xs
xsm
sm
md
lg

ตามรอยพระศาสดากับพระธรรมมงคลญาณ สู่แผ่นดินพุทธภูมิ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ศูนย์ข่าวศรีราชา - ตามรอยพระศาสดากับพระธรรมมงคลญาณ ณ จุดกำเนิดพุทธศาสนา ด้วยแรงศรัทรากับผู้แสวงบุญทั้ง 80 ชีวิต ทำบุญใหญ่ยังสถานที่ก่อกำเนิดพุทธศาสนา แผ่นดินพุทธภูมิ

การไปแสวงบุญครั้งนี้มีผู้ร่วมคณะฯ ไปประมาณ 80 ชีวิต รวมทั้งนักบิน และแอร์โฮสเตท ผู้จัดทัวร์ และคณะทำงานของ นพ.ประเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และโรงพยาบาลในเครือ รพ.กรุงเทพ บริษัทปราสาททองโอสถ ที่ติดตามดูแล พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ นอกจากนี้ ยังมีผู้ติดตามพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ ประกอบไปด้วย ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ดร.สาคร สุขศรีวงศ์ คุณศิริธัช โรจนพฤกษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวัฒน์ของสถาบันพลังจิตตานุภาพ และผู้เกี่ยวข้องในงานสอนสมาธิ

การเดินทางในครั้งเริ่มตั้งแต่วันที่ 25-27 มีนาคม 2559 ตามกำหนดการเครื่องบินเทกออฟเวลา 06.50 น. บินตรงไปเมืองพาราณสี (Varanasi) เพื่อเช็กอินเข้าประเทศอินเดีย ระหว่างนั้นได้นำคณะสู่เมืองสารนาถ นมัสการธัมเมกขสูป หนึ่งในสี่สังเวชนียสถาน สถานที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมครั้งแรกโปรดปัญจวัคคีย์ เป็นเหตุให้เกิดพระสงฆ์อุบัติขึ้นครั้งแรกในโลก

ณ ที่นี้ หลวงพ่อวิริยังค์ ได้นำสวดมนต์ และเทศนาเกี่ยวกับเรื่องธรรมจักรกัปวัตนสูตร แนวทางชีวิตทางสายกลางเพื่อปฏิบัติให้บรรลุถึงอริยสัจ 4 คือ อริยมรรคที่มีองค์แปด คือ สามรอบอาการสิบสอง และนำนั่งสมาธิแผ่เมตตา หลังจากนั้น เดินทางต่อไปยังเมืองออรังคบาตร (Aurancabad) เพื่อเตรียมเดินทางไปถ้ำอจันต้า(AJANTA cave)

หลังอาหารเช้าของวันที่ 26 มีนาคม พวกเรารวมตัวกันตามกลุ่มคณะที่จัดรถบัสให้ 3 คัน คันที่ 1 ประกอบด้วย พระอาจารย์หลวงพ่อ แพทย์ที่ดูแลพรักพร้อมด้วยอุปกรณ์แพทย์ มีถังออกซิเจน เพื่อเตรียมไว้กรณีฉุกเฉิน ที่ได้อานิสงส์ถึงคณะที่มีใครเจ็บป่วยด้วย รถคันที่ 2 ประกอบด้วย พระครูปลัดมงคลวัฒน์ รองเจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล ทีมงานของสถาบันพลังจิตตานุภาพ และผู้เกี่ยวข้องสาขาสถาบันฯ ในต่างจังหวัด ส่วนรถคันสุดท้ายคือ คณะของเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของโรงพยาบาลกรุงเทพ และบางกอกแอร์เวย์ส

ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุพุ่งรุนแรงถึง 40 องศา พวกเรามีต้นแบบคือ พระออาจารย์หลวงพ่อวัย 97 ปี เป็นแม่แบบ คือ สู้ๆๆ แม้อากาศจะร้อน พวกเราต้องไปให้ถึงจุดหมาย ท่ามกลางความบากบั่นพยายามของแต่ละคน บางคนเช่าเสลี่ยงให้คนอินตะละเดียหาม และถ้าใครโดนเรียกว่า มหาราชา หรือมหารานีแล้วต้องเตรียมกระเป๋าทิปหนักกว่าราคาทิปปกติคนละหนึ่งร้อยรูปี ถือว่าเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการเพิ่มราคาตัวแรงก็ว่าได้

การเดินทางจากที่พักสู่ถ้ำ ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ในรถมีการบรรยายธรรมะที่เมตตาโดยพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณโพธิวิเทศ หัวหน้าคณะธรรมทูตไทยประจำประเทศอินเดีย และเนปาลส่งมา แต่รถคันที่ผู้เขียนนั่งโชคดีที่มี ดร บวรศักดิ์ ช่วยแจมบรรยายประวัติศาสตร์ของอินเดีย และต้นกำเนิดของศาสนาพราหมณ์ พระลักษณ์ พระราม สนุกจนหลับไม่ลง และมีเสียงท่านพระครูปลัดมงคลวัฒน์ เรียกให้ตื่นมาสวดมนต์ นั่งสมาธิเป็นระยะๆ

หลังอาหารเที่ยงที่ภัตตาคารเราก็เริ่มเดินทางชมถ้ำหินที่เจาะเข้าไปในภูเขาเพื่อใช้เป็นทั้งโบสถ์ วิหาร หอสวดมนต์ ที่ได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นสิ่งมหัสจรรย์ของอินเดีย อายุกว่า 2,000 ปี นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่าตรงนี้เป็นภูเขาไฟมาก่อน จึงยากมากที่จะเจาะขุดเพราะเป็นหินเนื้อแข็ง

การขุดเจาะใช้เวลาหลายชั่วคน สำเร็จเป็นถ้ำทั้งสิ้น 30 ถ้ำ เรียงไปตามหน้าผารูปแนวโค้งเป็นรูปเกือกม้า ซึ่งในแต่ละถ้ำจะมีรูปแกะสลักต่างกันออกไป เช่นถ้ำที่ 1 เป็นถ้ำที่ทำขึ้นเพื่อถวายพระโพธิสัตว์ มีรูปปั้นพระพุทธเจ้าปางปฐมเทศนา ภาพนิทานชาดก 500 ตอน พระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นสัตว์ต่างๆ มหาชนก พระอาจารย์หลวงพ่อฯ เลือกถ้ำหมายเลข 26 ภายในมีเจดีย์ที่งดงาม มีงานแกะสลักต้นสาละ ที่ชาวอินเดียเรียก ซาล (Sal) เกี่ยวกับการประสูติของพระพุทธเจ้า และมีภาพในพุทธประวัติอีกมากมาย พระอาจารย์หลวงพ่อฯ นำสวดมนต์เทศนา เรื่องของการทำสมาธิเพื่อให้เกิดพลังจิต สะสมพลังจิตเพื่อให้เกิดปัญญา การทำสมาธิควบคุมจิตได้ ระงับความขัดแย้ง สมาธิที่ถูกต้องคือ สัมมาสมาธิ ทางสายกลางไม่มาก ไม่น้อยเกินไป

ภายในถ้ำอชันตา แห่งนี้เกิดขึ้นด้วยพลังศรัทราในพระพุทธศาสนา จึงทำให้คนสลักหินจากถ้ำเป็นพุทธประวัติ ปรากฎเป็นวัตถุอัศจรรย์ เกิดขึ้นด้วยความศรัทราอย่างเหลือล้นในหัวใจ หลายร้อยปีจึงจะสำเร็จ และวันนี้พวกเราก็ได้มาพบศรัทธาอย่างมหาศาลของบรรพบุรุษในอินเดีย จากนั้นพระอาจารย์หลวงพ่อฯ ก็นำนั่งสมาธิ และแผ่เมตตา

