xs
xsm
sm
md
lg

เกรียนสั่งมาเกิด! “บู้ สะเลอ” สร้างโลกด้วยความเกรียน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘เกรียน’ แล้วนั้น โดยส่วนใหญ่ จะนึกถึงความหมายแบบไหน หากเป็นแบบตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า ‘เกรียน’ ได้ถูกบัญญัติในรูปแบบคำวิเศษได้ว่า หมายถึง สั้นเกือบติดหนังหัว ผิวหนังหรือพื้นที่ เช่น ผมเกรียน หมาขนเกรียน หรือหญ้าเกรียน ถ้าเป็นความหมายในเชิงนาม จะหมายถึง แป้งซึ่งนวดด้วยน้ำร้อนแล้วไม่น่ายเป็นเม็ดปนอยู่ ซึ่งก็เรียกว่าเกรียน ได้เช่นกัน แต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างใด

ซึ่งเมื่อคำว่า ‘เกรียน’ ถูกตีความใหม่เป็นศัพท์แสลงในเชิงดูแคลนว่า เป็นตัวแทนของบุคคลที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ก่อกวน ไร้เหตุผล หรือคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของสังคม มักจะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลในการวิเคราะห์ไตร่ตรอง แถมคิดว่าผู้อื่นด้อยกว่าตนและไม่รู้จักมารยาททางสังคมมากนัก

แต่คำว่า ‘เกรียน’ ในความหมายที่ผ่านๆ มา อาจจะใช้ไม่ได้สำหรับ ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ หรือเหล่าคนฟังเพลงรู้จักกันในนามว่า ‘บู้ สะเลอ’ มือเบสร่างเล็กบุคลิกมาดกวนโอ๊ยแห่งวงดนตรีสุดเปรี้ยวนาม สะเลอ (Slur) เพราะว่า เขาจะตีความคำดังกล่าวแตกต่างจากบุคคลทั่วไปว่า เกรียน มันคือความอิสระ การได้ทำอะไรนอกกรอบจากที่เขาวางไว้ แต่ยังอยู่ในศีลธรรมอันดี ไม่ไประรานใคร นั่นแหละความหมายของคำว่าเกรียน สำหรับตัวเขา

และจากการแสดงออกของเขา ผ่านตามงานคอนเสิร์ตต่างๆ ที่มักจะทำอะไรแผลงๆ อยู่เป็นประจำ, บทบาทการแสดงเป็นตัวร้ายแต่น่ารักหรือพิธีกรที่เป็นตัวตนของตัวเอง บางที เราอาจจะเปลี่ยนมุมมองความคิดตีความหมายใหม่ สำหรับคำว่า ‘เกรียน’ ใหม่ ก็เป็นได้

• คุณเล่นดนตรีมาตลอดเกือบ 10 ปีเต็ม แล้วอยู่ดีๆ ไปโผล่มาเล่นหนัง (โจ หัวแตงโม) ได้ยังไง

หนังเรื่องนี้ มันมีมาตั้งแต่ช่วงอัลบัมที่แล้ว (อัลบัม Boong : พ.ศ. 2553) แต่กว่าจะได้ฉายก็เป็นช่วงก่อนอัลบัมใหม่ ซึ่งผมไปเล่น ถ่ายและบรีฟมาประมาณ 3 ปี มันนานมาก แล้วผมก็จำไม่ได้ด้วยว่า ในตอนนั้นทีมงานคิดยังไง ถึงเอาผมมาเล่น แต่รู้ว่าเขาชอบคาแรกเตอร์เราในงานคอนเสิร์ตหรือเวลาตามงานออกสื่อในการเป็นพิธีกร เขาคงรู้สึกว่าเรามีความเอนเตอร์เทน ซึ่งจริงๆ ในตัวหนังก็ไม่ค่อยได้รับการตอบรับที่ดีมาก มันไม่ได้เป็นการช่วยหรือส่งอะไรกันเลย มันเป็นอีกโหมดหนึ่งมากกว่า แต่เราคิดว่า หน้าที่ของเราในการเป็นนักแสดง มันก็สนุกดี การเป็นนักดนตรี มันก็จริงดี นักแสดงมันคือการสวมบทบาทตัวหนึ่ง ซึ่งเราก็มีการทำการบ้าน ในการเป็นตัวละครตัวนั้น แต่ว่านักดนตรี เราแค่ดึงความเป็นตัวเองออกมา แล้วก็สนุกไปกับมัน

