้วย คือ ไม่คิดว่าแนวทางปฏิบัติในสภาของพรรคมันถูกต้อง โหวตกันมา ไม่รู้เรื่องนะ เขาสั่งให้ยกมือก็ยก ให้ค้านก็ค้าน ไม่ได้ฟังเลยว่าเรื่องอะไร มันดูไร้สาระในความคิดผม

“แล้วมีหนหนึ่ง...” ดร.อาทิตย์ ชะลอถ้อยคำไว้ครู่หนึ่ง จึงกล่าว
“เราจะต้องค้านหรือสนับสนุนรัฐบาลนี่แหละ ผมจำได้ไม่ชัด แต่ครั้งนั้น ผมไม่ได้โหวตให้ฝ่ายค้านอยู่คนเดียว คนอื่นโหวตกันหมดทุกคน เขาก็... ใครวะ ตามหากันใหญ่เลย (หัวเราะ) เสียงมันหายไปหนึ่งเสียง

“เนี่ย... มันคือความไร้สาระของการเมืองไทย จะว่าผมเป็นแกะดำก็อย่างนี้ ผมว่ามันไร้สาระ ทำอะไรต้องมีเหตุมีผล ไม่ใช่ว่าอยู่ก๊วนไหนพวกไหน ก็ว่าไปตามพวก ไม่เข้าท่า

“ผมเบื่อการเมืองนะ แต่ผมก็คิดว่าการเมืองเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่พอไปอยู่ในการเมืองจริง ๆ มันเสียเวลา ไร้สาระมากเลย นั่งประชุมทั้งวันตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงคืน ไม่รู้เรื่องอะไร ทะเลาะกัน เถียงกันเรื่องขี้หมา ใช่ไหม นี่คือความรู้สึกของผม อย่างนี้เป็นแกะดำไหม ก็เป็น”

O “ความสำเร็จ”
ของ “นักล้มเหลว”

จากหน้าปก เราพลิกกระดาษไปทีละหน้า เรื่องราวตั้งแต่วัยเยาว์จนเติบโต ผ่านการเรียงร้อยโดยวันเวลา กระทั่งก้าวเข้ามาสู่การเป็น ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ในหลากหลายบทบาทหน้าที่ และในขณะก่อนจะสนทนาในสาระต่อไป ในใจเราคิดถึงถ้อยคำบางคำของ ดร.อาทิตย์ อันน่าจะตอกย้ำตัวตนและความคิดของผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยรังสิตผู้นี้ได้อย่างตรงไปตรงมา

“ไม่สำคัญว่าเราจะล้มกี่ครั้ง
แต่สำคัญว่าเราจะลุกขึ้นมา
จากความล้มเหลวได้ทุกครั้งหรือไม่ และอย่างไร”...

• จากเรื่องราวตั้งแต่เด็กจนโตที่ท่านบอกกล่าวเล่าไว้ในหนังสือเล่มนี้ อยากเรียนถามว่าท่านชอบชีวิตช่วงไหนของท่านมากที่สุดครับ และเพราะอะไร

ไม่มีช่วงไหนที่ชอบมากหรือชอบน้อย แต่ถ้าชอบจริง ๆ ก็ช่วงนี้ล่ะ คือ มันหมดงานแล้ว เพราะช่วงทำงาน ตั้งแต่เล็กจนโตมันก็เหมือนๆ กัน คือลำบากมาตลอด ไม่มีช่วงไหนที่เรียกว่ามีความสุขอะไรมากมาย อย่างช่วงเด็ก ๆ ผมก็ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ตั้งแต่ ม.1 ผมเข้ามาเป็นนักเรียนประจำในกรุงเทพฯ จากนั้นก็ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ไม่มีความสุข ไปเรียนหนังสือ ตังค์ก็ไม่ค่อยมี แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ตาม จะทำอะไรแต่ละอย่าง ไม่มีตังค์ ก็วิ่งหาตังค์อยู่ (หัวเราะ)

• ท่านเป็นคนที่ทะเยอทะยานหรือเปล่าครับ กับการทำแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง

ไม่น่าจะใช้คำว่าทะเยอทะยานนะ แต่คล้าย ๆ ว่าทำแล้วอยากทำให้มันดี เราคิดว่าเราอยากจะทำอย่างนี้ อย่างเรื่องอาคารศาลาดนตรี (ศาลาดนตรีสุริยเทพ ม.รังสิต) ถามว่าทำไมถึงสร้าง ทำไมมหาวิทยาลัยต้องไปสร้างศาลาดนตรี ถ้าเราบอกว่าเรียนดนตรีเป็นอาชีพได้ คนไทยจะบอกว่าเต้นกินรำกิน ไม่มีใครสนับสนุน แต่สำหรับเรามองว่ามันมีประโยชน์ ดนตรีมีคุณค่าหลายอย่าง แม้แต่จะปฏิวัติก็ต้องใช้ดนตรี บางทีพูดกันแทบตาย ไม่มีความรู้สึก ยังจะฆ่ากันเลย แต่ใช้ดนตรีหน่อยเดียว ร้องไห้ได้ อย่างนี้ ก็มีคุณค่ามีประโยชน์หลายอย่าง

