นักกฎหมายกูเกิ้ลก็มีแล้ว นักกฎหมายหน้าแป้นคีย์บอร์ดก็มากแล้ว เจอ“นักกอดหมอน” หน่อยเป็นไง? เปิดใจ “แอดไรอัน” อัครพล เถื่อนผึ้ง หนึ่งในแอดมินเพจด้านกฎหมายที่กำลังมาแรงอีกเพจหนึ่งในยุคนี้ ด้วยสไตล์การนำเสนอที่ชาวบ้านเข้าถึงได้ ผ่านลีลาสนทนาบนหน้าวอลล์ที่ถึงพริกถึงขิง ปากมอม แต่จริงใจ

“นักกอดหมอนออนไลน์” หรือ Drama Lawyer เกิดมาจากการรวมตัวกันของนักกฎหมายทนายความรุ่นหนุ่มกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่เพียงมองเห็นความเป็นไปที่น่าวิตกซึ่งเกิดขึ้นในโลกออนไลน์และออฟไลน์ หากแต่ยังมีหมุดหมายในการที่จะนำกฎหมายไปให้ถึงชาวบ้าน รวมทั้งให้ชาวบ้านได้รู้กฎหมายที่ควรรู้ แม้ลีลาภาษาในการนำเสนอจะดูบ้านๆ ไม่ภูมิฐานวิชาการตามรูปแบบเดิมๆ แต่ก็เชื่อมั่นได้ว่า นี่คือนักกฎหมายที่เป็นคนทำงานด้านกฎหมายจริงๆ ไม่ใช่นักกฎหมายที่นั่งพิงการเสิร์ชหาข้อมูลตามเว็บ
“เจตนาจริงๆ ของการตั้งเพจ ที่ผมคุยกับแอดแมวครั้งแรก เขาบอกว่าอยากทำเพจกฎหมายที่ไม่ต้องเป็นวิชาการ ทำยังไงจะให้คนทั่วไปเข้าใจกฎหมายได้โดยไม่ต้องซีเรียส บางทีผมนั่งฟังอาจารย์ที่เป็นนักกฎหมายก็มีงงเหมือนกันว่าแกพูดอะไรนะ เราก็ยังเป็นเลย ดังนั้น เราจึงพยายามใช้คำพูดในลักษณะเหมือนเพื่อนนั่งคุยกัน ปรึกษากัน คุยกฎหมายกัน”
“แอดไรอัน” เล่าสั้นๆ ก่อนขยายความ...

• ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียด แต่ก็เรียนรู้ได้เหมือนกัน
ใช่ครับ อีกอย่าง แอดมินเพจทั้งหมดก็เป็นคนรุ่น 20 ปลายๆ 30 ต้นๆ จะมีความเป็นกันเองมากกว่า โดยปกติผมคุยกับลูกความก็ไม่ได้วิชาการจ๋าตลอดเวลา เนื่องจากคนที่เรียนกฎหมาย เวลาเจอศัพท์กฎหมายมากๆ มันมักจะพูดให้คนฟังไม่รู้เรื่อง เราจึงพยายามใช้วิธีการย่อยกฎหมายให้เข้าใจง่ายขึ้น ให้คนเข้าใจขั้นตอนของการขึ้นศาลมากขึ้น หรือนึกอยากทำเรื่องไหน ก็ทำขึ้นมาและสอนกฎหมายไปด้วยในตัว
แต่เพจตรงนี้ผมไม่ได้เป็นคนทำ จะมี “แอดแมว” ซึ่งเป็นเจ้าของเพจจริงๆ เขาเป็นเพื่อนของเพื่อนผมอีกต่อหนึ่ง คือ “แอดมิน 277” ซึ่งมาชักชวนผมเข้าไปทีหลังคนอื่น ส่วนชื่อเพจในตอนแรกมันแรงกว่านี้ครับ ตอนแรกแอดแมวตั้งชื่อว่า “นักกดหมอยออนไลน์” ซึ่งหยาบเลย แล้วบังเอิญแม่เขามาเห็นแล้วก็ด่า และบอกเลยว่า เปลี่ยนชื่อเพจเลย อันนี้คือที่มาของชื่อเพจเลย

• ทำไมถึงใช้ชื่อนี้ แทนที่จะบอกว่า “นักกฎหมายออนไลน์” ตรงๆ ไปเลย
