xs
xsm
sm
md
lg

เคลียร์สงสัย!! เด็กไทยวัย 19 “เทพเจ้าคอนเน็ตโต้” ผู้ดังไกลถึงฮอลลีวูด!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

เปิดใจเด็กไทยวัยเพียง 19 ปี เจ้าของเพจ “เทพเจ้าคอนเน็ตโต้” ผู้ทำโปสเตอร์แฟนเมดหนังฟอร์มยักษ์ “กัปตันอเมริกา 3” ที่เข้าตาผู้กำกับแห่งมาร์เวล ถึงขั้นส่งสารข้ามโลกมาติดต่อขอซื้อไปประดับออฟฟิศ!

แชร์และชมกันอย่างล้นหลาม สำหรับภาพโปสเตอร์สไตล์เรโทร กัปตันอเมริกา ภาค 3 ตอนศึกฮีโร่ระห่ำโลก (Captain America : Civil War) ที่ไปถูกตาต้องใจสองพี่น้องผู้กำกับ “โจ-แอนโทนี่ รุสโซ่” ซึ่งผลงานชิ้นดังกล่าวเป็นฝีมือของเด็กไทยวัย19 ปี “ปัน-ภูมิภัทร ชูพันธุ์” นักเรียนโรงเรียนเตรียมวิศวกรรมศาสตร์ ไทย-เยอรมัน พระจอมเกล้าพระนครเหนือ

จากความรักความชอบ สู่การเริ่มต้นศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง และเริ่มทำโปสเตอร์หนังเรื่อยมา ก่อนนำลงเผยแพร่ในโลกโซเชียล ในนามเพจ “เทพเจ้าคอนเน็ตโต้” เป็นระยะเวลา 4-5 ปี จนกระทั่งตอนนี้ โปสเตอร์แฟนเมดของเขา กัปตันอเมริกา ภาค 3 ตอนศึกฮีโร่ระห่ำโลก (Captain America : Civil War) เข้าตาสองผู้กำกับของหนังเรื่องดังกล่าว ถึงขนาดให้ทีมงานประสานมาเพื่อติดต่อขอซื้อไปแปะติดที่ออฟฟิศที่ทำงาน

อย่างไรก็ตาม หลังจากความดังของเขากระจายออกไปได้ไม่กี่ชั่วโมง อีกหนึ่งกระแสก็ตามมาให้ชุลมุนเล็กน้อยเมื่อมีชาวเยอรมันคนหนึ่งแสดงตนว่าเป็นเจ้าของภาพโปสเตอร์ดังกล่าว ก่อให้เกิดเรื่องราวดราม่ากันไปหลายชั่วโมง ก่อนที่จะจบลงอย่างแฮปปี้ เอ็นดิ้ง เมื่อความจริงประจักษ์ว่า รูปดังกล่าวที่เขานำมาใช้ เป็นรูปของมาร์เวลจริง โดยมี “อเล็กซานเดอร์ ลาซาโน” (Alexander Lazano) อาร์ติสท์ชาวเยอรมันเป็นผู้วาดขึ้น ดังนั้น จึงไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์กันแต่ประการใด ถือเป็น “แฟร์ยูส” (Fair Use) ที่ใช้ได้

“ทางเยอรมนี คุณอเล็กซ์เขาบอกว่าเขาชอบงานโปสเตอร์ที่ออกมา อีกทั้งบอกว่า เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกันได้ เพราะว่าโลกออนไลน์มันแชร์ต่อกันไปเรื่อยๆ บางทีก็ทำให้ยากที่จะตามต้นทาง ส่วนเรื่องลิขสิทธิ์นั้นไม่มีปัญหา เพราะเราไม่ได้ทำในเชิงพาณิชย์ครับ”

ส่วนกรณีที่สองผู้กำกับสนใจจะขอซื้อไปติดที่ออฟฟิศนั้น เขายืนยันคำเดิมว่า ดีใจ แต่ยังไงก็ไม่ขาย และหากอยากได้ ก็ยินดีจะแนบภาพไฟล์ขนาดใหญ่สำหรับใช้ในการปริ๊นทส่งไปให้ถึงออฟฟิศของมาร์เวลเลย...