บางคนพูดว่าจะมาสร้างใหญ่โตอย่างนี้ทำไม เอาแค่มีที่สีซอหน่อย ก็พอแล้ว ทำไมจะต้องมีเวทีคอนเสิร์ตที่ดีที่สุด แต่เราคิดว่าจะทำอะไร เราก็จะทำให้ดีที่สุด เด็กเขาก็จะได้สิ่งที่ดีที่สุด ได้แสดงในที่ที่ดีที่สุด ซึ่งบางที มันมองไม่ค่อยเห็นผลลัพธ์ในแง่ของเงินหรือรายได้เท่าไหร่หรอก ทำเสร็จแล้วก็เห็นไหมล่ะ ยังไม่คืนทุน แต่ไม่ถึงกับมีปัญหา มันก็ค่อย ๆ ไปได้

อย่างการตั้งคณะแพทยศาสตร์ คนค้านว่าแพง ลงทุนไม่ได้เรื่อง อย่างนั้นอย่างโน้น แต่เราก็ต้องทำ เพราะประเทศเราขาดแคลน ไม่ทำแล้วใครจะทำ พยาบาลขาดแคลน เป็นปัญหา เมื่อไหร่มันจะจบสักที การศึกษาไม่ดี ครูไม่ดี ทำไมไม่ทำให้มันดีๆ พยาบาลยังขาดแคลนอยู่เยอะ ทำไมไม่ผลิตล่ะ จะได้แก้ปัญหาให้จบ เราคิดอย่างนี้ ถึงอย่างไรก็ต้องทำ

• ในหน้าฉากของตัวตน ทุกคนทราบว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญซึ่งสำเร็จในการสร้างคุณูปการหลายอย่างแก่สังคม แต่เหตุใด ท่านจึงเรียกขานตนเองว่าเป็น “นักล้มเหลว”

คืออย่างนี้ ในชีวิตผม ผมรู้สึกว่าผมไม่เคยทำอะไร หรือเวลาอยากทำอะไร อยากจะเป็นอะไรแล้วสำเร็จแบบที่อยากจะทำสักอย่างเดียว ก็ตั้งแต่เริ่มต้นว่าอยากจะเป็นนักการทูต ไปเรียนทูต แต่ก็ไม่ได้เป็นนักการทูต อยากกลับมาแล้วรับราชการ ก็ไม่ได้เป็น ถูกฉุดกระชากลากถูเข้าไปเล่นการเมือง แล้วอยู่ดี ๆ เขาก็ให้ไปทำงานประปา (เป็นกรรมการการประปานครหลวง ในปี พ.ศ. 2526 เป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงกิจการ การประปานครหลวง และเป็นผู้ว่าการการประปานครหลวง ในปี พ.ศ. 2527) ซึ่งผมไม่เคยชอบเลย มาเสนอให้ไปทำ ยังไม่ชอบเลย กรมประปา ไปทำอะไร ก็ไม่อยากไป

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ตอนไปทำโรงพยาบาล (พญาไท) ก็ไม่ได้อยากทำ แต่ที่ทำเพราะพ่อของผมท่านคิดอยากจะทำ เริ่มต้นจากลูกเพื่อนป่วยแล้วหาโรงพยาบาลไม่ได้ วิ่งไปโน่นวิ่งไปนั่น ก็เลยมีความคิดว่าอยากจะสร้างโรงพยาบาลให้คนได้มีที่รักษา ผมก็ไปช่วยบริหาร เพราะเราก็ออกมาจากงานแล้ว ก็ไปทำจนสำเร็จ จากนั้นก็ไปลงเลือกตั้ง ส.ส. ก็แพ้ ไปลงผู้ว่าฯ กทม. ก็แพ้ เขาลากไปลงผู้แทนฉะเชิงเทราก็ไป และที่ไปก็เพราะว่าตอนนั้นเป็นเลขาพรรคชาติประชาธิปไตย (พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นทั้งหัวหน้าพรรค) แล้วหัวหน้าพรรคจะลากไปลงจังหวัดร้อยเอ็ดด้วย ขณะที่ลูกทีมพรรคที่อยู่ฉะเชิงเทราก็บอกว่าถ้าผมไม่ไปลงฉะเชิงเทราด้วย เขาจะย้ายพรรค ก็ทำไงล่ะกู (ยิ้ม) ก็ต้องไปลงกับเขาที่ฉะเชิงเทรา ขนาดเดินทางไป ยังไปไม่ถูกเลย หลงทาง และสุดท้ายก็สอบตก (หัวเราะ)

