xs
xsm
sm
md
lg

มหานิกาย กับ ธรรมยุติกนิกาย / สนธิ ลิ้มทองกุล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เช้าวันพุธที่ 20 มกราคม 2559

ผมเป็นคนที่จริงจังกับพุทธศาสนา เมื่อเกิดวิกฤติการเงินต้มยำกุ้ง ปี 2540 เหมือนที่เขาเคยพูดว่า คนเรา ถ้าสุขสบาย ไม่เดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินเงินทอง สุขภาพกายใจแล้ว ก็จะไม่คิดถึงพระ คิดถึงวัด

2541 18 ปีที่แล้ว ผมตัดสินใจที่จะบวชเป็นครั้งแรก เพื่อสงบสติอารมณ์ จากวิกฤติเศรษฐกิจในยุคนั้น เผอิญน้องนุ่งผมหลายคนที่เดินทางธรรมในยุคนั้น ก็แนะนำให้ผมรู้จักกับหลวงพ่อญาท่าน ท่านเป็นพระมหานิกาย เป็นเจ้าอาวาส วัดกุดโพนทัน ที่จังหวัดหนองบัวลำภู

วันนั้นผมยังไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก มหานิกาย หรือธรรมยุติกนิกาย ผมรู้แต่ว่า หลวงพ่อญาท่านเป็นพระที่เมตตากับชาวบ้านมาก ชาวบ้านมาหาท่านทีไร มีแต่เรื่องทุกข์ ท่านก็จะสั่งสอนพูดเป็นภาษาอีสาน ให้ปล่อยวาง ให้ทำใจ ให้สวดมนต์ และที่สำคัญท่านจะเน้นเรื่องการทำสมาธิภาวนา

ท่านให้ผมไปอยู่กุฏิชายป่า ที่เงียบสงบ ท่ามกลางดงไผ่ ที่มีทั้งแมวป่าและงูจงอาง ท่านให้ผมเดินไปบิณฑบาตตามท่าน ไปตามหมู่บ้านต่างๆ 18 ปีที่แล้ว ผมยังเพิ่งจะ 50 เอง แต่หลวงพ่อท่าน 60 แล้ว แต่ท่านแข็งแรง ท่านเดินเหมือนเหาะ แต่ท่าเดินท่านก็สำรวม ถึงจะค่อนข้างเร็ว

การบิณฑบาตตามหมู่บ้านอีสานนั้น ทำให้ผมเห็นว่า ศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อพระสงฆ์องค์เจ้า และพระพุทธศาสนานั้น เป็นศรัทธาที่บริสุทธิ์

หลายต่อหลายครั้งที่ผมได้รับทานจากพ่อแก่แม่แก่ บางครั้งก็เป็นแค่กล้วยน้ำว้า 2 ลูก ซึ่งถ้าเป็นพระในกรุงเทพ ก็อาจจะไม่เข้าใจว่า ทำไมถวายทานทั้งที เป็นแค่กล้วยน้ำว้า 2 ลูก แทนที่จะเป็นอาหารคาวหวาน แต่ถ้าคิดให้ลึกลงไปแล้ว ก็จะเข้าใจว่า ชาวบ้านอาจจะมีกล้วยน้ำว้าแค่ 4 ลูก สำหรับทานเป็นอาหาร แต่ยังตัดใจถวายพระ 2 ลูก หรืออีกนัยหนึ่ง เขาให้ในสิ่งที่เขามี

การเดินบิณฑบาตไปกลับวันละ 5 กิโล ที่ต้องเดินไปตามคันนา บางครั้งก็มีงูเลื้อยผ่านตัดหน้า ได้เห็นชีวิตของชาวบ้าน ที่ไม่เคยมีใครใส่ใจ ก็เป็นบทเรียนที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ทุกข์ที่ผมมีอยู่จากวิกฤติเศรษฐกิจนั้น เมื่อเทียบกับความเป็นอยู่ของชาวบ้านแล้ว ถ้ามองจากวัตถุเพียงอย่างเดียว ผมมีมากกว่าเขา แต่ชีวิตเขาก็มีความสุข

หลวงพ่อญาท่าน จะเป็นพระที่เคร่งมาก เมื่อถึงเวลาฉัน ท่านก็จะเอาอาหารต่างๆ ที่ได้มากองรวมกัน และก็จะแบ่งใส่บาตร และให้พวกที่เหลือทยอยแบ่งกันใส่บาตร และท่านก็จะฉันในบาตรด้วยมือของท่าน ท่านจะแบ่งอาหารใส่บาตรแค่ไหนก็ตาม เวลาท่านฉันเสร็จแล้ว อาหารจะหมดพอดีทุกครั้ง และผมรู้ว่ามันเป็นหลักโภชเนมัตตัญญุตา (รู้จักประมาณการในอาหาร ต้องการแค่ไหนก็เอาแค่นั้น ไม่มากไม่น้อยเกินไป) ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของความสมถะ

ตกตอนกลางคืน เมื่อถึงเวลาที่ท่านทำวัตรค่ำ ก็จะมีญาติโยมอุบาสก อุบาสิกา มาร่วมสวดมนต์ และท่านก็จะให้ทุกคนฟังพระธรรมเทศนา ที่ท่านจะแสดงธรรมให้ฟังทุกคืน ในเรื่องราวต่างๆ บางครั้งท่านจะเอาเรื่องจากพระไตรปิฎก มาเล่าให้ฟัง แต่หลายต่อหลายครั้ง ก็จะเอาเรื่องราวของชาวบ้านที่ทำแล้วผิดศีลผิดธรรม มาพูดให้ฟัง ท่านจะเน้นเรื่องนรกมีจริง สวรรค์มีจริง และท่านจะเน้น เรื่องเวรกรรมว่า คนเราหนีกรรมไม่พ้น ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่ากรรม เสร็จแล้วท่านก็จะเน้นเรื่องการทำสมาธิภาวนา จะมีการนั่งสมาธิกันอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงถึง 45 นาที

ผมไม่เคยรู้ว่าท่านคือพระมหานิกาย ซึ่งต่อมาภายหลังผมเจอพระมหานิกายหลายๆ วัด แต่การปฏิบัติตนในเรื่องของการบิณฑบาต การฉันท์ ไม่เหมือนกัน หลวงพ่อญาท่าน ทั้งๆ ที่เป็นมหานิกายเหมือนกัน จนกระทั่ง เริ่มมีความขัดแย้งระหว่างมหานิกายกับธรรมยุติกนิกาย ซึ่งมหานิกาย มักจะกล่าวหาธรรมยุติกนิกายว่า เป็นพระศักดินา เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่า คนที่สร้างธรรมยุติกนิกายขึ้นมาในสมัยนั้นคือ รัชกาลที่ 4 หลังจากนั้นแล้ว วัดบวรนิเวศวิหาร ที่รัชกาลที่ 4 จำวัดอยู่ ก็เป็นเสมือนศูนย์กลางของนิกายธรรมยุตโดยกลายๆ

ทุกวันนี้ความขัดแย้งทางสงฆ์ ในเรื่องของสมเด็จช่วงฯ วัดปากน้ำ กับการยึดถือหลักพระธรรมวินัย มาเป็นเรื่องธรรมยุตรังแกมหานิกาย แทนที่จะถามว่า คนที่จะขึ้นมาเป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้น ควรจะเป็นพระที่มีศีลบริสุทธิ์หรือไม่ และจะต้องยึดถือหลักพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดหรือเปล่า ?? กลับกลายเป็นว่า ธรรมยุตเป็นสังฆราช มากกว่ามหานิกาย ถึงคิวที่มหานิกายต้องเป็นบ้าง เหมือนเข้าคิวซื้อตั๋วหนัง

ปลายปี 2549 ผมบวชอีกครั้งหนึ่ง เดิมทีตั้งใจจะไปบวชที่วัดชนะสงคราม เพราะเห็นว่าใกล้ที่ทำงาน เพื่อญาติโยมที่เป็นพันธมิตร จะมาทำบุญตักบาตรจะได้ง่ายขึ้น

สมเด็จหนกลาง (เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม) ซึ่งเป็นสมเด็จที่ดูแลฝ่ายปกครองของพระสงฆ์ภาคกลาง ฝ่ายมหานิกาย ซึ่งท่านมีเลขา และมัคนายก ที่ไม่เห็นด้วยว่า ผมควรจะบวชที่วัดนี้ เหตุผลเพราะว่า ผมโดนฟ้องคดีหมิ่นประมาท จากทักษิณ ชินวัตร ซึ่งผมก็ได้ชี้แจงว่า คดีนั้นยังไม่ถึงที่สุด (สุดท้ายศาลฎีกาก็ยกฟ้อง) ท่านก็เลยไม่เต็มใจที่จะบวชให้ผม