• ช่วยเล่าย้อนสถานการณ์ก่อนที่โปสเตอร์หนังเรื่องนี้จะเป็นที่ฮือฮาขึ้นมาหน่อยครับ

คือหนังเรื่องนี้การทำโปสเตอร์ของทางฝั่งอเมริกาเขาจะมีอัลเตอร์เนต โปสเตอร์อันหนึ่งที่คล้ายๆ เรโทรโปสเตอร์เหมือนกัน ตั้งแต่ภาคแรกแล้วก็ภาคสองด้วย แต่สำหรับในภาคนี้ ทางโน้นเขายังไม่ปล่อยมาให้ได้เห็น เราก็ไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่มี ก็รอไม่ไหว เราเป็นพวกที่บ้าโปสเตอร์หนังอยู่แล้ว ผมก็รอ จนกระทั่งรอไม่ไหว เลยทำขึ้นมาเอง แล้วก็เอาไปไว้ที่ดีเวียนอาร์ตของผม คือเป็นคนละส่วนกับเพจเทพเจ้าคอนเน็ตโต้ แต่สร้างขึ้นมาพร้อมกัน เพราะพวกโปสเตอร์แฟนเมด ผมจะโพสต์ลงที่นั่น เพราะมันเป็นแหล่งลงพวกงานศิลปะต่างๆ ของทั่วโลก มีแต่งานอาร์ตเลย และเมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา ผมก็โพสต์โปสเตอร์ฉบับนี้ลงไป จากนั้นรุ่งขึ้นเขาก็ติดต่อส่งข้อความเข้ามาที่แกลเลอรีส่วนตัวผม มาบอกว่าชอบมาก จะขอซื้อไปแปะติดที่ออฟฟิศ

• เท่าที่เห็นจากจำนวนโปสเตอร์ที่คุณทำ แสดงถึงความสนใจในหนังถึงระดับฝังรากลึกเลย

ครับ คือผมชอบดูหนังอยู่แล้วตั้งแต่เด็กๆ 3 ขวบเห็นจะได้ พอเราชอบดูหนังก็ทำให้เราได้ไปเจอพวกภาพหน้าปกซีดี จำได้ว่าตอนนั้นที่ทำให้หันมาสนใจโปสเตอร์หนัง คือบังเอิญไปเห็นแผ่นปกซีดีเรื่อง สตาร์ วอร์ส เอพิโซด 6 : รีเทิร์น ออฟ เดอะ เจได (Star Wars Episode VI: Return of the Jedi) ก็เกิดความหลงใหลมาแต่นั้น แล้วก็ไล่ดูหนังเพื่อดูโปสเตอร์ตั้งแต่สตาร์ วอร์ส 1 รวมถึงเรื่องอินเดียน่าโจนส์ เรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์

จากนั้น ก็มาเริ่มทำโปสเตอร์ตอนเรียนประมาณชั้น ม.2 เริ่มต้นด้วยการศึกษาจากเว็บไซต์ยูทูป คลำๆ เอา ก็ใช้โปรแกรมโฟโต้ช็อปมาเรื่อยๆ ผลงานก็เริ่มเยอะขึ้น เราไม่มีที่เก็บผลงาน เพราะไม่ใช่แค่โปสเตอร์ ยังมีพวกตัดต่อมุกตลกๆ ด้วย ก็เลยทำเป็นเพจ “เทพเจ้าคอนเน็ตโต้” ขึ้นมา กับสร้างแกลลอรี่สำหรับโชว์ผลงานโปสเตอร์แฟนเมดของเราในดีเวียนอาร์ต

นับจนถึงตอนนี้ก็ 4-5 ปีแล้วที่ทำมา ก็มีผลงานเยอะมาก อย่างที่เห็นในแกลอรี่ของเพจจะมีอยู่ประมาณ 90 กว่าภาพ ซึ่งจากการศึกษาเอง ผมก็ได้แรงบันดาลใจจากโปสเตอร์หนังทั่วไป คือดูอันไหนชอบ มันมีการจัดเรียงอย่างไร มันมีการจัดวางยังไง ผมก็ดูมา แล้วก็เอามาประยุกต์บ้าง เอาแบบจำโทนสีคัลเลอร์พาเล็ตของเขามาใช้บ้าง

