xs
xsm
sm
md
lg

ซาวเสียง พ.ร.บ.ป่าชุมชนที่เชียงราย - ชี้ส่วนใหญ่หนุนคนอยู่กับป่า

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เชียงราย – “สถาบันพระปกเหล้า-สำนักงานเลขาธิการวุฒิฯ” เปิดเวทีสัญจรเชียงราย ยก พ.ร.บ.ป่าชุมชน ขึ้นถกร่วมกับนักวิชาการ-ตัวแทนชาวบ้านนับร้อย ก่อนกฎหมายบังคับใช้ ชี้ส่วนใหญ่ยืนยันจุดยืนต้องให้คนอยู่ร่วมกับป่า

รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่าวันนี้ (28 ส.ค.) ที่หอประชุมศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและการเรียนรู้ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา สถาบันพระปกเกล้า และสำนักงานเลขาธิการ วุฒิสภา ได้จัดสัมมนาเวทีสัญจร “รับฟังความคิดเห็นของประชาชนชาว จ.เชียงราย ต่อการมีส่วนร่วมทางตรงของประชาชนกับการแก้ปัญหา”

ภาคเช้าเป็นการให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโครงสร้าง บทบาท และอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาโดย รศ.ดร.ทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 จากนั้นเป็นการเปิดกว้างให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ในการเข้าถึงการมีส่วนร่วมดังกล่าว โดยมีภาคประชาชนเข้าร่วมประมาณ 100 คน

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ในการสัมมนาครั้งนี้ มีการหยิบยกเรื่องร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน เข้าหารือเพื่อจุดประกายให้เกิดการมีส่วนร่วม เพราะเป็นกฎหมายที่ยังไม่บังคับใช้ แต่กำลังจะส่งผลต่อป่าและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง รวมทั้งเกี่ยวข้องกับรัฐสภาที่ต้องพิจารณากฎหมายดังกล่าว ซึ่งพบว่ามีบุคคลต่างๆ ให้ความเห็นในเรื่องนี้อย่างหลากหลาย

อาจารย์วรสฤษฎิ์ ปิงเมือง รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรช.) ในฐานะผู้ดูแลศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จ.เชียงราย เปิดเผยว่า โดยหลักการแล้วในสภาพสังคมปัจจุบัน ซึ่งมีประชากรเพิ่มมากขึ้นนั้น เราคงไม่สามารถแยกคนออกจากป่าได้อย่างเบ็ดเสร็จ และป่าจำเป็นต้องอยู่คู่กับคนโดยให้คนดูแลรักษาป่าแทนที่จะบุกรุกทำลายป่า เพราะวันใดแยกคนออกจากป่าชัดเจนก็จะส่งผลกระทบต่อคนที่อาศัยอยู่ในเขตป่ามานานแล้ว ป่าก็คงจะอุดมสมบูรณ์ต่อไปไม่ได้ หากไม่มีชุมชนเป็นผู้ดูแลเพราะลำพังเจ้าหน้าที่ป่าไม้คงจะดูแลไม่ทั่วถึง

อาจารย์วรสฤษฎิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นไปได้ในสภาพปัจจุบัน และมีความเหมาะสมที่สุด รวมทั้งสอดรับกับทั้งบทบาทของเจ้าหน้าที่ป่าไม้และชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ป่ามาแต่เดิม คือ พ.ร.บ.ป่าชุมชน ต้องอนุญาตให้คนที่อยู่ในป่ามานานแล้วอยู่ดูแลรักษาป่าผืนนั้นต่อไป และหากทำมาหากินด้วยพืชล้มลุกก็ต้องกำหนดให้ยกเลิกเพื่อให้หันมาช่วยกันปลูกพืชยืนต้นสำหรับเป็นป่าอย่างยั่งยืน เช่น เงาะ ลำไย ลิ้นจี่ ฯลฯ เพื่อคงสภาพเป็นป่า จากนั้นคนเหล่านี้จะเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในการดูแลรักษาผืนป่าของพวกเขาอย่างยั่งยืน เพราะถือเป็นแหล่งทำมาหากินของพวกเขา

ขณะเดียวกัน ก็ต้องกำหนดเขตป่าที่ยังไม่มีผู้บุกรุกอยู่อาศัยออกไปให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้รุกเพิ่มอีก รวมทั้งวางกรอบการใช้ประโยชน์จากป่าที่อนุญาตให้ผู้อยู่อาศัยมาแต่เดิมได้บริหารจัดการเพื่อให้เป็นป่าอย่างถาวรต่อไป

