แพร่ - ผู้ว่าฯ แพร่สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจปริมาณน้ำทั่วจังหวัด ทั้งอ่างเก็บน้ำเล็ก-กลาง ยันน้ำผิวดิน-ใต้ดิน วางแผนการใช้ให้พ้นแล้ง หลัง 3 ปีที่ผ่านมาเจอวิกฤตแล้งกันตลอด
วันนี้ (12 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจแหล่งน้ำผิวดิน และแหล่งน้ำใต้ดิน เพื่อให้รู้ถึงปริมาณที่สามารถกักเก็บได้ แล้วนำมาประเมินว่าจะเพียงพอต่อความต้องการใช้ในห้วงฤดูแล้งนี้หรือไม่
เนื่องจากตลอด 3 ปีที่ผ่านมาพื้นที่เกษตรกรรมในเขตชลประทานของจังหวัดแพร่ที่มีอยู่ 636,460 ไร่ จากทั้งหมด 1,117,663 ไร่ เป็นแหล่งปลูกพืชจำพวก ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดเมล็ดพันธุ์ ถั่วเหลือง และพืชผักเมืองหนาว สวนผลไม้ มีปัญหามากในเรื่องการจัดสรรน้ำมาตลอด เฉพาะปีที่ผ่านมาแพร่ต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำใช้ทางการเกษตร และน้ำใช้ในครัวเรือน ระบบประปาหลายแห่งต้องหยุดจ่ายน้ำมาแล้ว
ล่าสุดพบว่าแหล่งน้ำหลักในจังหวัดแพร่ ตั้งแต่แม่น้ำยม-ลำน้ำสาขาใน 8 อำเภอ มีอยู่จำนวน 12 แหล่งใหญ่ๆ ที่สามารถกักเก็บได้ และน้ำใต้ดินมีสายน้ำทอดยาวคู่ไปกับแม่น้ำยม จากทางเหนือ-ใต้ของจังหวัด มีปริมาณน้ำที่ใช้ได้ระดับหนึ่ง
นายวัฒนากล่าวว่า ปีนี้จังหวัดแพร่โชคดีกว่าทุกปี คือมีปริมาณฝนมากพอสมควร ทำให้อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง-เล็กที่มีอยู่ทั้งหมดมีน้ำกักเก็บร้อยละ 80 และมีหลายอ่างเก็บน้ำได้ถึง 100% บางอ่างน้ำยังล้นสปิลเวย์อยู่ในขณะนี้ เช่น อ่างเก็บน้ำแม่สาย เป็นต้น ระดับน้ำใต้ดินก็มีอยู่ทุกอำเภอ
อย่างไรก็ตาม แม้น้ำผิวดินที่เก็บได้ดูจะอยู่ในปริมาณที่น่าพอใจ แต่ถ้ามองปริมาณการใช้แล้วเราเก็บได้เพียง 250 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่สถิติทั้งปีของจังหวัดแพร่ต้องใช้น้ำประมาณ 1,600 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงต้องมีการบริหารจัดการ
โดยน้ำที่ใช้แบ่งได้เป็นสองอย่าง คือ น้ำเพื่อการบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ชลประทานจะต้องมีหน้าที่ในการบริหารจัดการในการใช้ร่วมกัน ซึ่งต้องขอความร่วมมือกัน ผู้ใช้น้ำต้องฟังคำเตือน-คำแนะนำในการปลูกพืชช่วงฤดูแล้ง
ด้านอุปโภคบริโภค ทางประปาส่วนภูมิภาคที่รับผิดชอบอยู่มั่นใจว่าจะสามารถบริหารจัดการน้ำให้มีใช้ไปถึงเดือนมีนาคม ปีหน้า ซึ่งยังไม่พ้นวิกฤต จึงต้องเร่งสำรวจแหล่งน้ำประปาชุมชน-หมู่บ้านว่ามีปริมาณการใช้ที่เพียงพอหรือไม่
“นี่เป็นการเตรียมการเพื่อบริหารน้ำให้เพียงพอในฤดูแล้งนี้ จะมีการสำรวจทั้งภาคเกษตร ปศุสัตว์ ประมงว่าจะต้องใช้น้ำอย่างเพียงพอหรือไม่อย่างไร”
นอกจากนี้ยังมีมาตรการเสริม คือ การสำรวจทำฝายชะลอน้ำในพื้นที่ป่า ซึ่งต้องไม่ไปกระทบพื้นที่ป่าและสิ่งแวดล้อมด้วย ขณะนี้ได้สั่งการให้นายอำเภอออกสำรวจร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กิจกรรมไหนดำเนินการได้ ทำได้ฝ่ายเดียว หรือการแบ่งกันเป็นเจ้าภาพทั้งฝ่ายปกครอง-องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องช่วยกัน
ส่วนแม่น้ำยม เป็นแม่น้ำสายหลัก เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ต้องเฝ้าระวังเก็บสถิติว่ามีปริมาณมากน้อยอย่างไร จะต้องทำฝายกักเก็บอย่างไร ต้องเตรียมให้พร้อมล่วงหน้า โดยเฉพาะการใช้น้ำเพื่อการผลิตประปาในช่วงต่างๆ ของแม่น้ำยม
“ตอนนี้จังหวัดได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อช่วยติดตามให้มีการดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ เพราะไม่อยากเห็นภาพขาดแคลนน้ำอีกต่อไป”



