xs
xsm
sm
md
lg

“บิ๊งโกะ-ภาพฟ้า” สาวสวยผู้สร้างเงินแสนด้วยงานศิลป์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ใครว่าเป็นศิลปินไส้แห้ง?
เพราะศิลปะทำให้เธอค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง จนถึงขั้นลาออกจากการเรียนในระบบ หันมาศึกษาต่อทางด้านศิลปะโดยตรงจนก่อเกิดรายได้หลักแสนโดยไม่ต้องขอเงินทางบ้านใช้อีกเลยตั้งแต่อายุ 16 ปี
หญิงสาวที่ตอนนี้อายุ 19 ปี ที่เมื่อหลายปีก่อนเธอตัดสินใจเลือกเดินตามความชื่นชอบของตัวเอง และเพราะงานศิลปะนี้เองที่ส่งผลทำให้เธอมีรายได้ อีกทั้งยังมีคนรู้จักมากขึ้นจนถึงขั้นมีผู้ติดตามในโซเชียลอย่างเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมเป็นเรือนแสน

มาทำความรู้จักวัยรุ่นหัวใจศิลป์คนนี้กันให้มากขึ้นดีกว่า
“บิ๊งโกะ” หรือ “บิ๊ง-ภาพฟ้า พุทธรักษา”

 • เห็นหลายคนยกให้บิ๊งโกะเป็นเน็ตไอดอลสุดแนวทั้งการแต่งตัวแถมยังเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลศิลปะมากจนมีผู้ติดตามเป็นเรือนแสนเลย

ก่อนอื่นคงต้องบอกก่อนค่ะว่าบิ๊งเองเป็นคนที่ชื่นชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว บิ๊งชอบวาดรูปเล่น ด้วยความที่บิ๊งเป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่น้อง อยู่กับพ่อและแม่ และแอบเห็นพ่อแม่วาดรูปทำงานอยู่บ่อยๆ เราก็เลยลองวาดเล่นดูบ้าง แต่ไม่ได้ถือว่าตัวเองเป็นคนวาดรูปเก่งหรือวาดรูปได้นะคะ จนกระทั่งมามัธยมปลาย บิ๊งรู้สึกว่าเราอยากทำมันจริงจัง เลยเริ่มเรียนที่สถาบันสอนศิลปะ (Jammer Studio Trainning Art & Design) ที่แรก พอเรียนเสร็จก็กลับไปฝึกต่อที่บ้าน ช่วงว่างๆ บิ๊งชอบนั่งวาดรูป ว่างทีไรต้องเป็นอันวาดรูปตลอด อย่างกลับถึงบ้าน บิ๊งก็จะวาดรูปอย่างเดียว มันกลายเป็นว่าเราชอบโดยที่เราไม่รู้ตัว (ยิ้ม)

มัธยมต้น บิ๊งเรียนสายวิทย์มานะคะ เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเรียนอะไรหรืออยากต่อมหาวิทยาลัยไหน เริ่มจากสายวิทย์เป็นสายกลางๆ ที่พ่อแม่ทุกคนหวังอยากให้ลูกเรียน แต่พอเรียนไปเรารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ชอบขนาดนั้นแต่ว่าก็เรียนได้ เรียนให้มันผ่านๆ ไป

พอขึ้นมัธยมปลายจากที่เรียนสายวิทย์มาก็เริ่มรู้สึกว่าอยากจะเบาๆ ลง มัธยมปลายเลยเลือกเรียนศิลป์คำนวณแทน พอเรียนไปเรียนมาบิ๊งจบมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปั๊บ บิ๊งออกจากโรงเรียนเองเลย (หัวเราะ) ไม่ได้ปรึกษากับที่บ้านด้วยว่าจะออก เหมือนตัวบิ๊งเองอยากออกมาเอาเวลามาทุ่มให้กับการวาดรูปให้มันเต็มที่

จริงๆ แล้ว คุณยายของบิ๊งเป็นคนแรกที่เรียนคณะมัณฑนศิลป์ของมหาวิทยาลัยศิลปากรเลย คุณตาเรียนสถาปัตยกรรมไทย ส่วนพ่อกับแม่ก็เรียนมัณฑนศิลป์เหมือนกัน แต่ว่าเขาอยากให้บิ๊งมาลองเปลี่ยนสายดูบ้าง คือมาพลิกที่รุ่นบิ๊ง แต่สุดท้ายยังไงก็หนีไม่พ้นก็ต้องกลับมาเรียนศิลปะอยู่ดี (หัวเราะ)

 • ตอนนั้นคิดอะไรอยู่ถึงทำให้เราตัดสินใจออกจากการเรียนในระบบแล้วหันมาทุ่มเทในสิ่งที่ตัวเองชอบ แบบนี้แสดงว่าคิดแล้วใช่ไหมว่าจะเอาดีทางด้านศิลปะแน่ๆ