คือมันจะมีคำพูดหนึ่งในกลุ่มพวกผม เวลาที่คุยกัน มันจะมีนักกฎหมายกูเกิ้ล นักกฎหมายหลังคีย์บอร์ด พวกนี้เขาไม่ได้เรียนกฎหมายมาหรอก แต่อาศัยแบบว่าค้นหาข้อมูลนิดหน่อย ก็รู้แล้ว และแสดงความสามารถว่าเป็นนักกฎหมายตัวจริง ซึ่งมันไม่ใช่ พอคนพวกนี้เยอะ เวลาที่คนมาอ่านเจอ คนที่เชื่อก็มี นึกออกมั้ยครับ บางคนพิมพ์ในเฟสบุ๊คเสร็จปุ๊บ มีคนมาอ่านมาเจอ เชื่อเลยก็มี กลายเป็นว่า เกิดชุดข้อมูลความรู้กฎหมายแบบผิดๆ ออกไปในสังคมเยอะ และนี่เป็นจุดหนึ่งที่เราพยายามจะแก้มัน ได้ไม่มากก็น้อย ก็พยายามจะทำกัน คืออยากจะลดปริมาณนักกฎหมายกูเกิ้ลลงไป

• ลักษณะการนำเสนอของเพจ มีคาแร็กเตอร์แบบไหนยังไง และคิดว่าคนติดตามจะได้อะไร
ก็จะมีข้อกฎหมายทั่วไป และมีข้อกฎหมายที่อิงจากเหตุการณ์จริง ณ ขณะนั้น หรือบางครั้งก็จะหยิบคดีที่คนเข้าใจผิดเยอะ เช่น คดีตายายเก็บเห็ดในเขตป่าสงวน อะไรพวกนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงมันไม่ใช่ พวกเขาไม่ใช่ตายาย โอเคอาจจะเข้าไปจริง แต่เข้าไปในฐานะลูกจ้าง ซึ่งเขาอาจจะให้ไปขนนั่นนี่ ซึ่งคนพวกนี้ก็เข้าไปในกระบวนการกระทำผิดอยู่ดี เขาก็ต้องฟ้องไปตามระบบ แต่สื่อไปนำเสนอแบบนั้นไง พอเป็นตายาย ผมก็เลยงงว่า รูปที่แถลงข่าว ก็เป็นคุณลุงคุณป้าธรรมดา ไม่ใช่เลย

• จากอารมณ์ดราม่าของคนกับคดีต่างๆ ในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย หนักใจหรือเปล่า
หนักใจครับ ซึ่งวลีที่ว่าคนจนติดคุกตลอดเวลานั้น มันก็ไม่จริงเสมอไปอยู่แล้ว คนที่เป็นลูกความผมที่รวยและติดคุกก็มี และโดยระบบ คือขึ้นศาลไป ทุกคนจะมีชุดคำพูดหนึ่งว่า คนจนไม่มีเงินจ้างทนายหรอก คือก็ขึ้นศาลไป ศาลก็ถามอยู่แล้วว่าคุณมีทนายมั้ย ถ้าไม่มี เดี๋ยวศาลก็หาให้ ทุกคนเข้าถึงทนายหมด ต่อให้คุณไม่มีเงิน ส่วนตัวผม ผมก็ลงชื่อว่าเป็นทนายขอแรง ลงชื่อเพื่อช่วยคนพวกนี้แหละ ซึ่งถามว่าคุ้มมั้ย ไม่คุ้มหรอกครับ บางคดีไปศาล 4-5 รอบ ศาลสั่งให้ค่าตอบแทน 4,000 ผมไปศาล 3 รอบ ก็เกินแล้ว
ผมมองว่า ประเทศไทยเราขาดการประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจในเรื่องสิทธิของตัวเองในศาล สิทธิ์ทางกฎหมายต่างๆ ว่าเขาสามารถเข้าถึงหน่วยงานใดๆ ได้บ้าง มีกองทุนอะไรที่ช่วยเหลือเขาได้ เพื่อนผมทำในกองทุนอะไรสักอย่างในกระทรวงยุติธรรมนี่แหละ เขาจะช่วยเหลือจำเลยในคดีอาญา ซึ่งชาวบ้านไม่ค่อยรู้ อย่างศาลยุติธรรมจังหวัด ทุกที่ก็มีหมด เขาก็จะคอยช่วยเหลือชาวบ้าน มีทนายไว้ให้ แต่ชาวบ้านจะไม่ค่อยรู้ เนื่องจากขาดการประชาสัมพันธ์