• เป็นไปได้มั้ยว่า ที่เขาดึงคุณมาเล่น อาจเป็นเพราะคาแรกเตอร์ของคุณในการเล่นคอนเสิร์ตมันชัดมาก

ใช่ครับ ผมถามพี่เรียว (กิตติกร เลียวศิริกุล : ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง โจ หัวแตงโม) เลยว่าทำไมถึงเอาผมมาเล่น พี่เรียวในตอนนั้นก็ตอบแบบอึกอัก แต่เวลาเขาออกสื่อ เขาต้องการตัวร้ายที่มีคาแรกเตอร์ที่คนไม่เกลียด ผมก็คิดในใจ เราเป็นคนไม่เกลียดยังไงวะ อีกอย่างเขาต้องการตัวร้ายที่เป็นตัวเล็กด้วยแหละ ที่ขัดกับสิ่งที่คนจินตนาการด้วยว่า ตัวร้ายจะต้องมีรอยแผลเป็น หรือตัวใหญ่ๆ มีหนวด หรือจะเป็นแบบคนแก่ คนที่น่าเกรงขาม ดูดุๆ แต่ผมจะมาแบบ คนก็มองว่าผมร้ายนี่แหละ แต่จะเป็นร้ายแบบตัวนิดเดียวอ่ะ จะทำอะไรได้

• ดูจากเนื้อเรื่องและบทบาท ก็ไม่ได้ร้ายนะแต่จะฮาแบบน่ารัก ก็แสดงให้เห็นด้วยว่า คุณก็มีความเป็นตัวเองอยู่

จะเรียกว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ ผมก็ถามพี่เรียว ซึ่งพี่เขาก็ไม่รู้จักวงอะไรขนาดนั้นนะ แต่เหมือนกับมีคนแนะนำให้เขารู้จักว่า พี่บู้สิน่าจะตอบโจทย์ได้ เพราะทาง M39 ก็รู้จักผมเหมือนกัน ทีนี้ พอมาคุยกันปุ๊บ พี่เรียวก็จะแบบถูกต้อง อะไรอย่างงี้ ไม่มีการทำการบ้านก่อนด้วยนะ ไม่มีการแคสติ้งก่อนเลย เขาเหมือนกับเจอผม แล้วคิดว่า ถ้าพลังงานบนเวทีได้ ก็สามารถดึงมาใช้ในการเล่นหนังได้เช่นเดียวกัน เขาดูในเรื่องของการอยากเล่นมากกว่านะ

ซึ่งคาแรกเตอร์ของเรา มันน่าจะเป็นอย่างงี้ตั้งแต่เด็กเลย มันเป็นสันดานเลยดีกว่า (หัวเราะ) เป็นคนเหมือนแบบ ไม่ค่อยรู้จักกาลเทศะ แต่เวลาที่ผมจะทำอะไร ผมค่อนข้างแคร์สังคมนะ แต่ผมแสดงออกไม่ค่อยเป็น มันเลยจะมาว่า เด็กคนนี้ทำไมตรงจังเลยวะ ดูแบบติดเล่น ติดตลก ติดกวนตลอดเวลา