อาจารย์วรสฤษฎิ์ บอกว่า ปัจจุบันมีผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตป่าเป็นจำนวนมากการจะไปไล่ออกทันทีจะทำให้เกิดความโกลาหล เพราะหากจะให้ออกก็ควรทำไปนานตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน ในภาพรวมตนเห็นด้วยแต่การจะบังคับใช้ควรจะกำหนดวิธีปฏิบัติเป็นกรณีพื้นที่ๆ ไป เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีสภาพไม่เหมือนกัน เช่น ป่าในเขตเชียงรายเป็นแหล่งท่องเที่ยวหากมีกิจกรรมใดที่สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะโฮมสเตย์ในป่าก็ควรส่งเสริม การให้ตัดไผ่ในผืนป่าบางแห่งอย่างหมุนเวียนเฉพาะชุมชนที่มีภูมิปัญญาจากการนำไผ่มาใช้เป็นประโยชน์ เป็นต้น ทั้งนี้ ในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เคยดำเนินการเช่นนี้อย่างได้ผลมาแล้ว

รองอธิการบดี มรช.กล่าวด้วยว่า สำหรับ จ.เชียงราย นั้น มรช.ได้ศึกษาเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อประมาณ 7 ปีก่อนในพื้นที่บ้านโป่งชัย ต.ทุ่งก่อ อ.เวียงเชียงรุ้ง ซึ่งมีประชากรประมาณ 161 ครัวเรือน โดยศึกษาข้อมูลจากการใช้ประโยชน์ของชุมชนจากป่า สัตว์ที่อยู่ในป่า พืช สมุนไพร ภูมิปัญญา ฯลฯ และส่งเสริมให้คนรักษ์ป่าปรากฏว่าเมื่อ มรช.ถอนตัวออกมาชาวบ้านก็ดูแลรักษาป่าได้อย่างอุดมสมบูรณ์กว่าเดิมเสียอีก

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาได้นำพื้นฐานดังกล่าวไปดำเนินโครงการในเขตป่าบ้านร่องบอน ต.ม่วงคำ อ.พาน พื้นที่กว่า 397 ไร่ เป็นเวลา 5 ปี โดยเก็บข้อมูลทุกอย่าง และพบว่า ชาวบ้านใช้ประโยชน์จากไผ่ด้วยการตัดหมุนเวียนเพื่อไม่ให้กระทบกับผืนป่าทั้งหมด ทั้งยังพบพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ภูมิปัญญาต่างๆ ของชาวบ้านมากมาย มีการจัดทำเป็นแผนที่เพื่อการสำรวจ ศึกษาและอนุรักษ์ ซึ่งเมื่อ มรช.ถอนตัวออกมาผืนป่าก็ได้รับการดูแลจากชาวบ้านให้อุดมสมบูรณ์ต่อไปได้

แต่เมื่อไปดำเนินการต่อในผืนป่าบ้านแม่คาวหลวง เนื้อที่ 372 ไร่ ก็พบว่า สภาพป่าไม่เหมือนกัน เพราะเป็นป่าพลุน้ำจืดที่มีน้ำธรรมชาติซึมออกจากใต้ดินกลายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงมีการส่งเสริมให้อนุรักษ์ทุกอย่างเอาไว้เพื่อให้เกิดสภาพชุ่มน้ำดังกล่าวต่อไป โดยปัจจุบันโครงการนี้ดำเนินการใกล้แล้วเสร็จแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าสภาพป่าแต่ละแห่งไม่เหมือนกันการอนุรักษ์จึงต้องมีฐานข้อมูลที่รอบด้านด้วย

ที่ผ่านมา มรช.ยังได้ดำเนินโครงการในพื้นที่ป่าศรีลานนา-ขุนตาล ซึ่งกินพื้นที่กว่า 18 ตำบล ใน 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และลำปาง เพื่อจัดทำเป็นฐานข้อมูลเหมือนกับการดำเนินโครงการในป่าผืนก่อนๆ แต่จะกินเนื้อที่มากกว่า และนำเสนอต่อสำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อดำเนินการอนุรักษ์ตามความเหมาะสมต่อไปแล้ว

นายบันเทิง เครือวงษ์ และ นายประนอม เชิมชัยภูมิ สองกรรมการศูนย์พัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยในทำนองเดียวกันว่า เห็นด้วยในภาพรวมของ พ.ร.บ.ป่าชุมชน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด โดยเห็นว่า การจะเข้าไปบริหารจัดการผืนป่าที่มีชาวบ้านไปอาศัยอยู่แล้วนั้น จะต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เพราะลำพังกำลังของเจ้าหน้าที่รัฐคงดูแลป่าได้ไม่ทั่วถึงและการจะอนุรักษ์ต้องใช้ทั้งกฎระเบียบ วิถีชุมชน ภูมิปัญญา ฯลฯ ควบคู่กันไปด้วย จึงจะทำให้ชาวบ้านร่วมกันรักษาและเป็นป่าได้อย่างยั่งยืน หากไม่ดำเนินการเช่นนี้ก็มีความเสี่ยงในอนาคตที่รัฐอาจจะเปิดให้เอกชนรายใหญ่ๆ เข้าไปบริหารจัดการป่า ซึ่งเอกชนก็คงจะมีเรื่องกำไรเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งก็ทำให้เรามองไม่เห็นอนาคตของการอนุรักษ์