อีกประเด็นก็คือ ผมมองว่าบ้านเรายังไม่มีการสนับสนุนให้ประชากรเข้าถึงกฎหมายที่ควรจะรู้เท่าที่ควร ในมุมมองผมนะ เพราะวิชากฎหมาย ถ้าผมอิงจากที่อื่น ประเทศอื่น เขาก็มีให้เรียนบ้างเป็นพื้นฐานเพื่อให้รู้ แต่บ้านเราไม่มี ซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไม่มี คือมันเป็นสิ่งที่ต้องมีครับ อาจจะไม่ต้องลงลึกแบบให้วินิจฉัยคำตัดสินอะไร แต่ขอให้ได้รู้ว่าถ้าเราขึ้นศาล เรามีสิทธิ์อะไรบ้าง ผมว่ามันก็โอเค อย่างน้อยมันได้รู้กระบวนการเบื้องต้น
และที่สำคัญ ชาวบ้านหรือคนทั่วไป พอเห็นข้อความทางเฟสบุ๊คบ้างกูเกิ้ลบ้าง ก็คิดว่าทำได้จริง เลยทำตามกันมา คือเชื่อนักกฎหมายกูเกิ้ลมากกว่านักกฎหมายตัวจริง (หัวเราะ) บางคนเข้ามาปรึกษาเรา พอเราตอบไป ก็มีเถียงเราด้วย บอกว่าที่อ่านเจอมา มันเป็นแบบนี้นะครับ ผมก็ถามว่าไปอ่านเจอจากไหนมา ขอดูต้นทางหน่อย พอเขามาให้ดู เราก็อธิบายว่ามันไม่ใช่

คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจกฎหมายแบบผิดๆ อยู่ บางคนแยกไม่ออกด้วยว่า “แพ่ง” กับ “อาญา” มันคืออะไรและแตกต่างกันอย่างไร ล่าสุดผมเจอมา เรื่องจริงเลย แฟนเขาโดนตำรวจจับ ข้อหาฉ้อโกง เขาก็บอกว่ามันเป็นคดีแพ่งครับพี่ เราก็บอกว่า คดีแพ่ง มันไม่มีตำรวจไปจับหรอกครับ มันต้องเป็นคดีอาญา ตำรวจจึงจะคุมตัวได้ ก็ต้องมาอธิบายย้อนอีกว่า แพ่งคืออะไร อาญาคืออะไร กลายเป็นว่าเสียเวลาที่จะตอบอีก แทนที่จะเข้าเนื้อหาเลย

• คิดว่าเรื่องกฎหมายกับคนไทย อะไรที่เป็นปัญหาควรแก้ไข
ผมว่าคนไทยขาดความเคารพเยอะ ทุกคนมองว่ากฎหมายเป็นเรื่องเล็กน้อย มันมีผลประโยชน์นู่นนี่นั่น ทั้งที่จริง ผิดก็คือผิด ถ้าว่ากันตามระบบ อย่างการตั้งแผงลอย คุณก็รู้ว่ามันผิด แต่คุณอ้างว่าคุณจน ไม่มีที่ขายของอีก คุณก็อ้างอีกว่าก็ผมจนอ่ะ ทำไมคุณไม่เห็นใจผมบ้าง นั่นคือชุดความรู้ผิดๆ ซึ่งผมเกลียดมากเลย หรืออย่างเรื่องหมวกกันน็อค ทุกคนรู้หมดว่าไม่ใส่แล้วผิด แต่ก็ยังอ้างว่าร้อน ผมก็เคยคิดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ผมรอดตายเพราะหมวกกันน็อค อันนี้คือประสบการณ์ตรงแล้วเรารู้สึกว่าการเคารพกฎหมายมันไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหรอก

ผมอยากให้คนลองศึกษากฎหมายด้วยตัวเองเพิ่มเติมบ้าง ไม่ใช่เพื่อคนอื่น แต่เพื่อเข้าใจสิทธิของตัวเองว่าทำได้หรือไม่ได้ สมมุติว่าวันหนึ่ง ถ้าตัวเองผิด อย่างน้อยก็รู้ว่าชีวิตเราจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง วันหนึ่ง คุณอาจจะขับรถชนแบบแพรวาก็ได้ หรือคุณอาจจะถูกว่าจ้างให้ไปลากไม้ ซึ่งไม่รู้หรอกว่าอาจจะเป็นไม้พะยูงผิดกฎหมาย เมื่อศึกษา คุณจะได้รู้ว่าคุณต้องทำยังไงต่อ คนเราต้องรู้กฎหมายครับ รู้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่รู้แบบคีย์บอร์ด ซึ่งคนพิมพ์อาจจะเป็นแค่เด็ก ป.5 ก็ได้ บางคนอาจจะก๊อบข้อความมาก็ได้

เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : ศิวกร เสนสอน
“นักกอดหมอนออนไลน์” หรือ Drama Lawyer เกิดมาจากการรวมตัวกันของนักกฎหมายทนายความรุ่นหนุ่มกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่เพียงมองเห็นความเป็นไปที่น่าวิตกซึ่งเกิดขึ้นในโลกออนไลน์และออฟไลน์ หากแต่ยังมีหมุดหมายในการที่จะนำกฎหมายไปให้ถึงชาวบ้าน รวมทั้งให้ชาวบ้านได้รู้กฎหมายที่ควรรู้ แม้ลีลาภาษาในการนำเสนอจะดูบ้านๆ ไม่ภูมิฐานวิชาการตามรูปแบบเดิมๆ แต่ก็เชื่อมั่นได้ว่า นี่คือนักกฎหมายที่เป็นคนทำงานด้านกฎหมายจริงๆ ไม่ใช่นักกฎหมายที่นั่งพิงการเสิร์ชหาข้อมูลตามเว็บ
“เจตนาจริงๆ ของการตั้งเพจ ที่ผมคุยกับแอดแมวครั้งแรก เขาบอกว่าอยากทำเพจกฎหมายที่ไม่ต้องเป็นวิชาการ ทำยังไงจะให้คนทั่วไปเข้าใจกฎหมายได้โดยไม่ต้องซีเรียส บางทีผมนั่งฟังอาจารย์ที่เป็นนักกฎหมายก็มีงงเหมือนกันว่าแกพูดอะไรนะ เราก็ยังเป็นเลย ดังนั้น เราจึงพยายามใช้คำพูดในลักษณะเหมือนเพื่อนนั่งคุยกัน ปรึกษากัน คุยกฎหมายกัน”
“แอดไรอัน” เล่าสั้นๆ ก่อนขยายความ...
• ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียด แต่ก็เรียนรู้ได้เหมือนกัน
ใช่ครับ อีกอย่าง แอดมินเพจทั้งหมดก็เป็นคนรุ่น 20 ปลายๆ 30 ต้นๆ จะมีความเป็นกันเองมากกว่า โดยปกติผมคุยกับลูกความก็ไม่ได้วิชาการจ๋าตลอดเวลา เนื่องจากคนที่เรียนกฎหมาย เวลาเจอศัพท์กฎหมายมากๆ มันมักจะพูดให้คนฟังไม่รู้เรื่อง เราจึงพยายามใช้วิธีการย่อยกฎหมายให้เข้าใจง่ายขึ้น ให้คนเข้าใจขั้นตอนของการขึ้นศาลมากขึ้น หรือนึกอยากทำเรื่องไหน ก็ทำขึ้นมาและสอนกฎหมายไปด้วยในตัว
แต่เพจตรงนี้ผมไม่ได้เป็นคนทำ จะมี “แอดแมว” ซึ่งเป็นเจ้าของเพจจริงๆ เขาเป็นเพื่อนของเพื่อนผมอีกต่อหนึ่ง คือ “แอดมิน 277” ซึ่งมาชักชวนผมเข้าไปทีหลังคนอื่น ส่วนชื่อเพจในตอนแรกมันแรงกว่านี้ครับ ตอนแรกแอดแมวตั้งชื่อว่า “นักกดหมอยออนไลน์” ซึ่งหยาบเลย แล้วบังเอิญแม่เขามาเห็นแล้วก็ด่า และบอกเลยว่า เปลี่ยนชื่อเพจเลย อันนี้คือที่มาของชื่อเพจเลย
• ทำไมถึงใช้ชื่อนี้ แทนที่จะบอกว่า “นักกฎหมายออนไลน์” ตรงๆ ไปเลย
คือมันจะมีคำพูดหนึ่งในกลุ่มพวกผม เวลาที่คุยกัน มันจะมีนักกฎหมายกูเกิ้ล นักกฎหมายหลังคีย์บอร์ด พวกนี้เขาไม่ได้เรียนกฎหมายมาหรอก แต่อาศัยแบบว่าค้นหาข้อมูลนิดหน่อย ก็รู้แล้ว และแสดงความสามารถว่าเป็นนักกฎหมายตัวจริง ซึ่งมันไม่ใช่ พอคนพวกนี้เยอะ เวลาที่คนมาอ่านเจอ คนที่เชื่อก็มี นึกออกมั้ยครับ บางคนพิมพ์ในเฟสบุ๊คเสร็จปุ๊บ มีคนมาอ่านมาเจอ เชื่อเลยก็มี กลายเป็นว่า เกิดชุดข้อมูลความรู้กฎหมายแบบผิดๆ ออกไปในสังคมเยอะ และนี่เป็นจุดหนึ่งที่เราพยายามจะแก้มัน ได้ไม่มากก็น้อย ก็พยายามจะทำกัน คืออยากจะลดปริมาณนักกฎหมายกูเกิ้ลลงไป