(ยิ้ม) ใช่ค่ะ บิ๊งมั่นใจแล้วและคิดว่าอยากพัฒนาตัวเอง พัฒนาสิ่งที่เราชอบ ตอนนั้นก็ถือว่าวาดไม่ได้ดีมาก แต่คิดว่าอนาคตเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ บิ๊งไปสอบเทียบวุฒิให้ได้วุฒิอินเตอร์จนจบมัธยมปลาย คือวุฒิมัธยมปลายนี้จะเป็นวุฒิของอเมริกาที่สามารถสอบเทียบที่ไทยได้ เลยทำให้เราไม่ได้เรียนในระบบ ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมาบิ๊งก็จะใช้เวลากับการวาดรูปอย่างเดียว ส่วนศิลปะ บิ๊งไปเรียนสถาบันออกแบบ (Design international institute Visual Communication Design) ที่นี่จะไม่ได้เป็นในลักษณะปริญญาตรี แต่ว่าถ้าเราเรียนจบแล้ว เราจะได้เป็นใบประกาศนียบัตร บิ๊งเรียนสาขา Packaging Design พอเรียนจบตรงนี้แล้ว เราก็สามารถเลือกเรียนสาขาอื่นที่สนใจได้ แต่ว่ามันจะเกี่ยวกับศิลปะหมดเลย ที่นี่ไม่ได้เหมือนโรงเรียนเรียนพิเศษทั่วไปตรงที่ต้องมีการส่งงานจบ ส่งโปรเจกต์ ซึ่งคลาสหนึ่งจะเรียนกันไม่เยอะ จะมีคนเรียนประมาณ 4-5 คน ซึ่งเวลาส่งงานจะโดนวิจารณ์ทีหนักมาก ที่นี่ค่อนข้างเข้มงวดเหมือนกันค่ะ (ยิ้ม)

 • ไม่กลัวบ้างเหรอว่าผลลัพธ์จะไม่ได้อย่างที่หวังไว้

บิ๊งมองว่ามันก็เสี่ยงเหมือนกันนะคะ แต่บิ๊งมีความเชื่อว่าเราจะต้องพยายามทำให้ได้ ตอนนั้นเลยออกจากโรงเรียนมาแล้ววาดรูปอย่างเดียวเลย (ยิ้ม)

 • แล้วทางบ้านว่าอย่างไรบ้างคะพอได้ทราบว่าลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวลาออกจากโรงเรียนเพื่อเลือกเดินตามความฝัน ความชอบของตัวเอง

โชคดีที่ทางบ้านบิ๊งไม่ได้ซีเรียสอยู่แล้วค่ะ อันนี้ก็สบายไปแล้วหนึ่ง ส่วนเรื่องที่คนบอกว่าทำงานบริษัทมันต้องใช้วุฒิ จริงๆ มันก็ต้องใช้แหละ แต่ว่าบิ๊งอยู่ในชีวิตที่บิ๊งรู้จักคน รู้จักรุ่นพี่ ซึ่งเขาเห็นงานเรา เขาก็สามารถพาเราไปทำงานได้ เขาจะไม่ได้ดูวุฒิแต่จะดูผลงานมากกว่าค่ะ พอบิ๊งออกจากโรงเรียนมา บิ๊งเลยทำข้อตกลงกับแม่ว่าบิ๊งออกจากโรงเรียนแล้ว บิ๊งจะไม่ขอเงินสักบาทเลย แม่เลยบอก งั้นก็ลองดู อยากรู้ว่าบิ๊งจะทำยังไงเหมือนกัน

ที่บ้านแรกๆ พ่อกับแม่ก็มีแอบบอกอยู่เหมือนกันนะคะว่าบิ๊งวาดรูปไม่ได้หรอก คนอย่างบิ๊งไม่มีทางวาดรูปหาเงินได้ เพราะว่าเมื่อก่อนเราก็วาดรูปแย่จริงๆ (หัวเราะ) ซึ่งเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่างานเราดีหรือว่าจะขายได้ พ่อกับแม่บิ๊งจะเป็นคนไม่ค่อยชมเพราะเขากลัวชมแล้วเราจะเหลิง เขาก็มีแต่บอกว่าก็ดีแล้วให้ลองปรับตรงนี้นิด ตรงนี้หน่อย คือเขาจะคอยช่วยดูตลอด

บิ๊งเคยวาดรูปขึ้นมารูปหนึ่ง จะเป็นอารมณ์เด็กๆ เข้าไปถามเขาว่าตรงนี้ลงสีอะไรดี ซึ่งพ่อกับแม่เขาจะไม่บอกนะคะ เขาจะไม่บอกว่าให้ลงสีอะไร เพราะเขารู้สึกว่าถ้าบอก มันก็เหมือนกับว่าไม่ได้เป็นการสอน เขาจะให้บิ๊งลองลงสีมาให้ดู เอาแบบที่บิ๊งคิดว่าดี แล้วเขาก็จะคอยวิจารณ์อีกทีหนึ่ง ซึ่งคำวิจารณ์แต่ละอันก็ทำให้บิ๊งกลับไปเจ็บอยู่วันสองวัน (หัวเราะ) เขาจะวิจารณ์แบบตรงๆ ตามที่เขามอง แต่ส่วนนี้ก็ทำให้เราพัฒนาเร็วขึ้นเหมือนกันนะคะ มันดีกว่าที่เราได้รับแต่คำชมอย่างเดียว

 • ทำข้อตกลงกับแม่ว่าจะไม่ขอเงินสักบาท แล้วแบบนี้มีวิธีการหาเงินใช้เองอย่างไรบ้างคะ

