xs
xsm
sm
md
lg

คณะกรรมาธิการยุโรปฟัน ค่ายรถเยอรมนี เหตุสมรู้ร่วมคิดในการ ‘กั๊ก’ เทคโนโลยีการปล่อยควันรถ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ในโลกของการดำเนินธุรกิจ นอกจากการแข่งขันระหว่างกันแล้ว บางครั้งอาจจะมีการร่วมมือกันของบรรดาบริษัทต่าง ๆ ทั้งในด้านที่สร้างประโยชน์ให้กับส่วนร่วม และด้านตรงข้ามเพื่อเป็นการผูกขาดและเพื่อผลประโยชน์ทางอ้อมในด้านอื่น ๆ ของพวกเขาเอง นั่นก็เลยทำให้ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหภาพยุโรปมีการออกกฎที่เรียกว่า Antitrust Rules หรือกฎต่อต้านการผูกขาดออกมา ซึ่งตอนนี้ กฎข้อนี้กำลังแผลงฤทธิ์ใส่ 3 บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในเยอรมันอย่าง Daimler AG, Volkswagen Group (ซึ่งก็รวมถึงในเครืออย่าง Audi และ Porsche) และ BMW AG ในการละเมิดต่อกฎข้อนี้

ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการของสหภาพยุโรปได้สั่งปรับทั้ง 3 กลุ่มบริษัทรถยนต์ในเยอรมนีด้วยข้อหาสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อชะลอการพัฒนาและการจัดหาเทคโนโลยีควบคุมการปล่อยควันเสียของรถยนต์ ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในทั้งเบนซินและเทอร์โบดีเซล ซึ่งผิด Antitrust Rules ของ EU โดยแต่ละค่ายโดนค่าปรับค่อนข้างอ่วมเลย ซึ่ง Volkswagen Group ซึ่งรวมถึง Audi, Porsche และ Volkswagen จะต้องจ่ายค่าปรับเกือบ 600 ล้านดอลลาร์ (19,596 ล้านบาท) และ BMW จะต้องจ่ายเกือบ 450 ล้านดอลลาร์ (14,697 ล้านบาท) ขณะที่ Daimler ที่ในตอนแรกคาดว่าอาจจะต้องเสียค่าปรับเกือบ 900 ล้านดอลลาร์ (29,394 ล้านบาท) แต่สุดท้ายไม่ต้องโดนอะไรหลังจากที่เปิดเผยข้อมูลและให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการ


2552-2557 รวมตัวกันไม่ปล่อยของดี

ช่วงที่มาตรฐานด้านไอเสียของยุโรปถูกกำหนดออกมาอย่างชัดเจนเพื่อบังคับให้รถยนต์ใหม่ทุกคันที่อยู่บนถนนสามารถปล่อยไอเสียออกมาสอดคล้องกับค่ามาตรฐานที่กำหนดเอาไว้ แน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะนำมาด้วยต้นทุนในการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D ก่อนที่จะนำมาใช้งานจริงบนท้องถนนได้

ตามปกติแล้ว บริษัทรถยนต์เหล่านี้จะมีการประชุมที่เรียกว่า Technical Meeting ซึ่งจัดอยู่เป็นประจำในการพูดคุยและวิเคราะห์ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านรถยนต์เพื่อให้สอดคล้องกับกฎข้อบังคับ โดยเฉพาะเรื่อง Selective Catalytic Reduction (SCR) เพื่อกำจัดสารพิษอย่างไนตรัสออกไซด์ หรือ Nox ในไอเสีย

แต่ครั้งนี้แตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะการประชุมของ Daimler AG, BWM AG และ Volkswagen พร้อมบริษัทในเครืออย่าง Audi และ Porsche เห็นพ้องต้องกันในการ ‘กั๊ก’ เทคโนโลยีที่มีอยู่ และเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะให้ผ่านระดับมาตรฐานที่ทาง EU กำหนดเอาไว้ก็พอ แต่ไม่เลือกที่จะใช้ทางออกที่มีคุณภาพดีกว่า เพื่อให้รถยนต์ปล่อยก๊าซไอเสียที่มีมลพิศษลดลง ทั้งที่พวกเขามีเทคโนโลยีเหล่านี้อยู่แล้ว

สิ่งที่ทั้งหมดทำคือ การพัฒนาสารยูเรียที่เรียกว่า AdBlue ขึ้นมา และสารชนิดนี้จะถูกฉีดเข้าไปในท่อไอเสียเพื่อทำปฏิกิริยาให้ก๊าซไนตรัสออกไซด์ในไอเสียลดลง โดยประเด็นที่ทั้งหมดโดนนั้นคือ ทั้งหมดร่วมกันแชร์ข้อมูลและกำหนดขนาดของถังที่บรรจุสาร AdBlue ที่อยู่ในลักษณะที่พอใช้ได้เท่านั้น แทนที่จะเพิ่มขนาดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อช่วยลดมลพิษในไอเสีย ซึ่งทางคณะกรรมาธิการยุโรปมองเห็นว่ามีความจงใจที่จะร่วมกันไม่ร่วมกันนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าทั้งที่พวกเขามีความพร้อมที่จะทำเช่นนั้นได้อยู่แล้ว

