xs
xsm
sm
md
lg

“ร่างพัง-ซึมเศร้า-เสี่ยงตาย!!” ปัญหาเรื้อรังบุคลากรการแพทย์ “อยู่เวรมาราธอน” แนะเร่งแก้ 3 เฟส [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โหมงานหนัก-เวลาพักไม่มี” ปัญหาชีวิตการทำงานของ “หมอ-พยาบาล” วงในชี้ ควบกะเข้าเวร 24 ชั่วโมง/วัน เป็นเรื่องปกติ แม้“ร่างพัง-ซึมเศร้า-เสี่ยงตาย” กูรูแนะอยากแก้ปัญหา ต้องทำจริงจังติดต่อกัน“3 เฟส”






** ไม่ใช่เคสแรก เสียชีวิตในหน้าที่ **


กลายเป็นเรื่องสลดของวงการแพทย์ เมื่อพยาบาลสาววัยเพียง 30 ปี “อีฟ (พว.ยุภารักษ์ สุขวรรณดี)”พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด “หัวใจหยุดเต้น” และ “เสียชีวิต” ขณะปฏิบัติงาน “เวรดึก”

เพจ “มุมข่าว”รายงานว่า เพื่อนร่วมงานของเธอเท้าความไว้ว่า ก่อนเกิดเหตุ เธอมี “อาการท้องเสีย” และ “รู้สึกเพลีย”ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ มีขอเข้าห้องน้ำ ก่อนจะ “วูบ”ล้มลง แล้วก็หัวใจหยุดเต้นไป

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามเรื่อง “ภาระงานหนัก”ของบุคลากรทางการแพทย์ กระหึ่มโซเชียลฯ ขึ้นอีกครั้ง ตั้งข้อสังเกตว่า “ชั่วโมงการทำงาน” ที่ยาวนาน และ “ความเหนื่อยล้า”สะสมจากการเข้าเวร อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักให้เกิดเหตุสลดนี้

ด้านคุณพ่อ “สุวิทย์ สุขวรรณดี”เผยกับสื่อว่า รู้สึกช็อกกับการจากไปของลูกสาว เพราะลูกสาว “ไม่มีโรคประจำตัว” แต่เคยได้ยินเสียงบ่นเรื่องงานว่า “เหนื่อย”จากการ “ขึ้นเวร”


                                                         {“พยาบาลอีฟ” วูบดับ ขณะเข้าเวร}

ส่วนป้าของผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นอดีตพยาบาลเหมือนกัน อย่าง “เกศราภร แก้วลาย” เปิดใจไว้ว่า การจากไปของหลานสาวครั้งนี้ สะท้อนถึงภาระงานของพยาบาลที่เพิ่มขึ้น แต่ค่าตอบแทนยังไม่เหมาะสม อยากให้มีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับภาระงาน

ด้าน “โรงพยาบาลร้อยเอ็ด” ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า ผู้เสียชีวิตไม่มีโรคประจำตัว หรือประวัติการเจ็บป่วยมาก่อน เลยให้เข้าเวรปฏิบัติงานตามปกติ

ส่วนประเด็นเรื่องการจัด “ตารางเวร” นั้น ใช้เกณฑ์ของสภาการพยาบาล ที่กำหนดว่า ชั่วโมงการทำงานต้องไม่เกิน “60 ชั่วโมง/สัปดาห์” คือขึ้นเวรบ่าย และดึกติดต่อกัน “ไม่เกิน 3 วัน”

เบื้องต้น โรงพยาบาลจะมี “การเยียวยา” ให้ “100,000 บาท” และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในงานศพเพิ่มเติมด้วย



แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่เคสแรก ย้อนกลับไปเมื่อปี 60 ก็มีกรณีคุณหมอจบใหม่ อย่าง “นพ.ฐาปกรณ์ ทองเกื้อ” ที่ป่วย แต่ก็ต้องออกมาทำงาน เข้าเวรดูแลผู้ป่วย จนสุดท้ายตัวเองเสียชีวิต ด้วย “โรคปอดติดเชื้อ”

ไม่ต่างจากเคสของ “พญ.พิชชาอร พงษ์ประเสริฐ” คุณหมอจบใหม่อีกราย ที่ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร จาก “การติดเชื้อ” จากคนไข้ หลัง “อยู่เวรมาราธอน” นานถึง “72 ชั่วโมง”