กลับมาจากตรงนั้น ก็โดนเขาลากไปอยู่ประปา ก่อนออกจากประปา ลงผู้ว่าฯ กทม. พลเอกประมาณ อดิเรกสาร ก็อยากจะได้ตัวผมไปอยู่พรรคชาติไทย เขาเพิ่งตั้งสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้นมา เลขาฯ คนแรกจะหมดวาระและจะเกษียณปีนั้น ก็ไม่มีคนจะมาเป็นต่อ ก็เอาผมกลับไปเป็นรองเลขาฯ ก่อน เพื่อจะให้เป็นเลขาฯ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สื่อก็ว่าผมเป็นนักการเมืองชักเข้าชักออก ไม่มีอุดมการณ์ แล้วพอดีมีเลือกตั้ง ส.ส. กทม. ครั้งที่ 2 ปี 2519 ผมก็เลยตัดสินใจออกมาลงเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้รับเลือก เพราะคนเขาดูถูก หาว่าเราอยากจะได้ตำแหน่ง ทั้งที่จริงๆ ผมไม่ได้อยากได้ ไม่รู้ว่าชีวิตเรามันเป็นอะไร ระเหเร่ร่อนไปเรื่อย

• มองย้อนกลับไปในวันเวลาเหล่านั้น ท่านมีความเสียดายหรือเสียใจหรือไม่ครับ กับการที่ทำอะไรก็ดูจะไม่ประสบความสำเร็จในหลาย ๆ เรื่อง

ไม่ครับ (ตอบเร็ว) ก็รู้ล่ะว่ามันไม่สำเร็จอย่างที่เราตั้งใจหรือคิดไว้ตั้งแต่แรก แต่ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ทำให้มันดีที่สุด ใช่ไหม เข้าไปทำประปา ก็เข้าไปทำให้ดีที่สุด แล้วผมก็ภูมิใจว่า เหมือนได้ชุบชีวิตของคนทำงานประปา ซึ่งตอนนั้น มันก็เป็นอย่างที่เขียนเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า โห... มันเป็นงานต่ำต้อยชนิดที่ว่า... คนงานเขาก็พูดนะ ถ้าเกิดถามเขาว่าทำงานที่ไหน เขาจะไม่กล้าบอก เขาอาย มันไม่มีศักดิ์ศรีอะไรอยู่ในตัวเลย แต่เราก็สามารถที่จะไปชุบชีวิต ตอนแรกขาดทุนสะสมอยู่เป็นพันล้านนะ ขาดทุนทุกปี พูดง่ายๆ ว่า ดูไม่มีอนาคตเลย แล้วก็มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง เหมือนเรือจะล่ม สหภาพก็มี 4-5 สหภาพ กระชากคอกับผู้ว่าการ สมัยโน้น กระชากคอทะเลาะกัน เรียกร้องทุกอย่าง เมียคลอดลูกมีสิทธิ์ลา ผัวก็เรียกร้องจะลาด้วย เพราะว่าจะไปเลี้ยงลูก คือ มันจะทำอะไรกันก็ไม่รู้ มันอยู่กันแบบนั้น แต่เราก็ภูมิใจที่เข้าไปแล้วทุ่มเทมาก ชุบชีวิตจนได้กำไร พนักงานจากที่ไม่เคยได้โบนัสมานาน 18 ปี เขาก็ได้

เราเองก็ภูมิใจ เพราะช่วงนั้นทุ่มเทมาก เรารู้ว่าชีวิตของพนักงานที่นั่น เป็นคนที่ใครก็เกลียด ท่อก็แตกทุกวันทุกที่ ใช่ไหม ต้องซ่อมกัน คนงานก็นุ่งผ้าขาวม้าลงไปขุดท่อ ซ่อมกันตามถนน คนมันก็มาด่า หยุดรถจอดเปิดกระจกลงมาถามว่า “เจอหรือยัง กระดูกพ่อมึงน่ะ ขุดอยู่ได้” อย่างนี้เป็นต้น คือ ชีวิตของเขาเป็นอย่างนั้น บางคนเข้ามาทำงานแรกๆ ก็ไม่เมา พอมันลงไปแช่น้ำทุกคืน ๆ ไอ้รุ่นพี่บอก “เอาสักกรึ๊บสิน้อง จะได้ไม่หนาว” ก็กรึ๊บจนกระทั่งกลายเป็นขี้เมาไปเลย (ยิ้ม)