เสร็จสิ้นภารกิจจากถ้ำ กลับถึงที่พักพวกเราชาวคณะยังคงดื่มด่ำแรงศรัทธาของชาวอินเดียในอดีตกาลที่มุ่งมั่นสร้างงานถวายพระพุทธศาสนา ด้วยจารึกไว้ตั้ง 30 ถ้ำ แต่มีบางท่านบอกว่า พรุ่งนี้ยังจะมีถ้ำเอลโลรา ที่สวยงามอีกแห่งนึ่ง

โดยเช้าวันที่ 27 มีนาคม อันเป็นวันสุดท้ายของการเดินทาง พวกเราได้เดินทางด้วยรถบัสไปยังถ้ำเอลโลรา ซึ่งใช้เวลาเดินทางราวหนึ่งชั่วโมง ถ้ำดังกล่าวมี 34 ถ้ำ เรียงรายแบ่งเป็นของพุทธสถาน 12 ถ้ำ ศาสนาฮินดู 14 ถ้ำ และศาสนสถานของเชน 8 ถ้ำ มีพระพุทธรูปซึ่งเจาะเข้าไปในภูเขาอายุกว่า 1,200 ปี บางถ้ำสลักเข้าไปในหน้าผาเท่ากับตึก 3 ชั้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างมาก

พระอาจารย์หลวงพ่อฯ ได้นำคณะไปถ้ำที่ 10 ซึ่งถือว่าเป็นถ้ำที่ใหญ่ที่สุด มีอีกชื่อหนึ่งว่าวิศวกรรม (Visvakarma) ทำเป็นเจดีย์มี 2 ชั้น เป็นหอสวดมนต์ที่ใครเข้าไปแล้วจะสัมผัสความเงียบสงบเย็นสบาย โดยเฉพราะเวลาแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาจะเป็นลำสะท้อนกับเสาหิน จะเกิดเงาพระพุทธรูปที่เรียงรายตามผนัง งดงามเหมือนต้องมนต์ ณ ที่แห่งนี้ พระอาจารย์หลวงพ่อนำสวดมนต์ เทศนาเรื่องการทำสมาธิ ประโยชน์อย่างใหญ่หลวงของสมาธิ

และท้ายสุดของการเวลาที่อยู่ในถ้ำแห่งนี้ พระอาจารย์หลวงพ่อเทศนา ทำเอาพวกเราน้ำตาซึมนั่นคือ คำที่ว่า “สัญญายังอยู่ สัญญาที่พระอาจารย์หลวงพ่อฯ ให้ไว้กับตาชีปะขาวตอนมารักษาอาการป่วยว่า รักษาหายแล้วจะช่วยงานพระพุทธศาสนา ชีวิตของหลวงพ่ออุทิศให้วิชาสมาธิ จะเผยแผ่วิชาสมาธิตามที่หลวงปู่มั่นสอนวิชานี้ให้ สมาธิที่สอนสร้างความสุขให้ผู้อื่นด้วยสมาธิ หลวงพ่อยังไหว สู้มาตลอด สู้มาด้วยตนเอง ไม่ต้องห่วงหลวงพ่อ ยังแข็งแรง และเมื่อใดในโลกนี้มีคนทำสมาธิถึง 60% แล้ว หลวงพ่อจะหยุด”

สิ้นสุดการเดินทางตามรอยพระศาสดา กับพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ ที่เราต้องกลับไปผ่านขบวนการตรวจคนเข้าเมืองที่พาราณสีอีกครั้ง ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเองที่อาคารผู้โดยสารส่วนบุคคล (MJETS) สนามบินดอนเมือง เมื่อเวลา 22.10 น. ของวันที่ 27 มีนาคม 2559 ผู้เขียนต้องกลับมาทำงานตามภาระหน้าที่ด้วยหัวใจที่อิ่มเอม..ถึงแม้ว่าร่างกายจะเหนื่อยล้าต่อการเดินทาง แต่หัวใจนั้นกับชุ่มฉ่ำ และภูมิใจที่อยู่ใต้ร่มเงาของพระพุทธศานา