โดยสิ่งที่ทั้ง 3 บริษัทกำลังโดนข้อบังคับของกรรมาธิการยุโรปเล่นงานนั้นเป็นเคสที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน 2552 จนถึง 1 ตุลาคม 2557



โดนปรับกันถ้วนหน้า

"เราจะไม่ปล่อยให้บริษัทเหล่านี้ได้ร่วมมือกันอีกต่อไป นับตั้งแต่มิถุนายน 2552 ถึงตุลาคม 2554 ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง BMW, Volkswagen, Daimler, Porsche และ Audi ซึ่งมีเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ในการลดการปล่อยมลพิษที่เป็นอันตรายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์ดีเซลได้ แต่บริษัทเหล่านี้กลับเพิกเฉยที่จะทำการแข่งขันกันในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้ดียิ่งขึ้น และสิ่งนี้เองทำให้ผู้บริโภคขาดโอกาสในการซื้อรถยนต์ที่ใช้พลังงานสะอาด"Margrethe Vestager หัวหน้าฝ่ายต่อต้านด้านการผูกขาดของคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าว

ตรงนี้หมายความว่าพวกเขาจำกัดการแข่งขันในลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า และการกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดโดยวัตถุในรูปแบบของข้อจำกัดของการพัฒนาทางเทคนิค ประเภทของการละเมิดที่อ้างถึงอย่างชัดเจนในมาตรา 101(1)(b) ของสนธิสัญญาและมาตรา 53(1)(b) ของข้อตกลงเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA)

ส่วนค่าปรับที่เกิดขึ้นนั้นถูกตั้งตามหลักเกณฑ์สำหรับค่าปรับประจำปี 2549 ของคณะกรรมาธิการยุโรป หรือ Commission's 2006 Guidelines โดยในการกำหนดระดับของค่าปรับ คณะกรรมาธิการได้คำนึงถึงมูลค่าการขายรถยนต์นั่งดีเซลของคู่กรณีที่ติดตั้งระบบ SCR ใน EEA ในปี 2556 (ปีสุดท้ายของการละเมิด) ความรุนแรงของการละเมิดและขอบเขตความเสียหาย

ผลคือ ทั้งหมดถูกปรับตาม อัตราส่วนที่ระบุเอาไว้ข้างต้น ยกเว้น Daimler ที่ยอมเปิดเผยข้อมูลและให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการ


ยังแค่เริ่มต้นของกระบวนการ

แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของกระบวนการ เรียกว่ายังอยู่ในศาลชั้นต้นกันอยู่ และทางบริษัทรถยนต์บางแห่งยังไม่หาทางในการอุทธรณ์สิ่งที่เกิดขึ้น

Volkswagen กล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีความชัดเจน และการอ้างถึงการจำกัดขนาดของถังที่ถูกชูขึ้นมาเป็นประเด็นนั้นถือว่าไม่แน่นหนาพอ เพราะขนาดของถังที่เป็นอยู่ในตอนนั้นถือว่ามีขนาดใหญ่กว่าที่ควรจะเป็นในการประชุมร่วมกันมากถึง 2-3 เท่าตัว และทางบริษัทกำลังหาทางในการขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสถิตยุติธรรมของยุโรปต่อไป

ขณะที่ทาง BMW กล่าวว่า ขนาดของถัง AdBlue นั้น “ไม่มีอิทธิพลใด ๆ ต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัท” และเช่นเดียวกับ Volkswagen พวกเขาเตรียมที่จะยื่นอุทธรณ์เพื่อความยุติธรรม ขณะที่ Daimler ยังไม่มีความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับเรื่องอื้อฉาวเรื่อง "Diesel gate" ในทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อ Volkswagen ยอมรับว่ารถยนต์ดีเซลประมาณ 11 ล้านคันทั่วโลกได้รับการติดตั้งซอฟต์แวร์หลอกลวง ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์เมื่อนำรถยนต์มาวางบนแท่นทดสอบ แต่กลับปล่อยไอเสียสูงขึ้นระหว่างการขับขี่ปกติ และรถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับคดี Diesel gate ไม่ได้ติดตั้งถังเก็บสาร AdBlue แต่อย่างไร


สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเรื่องนี้คือ นี่เป็นครั้งแรกของยุโรปที่มีการลงดาบบริษัทรถยนต์ด้วยเหตุผลในเรื่องความผิดเกี่ยวกับการสมรู้ร่วมคิดในการ ‘กั๊ก’ เทคโนโลยี ซึ่งตามปกติแล้ว ส่วนใหญ่กฎข้อนี้จะทำงานในลักษณะของการปรับบริษัทที่ออกแนวรวมหัวกันตรึงราคาหรือเพิ่มราคามากกว่าที่เป็นกลยุทธ์แบบดั้งเดิมยอดนิยม…..โลกเราอยู่ยากขึ้นทุกวันแล้วตอนนี้