xs
xsm
sm
md
lg

มองอดีต ส่องโอกาส การค้าไทยตลาดโลก

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

วิกฤติเศรษฐกิจช่วงปี 2008-2009 นั้นส่งผลให้การค้าของโลกเปลี่ยนไป เห็นได้จากอัตราการเติบโตของการนำเข้าโลกที่ลดลง เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ส่งผลใหการส่งออกของไทยที่แม้จะมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในปี 2009-2010 แต่กลับมีการชะลอตัวในเวลาต่อมา ดังนั้น มาตรการในการผลักดนเศรษฐกิจที่จำเป็นคือการส่งเสริมการใชจ่ายภายในประเทศ

นอกจากนี้ การสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคการส่งออกไทยอีกทางหนึ่งคือ การเน้นการส่งออกไปยังภูมิภาคที่มีการฟื้นตัวและเติบโตเร็ว เช่น กลุ่มลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และ แอฟริกา

หลังวิฤติเศรษฐกิจในช่วงป 2008-2009 การค้าโลกมีการเติบโตที่ลดลง ทั้งในกลุ่มสินค้าคงทนและไม่คงทน โดยช่วงปีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจการนำเข้าของสินค้าคงทนและไม่คงทนลดลงกว่า 21% และ 27% ตามลำดับ โดยสหรัฐฯ ที่เป็นผู้นำเข้าหลักของโลกในเวลานั้น มีการนำเข้าที่ลดลงมากกว่าค่าเฉลี่ยของโลก โดยนำเข้าสินค้าคงทนและไม่คงทนลดลง 23% และ 38% ตาลำดับ และแม้การค้าโลกจะมีการฟื้นตัวได้เร็วในช่วงปี 2010 แต่ยังถือว่าต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤติมา หากเราเปรียบเทียบระหว่างช่วง 2001- 2008 และ 2009 - 2013 การนำเข้าของโลกในช่วงแรกเติบโตกว่า 15% ต่อปี

แต่ในช่วงหลังนั้น ลดเหลือเพียง 7% ต่อปี อีกทั้งเรายังพบว่าถึงแม้ภาพเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่มูลค่าการนำเข้ากลับไม่ได้ดีตามไปด้วย นอกจากนี้ หากวิเคราะห์การค้าโลกเปรียบเทียบกับ GDP พบว่าสัดส่วน การนำเข้าต่อ GDP นั้นเริ่มมีการปรับตัวลดลงตั้งแต่ปี 2011แสดงถึงการค้าที่ชะลอตัวไม่สอดคล้องกับการเติบโตของ GDP โดยที่สินค้าแต่ละประเภทได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันออกไป

สินค้าที่ได้รับผลกระทบน้อยและมีการฟื้นตัวเร็วในการเปลี่ยนแปลงของการค้าโลกคือ สินค้าพื้นฐาน เช่น อาหารสดและอาหารแปรรูป หากมองลึกลงไปถึงกลุ่มสินค้าต่างๆ ของการนำเข้าโลก จะพบว่าอาหารสดและอาหารแปรรูปเป็นหมวดสินค้าที่มีมูลค่าการนำเข้าของโลกลดลงน้อยกว่า 10 % ในช่วงปี 2009 และยังสามารถฟื้นตัวกลับมาสู่ระดับก่อนวิกฤติได้ภายในหนึ่งปี

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่ได้รับผลกระทบในช่วงวิกฤติค่อนข้างหนักโดยที่มูลค่านำเข้าลดลงมากกว่า 15% แต่ฟื้นตัวเร็ว คือ สินค้าประเภทพลาสติกและยาง รวมถึงหินและแก้ว ทั้งนี้ สินค้าส่งออกของไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่การฟื้นตัวของการส่งออกของไทยนั้นดีกว่าการฟื้นตัวของการค้าโลกพอสมควร

แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวลงของการค้าโลก แต่นับได้ว่าสินค้าส่งออกของไทยส่วนใหญ่ยังฟื้นตัวได้เร็วและยังมีแนวโน้มเติบโตโดยรวมสูงกว่าการค้าโลก สินค้าส่งออกหลักของไทย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิก พลาสติกและยาง ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร แร่ธาตุและเชื้อเพลิง และเคมีภัณฑ์

สินค้าเหล่านี้ นับว่ามีความยืดหยุ่นสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งปีในการกลับมาสู่ระดับที่สูงกว่าช่วงปี 2009 (ยกเว้น สินค้าประเภทแร่และเชื้อเพลิง) ยิ่งไปกว่านั้นในสินค้าบางประเภทที่การนำเข้าของโลกถือว่าด้รับผลกระทบหนัก เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน ที่ยังติดลบถึง 10% แต่หลังจากผ่านวิกฤติไปแล้วหนึ่งปีไทยกลับมาส่งออกได้มากขึ้นกว่า 9% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันได้ดี นอกจากนี้ ช่วงปี 2010-2013 การส่งออกของไทยในสินค้าหลักยังคงมีอัตราการเติบที่สูงกว่าการนำเข้าของโลก