• การที่มีคาแรกเตอร์เกรียนๆ อย่างงี้ คิดว่ามันเริ่มมาจากอะไร

คำถามโคตรยากเลย (หัวเราะ) ผมว่าน่าจะเป็นการสั่งสอนของพ่อแม่ นี่เหมือนว่าพ่อแม่ตัวเองยังไงไม่รู้นะ (หัวเราะอีกครั้ง) ผมรู้สึกว่าพ่อแม่ผมเป็นแบบอิสระเปิดตั้งแต่เด็กๆ เลย พ่อแม่ไม่เคยล้อมกรอบเลยว่า เฮ้ย เราจะต้องเป็นทนายความ เราจะต้องเป็นพนักงานออฟฟิศ มีเงินเดือนเป็นแสน หน้าที่การงานดี พ่อแม่ผมไม่เคยบอกเลยว่าต้องเป็นอะไร ตอนเด็กๆ จำได้เลยว่า เวลาญาติผู้ใหญ่ถาม ตอนไปกินข้าวกับที่บ้าน พวกเขาก็มาถามนะว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร เราก็ตอบว่า อยากเป็นหมอครับ ต้องตอบแบบเผาๆ ไป จะได้ไม่ต้องถูกถามอีก เบสิกมาก พวกเขาก็บอกว่า ดีเนอะ เราก็จำได้เลยว่า นี่แหละ เคล็ดลับในการตอบผู้ใหญ่ ถ้ามีอะไรก็ให้ตอบว่าอยากเป็นหมอไปก่อน ตอนนั้นเราก็ไม่คิดอะไรนะ ตอบมั่วๆ ไปก่อน ซึ่งพอโตขึ้นมา เราก็รู้สึก เราก็เป็นเด็กคนนึงที่โตมากับอะไรที่เราเสพอะไรเยอะ เราก็อยากเป็นแบบนั้น เราโตมากับรายการทีวี รายการเพลง เราก็อยากเป็นนักดนตรี แล้วพ่อแม่ก็จะแบบ เอาสิ อยากเรียนดนตรีใช่มั้ย ไป จ้างครูมาสอนกีตาร์ที่บ้าน ประมาณ ป.4 แต่ผมอยากเล่นมันตั้งแต่ ป.2 นะ จำได้ว่านิ้วไม่ถึง สายบนสุด ก็อดไป พออยู่ ป.4 ก็เริ่มได้เรียนแล้ว พ่อแม่ก็เรียกมาอีก อ้าว จับถึงแล้วนี่ ก็มาเรียนดนตรีกัน เรียนกับ อู๋ The Yers (ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์ : น้องชาย) เรียน 2 คน หลังจากนั้นมา พ่อแม่ก็สนับสนุนมาตลอดเลย

แต่บางทีเราก็จะแบบเป็นคนเกเรบ้าง แบบไม่ค่อยเรียนหนังสือ แล้วในโรงเรียน คนอื่นเตะบอลกัน แต่เราไม่ใช่ทางเราก็ไม่รอด พ่อแม่ก็ยังแบบ เอาเงินไปซ้อมดนตรีนะลูก อยากได้เครื่องดนตรี เอ้า ซื้อให้ จำได้เลยว่า เบสตัวแรกนี่แม่ซื้อให้ เราก็เล่นๆ เรียนๆ กันไป พอมาช่วง ม.ปลาย ชีวิตช่วงนั้นหนักมาก เพราะจะเน้นดนตรีอย่างเดียวเลย เอาตัวเองรอดไม่ได้ แต่เราก็มีทักษะอีกอย่างคือ การวาดรูป ซึ่งเข้าใจตัวเองว่าวาดเก่งที่สุดในรุ่นนะ เขียนการ์ตูน ชอบเขียนให้เพื่อนอ่าน เราก็ถามป๊าว่า เรียนอะไรดี วันๆ ก็แค่วาดรูปเอง และก็ดนตรี ไม่มีอะไรเลย ป๊าก็บอกเลยว่า มีสิ มันมีมหา'ลัยที่สอนศิลปะนะ เราก็สงสัยเลยว่า มีด้วยเหรอ เออๆ ไปติวเลย พ่อแม่ก็ให้ตลอด เราเลยรู้สึกว่า ตรงนี้แหละที่ทำให้เราไม่มีกรอบเลยในชีวิต เราก็เลยคิดว่า อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่เราเป็นตัวเองมาก

