xs
xsm
sm
md
lg

ทนเห็นโจรใต้ตบหน้าสีกากีต่อไม่ได้ ‘อดุลย์’ ตื่นกระชับตำรวจชายแดนใต้

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

คาร์บอมบ์แฟลตตำรวจ สภ. ศรีสาคร  ของกลุ่มโจรใต้ ถือเป็นการตบหน้าเจ้าหน้าที่อย่างแรง
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่

คาร์บอมบ์ที่แฟลตตำรวจ สภ.ศรีสาคร และการปล้นร้านทองกลางเมืองที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส นับเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธาของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ “ตำรวจ”

และไม่เฉพาะแต่ประชาชนเท่านั้นที่รับไม่ได้ แม้แต่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รอง ผบ.ตร. ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) โดยตรง ก็ยังรับไม่ได้กับความ “หละหลวม” ของตำรวจในพื้นที่ จนต้องมีคำสั่งย้าย “พล.ต.ต.ชัยทัต อินทนูจิตร” ผบก.ภ.จว.นราธิวาส ไปช่วยราชการที่ ศชต. และตั้ง พล.ต.ต.ยงยุทธ เจริญวานิช รอง ผบช.ศชต. มาทำหน้าที่รักษาการ ผบก.ภ.จว.นราธิวาสแทน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ยังได้กล่าวในที่ประชุมตำรวจระดับ ผบก. ผกก. และหัวหน้าหน่วยกองกำลังในพื้นที่ ให้ทุกคนทำงานเชิงรุก ต้องตรวจค้น ตรวจสอบ จับกุม ควบคุมพื้นที่ ควบคุมสถานการณ์ให้ลดน้อยลง ไม่ใช่ทำงานแบบไม่จริงจัง หละหลวมและนอนอยู่แต่ในเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา หากใครยังทำตัวแบบไม่เต็มที่ ไม่เต็มใจ จะย้ายออกจากพื้นที่

นี่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า พล.ต.อ.อดุลย์ทราบเป็นอย่างดี และมีข้อมูลในเชิงลึกว่า ตำรวจระดับหัวหน้าหน่วย จำนวนหนึ่ง ไม่จริงใจในการปฏิบัติหน้าที่

ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ นับตั้งแต่เกิดเหตุไฟใต้ปะทุระลอกใหม่ครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ผู้ที่ตกเป็น “จำเลย” ของสังคมคือ “ทหาร” จากกองทัพภาคต่างๆ ที่ถูกส่งเข้ามารับผิดชอบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ส่วน “ตำรวจ” นั้นค่อนข้างจะ “ลอยตัว” เนื่องจาก ตำรวจทำหน้าที่รับผิดชอบในเขตเมือง เพื่อป้องกัน “โรงพัก” หรือที่ตั้งหน่วยอย่าให้ถูกโจมตีจากแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบเสียมากกว่า

หน้าที่ของตำรวจจึงกลายเป็น “ผู้ช่วยของทหาร” ทำหน้าที่ตรวจที่เกิดเหตุ ชันสูตรศพ รับแจ้งความ สืบสวนสอบสวน หาพยานบุคคล วัตถุพยาน เพื่อออกหมายจับกุมและส่งฟ้องผู้ต้องหา ดังนั้น 7 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าสถานการณ์ความรุนแรงจะไม่ลดลง และการแก้ปัญหาอยู่ในสภาพล้มเหลว แต่ตำรวจกลับไม่ได้ตกเป็น “จำเลย” ของสังคม ไม่เหมือน “ทหาร” ที่ชาวบ้านมองเห็น “กองกำลังติดอาวุธ” ลาดตระเวนด้วยรถหุ้มเกราะรถยูนิม็อกติด เอ็ม 60 มีเครื่องบินขึ้นลง มีเรือเหาะ มีด่านตรวจ มีชุดลาดตระเวนเต็มพื้นที่
กรณีปล้นร้านทองกลางเมือง ในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก  ที่มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ตอกย้ำภาพความไม่เอาไหนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
แต่ เหตุระเบิดที่แฟลตตำรวจ เหตุปล้นร้านทองกลางเมือง และระเบิดกลางเมืองยะลา ได้สร้างคำถามให้เกิดขึ้นว่า ณ วันนี้ตำรวจทำอะไรอยู่ และทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังแล้วหรือไม่ หรือเป็นไปอย่างที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว กล่าวไว้ว่า อย่ามัวไปนอนที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