ทั้งนี้ แม้การส่งออกของไทยจะยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดี แต่ก็ยังมีโอกาสขยายตัวได้มากขึ้นอีกหากมุ่งไปยังตลาดใหม่ๆ ที่ขยายตัวสูง

ตลาดใหม่ที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย คือ ภูมิภาคที่เป็นผู้นำเข้าขนาดเล็ก เช่น กลุ่มลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และ แอฟิกา ที่ในยุคการค้าปัจจุบันมีแนวโน้มการเติบโตสูงและไทยมีสินค้าที่สามารถเข้าถึงลูกค้าในกลุ่มนี้ได้ในช่วงวิกฤติปี
2009 ภูมิภาคที่มีความยืดหยุ่นและสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วกว่าการฟื้นตัวของโลก คือ กลุ่มลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และ แอฟริกา

สำหรับช่วงหลังวิกฤตินั้น ทั้งสามภูมิภาคดังกล่าวมีอัตราการเติบโตของการนำเข้าที่เหนือกว่าสหรัฐฯ
โดยที่มูลค่าการนำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียง 8% เมื่อเทียบระหว่างปี 2008 กับ 2013 ในขณะทั้งสามภูมิภาคเติบโตกว่า 20%-30% ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ ไทยยังคงมีสัดส่วนการส่งออกไปยังทั้งสามภูมิภาคค่อนข้างน้อย

นอกจากนี้ เมื่อรวมตลาดทั้งสามภูมิภาคเข้าด้วยกันถือว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ โดยที่มูลค่าการนำเข้าของรวมกันอยู่ที่ประมาณ 14% ของการนำเข้ารวมของโลก ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่กว่าการนำเข้าของทั้งสหรัฐฯ (12%) และจีน (10%) แสดงให้เห็นว่า ตลาดกลุ่มดังกล่าวเป็นตลาดส่งออกที่มีความน่าสนใจทั้งในแง่การเติบโตที่สูงและขนาดที่ใหญ่

ยิ่งไปกว่านั้น สินค้าของไทยยังมีศักยภาพในการส่งออกไปยังภูมิภาคเหล่านี้อยู่แล้ว เนื่องจากประเทศในภูมิภาคเหล่านี้มีการนำข้าสินค้าที่เราสามารถตอบสนองได้ ทั้งนี้ จากข้อมูลปี 2013 ทั้งสามภูมิภาคมีการนำเข้าสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างใหญ่ (ประมาณ 10% ของการนำเข้าทั้งหมด) โดยเป็นสินค้าหลักๆ เช่น เครื่องรับส่งสัญญาณ ชิ้นส่วนประกอบโทรศัพท์ และ แผงวงจรรวม ซึ่งประเทศไทยก็ส่งออกสินค้าเหล่านี้อยู่แล้ว

ผู้ประกอบการที่เน้นการส่งออกเป็นหลักนั้น ควรที่จะหาตลาดใหม่ๆที่น่าสนใจในการส่งออกสินค้าเพิ่มเติม จากข้อมูลในอดีตทำให้เราเห็นว่าการส่งออกของไทยในช่วงเกิดวิกฤตินั้นมีความยืดหยุ่นสูงมาก มีอัตราการฟื้นตัวที่เร็วกว่า การฟื้นตัวขอวการนำเข้าโลกอยู่แล้ว ดังนั้นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการในการขยายการส่งออกคือ การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศที่ฟื้นตัวและเติบโตเร็ว เช่น กลุ่มลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และ แอฟิกา ซึ่งผู้ประกอบการสามารถหาข้อมูล
ได้จากหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เช่น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

ในส่วนภาครัฐนั้น จากการค้าโลกที่เปลี่ยนไปการส่งออกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มาตรการที่เน้นการเติบโตจากในประเทศเป็นทางเลือกที่จำเป็น ผลพวงของวิกฤติศรษฐกิจที่ผ่านมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปงรูปแบบการค้าของโลก โดยเฉพาะประเทศผู้นำหลักอย่างสหรัฐฯ เห็นได้จากการเติบโตของมูลค่าการนำเข้าหลังวิกฤติที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤติ ส่งผลให้การส่งออกของไทยในระยะหลัง ช่วงปี 2010 – 2013 ชะลอตัวลง ดังนั้น การหวังพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักในการผลักดันเศรษฐกิจโดยรวมนั้นอาจจะไม่เพียงพอมาตรการที่ภาครัฐฯ สามารถเข้ามาช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยคอยการเน้นเสริมสร้างความเข้มแข็งจากภายใน (domestic –led growth) โดยเน้นการส่งเสริมการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนในประเทศตลอดจนการลงทุนของภาครัฐฯ ร่วมด้วย
กำลังโหลดความคิดเห็น