• จากที่ฟังมา ถือว่าแตกต่างมากกับครอบครัวทั่วไปนะ ที่มักชอบตีกรอบ

เวลาคุยกับเพื่อนคนอื่น ผมไม่เคยเข้าใจพ่อแม่เขาเลย เราก็สงสัยนะว่า ทำไมพ่อแม่มึงไม่ให้มึงวาดรูปวะ ทั้งที่มึงวาดเก่งนะเว้ย กูเชียร์มึงเลยนะ เราไม่รู้และไม่เข้าใจเลยว่า สังคมของเพื่อนเป็นยังไง เราแค่ตั้งคำถามที่ว่า ทำไมพ่อแม่คนอื่นต้องอยากให้ลูกเป็นในสิ่งอยากให้เป็น พอมาคิดอีกที เราก็รู้สึกโชคดีว่ะ ที่อยากให้เราทำสะเลอสมัยเรียน ทั้งๆ ที่เกรดเฉลี่ยห่วยมาก ก็ให้เล่น เราก็เลยรู้สึกว่า ตรงนั้น มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งข้อเสียเราอาจจะแบบว่า ไม่มีกรอบเกินไปหรือเปล่า คล้ายเส้นบางๆ ถ้าเกิดมันเลยไปเลย สมมติว่าถ้าผมไม่รักดีอย่างเงี้ย ผมก็อาจกระเจิงไปเลยก็ได้

• เหมือนกับว่า ยังมีความโลกสวยอยู่

ผมว่าผมเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ดีด้วยมั้ง คนรอบๆ ตัวเรา เป็นคนที่ดีกับเรา แทบจะไม่มีแบบเพื่อนเลวเลย สมมติว่า ผมจะอยู่แก๊งในโรงเรียน จะเป็นแบบแก๊งห้องเลว กับแก๊งห้องดี ผมก็คิดนะว่า พี่ๆ เราดี เราก็ควรที่จะอยู่กับคนดีๆ นะ เราไม่อยู่กับเพื่อนเลวดีกว่า ยังมีจิตสำนึกในเรื่องนั้นอยู่ไง แล้วก็พยายามเรียนยังไงก็ได้ให้มันเกาะกลุ่มกลางๆ ผมจะเป็นพวกแบบ Play Safe เรียนแบบกลางๆ พอ แต่ขอเก่งอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะดีกว่า

• แสดงว่าพฤติกรรมในช่วงเรียน ถือว่าใช้ได้เหมือนกัน
ช่วงนั้นผมถือว่าเป็นนักดนตรีที่ถือว่าเท่ที่สุดในโรงเรียนเลย ด้วยความที่เรารู้สึกว่าเราตัวเล็กไง แต่อยากจะทำเท่เพื่อให้คนยอมรับ ในช่วงเรียน มันจะมีกลุ่มเตะบอล ซึ่งจะถูกมองว่าเท่มาก ผมก็คิดในตอนนั้นว่า ถ้าแบบนี้คงไม่รอดแน่เลยว่ะ จุดยืนของเราคืออะไรวะ กลับไปนั่งตั้งคำถามที่บ้าน เฮ้ย เอาเรื่องดนตรีนี่แหละ เพราะแม่เราให้เราเรียนตั้งแต่เด็กแล้ว ทำไมจะทำไม่ได้วะ ผมก็ฟอร์มวงเล่นดนตรีมาตั้งแต่นั้น ในช่วง ม.ปลาย ถือว่าเป็นจุดสุดยอดในการเป็นนักดนตรีที่โรงเรียน เป็นแชมป์โรงเรียน เวลาเดินในโรงเรียนจะเป็นแบบเราแม่งเท่ว่ะ เราเป็นเกรียนในด้านสว่าง ไม่ได้ไปเกรียนแบบทำร้ายร่างกาย หรือมั่วสุม

• ในตอนนั้นคือ เน้นดนตรีอย่างเดียวเลย

ใช่ครับ ไม่เรียนหนังสือเลยครับ ผมจบมาได้เพราะลอกเพื่อน ผมบอกตรงๆ เลย (หัวเราะ) จริงๆ นะ และผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าผมเอนท์ติดได้ยังไง ด้วยที่เราเพื่อนเยอะ แล้วเพื่อนก็เห็นว่าผมป็อปมั้ง เขาก็จะให้ผมลอกข้อสอบ จะแบบ แง้มๆ หน่อย จบมาได้เพราะลอก แต่เหมือนแบบเรียนให้ตัวเองรอดพอ คือช่วง ม.ปลาย จะเป็นช่วงที่มีแบบแข่งศิลปะระดับประเทศ จะเข้าแข่งทุกที่เลย