ขณะที่กำลังเคว้งคว้างอยู่นั้น หลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด ท่านให้พระเลขาโทรศัพท์มาบอกผมว่า ให้ไปบวชที่อุดรธานี โดยท่านให้ไปบวชกับหลวงปู่ใหญ่ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ให้เป็นพระอุปัชฌาย์ของผม ผมก็เลยขึ้นไปบวชที่วัดโพธิสมภรณ์ ก็เลยเพิ่งรู้ว่า หลวงตามหาบัวและหลวงปู่ใหญ่นั้น เป็นธรรมยุต และก็เพิ่งรู้ว่าวัดโพธิสมภรณ์นั้น เป็นวัดหลักที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีพระอริยะสงฆ์หลายองค์ ที่เคยเป็นมหานิกาย มาทำญัตติ เพื่อขอเปลี่ยนจากมหานิกาย เป็นธรรมยุต รวมทั้งสมเด็จพระญาณสังวรฯ สมัยเป็นเณร ซึ่งเป็นมหานิกายและเปลี่ยนมาเป็นธรรมยุต แต่สมเด็จพระญาณสังวรฯ ไม่ได้มาเปลี่ยนญัตติที่วัดโพธิสมภรณ์ ท่านเปลี่ยนที่วัดเสน่หา จังหวัดนครปฐม

หลวงพ่อชา สุภัทโท เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง หรือที่เขาเรียกกันว่า วัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งฝรั่งมาบวชกันเยอะ ท่านก็เป็นพระอริยะสงฆ์ สายมหานิกาย วันหนึ่งท่านมากราบหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ขอเปลี่ยนจากมหานิกาย มาเป็นธรรมยุต แต่หลวงปู่มั่นฯ ขอร้องไม่ให้เปลี่ยน ขอให้เป็นมหานิกายต่อไป เพราะท่านต้องการให้พระสายมหานิกายนั้น มีพระดีๆ อยู่บ้าง หรือแม้กระทั่ง ท่านประยุทธ์ ปยุตโต (เจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์) ซึ่งเป็นปราชญ์ทางศาสนาของประเทศไทย ก็เป็นสายมหานิกาย และเป็นพระที่มีศีลบริสุทธิ์ เคร่งในพระธรรมวินัยเช่นกัน

ผมบวชที่วัดโพธิสมภรณ์เสร็จ หลวงตาท่านให้มาจำวัตรที่กุฏิ (เป็นกระท่อมเล็กๆ ห้องเดียว หลงคามุงจาก ฝาห้องนั้นเอาไม้เก่าๆจากบ้านเก่าๆมาแปะไว้กันลมกันฝน กุฏิอันนี้อยู่หลังกุฏิของหลวงตามหาบัว)

เมื่อผมอยู่วัดป่าบ้านตาด ก็บิณฑบาตเหมือนกับตอนที่อยู่กับหลวงพ่อญาท่าน ถึงเวลาฉันท์เช้า ก็เหมือนหลวงพ่อญาท่านทุกประการ คือฉันในบาตร และฉันพอดีกับสิ่งที่ตัวเองต้องการ ทั้งหลวงพ่อญา และหลวงตามหาบัว ก็ฉันตอนเช้าประมาณ 8 โมงเช้า และฉันมื้อเดียวเท่านั้น

เพราะฉะนั้นจะมหานิกาย หรือธรรมยุติกนิกาย ถ้าศีลเท่ากัน พระธรรมวินัยเหมือนกัน การจะเป็นมหานิกายหรือธรรมยุต กลับไม่มีความหมายเลยแม้แต่นิดเดียว

ที่เกิดธรรมยุติกนิกายขึ้นมานั้น ก็เพราะพระสงฆ์องค์เจ้าในยุคนั้น มีอยู่เพียงนิกายเดียว คือมหานิกาย ปฏิบัติตนเละเทะ ไม่นับถือพระธรรมวินัย ก็เลยเป็นเหตุทำให้รัชกาลที่ 4 ท่านอยากจะสังคายนา วงการสงฆ์เ แต่พระองค์ท่านไม่เข้าไปยุ่งกับมหานิกาย ในขณะนั้นเพราะว่า เละเทะจนเกินแก้ได้ พระองค์ท่านจึงตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้นมา ที่เน้นพระธรรมวินัย และเคร่งครัดกับพระธรรมวินัย แรงดลใจนี้เกิดจากการที่พระองค์ท่านได้ไปพบพระมอญรูปหนึ่ง ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และเคร่งครัดมาก และนี่คือที่มาของธรรมยุติกนิกาย

แม้กระทั่งทุกวันนี้ ถ้าเราไปที่วัดบางไส้ไก่ แถวๆ ฝั่งธนฯ ซึ่งเป็นวัดมอญสายมหานิกาย ก็จะเห็นว่า พระมอญสายมหานิกาย ที่วัดบางไส้ไก่ มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย เช่นกัน