แต่ก่อนบิ๊งก็เหมือนเด็กปกติที่ได้เงินค่าขนมจากพ่อกับแม่ แต่พอบิ๊งออกจากโรงเรียนมาบิ๊งเลยทำข้อตกลงกับแม่ว่าบิ๊งออกจากโรงเรียนแล้วบิ๊งจะไม่ขอเงินสักบาท ตั้งแต่วันนั้น บิ๊งเลยไปซื้อเคสโทรศัพท์เปล่าสีขาวมาไม่เยอะมาก ถ้าจำไม่ผิดไม่น่าเกิน 10 อันแล้วก็เอามาวาดรูปโดยใช้ปากกาเพนต์ เพนต์ลงบนเคสโทรศัพท์ แล้วก็เลยลองลงในอินสตาแกรมก็มีคนมากดไลค์ กดติดตามเยอะขึ้นเรื่อยๆ คนก็จะเข้ามาถามว่าสั่งเป็นหน้าเขาเองได้ไหม วาดรูปเขากับเพื่อนของเขาได้ไหม เขียนชื่อได้ไหม ก็เลยลองวาดขายมาเรื่อยๆ จนกระทั่งคนรู้จักเยอะขึ้น เราเลยพัฒนาจากสีขาวดำมาเป็นสีๆ พอทำเป็นสีเสร็จปุ๊บก็เริ่มทำมาเป็นงานดิจิตอลค่ะ จะเป็นแนววาดมือเสร็จแล้วก็สแกนเข้าคอมพ์ แล้วเอาไปสกรีนให้ทนทานมากขึ้น

บิ๊งขายจากงานทำมือ เริ่มเป็นกิจการเล็กๆ บิ๊งทำทุกอย่างเองทั้งหมด ทำคนเดียวแต่จะมีบางอย่างที่ต้องจ้างซัปพลายเออร์ทำ อย่างเช่น สกรีนเคสโทรศัพท์อะไรแบบนี้ค่ะ จะมีของอย่างอื่นที่ทำขายด้วยอย่างกระเป๋า ผ้าพันคอ แต่ยังไม่เชิงเป็นแบรนด์นะคะ จะเหมือนกับเป็นแค่กิจการเล็กๆ เสริมเฉยๆ ค่ะ (ยิ้ม)

ตั้งแต่เริ่มขายเคสโทรศัพท์มา บิ๊งไม่ได้ขอเงินทางบ้านใช้เลย ซึ่งตอนนี้ก็คงจะไม่ขออีกแล้ว เอาจริงๆ ตอนนี้คือยิ่งบิ๊งรับงานใหญ่มากขึ้น รายได้ก็จะยิ่งมากขึ้น ตอนนี้บิ๊งก็ได้แต่ขยันเก็บอย่างเดียวเลยค่ะ แต่เก็บในที่นี้บิ๊งไม่ได้เก็บหมดทุกบาททุกสตางค์นะคะเพราะบิ๊งเอาเงินมาใช้มาต่อยอด เอาไปลงทุน (ยิ้ม)

 • ถามในส่วนของรายได้นิดหนึ่งค่ะว่าคุ้มค่าพอไหมกับที่เราเลือกทางเดินนี้

เริ่มต้นบิ๊งให้เวลากับงานตรงนี้ 100 เปอร์เซ็นต์นะคะ เพราะเรายังไม่มีงานตรงอื่น เดือนแรกๆ บิ๊งสามารถหาเงินใช้เองได้ประมาณแสนกว่าบาท แต่ว่าต้องแลกกับที่เราต้องวาดทั้งวันทั้งคืนและทุกวัน รวมแล้ววันหนึ่งบิ๊งทำเป็นร้อยๆ อัน ในห้องจะมีแต่เคสโทรศัพท์ (หัวเราะ) เพราะต้องรอสีแห้งด้วยอะไรด้วย จนมาตอนหลังบิ๊งเริ่มรู้สึกว่าเราไม่ได้นอนหรือพักผ่อนอย่างอื่นเลย บิ๊งก็เลยปรับลดงานลง แล้วก็ลองไปทำงานที่ชิ้นใหญ่มากขึ้น

หลังจากนั้นมาพอบิ๊งเรียนจบจากที่สถาบันออกแบบ ตอนนั้น บิ๊งได้ลองทำงานโปรเจกต์ส่งครูชิ้นหนึ่งแล้วลองลงรูปดู ปรากฎว่าวันนั้นก็มีฝรั่งส่งอีเมลมาให้เราออกแบบกล่องเค้กให้ เพราะว่าเขาเปิดร้านเบเกอรี่อยู่ที่ลอสแองเจลิส บิ๊งเลยลองออกแบบแพตเทิร์นทำกล่องส่งไป ตอนนั้นทำให้เรามีงานชิ้นแรกจริงๆ

หลังๆ ก็มีคนเริ่มจ้างเยอะขึ้น หลังๆ นอกจากงานออกแบบแพกเกจ ก็จะมีคนจ้างให้ทำอาร์ตเวิร์ต มีวาดรูปให้ศิลปินแกรมมี่บ้าง ซึ่งล่าสุดบิ๊งมีงานเพนต์เวที แล้วก็เพนต์งานให้กับแสงโสมเป็นงานที่ร่วมกันทำกับศิลปินคนอื่นๆ ที่เขาเป็นศิลปินกันอยู่แล้ว ซึ่งบิ๊งเองรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้ร่วมงานกับศิลปินจริงๆ ค่ะ (ยิ้ม)