• งั้นพฤติกรรมการเกรียน มันให้คนไม่ดูหงอยเหงา ในความคิดของคุณ

สำหรับคนอื่น ผมไม่รู้ว่าจำกัดความกันยังไง แต่สำหรับผมมันคือการไม่มีกรอบ เกรียนแต่ละคนมันมีขอบเขต อย่างผมถ้าจะเกรียนหรืออิสระจริงก็ต้องอยู่ในจารีตประเพณี สิ่งตรงนี้มันก็ต้องไม่ผิดอ่ะ ไม่ใช่แบบจะไปเกรียนเมานู่นเมานี่ ไปทำร้ายร่างกายคนหรือไปรังแกคน อันนี้มันก็เกินไป ผมว่าเกรียนมันคือความคิดที่ปล่อยแบบอิสระ โดยที่ไม่ไปล้อมมันมากกว่า

• ซึ่งแน่นอนว่า พฤติกรรมแบบนี้ อาจจะถูกมองไม่ดีในสายตาบางคนนะ

ผมว่า มีคนชอบเป็นหมื่น แล้วคนเกลียดเป็นล้าน (เน้นเสียง) เราก็รู้สึกเหมือนกันแหละว่า ต้องมีคนไม่ชอบเราบ้างแหละ เพราะว่าเราคงอาจจะเป็นตัวเองมากไปรึเปล่า แล้วเราก็เป็นคนที่ไม่ค่อยกลัวใครด้วย เวลาจะทำอะไรก็จะแบบ ไม่รู้อ่ะ มันก็เป็นข้อเสียที่ไม่ค่อยแคร์คนอื่นจนเกินไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมก็รู้ว่าคนไม่ชอบผมเยอะ แต่เพื่อนเราก็ไม่เกลียดเราก็โอเคแล้ว ก็พยายามมีน้ำใจกับเขาเยอะๆ ดีกว่า

ผมจะเปรียบประมาณตัวอย่างสินค้า อย่างสินค้าออกมา สมมติว่ามันสวยมากเลย ดีไซน์โฉบเฉี่ยว ผมว่าผมเหมือนสินค้าแบบนั้น สินค้าโฉบเฉี่ยว ใช้สีส้มบวกกับสีม่วง ปรากฏว่าออกมาแล้วเปรี้ยง สวยจังๆ ซักพักก็เริ่มจะมีแบบ เกินหน้าเกินตาใช่มั้ย ก็จะมีแบบ อี๋ ห่วยว่ะ กล้าที่จะจับคู่เฉดสีได้ไง ถ้าเราทำตัวออกมาแบบเพลย์เซฟ สินค้าออกมาเป็นสีขาว คนก็จะแบบสวยจังนะ คนก็จะนิ่งๆ แต่ถ้าเราเป็นสินค้า ก็จะเป็นแบบสีร้อนแรงแสบ คนจะชมแบบสวยจังเลย แต่เราก็เป็นแบบนี้ ผมชินแล้วนะเวลาโดนด่าโดนว่ามา

• แน่นอน พอเริ่มมีคนหมั่นไส้บ้าง ตอนนั้นเรารู้สึกยังไง

ผมว่าอันนั้นมันเป็นเรื่องที่คนอื่นมองภาพลักษณ์เรามากกว่า พอเราออกสื่อ เราก็เป็นแบบนี้ คนก็จะมองว่า เหมือนเราดูมวยปล้ำ แล้วเราจะเป็นตัวร้ายอ่ะ ออกมาแล้วคนโห่เต็มเลย แต่ว่าถ้าคุณไปคุยกับเขาจริงๆ ผมว่ามันไม่ได้แย่กว่าที่คุณคิดหรอก มีพี่หลายคนเลย เจอผมตามงานนี่คือโคตรหมั่นไส้ โคตรเกลียด แต่พอมาคุยกับเรา กลับกลายเป็นว่า เออ ชอบนะ มันก็เป็นแบบนี้ของมัน ผมว่าเรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ อย่างน้อยเราก็รู้ว่า เราเป็นคนดีของสังคมคนนึง คือคนอื่นไม่รู้นะ แต่ในเมื่อเราอยากจะเป็นคนดีแล้ว เราก็พยายามที่จะเป็นนะ ซึ่งหากใครได้มารู้จักกับผมจริงๆ ไม่น่าจะเกลียดผมอย่างที่เป็น บู้ สะเลอ หรือคาแรกเตอร์หนังนัก