สะท้อนให้เห็นว่า “ชั่วโมงในการทำงาน” คือตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดเหตุสลดเหล่านี้ขึ้น ซึ่งคือปัญหาที่เรื้อรังมานาน ส่งให้ช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ ข่าว “คุณหมอจบใหม่” และ “พยาบาลวิชาชีพ” แห่กันลาออกเพียบ

เนื่องจากบางคนต้องทำงานถึง 100 ชั่วโมง/สัปดาห์ เฉลี่ยแล้ว หมอ 1 คน ต้องดูผู้ป่วยกว่า 60-70 รายต่อวันเลยทีเดียว
อย่างที่ “ผศ.ดร.วิวัฒน์ เหล่าชัย” กรรมการอำนวยการสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เผยข้อมูลกับสื่อไว้ว่า...
 ตอนนี้“พยาบาล”ทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน มีประมาณ “209,000 คน” อยู่ใน “ระบบราชการ” ราวๆ “113,000 คน” แต่กลับมีการ “ลาออก” เฉลี่ยถึงปีละ “7,000 กว่าคน” ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก



** ควบเกิน 16 ชม. เสี่ยงทั้งแพทย์ ทั้งคนไข้ **

“ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช” หัวหน้าหน่วยประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ กรรมการศูนย์โรคสมองภาคเหนือ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ช่วยสะท้อนประเด็นความหนักของ “ภาระงาน” ไว้ให้ทีมข่าวฟังว่า...

การเข้าเวรของหมอและพยาบาล แบ่งเป็น 3 กะ คือ “กะเช้า” เริ่มตั้งแต่ 8.00 น. – 16.00 น.,“กะบ่าย” คือ 16.00 น. - 0.00 น. และ “กะดึก” ตั้งแต่0.00 น. – 8.00 น.

การได้เห็นบุคลากรทางการแพทย์ทำงานควบ “2 กะ” ถึง“3 กะ” หรือทำงานติดต่อกัน “16 ชั่วโมง” ถึง “24 ชั่วโมง” จึงกลายเป็นเรื่องปกติที่พบเจอได้ตลอด

ลักษณะการเข้าเวร ก็จะเป็นแบบต่อเนื่อง เช่น เสร็จกะบ่าย ก็ต่อกะดึกทันที “ไม่ได้มีเวลาพัก” อาจมีช่วงให้หายใจตอนเตรียมส่งเวร แค่ราวๆ 30 นาทีเท่านั้น

“3 กะ อันนี้เราเจอได้บ่อยมากๆ เลย เพราะว่าหลายๆ ที่ต้องบอกว่า อย่างพยาบาลกับแพทย์เนี่ย กลางวันเราก็ต้องมาทำงาน กลางคืนก็ต้องอยู่เวร

บางครั้งอยู่เวรต่อเนื่องกัน 2 กะ บางครั้งพยาบาลไม่พอ ก็ต้องทำ 3 กะด้วย ซึ่งจะวนเวียนอยู่อย่างนี้ไปหลายๆ 10 ปี”



ที่น่าเป็นห่วงคือ การทำงานติดต่อกันกว่า “16 ชั่วโมง/วัน” ส่งผลเสียต่อสุขภาพแน่นอน ยิ่งถ้าหมายถึง “ลักษณะงาน” ของหมอและพยาบาลที่มี “ความเครียดสูง” ในตัวอยู่แล้ว ยิ่งเสี่ยงต่อโรคมากขึ้นไปอีก

 ทั้งโรคหัวใจ, โรคหลอดเลือด และโรคเบาหวาน เสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปถึง “30%” และเสี่ยงเป็น “ภาวะซึมเศร้า” สูงกว่าถึง“40%”

“แล้วก็เสียชีวิตก่อนวัยอันควร 20% อันนี้จากงานวิจัยนะครับ เพราะว่าคนกลุ่มนี้เขานอนน้อย”

และความเสี่ยงนี้ยังคงตกไปถึง “ผู้ป่วย” ที่มารักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วย อย่างที่จากงานวิจัยระบุไว้ชัดว่า ถ้าโหมทำงานติดต่อกันเกิน 16 ชั่วโมง จะผลักให้คนทำงานมีโอกาส “ตัดสินใจผิดพลาด” เพิ่มขึ้นถึง “2 เท่า” จาก “อาการเบลอ” เพราะพักผ่อนน้อย



** งานเยอะ คนไม่พอ ต้นตอปัญหา **

แต่ถึงการทำงานเกิน 16 ชั่วโมงจะเป็นอันตรายแค่ไหน ทั้งต่อตัวบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนผู้เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลก็ตาม แต่การทำงาน “ควบ 3 กะ” ก็ยังเกิดขึ้นจนชินตา เหตุเพราะ “บุคลากรไม่พอ”