ผมเข้าไป มีการประชุม 6 พันคนที่ดินแดง เป็นการประชุมที่มีคนเข้าร่วมเยอะที่สุด ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เราก็ได้พูดชี้ทางให้เขา แต่ตอนนั้น คนเมาแอ๋กลางที่ประชุมเลย หน้าเวที สนุกสนานกันใหญ่ จนกระทั่งผมออกไปเยี่ยมเขาทุกคืนที่เขาซ่อมท่อ ขนมนมเนยอะไรเอย เอาไปฝากให้เขากิน เป็นการแสดงความขอบใจที่เขาทำงาน นอกจากนั้น เรายังคัดเลือกพวกซ่อมท่อดีเด่นส่งไปสิงคโปร์ ซึ่งคนระดับนี้ในตอนนั้นไม่เคยฝันว่าจะได้ขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศ ไปสิงคโปร์กลับมา เขาก็ภูมิใจ ได้เป็นพนักงานดีเด่น

• ทั้งหมดนี้คิดว่า เป็นเพราะวิธีคิดแบบแกะดำด้วยไหมครับ

ครับ ในท้ายที่สุด ทุกคนก็ภูมิใจที่ได้ทำงานประปา (ยิ้ม)

O “อาทิตย์” มิสิ้นแสง
แห่งหวัง พลังใจ

ตลอดวันเวลาอันยาวนานกว่า 8 ทศวรรษ ผ่านพบเรื่องราวมากหลาย พอ ๆ กับบทบาทที่ได้รับ ชีวิตมีชื่นมีช้ำตามวิถีธรรมดาแห่งโลก แต่เมื่อสอบสวนลงไปในความนึกคิดของคนผู้นี้ กลับมีสิ่งซึ่งทำให้เราประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะผ่านกี่สิบกี่ร้อยเรื่อง แต่แสงเรือง ๆ ของอาทิตย์ดวงนี้ยังคงแจ่มจรัส ส่องสว่างเสมอมา ให้ความหวังเสมอมา ดุจดั่งฉายานาม

“ไม่เป็นไรลูก” ... ดร.อาทิตย์ เล่าไว้ในบางหน้ากระดาษ ถึงตอนที่พ่อจะเปลี่ยนชื่อให้จาก “ศฤงคาร” ชื่อเดิม มาเป็น “อาทิตย์” เช่นทุกวันนี้

ตอนนั้น ดร.อาทิตย์ ในวัย 7 - 8 ขวบ ก็ร้องไห้ประสาวัยเยาว์ ขณะที่พ่อปลอบโยน
.. “ไม่เป็นไรลูก อย่าร้องไห้ ชื่อ อาทิตย์ แปลว่า The Great Sun เชียวนะ” ..

จะว่าไป นับเป็นการตัดสินใจที่ดีงามถูกต้องของผู้เป็นพ่อ เพราะในเวลาต่อมาอีกหลายสิบปี ชีวิตของ “เด็กชายอาทิตย์” ก็ไม่เคยสิ้นแสง เป็นพลัง เป็นเรี่ยวแรง เป็นแสงสว่าง ไม่สิ้นสูญ...

• เรียนถามเป็นความรู้ครับ ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจความรับผิดชอบที่แบกรับ ท่านมีความสุขกับการทำอะไรมากที่สุด เช่น การเดินทาง อ่านหนังสือ หรือดูหนัง อันเป็นทางผ่อนคลายของชีวิต

เมื่อก่อนอ่านหนังสือเยอะครับ ก็เกี่ยวกับเรื่องของการบ้านการเมืองเป็นส่วนใหญ่ แต่ตอนนี้ลดลง เพราะสายตาก็ไม่ค่อยดีแล้ว จะใช้วิธีการฟังมากกว่า แต่ว่ายังสนใจเรื่องทุกเรื่องที่เกี่ยวกับนวัตกรรมของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกษตร เรื่องอะไรต่ออะไรต่าง ๆ ก็สนใจ บันเทิงก็สนใจ การเดินทางก็ไม่ค่อยได้ไปไหนบ่อย เพราะก็อย่างว่า ไปไหนก็ลำบาก

• มีหนังสือสักเล่มไหมครับที่อยากให้คนไทยได้อ่าน

อันนี้ผมไม่รู้

• “แกะดำโลกสวย” ไหมครับ

(ยิ้ม) อันนี้เขาเขียน และไม่ใช่ว่าเป็นประวัติที่จะไปอวดว่าตัวเองเก่งกล้าอะไร แต่เป็นบทเรียน เป็นแรงบันดาลใจให้สู้กับชีวิต แม้ว่าจะล้มเหลวผิดหวังตลอด ก็น่าจะได้ประโยชน์ในแง่ที่ทำให้ไม่ไปท้อแท้กับโลก อย่าไปท้อแท้กับโลก อย่าไปสิ้นหวัง อย่าไปอะไรมากมาย ไม่ต้องไปฆ่าไปแกงอะไรกัน