• จากพฤติกรรมของคนในปัจจุบัน ที่ถึงแม้จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ยังมีวุฒิภาวะที่อยู่ในขั้นเกรียนออกมาอยู่ อันนี้คุณมองยังไง

ผมมองว่าเท่ดีออก เพราะคำนี้มันกว้างมากเลยนะ ผมมองว่าผู้ใหญ่ทุกคนมีความเกรียนนะ เท่ากับคำว่าพังก์ คำว่าหลุดกรอบนะ ผู้ใหญ่บางคนมีความเกรียนอยู่แล้ว แต่ว่าบางคนก็อาจจะออกนอกหน้าเลย สำหรับผมนะ ผมชอบ ผมรู้สึกว่า ผู้ใหญ่คนนี้เป็นตัวของตัวเองดี แต่ผมจะกลัวคนที่แบบว่า นิ่งๆ หรือมีด้านเดียว อย่างคนญี่ปุ่นนี่จะน่ากลัว ผมว่าจริงๆ คนญี่ปุ่นมีความเกลียดอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว แต่ว่าเขาจะแสดงออกมาอีกอย่างหนึ่ง แบบด้านดีใส่เรา แต่ผมจะชอบแบบเกรียนมาเลย อย่างงี้คนพันธุ์เดียวกัน คุยกันรู้เรื่อง

แต่ถ้าเขาถึงขั้นเกรียนออกสื่อนี่ ผมว่าเจ๋งนะ (เน้นเสียง) ผมว่าคนเหล่านี้ถูกต้อง สำหรับผมนะ แต่คนอื่นอาจจะมองว่า คนนี้ไม่มีกาลเทศะเลยว่ะ แต่ผมกลับจะไม่ชอบคนที่ไปว่าเขานะ แต่ในความคิดผม คนที่เกรียนเนี่ย เป็นคนจริง แล้วผมว่าคนพวกนี้ เรารู้สึกกับเขายังไง เขาก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ มันไม่น่ากลัว มันไม่ด้านมืด อย่างที่หลายๆคนจะแบบคนคนนี้ มีมาดเนอะ ข้างในจะเป็นยังไงไม่รู้ กลัว ไม่กล้าคุย

• แต่คาแรกเตอร์เกรียนๆ แบบนั้น สังคมไทย อาจจะไม่โอเคเท่าไหร่นัก

เพราะสังคมเป็นแบบนั้นไง ทุกคนจะมีอีกฉากเพื่อเข้าร่วมสังคม ต้องทำตัวแบบมีจารีตประเพณี ซึ่งผมโชคดีมากที่ผมมีสังคมรอบตัวแบบนั้นน้อย หรือมี ก็รู้จักกัน แต่ก็ไม่ได้แอนตี้เขานะ ผมไม่ได้อะไรเลย คือเข้าใจดีกว่า ประมาณว่า พี่เป็นอย่างงี้เหรอครับ โอเคพี่ แต่ผมจะชอบคนที่เกรียนๆ นะ อย่าง นิกกี้ พิ้ม (สุระ ธีระกล) รู้สึกว่าเขานี่จริงเหลือเกิน หรือว่า เสก โลโซ (เสกสรรค์ สุขพิมาย) เหมือนเขาเป็นตัวเอง แบบมีด้านเดียว ไม่น่ากลัวอีกต่อไปแล้ว แต่อย่างบางคนแบบปั้นแล้วปั้นอีก ต้องมีรูปแบบ ตามสังคม ไอ้พวกนี้น่ากลัว แต่เข้าใจนะ

• การที่เราหลุดกรอบ สังคมมองว่าไม่เวิร์ก อาจจะเป็นเพราะว่า สังคมสอนให้เชื่อในแบบเดิมมั้ย