 • มีท้อหรือเหนื่อยจนคิดว่าตัวเองเลือกเดินผิดทางบ้างไหมคะ

ตอนแรกๆ ท้อบ่อยมากค่ะ อย่างขายเคสโทรศัพท์บางเดือนงานเริ่มลดลง มันไม่มีอะไรอยู่ได้ตลอดถ้าเรายังไม่ได้ขยับไปทำให้มันดีขึ้นต่างจากเดิม เพราะถ้าย่ำอยู่กับที่มันก็เหมือนเดิม อย่างเคสโทรศัพท์เดือนแรก บิ๊งได้ 400 อัน เดือนต่อมา บิ๊งลดลงไปเกือบครึ่งเหลือ 200 กว่าอันซึ่งหายไปเยอะมาก บิ๊งก็เลยเริ่มคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ช่วงเวลาที่คิดคือสิ่งที่ท้อ ยิ่งตอนนั้น เราไม่รู้อะไรเพราะเราเริ่มจากศูนย์ เราก็ไม่รู้ว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง

บิ๊งเคยท้อจนไม่อยากวาดรูปแล้ว เพราะบิ๊งเคยเห็นว่าคนที่เขาไม่ต้องวาดรูปก็อยู่ได้นี่หว่า บิ๊งมีเพื่อนคนหนึ่งเขาขายของ แต่เขารับมาขายต่อ แต่ว่ารสนิยมในการเลือกของเขาดี เขาก็สร้างรายได้ได้ดีเหมือนกัน ซึ่งบิ๊งก็แอบคิดว่าถ้าสมมติเราทำบ้างซึ่งเรามีฐานคนติดตามอยู่แล้วคงไม่ยากมาก แต่อีกใจหนึ่งก็กลับมาคิดว่าเราโตมาจากตรงนี้โตมาจากการวาดรูป เรื่องอะไรทำไมเราต้องทิ้ง มีคนบอกบิ๊งเหมือนกันนะคะว่าอุดมการณ์มันกินไม่ได้ แต่บิ๊งจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่เพราะเรารู้ว่าเราสามารถทำอุดมการณ์ไปพร้อมกับทำให้มันมีรายได้ไปพร้อมๆ กันได้ ก็เลยกลับมาวาดรูปใหม่ บิ๊งจะมีช่วงที่ท้อแล้วกลับมาคิด แต่พอบิ๊งรู้ว่าเราอยากจะทำอะไรสักอย่าง มันจะเริ่มสนุกแล้ว

บิ๊งมานั่งนึกว่าบิ๊งอยากทำกระเป๋า ช่วงที่ยังไม่มีเครื่องสกรีนเองที่บ้าน บิ๊งต้องหาโรงงานสกรีน หาช่างเย็บ ซึ่งบิ๊งก็เสิร์ชหาเอาแล้วก็ไปถึงโรงงานเลยไปดูว่าเขาทำยังไง เวลาเราไปดูแต่ละโรงงานมันสนุก เพราะเราจะได้รู้ว่าเขาทำงานยังไง คุยกับทุกคน เวลาที่เราคุยก็จะได้ความรู้มากขึ้น บิ๊งว่ามันแลกกับความเหนื่อยหน่อยแต่มันคุ้มค่านะคะ

มีครั้งหนึ่ง บิ๊งได้ทำสติกเกอร์ไลน์ให้พี่ปาล์มมี่ (นักร้องหญิงชื่อดัง) ก็ได้แรงบันดาลใจถือว่าเป็นคนเดียวเลยนะคะที่บิ๊งชื่นชม เพราะปกติบิ๊งจะไม่ได้ชื่นชมศิลปินหรือดาราคนไหนเป็นพิเศษ แต่ว่าบิ๊งได้นั่งคุยกับพี่ปาล์มมี่แล้วบิ๊งรู้สึกว่าพี่เขาเป็นคนเก่งคนหนึ่งที่ให้แรงบันดาลใจเราจากคำพูดที่ไม่ได้พูดเยอะ ซึ่งพี่เขาบอกว่ามีช่วงหนึ่งที่เขาทำเพลงแล้วเขารู้สึกว่าเพลงเขาขายได้ แต่ไม่ได้เป็นเพลงที่เขาชอบ เป็นเพลงตลาด ก็เลยกลับมาทำเพลงเอง ความรู้สึกก็คือว่าขายได้น้อยลง แต่ว่าจะทำยังไงให้เพลงที่ตัวเองชอบขายได้ดีขึ้น มันเป็นความรู้สึกว่า การที่เขาทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและพยายามพัฒนามัน มันอาจจะยากกว่า แต่ว่ามันดีกว่าสำหรับระยะยาว