• “อย่าไปท้อแท้กับโลก” คำนี้มีความหมายมากครับ ทีนี้ อยากทราบความเห็นของท่านเกี่ยวกับสังคมปัจจุบัน เพราะเท่าที่เห็น ผู้ใหญ่หลายท่านมักจะมองปัจจุบันด้วยสายตาท้อแท้ไร้หวัง สำหรับท่านมองอย่างไรครับ

ก็ไม่ไร้หวัง... ไม่ไร้ความหวังนะครับ ก็ยังหวัง และหวังว่าจะทำได้ในทุกเรื่อง ผมอยากจะยกตัวอย่างสักเรื่องซึ่งผมไม่ได้เล่าไว้ในหนังสือแกะดำโลกสวยนะครับ คือเมื่อก่อน คุณทักษิณ ชินวัตร สนิทกับผมมากนะ เมื่อตอนที่ผมอยู่ประปา เขาตั้งบริษัทค้าขายคอมพิวเตอร์แล้วเขาก็ไปเสนอให้ผม คณะกรรมการพิจารณาแล้วก็ไปเช่าจากเขา ผมนี่เป็นลูกค้าที่ทำให้คุณทักษิณมีธุรกิจแรก เขายังมาขอบคุณผมที่ห้องทำงาน แล้วพอตอนหลัง เขาเข้าไปเล่นการเมือง ท่านมหาจำลอง (พลตรีจำลอง ศรีเมือง) เลิกเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม ก็ให้คุณเครือวัลย์ สมณะ มาชวนผมไปอยู่พรรคพลังธรรม จะให้ผมไปเป็นหัวหน้าพรรคต่อ คุยกันหนแรก ผมก็รับฟัง พอครั้งที่สองชวนไปคุยกันที่ห้องหมอเหวง และหมอสันต์ ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี (นพ.เหวง โตจิราการ / นพ.สันต์ หัตถีรัตน์) แต่พอผมเจอหมอเหวงกับหมอสันต์ ก็เลยตัดสินใจไม่เอาแล้ว คนที่มาเป็นก็คือคุณบุญชู โรจนเสถียร พอคุณบุญชูออก ทักษิณก็ขึ้นแทน

ทักษิณเข้าไปเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ผมเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข คุณทักษิณไม่มีเพื่อนในคณะรัฐมนตรีเลย พรรคประชาธิปัตย์เขาก็ไม่ค่อยเอาด้วย เขาก็มีผมนี่ล่ะคุยได้สนิท เพราะผมไม่ได้อยู่ประชาธิปัตย์ ผมอยู่เสรีธรรม แล้วหลังจากนั้น เขาก็มาคุยกับผม คุยกันที่ห้องอาหารญี่ปุ่น โรงแรม เดอะ สุโกศล (โรงแรมสยามซิตี้เก่า) นั่งคุยกันสองคน เขาบอกว่าเขาคิดจะตั้งพรรค จะขอเงินเมียสัก 5 พันล้าน เราก็งง จะเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ ผมก็... เฮ้ย แนวทางเราคงจะไปด้วยกันไม่ได้แล้ว ก็เลยแยกย้ายกันไป

จริง ๆ ผมคิดว่าเขาโอเคดี เขามีโอกาส แต่ถ้าเขาหยุดบางอย่าง ไม่ทำอะไรจนกระทั่งเลยเถิดเลวร้ายมากมายขนาดนั้น เขาจะมีโอกาสดี แต่ทำแบบนั้นแล้วเขาเหมือนกับไม่มีแผ่นดินจะอยู่ เช่นเดียวกัน ถ้า คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ทำอย่างนี้ โอ้โห เขาจะเป็นฮีโร่เลย เราอยากจะช่วย อยากจะบอก อยากจะเสนอ แต่ไม่รู้เขาคิดอย่างไร เขาไม่เชื่อใจเราหรอก

• ท่านกล่าวว่า “ถ้า คสช. ทำอย่างนี้” ขอเรียนถามว่าทำอย่างไหนครับ

ก็ทำแบบ...ทำงานเพื่องาน บริหารประเทศเพื่อประเทศ ไม่ใช่เพื่อใคร อย่ามีอะไรแอบแฝง ลับลวงพราง ซึ่งผมดูแล้วรู้สึกว่ามันลับลวงพรางหลายเรื่อง