ไม่สนใจ ช่างมัน ผมแคร์แค่คนรอบตัวผมก็พอ ผมว่านะ คนพวกนี้ คือคนที่ไม่เจ๋งเลย ผมบูชาพวกเด็กเนิร์ด เด็กโอตาคุมากกว่า ผมว่าพวกนี้สุดจริง แล้วแบบ คนพวกนี้จะประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ช้าก็เร็ว เพียงแต่ว่าบางคนเป็นเด็กเนิร์ด แล้วอยู่ในขั้นตอนการเดินทางของเขา ซึ่งอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่พวกนี้ เจ๋งสุด และไม่ต่างกับใคร ผมว่า ผมชอบคนคิดต่าง และเป็นศิลปิน ชอบคนที่จดจ่ออะไรบางอย่าง เพราะพวกนั้นเท่

แต่คนที่แบบว่า มาบอกคนอื่นว่าเกรียน แต่ตัวเองก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน หรือว่า ถ้าคนนั้นเป็นแบบ พนักงานออฟฟิศที่ประสบความสำเร็จ ผมมองว่าไอ้นั่นก็เกรียนนะ มันสุดทางของมัน มันอาจจะอยู่ในระบบมาก กูแม่งทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทำงานๆๆ ลงล็อกมากๆ ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองเป็นตัวสูงๆ ในบริษัท ไอ้พวกนี้ก็เกรียน ไม่เกรียนก็เป็นไม่ได้หรอก เพราะมันโฟกัสจริงๆ ไง พอโดนก็ด่ามันกลับเลย โอเคครับ ขอบคุณมากที่ด่า (หัวเราะ)

• คำว่า ‘เกรียน’และ‘กาก’ ในความเห็นคุณ คิดว่ายังไง

คำว่า กาก ติดลบไปเยอะมาก แง่ลบเลยนะ กากมันกว้างนะ กากรู้สึกแบบต่ำ กากมันคือ ขยะ อะไรเหม็นๆ แบบด้อยๆ ซึ่ง มันคนละความหมายกับเกรียนเลย เกรียนมันค่อนข้างกว้าง มันทำอะไรก็ได้ อาจจะถูกหรือผิดก็ไม่รู้นะ แต่จะทำอะไร ซึ่งคำว่าเกรียนมันมีประโยชน์สำหรับผมนะ จริงๆ คำว่าเกรียน มันครอบคลุมถึงคำว่าโอตาคุหรือเนิร์ดได้เลยนะ ผมรู้สึกว่าคนพวกนั้นเขาเจ๋งสำหรับผม ผมรู้สึกว่าคนที่เป็นอย่างงั้น คือคนที่สุดจริงๆ คนที่จะเอาให้สุด บ้าให้สุด โฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองรักจริงๆ แล้วแต่ละคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ละคนจะเป็นอย่างที่ว่าหมดเลย ที่แบบว่า ตัดรอบข้างให้หมดเลย จะเอาอันนี้ สมมติว่าเราโอตาคุเรื่องคอมพิวเตอร์ ชอบเล่นมาก เล่นทั้งวันทั้งคืน หารายได้จากมันมา แล้ววันนึงเป็นแบบ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก เงี้ย เขาก็คือโอตาคุคนหนึ่ง ที่บ้าอย่างงี้ ไม่ทำอย่างอื่นเลย ลองให้เขามาเตะบอล ก็คงสู้คนอื่นไม่ได้ นี่แหละ คำว่าเกรียนมันเลยกว้างไงครับ

• การที่เรากล้าที่จะฉีกกรอบออกมา ถือว่าเป็นตัวตนที่ชัดเจน

มีอยู่เคสนึง ผมจำได้เลย ผมเป็นคนชอบอ่านการ์ตูนมากในตอนเด็กๆ ผมชอบ dragon ball มาก ผมวาดลอกมาเลย เขียนการ์ตูนขายด้วย วันหนึ่ง ประมาณ ม.4 ม.5 แม่ถามว่า บู้เลิกอ่านการ์ตูนได้แล้ว เราเลยสวนกลับแม่เลยว่า ทุกวันนี้ที่บู้เป็นบู้ได้ เพราะการ์ตูน ตอนนี้แม่ก็เลิกบ่นแล้ว เพราะว่าเราก็ทำอะไรของเราได้ หลังๆ แม่ก็สนับสนุนแล้ว แม่ก็รู้แล้วว่าจริงๆ ห้ามไปก็เท่านั้น ซึ่งมันคือตัวตนของเรา เรารู้สึกเลยว่า โชคดีที่พ่อแม่เข้าใจกับเรื่องพวกนี้ บางทีแม่ห้าม เราก็อาจมีน้อยใจบ้าง แต่แม่ก็คงรู้แหละว่าเลี้ยงมาอย่างงี้มันคงห้ามไม่ไหวแล้ว จะเป็นอะไรก็เป็นของเราแล้วกัน แต่ผมรู้สึกว่าผมโชคดี