บิ๊งเลยมานั่งคิดว่าทำยังไงให้มันออกมาดีหรือทำยังไงให้มันเป็นงานจริงจังที่ให้คนอื่นโอเคด้วยไม่ใช่แค่เราโอเคแค่คนเดียว หลังๆ ก็จะเริ่มทำเป็นงานที่ทำตามความต้องการของลูกค้าแล้ว (ยิ้ม) อย่างสมัยก่อนบิ๊งชอบวาดรูปอารมณ์ดาร์ก เน้นหนักไปเลย วาดเป็นผู้หญิงไม่มีตาข้างหนึ่ง เราเหมือนกับว่าเราวาดออกมาแล้วเราชอบ มันสวยแต่ว่าถ้าถามในแง่ความเป็นจริงแล้วใครจะซื้อเราเยอะขนาดนั้น อาจจะมีแค่เฉพาะกลุ่ม บิ๊งเลยปรับอาจจะเป็นโทนสีเหมือนเดิม อารมณ์เดิม แต่จะไม่ได้ดูโหดร้ายมากเกินไป ให้รู้สึกว่าคนธรรมดาก็ใช้ได้ แต่ว่าตัวเราเองก็ยังชอบอยู่อะไรประมาณนี้ค่ะ

 • พอได้มาหาเงินใช้เองแล้ว มีฉุกคิดบ้างไหมกับคำพูดที่หลายๆ คนมองว่าทำงานศิลปะเขาว่ามักจะไส้แห้ง

บิ๊งว่าจริงสำหรับบางคนนะคะ เพราะว่าบางคนเขามีอีโก้สูงมาก คืออยากทำแค่ในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ จนบางทีลืมไปว่าเราอยู่ในยุคที่คนเก่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ สมัยนี้ต้องดูความต้องการของผู้บริโภคให้มากขึ้น อย่างบิ๊งเอง บิ๊งไม่ได้ชอบวาดลายกุ๊กกิ๊กเลย แต่ว่าเราต้องลองปรับดูให้มันเป็นสไตล์เราแต่ว่ามีความน่ารักมากขึ้นแล้วมันจะช่วยในการตลาดมากขึ้น บิ๊งว่าถ้าเราแอบเอาเรื่องมาร์เกตติ้งเสริมเข้าไปด้วยนิดหนึ่ง บิ๊งมองว่าคนทำงานศิลปะไม่ไส้แห้งหรอกค่ะ อาจจะดีกว่าคนทำธุรกิจด้วยซ้ำไป

 • พอย้อนมองกลับไปแล้วศิลปะถือว่าเป็นความสามารถพิเศษของเราไหมคะ หรือว่าต้องมีพรแสวงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า

บิ๊งมองว่าเรื่องฝึกฝนสำคัญมากนะคะ บิ๊งอาจจะได้เปรียบคนอื่นอยู่บ้างตรงที่ครอบครัวมีพื้นฐาน สามารถดูแลได้ตลอดเวลา อย่างคนอื่นเวลาจะเรียน อาจจะต้องหาโรงเรียนติว แต่ของบิ๊ง อยากรู้อะไรเมื่อไหร่ เราสามารถถามที่บ้านได้เลย หรือไม่ก็หาอ่าน หาข้อมูลได้ในหนังสือซึ่งที่บ้านจะมีพร้อม ที่บ้านบิ๊งจะมีห้องสมุดเก็บหนังสือที่เขาใช้เรียนกันมา อาจจะแอบเก่าหน่อย (ยิ้ม) แต่ก็ดีที่มีให้เราศึกษาได้ตลอด

ช่วงแรก บิ๊งดูงานเยอะมากนะคะ ดูทั้งของต่างประเทศ ทั้งของไทย บิ๊งจะศึกษาจนกว่าเราจะรู้ว่าตัวเองชอบแนวไหน แต่พอดูเสร็จปั๊บ เราต้องพยายามลืมสิ่งนั้นให้หมดเพราะไม่อย่างนั้นเราจะทำงานออกมาเหมือนกับของคนอื่นเขา ก็เลยต้องพยายามสร้างงานที่เป็นของตัวเอง

 • ณ ตอนนี้ในวงการศิลปะชื่อของบิ๊งโกะนี่โด่งดังหรือยังคะ แล้วส่วนใหญ่คนที่เขาเข้ามาติดตามในโซเชียลนี่เขาเข้ามาชื่นชอบผลงานเราบ้างไหม

คนที่ติดตามบิ๊งจะมีอยู่สองส่วนค่ะ ส่วนหนึ่งจะเป็นน้องๆ ที่เข้ามาติดตามไลฟ์สไตล์บิ๊งดูว่าบิ๊งแต่งตัวอะไร เปลี่ยนสีผมหรือยัง กับอีกส่วนหนึ่งจะเป็นดูงานซึ่งส่วนใหญ่คนที่คอมเมนต์บิ๊ง ซึ่งก็จะเป็นน้องๆ ที่มาดูการแต่งตัวมากกว่า แต่คนที่ตามงาน เขาจะไม่ค่อยแสดงตัวในที่สาธารณะ เขาจะแอบทักมาว่าชอบงานอันนี้มากเลย หรือบางคนก็จะแนะนำให้เราลองปรับตรงนั้นตรงนี้ดูเผื่องานจะได้ดูเด่นขึ้นอะไรทำนองนี้ค่ะ ก็จะมาคนละรูปแบบกัน