• สไตล์ในการทำโปสเตอร์หนังของเรา คิดว่าเป็นอย่างไร

ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเรียกแบบไหน แต่ผมจะแบ่งเป็นโปสเตอร์อย่างอันนี้เรื่องกัปตันอเมริกา เป็นเรโทร ภาพก็จะเก่าๆ สีเก่าๆ แล้วจะมีเลเยอร์เป็นกระดาษเก่าๆ อีกแบบ ผมเรียกว่า “แบบสตาร์ วอร์ส” ก็คือการจัดเรียงแบบสตาร์ วอร์ส คือจะเป็นการเรียงๆ ขนาดที่แตกต่างกันในแต่ละองค์ประกอบ เช่น หัวคน หน้าคน มันไม่ได้เป็นขนาดของมันจริงๆ มีเล็กมีใหญ่เพื่อให้ดูเป็นองค์ประกอบรวม แล้วก็มีแบบที่ผมเรียกว่ารูปถ่าย คือสัดส่วนตัวละคร สัดส่วนทุกอย่างที่อยู่ในโปสเตอร์จะเหมือนภาพถ่าย อะไรมันออกมายังไงก็ตรงนั้นเลย สุดท้ายก็เป็นแบบมินิมอล ซึ่งผมจะใช้เป็นพวกเรขาคณิตเล็กๆ วงกลม สามเหลี่ยม สีเหลี่ยม แล้วก็เอาออกมาเป็นโปสเตอร์ที่สื่อความหมายแบบใช้เล็กๆ น้อยๆ

แต่ผมจะค่อนข้างชอบสไตล์เรโทรมากกว่า เพราะมันไม่เหมือนโปสเตอร์ปกติตรงที่ว่า หนังสมัยก่อนคือจะมีโปสเตอร์ได้แค่ไม่กี่ใบ เพราะว่ามันต้องใช้อันเดียว ในการประชาสัมพันธ์ ทำให้มันต้องรวมทุกสิ่งทุกอย่าง ตัวละครทุกตัว ฉาก องค์ประกอบของหนัง ไว้ในอันเดียวเลย ซึ่งผมคิดว่ามันเจ๋งมากตรงที่มันสื่อความหมายทุกอย่างของเรื่องไว้ในรูปแผ่นเดียว

• สำหรับเรา การออกแบบโปสเตอร์ คำนึงถึงสิ่งใดก่อน เวลาจะทำโปสเตอร์สักหนึ่งแผ่น

คือสมมุติผมมีกระดาษหนึ่งแผ่น อย่างแรกเลยผมจะให้มันมีจุดที่ดึงดูดรูปหนึ่งแบบเปิดมาเจอไอ้นี้เด่นเลย ก็ต้องคิดไอเดียที่อยากจะทำ แล้วก็หารูปที่อยากจะสื่อถึงว่าเราอยากจะสื่อไปแนวไหน จากนั้นเก็บ source ภาพ ก็จะมีภาพหลักที่เราจะเอามาใช้แล้วก็ดัดแปลง

ขั้นตอนที่ยากกว่าเพื่อน ก็คือขั้นตอนหารูป เพราะเราคิดไว้แล้วว่าอยากได้แบบนี้ แต่พอเราไปหา กลับไม่เจออย่างที่ตั้งใจ ยกตัวอย่าง เราอยากได้มุมที่ตัวละครกำลังเตะชี้ฟ้าขึ้น แต่ในละครมันไม่เตะเลย มันหารูปที่เตะไม่ได้เลย เราก็ต้องใช้โฟโต้ช็อบอีกหนึ่งขั้นตอน

• การทำโปสเตอร์หนึ่งแผ่นต้องใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่

ก็แล้วแต่ครับ อย่างโปสเตอร์ชิ้นล่าสุดนี้ ทำ 2 ชั่วโมง เพราะผมมีไอเดีย มีทุกอย่าง มี source ภาพ หาไม่นานมาก รวมเวลาทำก็ 2 ชั่วโมงกว่าๆ แต่ว่าบางอันก็มีสองสามวัน บางอันก็แก้ไข หากันเป็นเดือนก็มี เพราะเวลาได้รูปบางรูป เราต้องปรับลดทอนเอง คือต้องตัดต่อใหม่ ซึ่งไฟล์พวกนี้มันไม่ใช่ไฟล์ที่เอื้ออำนวยถึงขนาดที่ว่าเป็นไฟล์ใหญ่ที่จะสามารถทำให้มันสวยตอนปริ๊นท์ออกมาขนาดใหญ่เท่านั้นได้ ผมก็เลยต้องหาไฟล์เล็กๆ มาทำให้มันได้เท่าที่มันทำได้ ส่วนใหญ่มันก็อยู่ที่นาดไฟล์ ก็เลยอาจจะทำให้ไม่ดีมากนัก ก็ยังไม่มีกระแสตอบรับมาเท่าไหร่

• ฟังแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับการจะทำโปสเตอร์ขึ้นมาสักหนึ่งแผ่น อย่างนี้เรามีการเรียนรู้หรือได้รับคำแนะนำจากคนวงในของบ้านเราบ้างหรือไม่

