xs
xsm
sm
md
lg

แบ่งมรดกพันล้าน “เสี่ยเฮง”โรงโม่เทพประทานพรสะดุด ลูกชายคนโตแจ้งความเจอพิรุธการทำพินัยกรรม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวขอนแก่น-ลูกชายคนโต “เสี่ยเฮง ทองแท่งไทย”เจ้าของอาณาจักรโรงโม่หินเทพประทานพร
อ.ภูผาม่านที่เสียชีวิตเมื่อปลายเดือน ก.ย.68 พร้อมทนายความ หอบหลักฐานแจ้งความเอาผิดแพทย์ผู้ออกใบรับรองแพทย์และผู้ร่วมทำพินัยกรรมแบ่งมรดกพันล้าน หลังพบข้อมูลในใบรับรองแพทย์ขัดแย้งกับข้อมูลการรักษาอาการป่วยมะเร็งใน รพ.ของรัฐ ทายาทคนโตของเมียแรกมั่นใจ ก่อนทำพินัยกรรม
“ป๋าเฮง”ป่วยไม่ต่างอาการติดเตียง ไม่สามารถเซ็นชื่อเองได้ พิมพ์ลายนิ้วมือแทน




วันนี้(29 พ.ย.)ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น นายชนาธิป สุโพธิ์ ทนายความ พร้อมด้วยนายประกิต ทองแท่งไทย ทายาทของนายเฮง ทองแท่งไทย เจ้าของโรงโม่หินเทพประทานพร อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ซึ่งเสียชีวิตลงอย่างสงบที่โรงพยาบาลศรีนครินทร เมื่อวันที่ 27 ก.ย.68 ที่ผ่านมา หลังเข้ารับการรักษาอาการป่วยโรคมะเร็งมาก่อนหน้านี้ นำหลักฐานเป็นสำเนาเอกสารสำคัญที่นายเฮง เคยลงลายมือชื่อหรือลายเซ็นเอาไว้ ภาพถ่ายเอกสารสำเนาใบรับรองแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในโทรศัพท์มือถือ และเอกสารอื่น ๆ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับทนายความ อัยการและแพทย์ผู้ที่ออกใบรับรองแพทย์ให้กับนายเฮง ทองแท่งไทย

รวมทั้งตรวจสอบเบื้องหลังการได้ซึ่งใบรับรองแพทย์ดังกล่าวว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ เนื่องจากข้อมูลที่ระบุในใบรับรองแพทย์ฉบับดังกล่าว ได้ถูกนำไปใช้ในการจัดทำพินัยกรรมของนายเฮง และการรับรองของแพทย์ยังขัดแย้งกับข้อมูลการเข้ารับการักษาอาการป่วยของนายเฮงอีกด้วย ทำให้ทายาทตั้งข้อสังเกตว่า พินัยกรรมดังกล่าวอาจได้มาอย่างไม่ถูกต้อง และนายเฮง เจ้าของพินัยกรรม ไม่ได้เป็นคนดำเนินการด้วยตนเองหรือไม่

นายชนาธิป สุโพธิ์ ทนายความ เปิดเผยว่า ก่อนที่นายเฮง จะเสียชีวิต ได้เข้ารับการรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มาตั้งแต่เดือน เม.ย.2566 และเข้าออกโรงพยาบาลมาโดยตลอด กระทั่งวันที่ 1-5 พ.ค.2568 ได้เข้าแอดมิทที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และเข้ารับการทำ TC สแกนช่วงท้อง ในวันที่ 6 พ.ค.2568 ซึ่งในช่วงการเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล นายเฮง ต้องใช้วิธีการพิมพ์ลายนิ้วมือประทับลงในเอกสารทางการแพทย์แทนการลงลายมือชื่อ เนื่องจากปัญหาเรื่องสุขภาพ โดยนายเฮง ไม่สามารถลงลายมือชื่อเองได้มาตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย.2568


