xs
xsm
sm
md
lg

ชายแดนกาญจนบุรี กับแรงจูงใจแรงงานเถื่อน หนีสงคราม–หนีเกณฑ์ทหาร–หวังโอกาสทำกินในไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รายงาน ……จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดชายแดนทางทิศะวันตกของประเทศไทย มีแนวชายแดนติดกับประเทศเมียนมายาวกว่า 371 กิโลเมตร เต็มไปด้วยช่องทางเข้า–ออกทางธรรมชาติไม่น้อยกว่า 43 ช่องทาง และมีด่านสำคัญ 2 แห่ง คือ ด่านถาวรบ้านพุน้ำร้อน อำเภอเมืองกาญจนบุรี และจุดผ่อนปรนการค้าด่านเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี


พื้นที่ดังกล่าวทำให้กาญจนบุรีกลายเป็นหนึ่งใน “จุดยุทธศาสตร์” ของการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย โดยมีอำเภอที่ติดแนวชายแดนถึง 5 จาก 13 อำเภอ ขณะที่ภารกิจการควบคุมพื้นที่ตกอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ทั้งกองทัพ ตำรวจ ตชด. ฝ่ายปกครอง และตรวจคนเข้าเมือง


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การจับกุมแรงงานชาวเมียนมาที่ลักลอบเข้าสู่ราชอาณาจักรไทยยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังปี 2564 ภายหลังการรัฐประหารในเมียนมา ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองและการสู้รบกับกองกำลังฝ่ายต่อต้านยืดเยื้อหลายปี

จุดเปลี่ยนสำคัญที่กลายเป็น “แรงผลัก” ให้ชาวเมียนมาจำนวนมากตัดสินใจหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย คือ การที่รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศบังคับให้ประชาชนทั้งชายและหญิงต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ทั้งที่หลายคนไม่เคยผ่านการใช้อาวุธหรือการฝึกทางทหารมาก่อน ความหวาดกลัวต่อสงครามและการสูญเสียชีวิต ทำให้การ “หนีออกนอกประเทศ” กลายเป็นทางเลือกเดียว แม้จะต้องเสี่ยงชีวิตและเสี่ยงคดีความ

สถิติการจับกุม จากฝ่ายความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ ตชด.ฝ่ายปกครอง สะท้อนภาพปัญหาได้อย่างชัดเจน โดยใน ปี 2564 จับกุมได้ 2,223 คน ปี 2565 เพิ่มเป็น 4,460 คน ปี 2566 จำนวน 1,605 คน ปี 2567 จำนวน 2,779 คน และปี 2568 เฉพาะช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน จับกุมได้แล้ว 2,855 คน รวมตลอดระยะเวลา 5 ปี มากถึง 13,922 คน บางช่วงเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้วันละเกือบ 100 คนในหลายคดี


อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจของแรงงานเถื่อนเหล่านี้ไม่ได้มีเพียง “สงคราม” เท่านั้น แต่ยังผูกโยงกับสภาพเศรษฐกิจในประเทศเมียนมาที่ทรุดหนัก การขาดแคลนงาน รายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัว และความไม่มั่นคงในชีวิต ทำให้ประเทศไทยถูกมองเป็น “ดินแดนแห่งโอกาส” แม้จะต้องเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย

ขบวนการนายหน้าและเครือข่ายลักลอบขนแรงงานจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทำงานอย่างเป็นระบบ แลกกับผลประโยชน์จำนวนมหาศาล แรงงานบางรายยอมขายที่ดิน ขายบ้าน เพื่อนำเงินมาจ่ายให้นายหน้า บางรายกู้เงินหรือให้ญาติที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยสำรองจ่ายก่อน ขณะที่บางกรณีสถานประกอบการเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ แล้วค่อยหักจากค่าจ้างในภายหลัง

แต่ปลายทางของแรงงานจำนวนไม่น้อยกลับไม่เป็นไปตามที่ฝัน เมื่อถูกจับกุม ดำเนินคดี และถูกผลักดันกลับประเทศ ขณะที่บ้านและที่ดินถูกขายไปแล้ว หากกลับไปก็ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีงานทำ และยังเสี่ยงถูกทางการทหารเมียนมาดำเนินคดีจากการหลบหนีเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้แรงงานกลุ่มนี้ต้องวนเวียนอยู่ตามแนวชายแดน รอจังหวะหลบหนีเข้ามาใหม่ เป็นวงจรซ้ำซากไม่รู้จบ


อีกหนึ่งแรงจูงใจสำคัญที่ถูกจับตามอง คือ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ที่ผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมายสามารถทำงานได้เป็นกรณีพิเศษถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งมีแรงงานชาวเมียนมาเข้าข่ายมากถึงกว่า 851,000 คน มติดังกล่าวแม้มีเจตนาดี แต่กลับอาจกลายเป็น “ช่องว่าง” ที่ขบวนการนายหน้าใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวงแรงงานให้หลงเชื่อว่าสามารถเข้ามาอยู่และทำงานได้โดยง่าย

ด้วยเหตุนี้ จังหวัดกาญจนบุรีจึงพยายามผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ด้วยการเสนอให้จัดตั้งศูนย์บริการออกเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity : CI) สำหรับแรงงานสัญชาติเมียนมาในพื้นที่ เพื่อดึงแรงงานจากระบบผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรี ระยะปี 2566–2570 ที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน หากได้รับการอนุมัติ จะช่วยลดแรงจูงใจในการลักลอบเข้าเมือง ลดอำนาจขบวนการนายหน้า และสร้างระบบแรงงานที่ถูกต้อง ยั่งยืน และตรวจสอบได้

ในวันที่แรงงานเมียนมาจำนวนมากยังต้องเลือกระหว่าง “สงครามกับความเสี่ยง” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการจับกุม แต่คือ การจัดการแรงจูงใจและต้นตอของปัญหา ว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนแรงงานเถื่อนให้กลายเป็นแรงงานในระบบได้มากเพียงใด ก่อนที่วงจรการหลบหนีจะหมุนซ้ำไม่รู้จบ
กำลังโหลดความคิดเห็น