• ลักษณะการนำเสนอของเพจ มีคาแร็กเตอร์แบบไหนยังไง และคิดว่าคนติดตามจะได้อะไร
ก็จะมีข้อกฎหมายทั่วไป และมีข้อกฎหมายที่อิงจากเหตุการณ์จริง ณ ขณะนั้น หรือบางครั้งก็จะหยิบคดีที่คนเข้าใจผิดเยอะ เช่น คดีตายายเก็บเห็ดในเขตป่าสงวน อะไรพวกนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงมันไม่ใช่ พวกเขาไม่ใช่ตายาย โอเคอาจจะเข้าไปจริง แต่เข้าไปในฐานะลูกจ้าง ซึ่งเขาอาจจะให้ไปขนนั่นนี่ ซึ่งคนพวกนี้ก็เข้าไปในกระบวนการกระทำผิดอยู่ดี เขาก็ต้องฟ้องไปตามระบบ แต่สื่อไปนำเสนอแบบนั้นไง พอเป็นตายาย ผมก็เลยงงว่า รูปที่แถลงข่าว ก็เป็นคุณลุงคุณป้าธรรมดา ไม่ใช่เลย
• จากอารมณ์ดราม่าของคนกับคดีต่างๆ ในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย หนักใจหรือเปล่า
หนักใจครับ ซึ่งวลีที่ว่าคนจนติดคุกตลอดเวลานั้น มันก็ไม่จริงเสมอไปอยู่แล้ว คนที่เป็นลูกความผมที่รวยและติดคุกก็มี และโดยระบบ คือขึ้นศาลไป ทุกคนจะมีชุดคำพูดหนึ่งว่า คนจนไม่มีเงินจ้างทนายหรอก คือก็ขึ้นศาลไป ศาลก็ถามอยู่แล้วว่าคุณมีทนายมั้ย ถ้าไม่มี เดี๋ยวศาลก็หาให้ ทุกคนเข้าถึงทนายหมด ต่อให้คุณไม่มีเงิน ส่วนตัวผม ผมก็ลงชื่อว่าเป็นทนายขอแรง ลงชื่อเพื่อช่วยคนพวกนี้แหละ ซึ่งถามว่าคุ้มมั้ย ไม่คุ้มหรอกครับ บางคดีไปศาล 4-5 รอบ ศาลสั่งให้ค่าตอบแทน 4,000 ผมไปศาล 3 รอบ ก็เกินแล้ว
ผมมองว่า ประเทศไทยเราขาดการประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจในเรื่องสิทธิของตัวเองในศาล สิทธิ์ทางกฎหมายต่างๆ ว่าเขาสามารถเข้าถึงหน่วยงานใดๆ ได้บ้าง มีกองทุนอะไรที่ช่วยเหลือเขาได้ เพื่อนผมทำในกองทุนอะไรสักอย่างในกระทรวงยุติธรรมนี่แหละ เขาจะช่วยเหลือจำเลยในคดีอาญา ซึ่งชาวบ้านไม่ค่อยรู้ อย่างศาลยุติธรรมจังหวัด ทุกที่ก็มีหมด เขาก็จะคอยช่วยเหลือชาวบ้าน มีทนายไว้ให้ แต่ชาวบ้านจะไม่ค่อยรู้ เนื่องจากขาดการประชาสัมพันธ์
อีกประเด็นก็คือ ผมมองว่าบ้านเรายังไม่มีการสนับสนุนให้ประชากรเข้าถึงกฎหมายที่ควรจะรู้เท่าที่ควร ในมุมมองผมนะ เพราะวิชากฎหมาย ถ้าผมอิงจากที่อื่น ประเทศอื่น เขาก็มีให้เรียนบ้างเป็นพื้นฐานเพื่อให้รู้ แต่บ้านเราไม่มี ซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไม่มี คือมันเป็นสิ่งที่ต้องมีครับ อาจจะไม่ต้องลงลึกแบบให้วินิจฉัยคำตัดสินอะไร แต่ขอให้ได้รู้ว่าถ้าเราขึ้นศาล เรามีสิทธิ์อะไรบ้าง ผมว่ามันก็โอเค อย่างน้อยมันได้รู้กระบวนการเบื้องต้น