ส่วนในวงการของคนทำงานศิลปะ บิ๊งรู้สึกว่าบิ๊งเพิ่งเริ่มเข้ามาด้วยซ้ำ เพราะว่าบิ๊งจะได้ความช่วยเหลือจากพี่ๆ ที่เขาทำงานมาก่อน พี่ที่เขามีประสบการณ์ในวงการนี้มาเยอะ บิ๊งจะอาศัยฟังทุกอย่าง เวลาที่เจอใครบิ๊งก็จะนั่งคุยกับเขา ถามแลกเปลี่ยนกับเขาว่าทำงานยังไง ใช้ชีวิตอยู่ตรงนี้ยังไง บางทีก็มีปรึกษาเรื่องความเครียดตรงนี้เหมือนกันนะคะว่าเราอยากหลุดจากความเป็นเน็ตไอดอล ไม่อยากให้ใครมามองว่าบิ๊งเป็นเน็ตไอดอล อยากให้เขามองว่าเราเป็นคนธรรมดาที่ชื่นชอบงานศิลปะ (ยิ้ม)

 • ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการศิลปะมองวงการศิลปะไทยกับต่างประเทศอย่างไรบ้างคะ

บิ๊งรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้มันมีหลากหลายมากขึ้นนะคะ คนไทยเริ่มเปิดใจกับงานศิลปะมากขึ้นจากที่ว่าทำงานในวงแคบๆ แต่ทุกวันนี้ศิลปะดูเหมือนจะขยายกว้างมากขึ้นแต่ว่าคนอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่แค่ในวงการศิลปะอาจจะยังรับบางจุดไม่ได้ ซึ่งบางทีเขาอาจจะว่าเสียดสีเป็นเนื้อหาที่มันจริงแต่ว่ามันตรงเกินไปซึ่งบางคนเขารับไม่ได้ก็จะเกิดการโต้เถียงกันขึ้น บิ๊งอยากให้คนอื่นๆ เปิดรับให้มากขึ้น จริงๆ มันอาจจะไม่ได้เป็นแง่ลบอย่างเดียว ลองเอาไปคิด มันอาจจะได้อะไรมากขึ้นก็ได้

ในความคิดบิ๊ง บิ๊งรู้สึกว่าต่างประเทศมันจะมีความหลากหลายซึ่งแต่ละคนเขาจะมีความเป็นตัวของตัวเองแต่ว่าคนไทยอันนี้บิ๊งหมายถึงกลุ่มคนบางกลุ่มซึ่งอาจจะเพิ่งเริ่ม หรืออาจจะยังหาตัวเองไม่เจอ อาจจะมีเรื่องของการคัดลอกงานกันเยอะพอสมควรซึ่งบางทีอาจจะเป็นความไม่ตั้งใจหรือว่าตั้งใจก็ได้ ในส่วนนี้บิ๊งมองว่ามันเป็นเรื่องของการไม่ให้ความเคารพคนอื่น อาจจะเป็นอารมณ์ชอบแบบนี้แค่ทำตามเฉยๆ หรือขอเอารูปเขามาทำขายเอง บางคนอาจมองว่ามันผิดตรงไหน บิ๊งอยากให้เคารพลิขสิทธิ์ เคารพทรัพย์สินทางปัญญากันให้มากขึ้นค่ะ

 • จะว่าไปแล้ว ศิลปะให้อะไรแก่เราบ้าง

ศิลปะให้บิ๊งหลายอย่างนะคะ ให้เรื่องรสนิยมด้วยเพราะมันไม่ได้ใช้แค่กับการวาดรูป มันทำให้เราสามารถนำเอาไปใช้ได้กับทุกอย่าง อย่างเรื่องแต่งหน้า แมตช์สีกับเสื้อผ้า หรือว่าทำให้เราแต่งบ้านเองก็ได้ บางที เราอาจจะไม่ต้องจ้างอินทีเรียเลยด้วยซ้ำ เพราะการที่เรามีรสนิยมในการจับแมตช์สี

ศิลปะให้ความใจเย็นด้วยค่ะ เพราะเมื่อก่อนเป็นคนใจร้อนมากเหมือนกัน อย่างมีงานชิ้นหนึ่ง บิ๊งก็อยากเห็นตอนมันเสร็จแล้ว บิ๊งจะเร่งทำให้มันเสร็จเลย อยากเห็น อยากให้แม่ดู แต่ตอนนี้งานชิ้นหนึ่งบิ๊งใช้เวลาสองวันก็มี คือเราจะใจเย็นขึ้น แล้วก็รู้สึกได้ว่างานที่ออกมามันดีขึ้น (ยิ้ม)

ตอนนี้บิ๊งถือว่าพอใจในก้าวแรกนะคะ เพราะว่ามันเพิ่งเริ่มเข้ามาจริงๆ เริ่มมีคนรู้จักที่ทำงานศิลปะด้วยกัน มีคนที่เขาเก่งกว่าเรามากๆ หรือประสบความสำเร็จไปแล้ว จากที่ตอนแรก เขาก็มองว่าเราก็คือคนวาดรูปคนหนึ่งเฉยๆ แต่เหมือนกับว่าหลังๆ รุ่นพี่เขาก็จะเริ่มชมเราว่างานดีขึ้นนะ มันเป็นความภูมิใจมากค่ะ เพราะบิ๊งชอบให้คนมองว่าเราดีขึ้นมากกว่ามาชมว่าสุดยอดมากเลยอะไรแบบนี้ค่ะ หรือจะวิจารณ์มาก็ได้ค่ะ รู้สึกดีเหมือนกัน