เพราะที่ผ่านมา 7 ปี แม้ว่าในการป้องกัน ปราบปรามกลุ่มแนวร่วมเป็นหน้าที่หลักของทหาร หรือกองทัพ แต่กับปัญหารองที่เป็นปัญหา “ทับซ้อน” เช่น การระบาดของยาเสพติด การค้ายาเสพติด การค้าน้ำมันเถื่อน การค้าของเถื่อน อบายมุขต่างๆ รวมถึงการแก้ปัญหากลุ่มคนผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ การตัดไม้ทำลายป่า เหล่านี้กลับเติบโตอย่างเต็มที่ โดยที่ตำรวจไม่ได้เข้าไปแก้ปัญหาแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง

มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า สาเหตุที่ตำรวจในจังหวัดชายแดนภาคใต้วางเฉยต่อปัญหาอาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของยาเสพติด การค้าของผิดกฎหมาย การละเลยต่อการกระทำของกลุ่มอิทธิพลในท้องที่ เป็นเพราะ “เม็ดเงิน” จากการทำผิดกฎหมายจำนวนมหาศาล จากกลุ่มอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการก่ออาชญากรรมทั้งหมดถูกทำ “หล่น” ในกระเป๋าของตำรวจในจำนวนที่เพียงพอต่อการใส่ “เกียร์ว่าง” โดยไม่แตะต้องกลุ่มคนเหล่านี้

การออกมา “ตำหนิ” ตำรวจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะที่ จ.นราธิวาสของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว จึงเป็นการกระทำที่ถูกต้อง และ “โดนใจ” คนในพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง เพราะตำรวจเป็นหน่วยงานที่รู้ปัญหา รู้จักคน รู้ทุกเรื่องในพื้นที่รับผิดชอบ

ถ้าตำรวจทำงานด้วยจิตวิญญาณของ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ที่แท้จริง ไม่แสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ถูกต้อง ไม่ร่วมมือกับกลุ่มอิทธิพล และ “นาย” ระดับหัวหน้าหน่วยไม่กินเลือดกินเนื้อลูกน้อง โจรไม่สามารถเก่งกว่าตำรวจได้อย่างแน่นอน

หากตำรวจใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยังไม่ปรับยุทธศาสตร์และยุทธวิธี หรือยัง “หละหลวม” ในการทำหน้าที่ ความสูญเสียในเขตเมืองจะต้องเกิดขึ้นสูง เนื่องจากล่าสุด “แนวร่วมขบวนการบีอาร์เอ็นฯ” มีแผนก่อความวุ่นวายในเขตเมืองที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ ซึ่งนอกจากร้านจำหน่ายทองรูปพรรณ หรือบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่เป็นของคนไทยพุทธ หรือคนไทยเชื้อสายจีน เพื่อให้พ่อค้าหรือนักธุรกิจเหล่านั้นสูญเสียและหวาดกลัว จนต้องเลิกทำธุรกิจการค้าและโยกย้ายออกจากพื้นที่ไป

และที่สำคัญอีกแผนหนึ่งของแนวร่วมกลุ่มดังกล่าวคือ การก่อการร้ายต่อสถาบันการเงินในพื้นที่ เพื่อทำลายระบบเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดชายแดนภาคใต้

ดังนั้น ตำรวจจึงต้องปรับปรุงการทำหน้าที่ โดยเฉพาะในเรื่อง “การข่าว” ในเรื่องการป้องกันและการตรวจค้น จับกุมที่จะต้องมีความรวดเร็ว มีการ “บูรณาการ” กับกองกำลังในพื้นที่

ไม่ใช่ปล่อยให้รถโจรที่ปล้นร้านทองจาก อ.สุไหงโก-ลกวิ่งไปถึง อ.แว้ง ที่เป็นระยะทาง 20 กว่ากิโลเมตร โดยที่จุดตรวจหรือป้อมยามไม่ได้สนใจในการสกัดกั้น ทั้งที่รถที่โจรใช้เป็นรถเก๋งที่ต้องวิ่งบนถนนลาดยางเท่านั้น หรือปล่อยให้โจรควงปืนกลปล้นกลางเมือง โดยที่ไม่มีตำรวจเห็นเหตุการณ์แม้แต่นายเดียว

เนื่องเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น นอกจากตำรวจถูกโจร “ตบหน้า” แล้ว ยังเป็นการทำลายความ “เชื่อมั่น” ที่ประชาชนมีต่อ ตำรวจอีกด้วย
กำลังโหลดความคิดเห็น