และที่สำคัญ ชาวบ้านหรือคนทั่วไป พอเห็นข้อความทางเฟสบุ๊คบ้างกูเกิ้ลบ้าง ก็คิดว่าทำได้จริง เลยทำตามกันมา คือเชื่อนักกฎหมายกูเกิ้ลมากกว่านักกฎหมายตัวจริง (หัวเราะ) บางคนเข้ามาปรึกษาเรา พอเราตอบไป ก็มีเถียงเราด้วย บอกว่าที่อ่านเจอมา มันเป็นแบบนี้นะครับ ผมก็ถามว่าไปอ่านเจอจากไหนมา ขอดูต้นทางหน่อย พอเขามาให้ดู เราก็อธิบายว่ามันไม่ใช่
คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจกฎหมายแบบผิดๆ อยู่ บางคนแยกไม่ออกด้วยว่า “แพ่ง” กับ “อาญา” มันคืออะไรและแตกต่างกันอย่างไร ล่าสุดผมเจอมา เรื่องจริงเลย แฟนเขาโดนตำรวจจับ ข้อหาฉ้อโกง เขาก็บอกว่ามันเป็นคดีแพ่งครับพี่ เราก็บอกว่า คดีแพ่ง มันไม่มีตำรวจไปจับหรอกครับ มันต้องเป็นคดีอาญา ตำรวจจึงจะคุมตัวได้ ก็ต้องมาอธิบายย้อนอีกว่า แพ่งคืออะไร อาญาคืออะไร กลายเป็นว่าเสียเวลาที่จะตอบอีก แทนที่จะเข้าเนื้อหาเลย
• คิดว่าเรื่องกฎหมายกับคนไทย อะไรที่เป็นปัญหาควรแก้ไข
ผมว่าคนไทยขาดความเคารพเยอะ ทุกคนมองว่ากฎหมายเป็นเรื่องเล็กน้อย มันมีผลประโยชน์นู่นนี่นั่น ทั้งที่จริง ผิดก็คือผิด ถ้าว่ากันตามระบบ อย่างการตั้งแผงลอย คุณก็รู้ว่ามันผิด แต่คุณอ้างว่าคุณจน ไม่มีที่ขายของอีก คุณก็อ้างอีกว่าก็ผมจนอ่ะ ทำไมคุณไม่เห็นใจผมบ้าง นั่นคือชุดความรู้ผิดๆ ซึ่งผมเกลียดมากเลย หรืออย่างเรื่องหมวกกันน็อค ทุกคนรู้หมดว่าไม่ใส่แล้วผิด แต่ก็ยังอ้างว่าร้อน ผมก็เคยคิดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ผมรอดตายเพราะหมวกกันน็อค อันนี้คือประสบการณ์ตรงแล้วเรารู้สึกว่าการเคารพกฎหมายมันไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหรอก
ผมอยากให้คนลองศึกษากฎหมายด้วยตัวเองเพิ่มเติมบ้าง ไม่ใช่เพื่อคนอื่น แต่เพื่อเข้าใจสิทธิของตัวเองว่าทำได้หรือไม่ได้ สมมุติว่าวันหนึ่ง ถ้าตัวเองผิด อย่างน้อยก็รู้ว่าชีวิตเราจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง วันหนึ่ง คุณอาจจะขับรถชนแบบแพรวาก็ได้ หรือคุณอาจจะถูกว่าจ้างให้ไปลากไม้ ซึ่งไม่รู้หรอกว่าอาจจะเป็นไม้พะยูงผิดกฎหมาย เมื่อศึกษา คุณจะได้รู้ว่าคุณต้องทำยังไงต่อ คนเราต้องรู้กฎหมายครับ รู้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่รู้แบบคีย์บอร์ด ซึ่งคนพิมพ์อาจจะเป็นแค่เด็ก ป.5 ก็ได้ บางคนอาจจะก๊อบข้อความมาก็ได้
เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : ศิวกร เสนสอน