 • อยากจะบอกน้องๆ เยาวชนอย่างไรที่เขาเห็นเราเป็นไอดอล หรืออยากจะเก่งศิลปะแบบเราบ้าง

สำหรับคนที่เรียนศิลปะอยู่ก่อนแล้วนะคะ คือบิ๊งไม่อยากให้เขาต้องบังคับตัวเองว่าเราต้องเข้าที่นั่น ที่นี่ให้ได้ เรารู้สึกว่าเรามีความสุขเวลาที่เราได้ติว ได้วาดรูปดีกว่า ส่วนจะสอบติดที่ไหนไม่สำคัญ เดี๋ยวนี้บิ๊งมองว่ามหาวิทยาลัยเป็นตัวแปรรองไปแล้วนะ มันอยู่ที่ตัวเรามากกว่า คอนเนกชันก็สำคัญนะคะ อย่างเมื่อก่อนบางคนเขามีอีโก้สูง ไม่ยอมเปิดใจฟังใคร เหมือนกับเชื่อมั่นในตัวเองคนเดียว บิ๊งมองว่าการมีเพื่อนเยอะๆ มันช่วยได้เหมือนกัน บิ๊งอยากให้เป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด สมมติว่าอยากทำอะไรก็ให้ทำเลย อยากเรียนก็เรียนเลย ไม่ต้องรอเดือนนู้นเดือนนี้ค่อยเรียน เพราะถึงเวลานั้นเราอาจจะไม่อยากทำแล้วก็ได้ มันเหมือนกำลังใจหมดไปแล้ว

ส่วนสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนศิลปะแล้วรู้สึกว่าอยากวาดรูป บิ๊งว่าทำเป็นงานอดิเรกก็ได้นะ สมมติว่าเราดีในด้านนี้ อย่างคนเก่งในด้านกีฬา เก่งในเรื่องดนตรี เก่งในทางวิชาการก็เอาสิ่งที่ตัวเองถนัดมาเป็นหลัก คิดว่าเหมือนกับว่าทำให้ดีที่สุด ส่วนวาดรูปว่างๆ ค่อยฝึกเอาก็ได้ อีกเรื่องบิ๊งอยากให้น้องๆ มีความเป็นตัวเองเยอะๆ บิ๊งเห็นว่าเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็อยากเป็นเหมือนดาราคนนั้นคนนี้ซึ่งบางทีอาจจะไม่เหมาะกับเราก็ได้หรือบางทีใช้เงินของคุณพ่อคุณแม่ทุ่มไปกับคนที่เราชอบมากเกินไป ถึงเวลาที่หาเงินเองได้จะรู้เลยว่าเงินมีค่ามากไม่อยากฟุ่มเฟือยเลยจริงๆ

 • แล้วถ้าอยากสร้างรายได้ด้วยงานศิลปะแบบบิ๊งโกะบ้างจะแนะนำอย่างไรดีคะ

อันนี้สำหรับบิ๊งก่อนนะคะ เพราะบิ๊งไม่รู้ว่าคนอื่นจะยังไง บิ๊งว่าถ้าเกิดเราอยากใช้ศิลปะหารายได้ เราต้องดูงานเยอะๆ ต้องเป็นคนที่ขยันตามกระแสเหมือนกัน ดูว่าช่วงนี้อะไรฮิต ช่วงนี้อะไรกำลังมา แต่ว่าไม่ใช่การไปลอกเลียนแบบเขาเป๊ะๆ เลย เราต้องดูอย่างช่วงที่ผ่านมา โทนสีพาสเทลมาแรง ไม่ใช่ว่าให้เราไปก๊อบปี้งานคนอื่นมา แต่ว่าให้เราสร้างงานของตัวเองที่อาจจะเป็นอารมณ์สีนั้น

ลองหากลุ่มเป้าหมาย ลองตั้งดูก่อนว่าลูกค้าเราจะอายุอยู่ที่เท่าไหร่ เราต้องดูหลายๆ ทาง ดูทุนด้วย อย่างเรื่องทุน ถ้าเริ่มต้น บิ๊งไม่อยากให้ลงก้อนใหญ่มาก อยากให้ทำงานที่สามารถจบได้ที่ตัวเองคนเดียวก่อน เพราะว่าไม่อยากให้เอาเงินไปลงเยอะ ต้องระมัดระวังนิดหนึ่ง เพราะว่าเดี๋ยวนี้คนขายของมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างร้านค้าในโซเชียล โอ้โห!!!วันหนึ่งเกิดขึ้นเป็นร้อยๆ เลย อยากให้ลองดู ซึ่งบิ๊งว่าตอนนี้อะไรที่ต่างมันเวิร์กหมด แต่ต่างในที่นี้ไม่ใช่ขวางโลกนะคะ แต่ต้องมีความเป็นตัวเองและต้องโดดเด่น

 • ท้ายนี้วางแผนอนาคตของตัวเองไว้ว่าอย่างไรบ้างคะ

จริงๆ ก็แอบมีหวั่น แอบกลัวบ้างว่าอนาคตเราจะทำอะไรต่อ พูดตรงๆ เลยก็คือบิ๊งได้ตรงนี้จากคนติดตามเราด้วย ก็เลยทำให้มีคนตามงานเยอะ คนติดต่องานเข้ามาเยอะ ก็คิดว่าถ้าวันหนึ่งกระแสตรงนี้มันหมดไปเราจะทำอะไรต่อไป บิ๊งก็เลยค่อยๆ สร้างงานที่ไม่ได้เกี่ยวกับโซเชียลมาก เริ่มลดความเป็นโซเชียลให้น้อยลงไปเรื่อยๆ เพื่อเราจะได้ทำงานในชีวิตจริงได้มากขึ้น