คือเราก็หวังดีต่อเขานะ อยากจะให้เขาดี จริง ๆ มันไม่น่าจะยาก น่าจะมีทางออกที่ดี ๆ แล้วเขาก็จะดี อย่างเรื่องทูตอเมริกัน ผมก็โดนด่าเยอะนะ ทูตอเมริกันที่ออกมาพูดแล้วผมรู้สึกว่าผิด คือผิดมารยาท เขาอาจจะต้องการอย่างนั้นจริง ๆ อาจจะบีบเรา แต่เขาจะมาทำอย่างนั้นไม่ได้ ผมก็ไปคัดค้านในหลักการของผม ผมเรียนการทูตมา ผมก็บอกว่าทูตทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเวลาพูด คุณเป็นทูต คุณพูดแทนประมุข ดังนั้น จะพูดจะทำอะไรก็ต้องให้เกียรติให้ศักดิ์ศรีกัน จะใหญ่จะเล็ก จะรวยไม่รวย ก็ต้องเครารพกัน ทัดเทียมกัน มันต้องมีประเพณี มีวิถีแบบการทูต

แต่ไม่ใช่ว่าผมไปด่าประเทศอเมริกา หรือไปด่านโยบายรัฐบาลในเรื่องนั้นเรื่องนี้นะ ผมด่าแค่พฤติกรรมความประพฤติของทูต แล้วผมก็โดน ถูกหาว่าเป็นลูกน้องของ คสช. เพราะตอนนั้นคุณประยุทธ์ (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) ก็ต่อต้านอเมริกาอยู่ เพราะอเมริกาไปต่อต้านท่าน และที่ผมพูด ผมก็ไม่ได้พูดในลักษณะที่ว่าไปยุ่งอะไรกับเรื่องของเขา บางคนว่าเราต้องขอโทษอเมริกาเขาเดี๋ยวนี้ อาวุธเขาก็ช่วยเรา พุดอย่างนี้มึงแน่แค่ไหน ออกไปต่อต้านอเมริกาเขาสิ ไม่ใช่นะ ก็เอาเป็นเรื่อง ๆ ไป เราพูดเรื่องกิริยามารยาท การทำอย่างนี้เหมือนกับไม่ให้เกียรติเรา เราจะเล็กเราจะอะไร ก็ต้องให้ศักดิ์ศรีเรา ถ้าเป็นผม ผมก็ไม่ยอม ผมก็ต้องท้วงอเมริกา แต่ไม่ใช่ไปด่าลับหลัง ไม่ใช่ไปด่าว่าอเมริกาไม่ใช่พ่อใช่แม่ ไม่ใช่ไปด่าแบบนั้น

• แลความหวังทางด้านการศึกษา... ในฐานะนักการศึกษาผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย ท่านอยากเห็นการศึกษาของเมืองไทยเป็นไปในทิศทางไหนอย่างไรครับ

การศึกษาไทยต้องสร้างปัญญา ไม่ใช่ให้เรียนหนังสืออย่างเดียว คือเรียนหนังสือนี่ มันเรียนเพื่อเอาไปสอบ แต่การสร้างปัญญาหมายถึงว่าเราไม่ได้สร้างเฉพาะด้าน แต่เป็นการสร้างให้เกิดปัญญา ปัญญามันจะต้องครอบคลุมชีวิตทั้งชีวิต โลกทั้งโลก การศึกษาคือการสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดปัญญาที่จะไปสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง นั่นคือเป้าหมายหลักที่เราทำอยู่

ถ้าเราเอาแต่สอนให้เด็กท่องจำ เรียนหนังสือท่องจำเพื่อสอบ พอสอบเสร็จเขาก็ลืม จำไม่ได้หรอก เหมือนเราเรียนอะไรมา จำไม่ได้หรอก แต่สิ่งที่มันควรจะเหลืออยู่ในตัวเรา คือปัญญา เอาไปทำอะไรก็ได้ สร้างปัญญามันต้องสร้างให้เกิดปัญญาที่รอบด้าน ครบวงจร ที่ผมเรียกว่าเป็นทั้งวิชาการ วิชางาน และวิชาคน

“วิชาการ” หมายความว่า เรื่องวิชาการเรื่องอะไรก็รู้ แต่ว่าอาจจะทำอะไรไม่สำเร็จเลยก็ได้ บางที คนรู้มากแต่ทำอะไรไม่เป็นเลย พูดมากอย่างเดียว ดังนั้น ต้องรู้ “วิชางาน” รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะทำงานให้สำเร็จได้ด้วย ส่วน “วิชาคน” หมายความว่า อยู่ในโลกนี้ เราต้องทำงานร่วมกับคน มีความสามารถที่จะเรียนรู้และอยู่กับคนได้ ถ้าไม่มีความสามารถหรือการยับยั้งมีสติ ก็จะเหมือนที่มันเป็นอยู่ ทะเลาะกันเรื่องขี้หมาอะไรก็ไม่รู้ ทะเลาะกันจนทำงานแทบไมได้ ฆ่ากัน ยิงกัน ฉะนั้น เรียนหนังสือต้องสร้างปัญญาให้ได้ทั้ง 3 ด้าน มันถึงจะเอาตัวรอด นอกจากตัวเรารอด ครอบครัวก็ต้องรอด ประเทศก็ต้องรอดด้วย นี่คือเป้าหมายของการศึกษาที่เราทำอยู่ตลอด

• ในฐานะผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกผ่านเรื่องราวมามาก ถ้าขอให้ท่านกล่าวฝากให้กำลังใจแก่อนุชนคนรุ่นลูกรุ่นหลานที่จะต้องเติบใหญ่ต่อไปจากนี้ ท่านอยากจะบอกอะไรกับพวกเขาบ้างครับ

(นิ่งคิดชั่วครู่...ก่อนตอบ) ผมว่าชีวิตมันก็มีโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอนะ รุ่งเรืองเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็ต้องรุ่งเรืองเติบโต สร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม อยู่ในกรอบของความดีงาม มีคุณธรรม คุณภาพ ไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่ฉ้อโกง มันก็จะเจริญรุ่งเรืองต่อไปได้ อย่าไปคิดว่าต้องโกงเขา ถึงจะรวย ถ้าอย่างนั้น สักวันมันต้องจบแน่นอน แต่ถ้าทำอะไรตรงไปตรงมาในแนวทางที่เปิดเผยได้ ทุกคนทำอย่างนี้ คิดอย่างนี้และมีคุณธรรม มีจริยธรรม มีธรรมาภิบาล ทุกคนมีอย่างนี้หมด หน้าที่ของใครก็ทำดีที่สุด เพื่อส่วนรวม ตัวเราเองก็จะได้ประโยชน์ แต่ถ้าเราคิดส่วนตัวก่อน ไม่คิดส่วนรวม ต่างคนต่างคิดส่วนตัว เดี๋ยวมันก็ตีกัน ส่วนรวมก็ไม่ได้ ส่วนตัวก็ไม่ได้

• คนยุคนี้มักกล่าวกันว่า โลกอยู่ยากขึ้นทุกวัน อยากทราบว่าท่านมีความคิดเห็นอย่างไรครับกับถ้อยคำนี้

(ยิ้ม) มันอยู่ยากขึ้นทุกวันเพราะอะไรล่ะครับ มันอาจจะไม่ได้ยากขึ้นหรอก แต่ถ้าอยู่แบบไม่มีคุณภาพ ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ ไม่มีงานทำ ไม่มีอะไร จะอยู่แบบไม่ทำอะไรเลย มันก็ยาก ก็ต้องพัฒนาไป มันก็ไปตามยุคตามสมัย ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย โลกยังมีโอกาสอีกเยอะ การเกษตรก็มีโอกาสเยอะ ยกตัวอย่าง กล้วยหอม เราก็ไม่เคยให้โอกาสมัน ดูถูกว่ามันไม่มีความหมาย แล้วทำไมญี่ปุ่นเอาไปสร้างโตเกียวบานาน่า คนจีนปลูกกล้วยหอม เป็นเงินเป็นทอง คนไทยแบ๊ะๆๆ ของของเราทั้งนั้น ทำไมทุเรียนเรามีดีๆ อะไรดีๆ ไม่เห็นคุณค่าของมัน ในขณะที่เมืองจีนหรือแคนาดา เริ่มชอบทุเรียน ออสเตรเลียเอาทุเรียนไปปลูกแล้ว ไม่เห็นจะยาก ถ้าเราพัฒนาตัวเอง ไม่งอมืองอเท้า เราก็มีทองคำบนดิน ไม่ใช่ทองคำใต้ดิน ไม่ต้องไปขุดแล้วก็เป็นพิษเป็นภัยไปทั่วประเทศ ผมว่าเอาทองคำบนดินดีกว่า มะม่วงนี่เหลืองอร่ามเป็นทองใช่ไหม ขนุนก็ดี ของไทยแพงๆ ทั้งนั้น มีมูลค่าเยอะ แต่เราไม่รู้ค่าของเราเอง ให้คนอื่นเขาเอาไปกินหมด

• หลายคนบอกว่าไม่ได้รับการสนับสนุนเรื่องพวกนี้

ทางฝ่ายรัฐก็ต้องมองเห็นและสนับสนุน ส่วนเอกชนก็ต้องช่วยตัวเอง ร่วมกันทำขึ้นมา ไม่ต้องรอบริษัทประชารัฐ อันนี้ผมไม่เห็นด้วย บริษัทประชารัฐทุกจังหวัด แล้วเขาถือหุ้น 99% อีก 1% มันคือใคร ก็เหมือนเดิม เขาก็เอาไปหมด

• คำถามท้ายๆ แล้วนะครับท่าน คือจากภารกิจที่แบกรับ น่าจะพาให้เครียดไม่น้อย ท่านมีวิธีจัดการตรงนี้อย่างไร