คือในวงการโปสเตอร์บ้านเรา ผมไม่ค่อยรู้จักคนที่ทำโปสเตอร์เป็นเชิงพาณิชย์ แต่ผมจะรู้จักแค่พวกเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ตัดโปสเตอร์เหมือนกัน กลุ่มไม่ใหญ่มาก เวลาเรามีอะไรเราก็แชร์งานให้กันและกันดู และก็ช่วยกันแก้

ตัวอย่างโปสเตอร์ ทำเสร็จ ผมก็จะโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวก่อนจะลงเพจเทพเจ้าคอนเน็ตโต้ แล้วพวกๆ ก็จะมาคอมเม้นท์ เหมือนให้เพื่อน QC ให้คำแนะนำกันเองในมุมของแต่ละคน ทำไมตัดไม่สวย ตัวหัวแหว่งไป เราก็ช่วยกันแก้ก่อนที่จะมาลง

• สงสัยอย่างหนึ่ง ทำไมถึงใช้ชื่อว่า "เทพเจ้าคอนเน็ตโต้" มันมีความหมายว่าอะไร

(หัวเราะ) คือทุกคนก็จะถามถึงตั้งแต่เปิดเพจแล้ว ซึ่งผมก็ตอบให้ไม่ได้ คือผมแยกเอาคำสองคำที่มันไม่เกี่ยวกับเพจหนัง ไม่เกี่ยวกับหนังมาเลย แล้วก็มารวมกันมั่วๆ เพราะอยากบัญญัติคำใหม่ขึ้นมา "เทพเจ้าคอนเน็ตโต้" ก็อยากให้ทุกคนคิดว่าเมื่อมีเทพเจ้าคอนเน็ตโต้แล้วปุ๊บมันคือเพจหนัง มันคือเพจหนังที่เรามีแฟนเมด มีมุกตลก มีรีวิว อยากให้คนจำศัพท์เทพเจ้าคอนเน็ตโต้เป็นคำนี้แทนเลย เป็นคำจัดกัดความของความเป็นตัวผม ไม่ใช่เราไปเจอ ไปกดคำว่ามูฟวี่หรือคำว่าหนัง เสิร์ชแบบบังเอิญเจอ อยากให้คนมาทำความเข้าใจ มารู้จักเราเอง

• สิ่งมุ่งหวังที่สร้างเพจขึ้นเพื่อเอางานเราลงโปรโมท มันก็เลยเปลี่ยนไปด้วย

ใช่ครับ...หลังจากนั้น คือผมเริ่มจากเอาด้านหนึ่งของผมเอาไปโชว์ แล้วก็ค่อยๆ เปิดหลายๆ ด้าน จากแฟนเมดและมุกตลก เราก็เพิ่มรีวิวขึ้นมา ก็เลือกที่มันน่าสนใจที่เราอยากลง เมนหลักก็คือหนังแล้วก็อาจจะมีอย่างอื่นที่เราสนใจประกอบด้วย เช่น ถ้าช่วงนั้นเราติดเกม เราก็สามารถหยิบเกมขึ้นมาพูดคุย เพราะเพจเทพเจ้าคอนเน็ตโต้ มันไม่ได้จำกัดความว่ามันจะต้องเป็นเพจหนัง เราก็เลยอยากให้อะไรที่น่าสนใจ เราหยิบขึ้นมาเขียนได้ เพราะตั้งใจให้เป็นกลุ่มเป็นก๊วนของพวกเราที่อาจจะมีทิศทางความสนใจในเรื่องเดียวกัน เรื่องหนัง เรื่องโปสเตอร์ เรื่องมุก หรืออะไรที่มันเกี่ยวข้องกัน

ความมุ่งหวังของผมก็คืออยากให้มันเป็นเหมือนเพจป๊อปคัลเจอร์เพจหนึ่งซึ่งสามารถให้คนที่ชอบเหมือนกันเข้ามาแชร์ความรู้สึก แชร์ทุกๆ อย่าง สมมุติมีตัวอย่างหนังใหม่ๆ อันหนึ่งออกมา ผมแชร์ลงไปปุ๊บ แล้วเขาก็แสดงความคิดเห็น อยากให้เป็นคนที่สไตล์เดียวกัน หรือไม่ต้องเหมือนกันก็ได้ แต่อยากให้มันเป็นการรวมของคนที่บ้าคล้ายๆ กัน