สมัยหนึ่งที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ ซึ่ง จอมพล. ป. พิบูลสงคราม เป็นคนสร้าง โดยมีวัตถุประสงค์ให้ทั้งมหานิกาย และธรรมยุติกนิกาย มาอยู่ร่วมกัน และเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดนั้น คือ เจ้าคุณอุบาลี ซึ่งเป็นสายธรรมยุต มาจากวัดบรมนิวาสฯ ท่านก็แจกหนังสือพระธรรมวินัย และบอกให้พระทั้งสองนิกายยึดถือและปฏิบัติตามนี้ หลังจากนั้นไม่นาน พระมหานิกายก็อยู่ไม่ได้ หนีไปหมด ไม่สามารถปฏิบัติตามพระธรรมวินัยได้อย่างเคร่งครัด วัดพระศรีมหาธาตุฯ จึงตกเป็นของธรรมยุตโดยปริยาย

ที่ผมเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง รวมทั้งประสบการณ์ส่วนตัวผมที่บวชทั้งมหานิกาย และธรรมยุติกนิกาย ทำให้ผมเห็นความขัดแย้งในเรื่องของ การตั้งสมเด็จช่วงฯ นั้น เป็นความขัดแย้งที่ฝ่ายสนับสนุนสมเด็จช่วงฯ พยายามจะบิดเบือนประเด็นที่ควรจะถกเถียงกัน และประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือว่า คนที่จะเป็นสมเด็จพระสังฆราชของประเทศไทยนั้น สมควรที่จะเป็นพระที่มีศีลบริสุทธิ์ ใช่หรือไม่ ?? และสมควรที่จะยึดถือพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดใช่หรือไม่ ??

พระธรรมวินัยนั้น นอกจากจะเป็นวัตรปฏิบัติของพระที่เคร่งครัดแล้ว ยังรวมไปถึงการเทศนา และสั่งสอนธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในทิศทางที่ถูกต้องด้วย เช่น นิพพาน นั้น เป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา (แม้กระทั่งพระพรหมคุณาภรณ์ (ท่านประยุทธ์ ปยุตโต) ซึ่งเป็นปราชญ์ทางศาสนาสายมหานิกาย ยังยืนยันว่า นิพพานเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา) หรือ ไม่เคยมีคำสอนใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพระไตรปิฎก หรือในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่บอกว่า บุญ นั้น สามารถซื้อได้ด้วยเงิน ใครบริจาคทำบุญมาก ก็ได้ขึ้นสวรรค์เร็วขึ้น คนที่เน้นในเรื่องนี้ก็คือ พระธัมมชโย แห่งวัดธรรมกาย ซึ่งเป็นลูกศิษย์เอกของสมเด็จช่วงฯ และเป็นผู้ที่สนับสนุนทางด้านเงินทองให้กับวัดปากน้ำ และสมเด็จช่วงฯ โดยตรง เมื่อลูกศิษย์เอกเอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาบิดเบือน และทำตนเหมือนแก๊งต้มตุ๋น โดยที่สมเด็จช่วงฯ ยังคงให้ความใกล้ชิดสนับสนุน ไม่ห้ามปราม ไม่ท้วงติง จึงเท่ากับ เห็นด้วยตามแนวทางของแก๊งต้มตุ๋นนี้

และคำถามก็มีอยู่ว่า เมื่อข้อเท็จจริงที่ชัดเจน เป็นเช่นนี้แล้ว สมเด็จช่วงฯ อย่าว่าแต่พระธรรมดา แค่เป็นนักบวชธรรมดา และในฐานะเป็นองค์อุปัชฌาย์ของธัมมชโย ยังมีศีลที่บริสุทธิ์อยู่หรือไม่ และไม่ยึดถือพระธรรมวินัยเลย

วันนี้ผมอยากให้ความชัดเจนมันเกิดขึ้น ว่า พระองค์ใดก็ตามที่จะขึ้นมาเป็นพระสังฆราช ของประเทศไทย ที่ทุกคนต้องกราบไหว้บูชา รวมไปจนถึงทางสากลโลก ก็ให้ความเคารพนับถือนั้น ควรจะเป็นนักบวชที่มีศีลบริสุทธิ์หรือไม่ และควรจะมีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย และในคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ไม่ถูกบิดเบือน

สมเด็จช่วงฯ ถูกกล่าวหาว่า ท่านเป็นคนที่ยังไม่ละจากกิเลส ท่านยึดถือในวัตถุ เช่น การสร้างพิพิธภัณฑ์รถเก่า เพียงเพราะว่าท่านชอบ และท่านอ้างว่าเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษารถเก่า