แต่หลังจากนั้นในวันที่ 8 พ.ค.2568 ทางทายาทฝั่งภรรยาคนที่ 1 ของนายเฮง ซึ่งได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2520 ก่อนจะจดทะเบียนหย่า เมื่อปี 2541 ได้มาทราบเรื่องภายหลังจากการเสียชีวิตของนายเฮง นั่นคือ ในวันที่ 8 พ.ค.2568 พบว่า นายเฮง ได้มีการไปจัดทำพินัยกรรมเกี่ยวกับมรดกทรัพย์สินของตนเองที่ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ทั้งที่ไม่ใช่ที่อยู่ในภูมิลำเนา และจากการตรวจสอบก็ไม่พบว่า นายเฮง มีญาติพี่น้องหรือสนิทกับใครใน อ.หนองเรือ

แต่ประเด็นสำคัญที่ทางทายาทฝั่งภรรยาคนที่ 1 นายเฮง พบความไม่ชอบมาพากล คือ เอกสารใบรับรองแพทย์ ที่ออกโดยโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ในเมืองขอนแก่น ที่แพทย์ระบุไว้ว่า ผลการตรวจสุขภาพและตรวจโรคของนายเฮง “ไม่เคยมีโรคประจำตัว ไม่เคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล มีสุขภาพแข็งแรงตามวัย มีสติสัมปชัญญะดี ถามตอบรู้เรื่องดี”

ซึ่งทางทายาท มองว่า ไม่ตรงตามข้อเท็จจริง เนื่องจากนายเฮง ผู้เป็นบิดา มีประวัติการรักษาอาการป่วยและยังต้องเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น มาโดยตลอด โดยในใบรับรองแพทย์ดังกล่าว ยังพบว่า มีการการลงลายมือชื่อที่ระบุว่า เป็นของนายเฮง ทั้งที่นายเฮง ไม่สามารถเซ็นชื่อได้ด้วยปัญหาสุขภาพ


นายชนาธิป กล่าวต่อว่า หลังจากได้รับใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชนในเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันที่ 8 พ.ค.2568 จากการตรวจสอบของทีมทนายความ พบว่า ในวันเดียวกันนี้ได้มีการนำใบรับรองแพทย์ดังกล่าว ไปจัดทำพินัยกรรมในพื้นที่ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น และมีการลงลายมือชื่อของนายเฮง อีกครั้ง ซึ่งทายาทได้ตั้งข้อสังเกตใน 2 ประเด็นนี้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในช่วงวันที่มีการไปขอใบรับรองแพทย์และทำพินัยกรรม จะไม่มีพยานยืนยันว่า นายเฮง ได้เป็นผู้เดินทางไปเองหรือดำเนินการด้วยตัวเองหรือไม่ แต่ทางทายาทมั่นใจว่า ด้วยสุขภาพของนายเฮงที่ไม่ต่างจากผู้ป่วยติดเตียง นายเฮงไม่สามารถดำเนินการทั้งหมดด้วยตัวเองได้อย่างแน่นอน

ทั้งยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า กระบวนการได้มาซึ่งพินัยกรรมตั้งแต่ต้น อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย วันนี้จึงได้นำหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับบุคลลที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนกระบวนการได้มาซึ่งพินัยกรรมดังกล่าว พร้อมกันนี้ได้ยื่นเรื่องต่อศาลจังหวัดชุมแพ จ.ขอนแก่น เพื่อศาลพิจารณาว่าพินัยกรรมดังกล่าวจะต้องเข้าข่ายเป็นโมฆะหรือไม่ รวมทั้งยื่นขอเข้าร่วมเป็นผู้จัดการมรดก


นายชนาธิป ยังกล่าวด้วยว่า ก่อนที่นายเฮง จะสมรสกับภรรยาคนที่ 2 ก่อนหน้านี้เคยจดทะเบียนสมรสกับภรรยาคนแรก เมื่อปี 2520 และจดทะเบียนหย่าในปี 2541 โดยในพินัยกรรมที่มีการเปิดเผยหลังการเสียชีวิตของนายเฮง เนื้อหาส่วนหนึ่งระบุไว้ว่า มรดกและทรัพย์สินต่าง ๆ ที่มีมาจนถึงปี 2534 ให้เป็นของฝั่งภรรยาคนแรก ส่วนมรดกและทรัพย์สินต่าง ๆ ที่มีมาหลัง 2534 ถึงปัจจุบัน ให้เป็นของฝั่งภรรยาคนปัจจุบัน ซึ่งในส่วนที่ 2 นี้ มีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท


กำลังโหลดความคิดเห็น