• คาดคิดไหมว่าจะมีคนยอมรับแบบไปไกลถึงฮอลลีวูดเลย

ไม่คิดเลยครับ เพราะตอนแรกผมก็อยู่แค่ในกลุ่มเพื่อนของผมเล็กๆ ผมก็ไม่รู้ว่าใครมันจะไปชอบอะไรผม เราก็แค่อยากเจอเพื่อนใหม่ๆ เจอคนที่ทัศนคติเหมือนกัน ซึ่งแฟนเมดก็มีคนไทยทำอยู่พอสมควร แต่พอครั้งนี้ ผมเอาลงตอนเช้าอีกวัน ผมตื่นมาแล้วก็เช็คเพจตามปกติ ก็มีคนแชร์กัน แล้วผมก็ไปดูในแกลอรี่ผมว่าคนเขามีฟีดแบ็กอย่างไรกับโปสเตอร์ชิ้นนี้ เขาก็ชอบๆ กัน จนกระทั่งมีข้อความส่งมาจากผู้ที่ทำงานอยู่กับสองพี่น้อง โจและแอนโทนี่ รุสโซ่ เขาชอบมาก เขาอยากซื้อไปแปะที่ออฟฟิศ ตอนนั้นผมก็ตกใจ “ฟังผิดไปป่าว” (หัวเราะ) ก็นั่งนิ่งอยู่สักพักแล้วก็โอ...ปังแล้ว

• เอาล่ะ ถึงตอนนี้เรื่องโปสเตอร์ฉบับดังกล่าว ก็น่าจะมาถึงข้อยุติแล้ว คุณจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

ตอนนี้ก็คงจะเป็นการใส่เครดิตครับ เพราะรูปที่นำมาใช้ มาจากหลายคน ก็จะใส่เครดิตตามที่คุณอเล็กซ์เขาชี้แจงให้เราทั้งหมด ส่วนเรื่องที่ทางผู้กำกับติดต่อขอซื้อนั้น ก็ได้เมลไปแจ้งทางโน้นแล้ว กำลังรอเขาตอบกลับ คือแจ้งไปว่าถ้าสนใจก็จะส่งไฟล์ใหญ่ไปให้ปริ๊นท์ใช้ได้เลย ไม่ขาย อนาคตต่อไปนี้ ก็ต้องเน้นความรอบครอบ ตรงนี้ หาภาพออฟฟิเชียลที่มีต้นต่อชัดเจน เป็นแฟร์ยูส (Fair Use) ที่ 100% หรือไม่ก็แคปชั่นจากตัวอย่างนั้น

• ถึงตรงนี้เรามีชื่อขึ้นมาแล้วอนาคตวางแผนไว้บ้างไหมว่าจะทำอะไรจากนี้

คืองานโปสเตอร์เป็นงานอดิเรกของผม แต่ว่าเป้าหมายหลักๆ ของผมคืออยากทำหนัง คือเรามาสายหนังแล้ว ผมอยากทำหนังส่งประกวดไปนอก ตอนนี้ผมซิ่วมาปีหนึ่ง เพราะผมเปลี่ยนสายเรียน คือจะไปเข้าคณะนิเทศศาสตร์

ถ้าถามว่าผมชอบหนังแบบไหน ผมชอบหนังที่มันเป็นไซไฟ หรือไม่ก็หนังที่มันเป็นแก๊งสเตอร์ เพราะว่าสองแนวนี้มันไม่สามารถเดาได้ สมมุติถ้าเป็นหนังรัก มันก็มีแค่ 2 ตัวเลือก ตอนสุดท้ายพระเอกนางเอกไม่เลิก ก็รักกัน แต่หนังไซไฟหนังแก๊งสเตอร์ มันสามารถเดาไปได้ร้อยแปด ไซไฟนอกจากเราไม่รู้อะไรเลย แล้วเรายังสามารถไปได้ทุกอย่างที่มันเหนือจินตนาการไปได้อีก ส่วนแก๊งสเตอร์ หนังมาเฟีย คือมันเป็นหนังที่ขุดไปในจิตใจที่ดำมืดของคน ซึ่งมันก็ไม่สามารถจิตนาการได้ออกว่ามันจะเจออะไร บางทียิ้มๆ อยู่ เช่นเรื่องก็อดฟาเธอร์ อยู่ดีๆ โดนยิงตาย เพราะแค่ขัดผลประโยชน์ คือมันไม่จำเป็นต้องไปก่ออะไรกับใครก็ตายได้อย่างนี้ มันไม่สามารถเดาได้ ก็อยากจะทำหนังแนวนี้ที่ไม่สามารถเดาได้ ก็สนใจและศึกษามาเรื่อยๆ ครับ




เรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล
ภาพ : เพจเฟซบุ๊ก เทพเจ้าคอนเน็ตโต้

กำลังโหลดความคิดเห็น...