สำหรับผมแล้ว การสร้างพิพิธภัณฑ์นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่สาระสำคัญของเนื้อหาพิพิธภัณฑ์ต่างหากที่น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงธรรม ที่คนสร้าง ซึ่งเป็นถึงพระมหาเถระระดับสูง ควรจะสะท้อนถึงสาระสำคัญในการที่จะทำให้พิพิธภัณฑ์นี้มีคุณค่าทางธรรม

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่เจี๋ยะ จุนโท ซึ่งเป็นพระลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน เป็นคนซึ่งชอบขวานมาก เหมือนกับที่สมเด็จช่วงฯ ชอบรถเก่า แต่ผมก็ไม่เคยเห็น หลวงปู่เจี๊ยะ ได้สร้างพิพิธภัณฑ์ขวานขึ้นมาเลย

ความจริงแล้ว ความชอบหรือไม่ชอบนั้น เป็นถึงขั้นพระมหาเถระชั้นสูง ควรจะปล่อยวางได้ตั้งนานแล้ว ว่ามันเป็นเรื่องสมมติ ถึงผมจะไม่รู้ลึกซึ้งถึงหลักปริยัติธรรม ในพระพุทธศาสนาก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุด สามัญสำนึกของผมก็บอกให้ผมได้รับทราบว่า ผมควรจะกราบไหว้บูชา เคารพนับถือ พระที่ปล่อยวางได้ พระที่สงบ พระที่ไม่ลุ่มหลง หลงใหล กับวัตถุ อีกประการหนึ่ง การสะสมรถเก่านั้น ไม่ใช่กิจของสงฆ์เลยแม้แต่นิดเดียว จะชอบแค่ไหนก็ไม่ควรทำ ตลอดไปจนถึง การเป็นหัวหอกในการแสดงตน ไปร่วมกับพระธัมมชโย ร่วมกิจกรรมต่างๆ ของวัดธรรมกาย โดยเข้าไปเป็นประธานในหลายๆ งาน ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า สมเด็จช่วงฯ ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช ของประเทศไทย ท่านไม่รู้เลยหรือว่า ลูกศิษย์ท่าน ที่ท่านเป็นองค์อุปัชฌาย์ บิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า มีหลักฐานพิสูจน์อย่างเห็นเด่นชัด ในเรื่องของการเอาเงินซื้อบุญ ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่เคยสอน หรือการสร้างจรวดทองคำ แล้วบอกให้ลูกศิษย์ลูกหา จ่ายเงินซื้อค้อนทองคำ เพื่อไปเคาะประตูสวรรค์ แล้วจะได้บุญ

หรือแม้กระทั่ง ถ้ามีหลักฐานพิสูจน์ออกมาว่า รถเบนซ์คันดังกล่าว ที่เป็นข่าวมาว่า มีคนเอามาถวายท่าน แต่มีหลักฐานพิสูจน์ว่า รถคันดังกล่าว ท่านเป็นคนสั่งเข้ามาประกอบในเมืองไทย แล้วชื่อเจ้าของรถคนแรกคือ ตัวท่าน ถ้าตรงนี้เป็นความจริง ในที่สุดแล้ว ผมจะกราบไหว้ท่านได้ยังไง???

วันนี้ ผมพูดเรื่องนี้ ไม่ได้พูดเพราะว่า ผมชอบธรรมยุต และไม่ชอบมหานิกาย แต่ผมยึดศีล และพระธรรมวินัยเป็นที่ตั้ง เหมือนอย่างที่หลวงตามหาบัว องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ผม ได้เคยพูดเอาไว้ว่า ถ้าไม่ยึดศีล และพระธรรมวินัยแล้ว ก็เหมือนเอาหมาขี้เรื้อนมาตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราช แล้วเราจะกราบไหว้บูชาได้อย่างไร ในขณะนี้พุทธศาสนาของประเทศไทย กำลังมีวิกฤติทางสงฆ์ วิกฤติทางโครงสร้างของสงฆ์ วิกฤติเรื่องสมณศักดิ์ วิกฤติขององค์กรที่ปกครองสงฆ์ อย่างเช่น มหาเถระสมาคม เรื่องนี้เอาไว้วันหลัง ผมจะพูดคุยให้ฟังอีกที วันนี้เอาแค่นี้ก่อน

เช้าวันพุธที่ 20 มกราคม 2559 ผมเป็นคนที่จริงจังกับพุทธศาสนา เมื่อเกิดวิกฤติการเงินต้มยำกุ้ง ปี 2540 เหมือนที่เขาเค...

Posted by คุยทุกเรื่องกับสนธิ on Tuesday, January 19, 2016

กำลังโหลดความคิดเห็น...