บิ๊งวางแผนไว้หลายอย่างมากค่ะ แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าอย่างไหนจะเหมาะกับเราที่สุด บิ๊งคิดไว้ว่าถ้าในอนาคตเราได้รู้จักกับคนมากขึ้นหรือว่ามีความสามารถมากพอ บิ๊งอยากเปิดร้านที่รับทำทุกอย่างเกี่ยวกับการออกแบบ อย่างเรื่องอินทีเรียเราก็มีที่บ้านซับพอร์ตอยู่แล้วก็สบาย บิ๊งอาจจะสานต่อตรงนี้แล้วก็ทำเพิ่มด้วยค่ะ จากเมื่อก่อนที่แม่รับแค่ตกแต่งภายในกับทำเฟอร์นิเจอร์เราอาจทำสื่อพวกมีเดียด้วยซึ่งเป็นบริษัทเดียวกันกับที่บ้าน คิดว่าอันนี้น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดแล้วก็เวิร์กสำหรับที่บ้านด้วย

มีอีกอย่างรองลงมาที่อยากทำคือบิ๊งอยากเขียนหนังสือ แต่ว่าไม่ได้เป็นเชิงนิยายนะคะ แต่จะเป็นการเล่าเรื่องชีวิต การสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นที่รู้สึกเหมือนกับว่าท้ออยู่ ไม่ได้จะให้เขาเอาเราเป็นตัวอย่างนะคะ แต่ให้เอาชีวิตเราเป็นบทเรียนก็ได้ (ยิ้ม)


3 สิ่ง สุดปิ๊งของบิ๊งโกะ

1.รูปวาด

บิ๊งจะนึกถึงรูปวาดเพราะบิ๊งใช้ทำงานตรงนี้ทุกวัน คือเป็นงานอดิเรกมาก่อนซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นงานหลักไปแล้ว ส่วนตัวบิ๊งเป็นคนชอบวาดรูปผู้หญิง ชอบวาดผม คือจะเน้นงานที่ลงรายละเอียด จะชอบโทนสีหม่นๆ หน่อย แนวเอิร์ธโทน แล้วก็อาจจะมีดาร์กๆ นิดหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ก็อยากลองวาดแนวอื่นดูบ้าง บิ๊งจะวาดรูปเป็นงานมือทุกชิ้นวาดด้วยดินสอปากกาแต่ว่าจะลงสีในคอมพ์ เพราะว่าเวลาทำงานถ้างานมีปริมาณมากเราไม่สามารถจะนั่งลงสีได้ทุกชิ้นเพราะมันจะทำให้ส่งงานไม่ตรงเวลาบ้าง นู่นนี่นั่นบ้าง แต่ถ้าเราใช้คอมพ์ เราสามารถเลือกสีแล้วก็ใช้ได้เลยโดยที่เราไม่ต้องนั่งผสมสีเอง

2.เพลง

บิ๊งชอบฟังเพลงทุกวันเวลาที่บิ๊งทำงาน ถ้าไม่มีเพลงบิ๊งทำงานลำบากแน่ มันอาจจะไม่ได้จำเป็นว่าต้องมี แต่มีแล้วมันก็ทำให้เราทำงานสบายมากขึ้น (ยิ้ม)

3.การแต่งตัว

การแต่งตัวก็ต้องใช้ศิลปะนะคะ เพราะบิ๊งรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้คนเรียนศิลปะจะเอาแต่เซอร์ๆ มันไม่ได้แล้ว เพราะว่าต้องติดต่องานเองด้วย ดังนั้น บุคลิกก็สำคัญค่ะ อย่างเรื่องแต่งตัว บิ๊งจะแต่งเป็นสีทึมๆ หม่นๆ เพราะรู้สึกว่ามันเข้าได้กับทุกชุด ส่วนสไตล์หวานๆ นี่น่าจะยากหน่อยนะคะ (หัวเราะ) เพราะว่าแต่งแล้วบิ๊งจะรู้สึกไม่มั่นใจเท่าไหร่ ถ้าสีๆ บิ๊งจะใส่ได้สีเดียวเลยก็คือสีแดงเลือดหมู


ผลงานของบิ๊งโกะ







Profile

ชื่อ : ภาพฟ้า พุทธรักษา
วันเกิด : 18 สิงหาคม 2538
อายุ : 19 ปี
คติประจำใจ : อยากทำอะไรให้ลงมือทำตอนนั้นเลย
ผลงาน : Packaging Design,Sticker line, Freelance illustrator และอื่นๆ
ขอบคุณสถานที่ Jammer Studio Training Art & Design สยามแสควร์ ซอย 9
www.facebook.com/jammerstudio
www.jammerstudio.com
โทร.08-5981-2828
เรื่อง : วรัญญา งามขำ
ภาพ : วชิร สายจำปา และอินสตาแกรม bbinkostuffs

กำลังโหลดความคิดเห็น...