xs
xsm
sm
md
lg

รู้ทันความกังวลของตลาดจับทางลงทุน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


โดย คุณมณฑล จุนชยะ
ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.วรรณ
monthol.j@one-asset.com

ท่ามกลางความผันผวนของกระแสการลงทุนในช่วงนี้และข้อกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนจะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ภาพการเปลี่ยนแปลง บางครั้งอาจจะเกิดความสับสนและไม่สามารถแยกประเด็นได้อย่างชัดเจน ผมจึงขอใช้ช่วงต้นนี้อธิบายถึงภาพ ณ ขณะนี้ว่าเรากำลังเผชิญอยู่กับกระแสของอะไรบ้าง

อย่างแรกคือ กระแสความกังวลต่อการเคลื่อนย้ายของเงินทุน ปัจจุบันนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กังวลต่อการขยายตัวของจีนว่าน่าจะชะลอตัวลงและน่าจะส่งผลไม่ดีต่อภาพเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศแถบเอเชีย ซึ่งผมมองว่าเศรษฐกิจของประเทศจีนนั้นมีโอกาสเติบโตได้อยู่ครับ เพียงแต่จะเป็นลักษณะเปราะบาง โดยตัวเลขดุลการค้าจีนเดือน เม.ย. ปรับเพิ่มขึ้นที่ 45.56 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับระดับ 29.86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือน มี.ค. เป็นผลมาจากการส่งออกที่ปรับตัวลดลงต่ำกว่าการนำเข้าที่ปรับตัวลดลง ซึ่งถือว่าเศรษฐกิจจีนมีโอกาสผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

ในขณะที่สหรัฐอเมริกาก็มีสัญญาณการฟื้นตัวของตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้น ระดับราคาบ้านที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาพในระยะยาวค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่อยากถือครองการลงทุนที่เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกามากขึ้น และอาจเกิดความกังวลต่อการเคลื่อนย้ายการลงทุนจากเอเชียเข้าไปสู่สหรัฐอเมริกา

อย่างที่สอง ความผันผวนของผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ ปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปี ของประเทศไทยอยู่ที่ 1.4-1.5% ในขณะที่ พันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา อายุ 30 ปี อยู่ที่ประมาณ 1.65-1.75% สาเหตุหลักๆ คงมาจากการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักทั้งยุโรปและญี่ปุ่นที่ทำให้สภาพคล่องในระบบมีอยู่สูงมาก ประกอบกับภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่อาจจะทรงตัวและยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน

ทำให้ความต้องการที่จะใช้เงินเพื่อขยายการลงทุนมีไม่มากพอ จึงขาดเครื่องมือหรือช่องทางที่ช่วยดูดซับสภาพคล่องที่ล้นระบบอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่ราคาน้ำมันที่ดิ่งลงมาจาก 100 กว่าเหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกชะลอตัวลงและกระทบต่อความต้องการเงินเพื่อมาบริโภคน้ำมันลดลงไปโดยปริยาย ทั้งหมดนี้จึงทำให้ผลตอบแทนของเงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้ ต่างปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่ภาพเศรษฐกิจโดยรวมเติบโตอย่างไม่ชัดเจน อัตราเงินเฟ้อฟื้นตัวได้ไม่มาก อัตราดอกเบี้ยทรงตัวในระดับต่ำ โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นผู้ลงทุนควรจัดสรรเงินบางส่วนมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เพื่อจะดึงผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนให้สูงขึ้นบ้าง

สินทรัพย์ที่ผมมองว่าน่าสนใจ ผมให้น้ำหนักที่การลงทุนในหุ้น และการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust : REIT) จากการประเมินในด้านผลตอบแทนจะพบว่าปัจจุบันอัตราเงินปันผลเฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่ในกรอบที่ประมาณ 3.25-3.50%

ในขณะที่อัตราปันผลของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) อยู่ที่ประมาณ 6-8% และอีกทั้งยังมีกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure fund) ซึ่งก็ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ในช่วงการปรับฐานของตลาด จึงเป็นโอกาสในการเข้าสะสมหลักทรัพย์ดีๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้มากกว่าตราสารหนี้ทั่วไป อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนควรตั้งเป้าหมายการลงทุนของตนเองให้ชัดเจน และเลือกลงทุนในสินทรัพย์ให้มีสัดส่วนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนจะสามารถยอมรับได้ครับ

•“ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”


กำลังโหลดความคิดเห็น...