• หรือจะต้องถึงขั้นสร้างผลงานก่อน คนทั่วไปถึงจะยอมรับในความเกรียนของเรา

พูดถูกเลย อย่างน้อยเราไม่ต้องไปประกาศให้คนทั้งโลกรู้หรอก ว่าไอ้สิ่งที่เราเดินมามันถูกต้อง แต่เราต้องให้พ่อแม่เราเชื่อมั่นว่า เราเลือกเดินมานั้นถูกต้อง ผมยึดคำนี้มาตลอดนะ เนี่ย บู้ก็ลอกข้อสอบมาให้ป๊าและแม่ บู้ผ่านและจบของบู้ แต่สิ่งที่บู้ไปประกวดมา ทั้งการแข่งขันศิลปะตามเขตหรืออะไรต่างๆ บู้ชนะมาให้ป๊าและแม่ดู ป๊าแม่ก็รู้เลยว่า ไอ้นี่มีของเหมือนกัน ผมวาดรูปวันแม่ ได้รางวัลชนะเลิศ ตอน ป.5 แล้วได้มาตลอด ผมว่าที่ให้อิสระไป แต่ไม่ออกนอกลู่นอกทางนะ ยังเป็นคนดี แล้วหลังจากนั้นก็จะมีการประกวดดนตรีแบบ ได้ที่ 6 บ้าง ที่ 4 บ้าง มาที่ 1 แล้วได้แชมป์ตลอดเลย ผมก็เลยรู้สึกว่า เราก็เป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ในสังคมได้ ซี่งตอนนี้ เราก็การันตีให้พ่อแม่นะว่าเรามีผลงาน

• แสดงว่าการใช้ชีวิตสำคัญ

ผมว่าอย่างน้อยต้องมีจิตสำนึกของการเป็นคนดี ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เขาบอกว่า เขามีคอนเซ็ปต์ในการเลี้ยงลูก บอกว่า จะเป็นอะไรแต่ขอให้เป็นคนดี จบ ง่ายๆ เลย อย่าไปบีบเขา ทั้งๆ ที่พ่อแม่ผมไม่รวยเลยนะ ไม่ได้เป็นแบบเรามีตังค์เยอะแล้ว ลูกเป็นอะไรก็ได้ ไม่ใช่อย่างงั้นเลยนะ พ่อผมทำงานออฟฟิศ จบศิลปะมา แม่เปิดร้านตัดผม เพิ่งจะมาโอเคในตอนนี้ละครับ

• ถ้าคนเราไม่มีความเกรียนเลย คุณคิดว่าจะเป็นยังไง

ผมว่าถ้าไม่มี ก็ไม่มีครีเอทีฟ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ เพราะว่ามันก็เหมือนหุ่นยนต์ ที่บอกว่าทุกคนลงล็อกหมด 1-2-3-4 แต่พอมีคำว่าเกรียน เปิดกล่องแล้วฟุ้งเลย โอย สบาย ทำอะไรก็ได้ แปลกแหวกแนวดีกว่า สมมติว่ามีคนเปิดก่อนอย่างงี้ แล้วพอริเริ่มก่อน แล้วปรากฏว่านำเทรนด์คนแรกเลย นี่ก็เกรียน นี่แหละคือจินตนาการ ผมมองว่า นี่เป็นใบเบิกทาง เป็นผู้นำทาง กล้าที่จะหลุดหรอบ ถ้าไม่มีเกรียน คงอับเฉาตาย อยู่ที่ว่าจะกล้าหลุดเมื่อไหร่

เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : พงษ์ฤทธิ์ฑา ขวัญเนตร

กำลังโหลดความคิดเห็น...