อันที่จริง ความเครียดก็มี แต่เครียดแล้วก็พยายามแยกแยะให้ได้ว่ามันเครียดเพราะเรื่องอะไร หาเงินไม่ได้ ก็พยายามหาให้มันได้สิ (หัวเราะ)

• ดูท่านสุขภาพยังแข็งแรง ท่านมีวิธีดูแลสุขภาพตัวเองอย่างไรบ้าง

ก็ไม่ได้แข็งแรงหรอกครับ แต่ว่าอย่าทำให้มันไม่แข็งแรงก็แล้วกัน (ยิ้ม) เมื่อวานไปงานศพของคนคนหนึ่งซึ่งเพิ่งเจอเขาครั้งล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นเจ้าของร้านขนมหวาน แกก็โอเค เฮฮาปาร์ตี้ แต่แกเป็นโรคหลอดเลือดตีบ 3 เส้น แล้วเมื่อวานซืน เย็นๆ หลังจากเฮฮากับพรรคพวก บอกว่าแน่นหน้าอก ตกกลางคืนไปโรงพยาบาลก็เสียเลย อายุน้อยกว่าผม 3 ปี มันก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้น ถ้าเรารู้ว่าเราเป็นโรคอะไร ก็แก้เสีย ถ้าการแพทย์สมัยใหม่ช่วยได้ก็ช่วย อย่าละเลย ผมก็เข้าโรงพยาบาลบ่อยนะ ต้องเช็คทุกสองเดือน ก็ว่ากันไป ทำอะไรได้ก็ทำไป

• ท่านมีช่วงเวลาชักปลั๊กหรือปิดสวิตช์ไหมครับ คือปล่อยวางจากการงานทั้งปวง

ถ้าถึงที่สุดแล้วมันไม่ได้จริงๆ หาทางออกไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำอย่างนั้น ผมกำลังสร้างโครงการโรงพยาบาล ถ้ามันไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะขายที่ดิน ได้กำไร แต่ที่ต้องทำ เพราะอยากจะให้วิทยาศาสตร์การแพทย์ของเรามันถึงจุดที่เป็นต้นแบบของการให้บริการทางการแพทย์ ผมอยากจะใส่อีกคาแร็กเตอร์หนึ่งเข้าไป ให้เป็นบริการทางการแพทย์ที่มีความมีหัวใจ เป็นมนุษย์ที่สุด (Humanize Medical Service) ซึ่งหมอเขาก็เห็นด้วยกัน แนวคิดนี้ก็เกิดจากว่าผมรู้จักแม่บ้านท่านหนึ่งซึ่งตอนนี้แกเสียชีวิตไปแล้ว ตอนนั้นก็ไปที่โรงละคร ไปดูกายกรรมไต้หวันด้วยกันหนึ่งทุ่ม ดูจบแกบอกว่าปวดท้อง แล้วสามีซึ่งเป็นคณบดีสถาบันการบิน เป็นพลอากาศเอกนะ ก็พากลับบ้านไป บอกไม่ไหวจริงๆ ก่อนจะพาไปโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งโรงพยาบาลนั้นก็บอกว่าปวดท้องธรรมดา หมอที่อยู่เวรให้กินยาแก้ปวดท้องแล้วก็นอน แต่พอตีสาม ก็ตาย

ผมว่าเหตุการณ์อย่างนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น ถ้าเผื่อว่าเช็กหน่อยอะไรหน่อย ไม่ต้องรอหมอ สิบโมงถึงจะมา ไม่ใช่อย่างนั้น ไอ้อย่างนั้น เรียกว่าไม่ฮิวแมนไนซ์ หรือบางที่ก็ชาร์ตราคาซะจนแพง อยู่โรงพยาบาลวันหนึ่งเป็นแสนแล้ว มันไม่ฮิวแมนไนซ์เหมือนกัน นี่ผมก็อยากจะทำอย่างนั้น ทั้งดี เก่ง และงาม ก็อยากจะสร้างให้เป็นต้นแบบ แต่ก็เป็นอีกอันที่ยังไม่สำเร็จเสียทีเดียว เพราะไม่มีสตางค์ แต่ก็คิดว่าถ้าเผื่อมันถึงที่สุด ไม่มีสตางค์จริงๆ ก็เลิก ขายที่ไป (หัวเราะ)

• คือสุดท้าย ก็รับได้กับความไม่สำเร็จ ไม่เคร่งกับเป้าหมายจนกลายเป็นความเครียด ใช่ไหมครับ

แต่ก็ยังพยายามอยู่นะ นี่ก็ทำมา 2-3 ปีแล้ว (ยิ้ม)

เรื่อง : อภินันท์ บุญเรืองพะเนา, วรัญญา งามขำ
ภาพ : จิรโชค พันทวี และเฟซบุ๊ก สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์