อีโบลา คองโก ดับทะลุ 500 คนแล้ว เหตุ จนท.สธ.นัดหยุดงาน ค่าแรงต่ำ
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DR Congo) ยังคงน่าเป็นห่วง หลังยอดผู้เสียชีวิตพุ่งทะลุ 500 ราย ขณะที่บุคลากรด่านหน้าด้านสาธารณสุขขู่หยุดงานประท้วง เนื่องจากได้รับค่าตอบแทนต่ำ สวัสดิการไม่เพียงพอ และสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ ส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลว่าอาจกระทบต่อความสามารถในการควบคุมการระบาด
ข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขของคองโก ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากอีโบลาแล้วอย่างน้อย 506 ราย และพบผู้ป่วยยืนยัน 1,561 ราย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา พบผู้เสียชีวิต 2 ราย และผู้ป่วยยืนยัน 20 ราย
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การระบาดครั้งนี้เป็นการระบาดของอีโบลาครั้งที่ 17 ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และเกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ Bundibugyo ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ แม้จะเริ่มมีการทดลองทางคลินิกของแนวทางรักษาใหม่แล้วก็ตาม
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังไม่สามารถระบุผู้ป่วยรายแรกของการระบาดได้ และยังต้องติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงอีกหลายหมื่นคน โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า เดือนแรกของการระบาดครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเมือง Mongbwalu ในจังหวัด Ituri ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า 50% สะท้อนปัญหาการเข้าถึงการรักษาและการวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ขณะที่จังหวัด North Kivu มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 57.4% ซึ่งเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขมองว่าอยู่ในระดับน่ากังวลอย่างยิ่ง
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เมื่อบุคลากรสาธารณสุขแนวหน้าประกาศเตรียมหยุดงานประท้วง โดยระบุว่าไม่ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการตามที่ควรตั้งแต่เริ่มการระบาด อีกทั้งยังขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ต้องทำงานภายใต้ภาระหนัก และไม่พอใจการบริหารจัดการกำลังคน ซึ่งมีการส่งบุคลากรจากพื้นที่อื่นเข้ามาแทนการใช้แรงงานในท้องถิ่น
นอกจากนี้ การควบคุมโรคยังเผชิญอุปสรรคจากสถานการณ์ความไม่สงบในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัด North Kivu และ South Kivu ซึ่งบางพื้นที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธ ทำให้การเข้าถึงผู้ป่วย การติดตามผู้สัมผัสเสี่ยง และการส่งทีมแพทย์เข้าไปปฏิบัติงานทำได้อย่างยากลำบาก
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเตือนว่า หากปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและการประท้วงของเจ้าหน้าที่ไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว อาจส่งผลให้การควบคุมการระบาดเป็นไปด้วยความยากลำบาก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคในพื้นที่อื่น
ที่มา : Al Jazeera English
#NEWS1 รายงาน