เกี่ยวกับเรื่องนี้คุณหมอสุรัตน์หัวหน้าหน่วยประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ช่วยวิเคราะห์ไว้ว่า คือปัญหาเรื้อรังใน “วงการสาธารณสุข” ในบ้านเมืองเรา

โดยเฉพาะ “โรงพยาบาลรัฐ” ที่ถึงแม้จะพยายาม“ผลิตบุคลากรทางแพทย์”ใหม่ๆ เข้าระบบมาเรื่อยๆ แต่พอมาเจอ “ตารางเวร” ที่ต้องทำติดกันหลายชั่วโมง หรือต้อง “ควบเวร” บ่ายกับดึกพร้อมกันหลายๆ ครั้ง สุดท้ายบุคลากรก็อยู่ไม่ไหว

ไหนจะปัญหา “จำนวนผู้ป่วยล้นมือ” ในโรงพยาบาลรัฐอีก สวนทางกับ “ค่าตอบแทน” ที่ได้รับ ยิ่งทำให้บุคลากรทางการแพทย์อยู่ได้ไม่กี่ปี ก็ขอลาออก ไปประจำ “โรงพยาบาลเอกชน” ที่งานน้อยกว่า ค่าตอบแทนสูงกว่า



สุดท้ายก็กลายเป็น “ภาวะสมองไหล” เมื่อคนทำงานลาออก ก็ต้อง “เพิ่มเวร”ให้หมอและพยาบาลที่อยู่ที่เดิมมากขึ้น ทำให้ภาระงานล้นมือหนักขึ้น แล้วจบที่ขอลาออก วนไปแบบนี้เรื่อยๆ

อีกปัญหาที่ทำให้โรงพยาบาลรัฐ มีภาระงานมากกว่าเอกชน คือสภาพคอขวด ที่ผู้ป่วยแห่กันเข้ามาใช้บริการ จนผลักให้เกิดภาวะงานล้นมือ

ล้นขนาดไหน? เทียบง่ายๆ พยาบาล 1 คน ที่ควรได้ดูแลคนป่วยไม่เกิน 4-6 เตียง แต่สถานการณ์จริงตอนนี้พยาบาล 1 คน ต้องดูแลคนป่วยมากถึง 10 เตียง

“เพราะฉะนั้น เราผลิตพยาบาลให้มาทำงาน ในโรงพยาบาลรัฐบาล ที่งานล้นค่อนข้างเยอะ ผลปรากฏว่าพอทำงานไปได้สักระยะนึง คือมีทักษะปุ๊บใช่ไหมครับ เขาก็ออกไป เพื่อไปทำงานเอกชน ทำให้เกิดภาวะสมองไหล เพราะ 1.ทำงานที่นู่น งานน้อยกว่า 2.รายได้มากกว่า”


                                       {“ผศ.นพ.สุรัตน์” หัวหน้าหน่วยประสาทวิทยา ม.เชียงใหม่}

** “3 ระยะ” แก้ให้หายเรื้อรัง **

แล้วจะแก้ไขปัญหา “งานล้นมือ” บุคลากรทางการแพทย์ได้ยังไง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุสลดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก “หมอวี (นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย)” สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ช่วยวิเคราะห์เอาไว้ให้ว่า ต้องแก้ทั้งหมด “3 เฟส”

คือ “1.เฟสระยะสั้น” สิ่งแรกที่เราต้องเร่งทำคือ “การออกกฎหมาย”ที่กำหนดเรื่องเวลาการทำงานของบุคลากรสาธารณสุข ที่เป็นธรรมและชัดเจน

โดยตอนนี้กำลังผลักดันกันอยู่ อย่างร่าง “พ.ร.บ.คุ้มครองการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข” ที่ในใจความกำหนด “ชั่วโมงการทำงาน” และ “ชั่วโมงพัก” เอาไว้ชัดเจน

เช่น การทำงานนอกเวลา การอยู่เวรหลังเลิกงาน “ต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมง/สัปดาห์” ส่วนการทำงานในวันหยุดราชการ “ต้องไม่เกิน 12 ชั่วโมง/วัน” และห้ามเกิน 2 วันติดต่อกัน

ส่วนเรื่องค่าตอบแทนก็ต้องเป็นธรรม เช่น ค่าทำงานนอกเวลา อย่างน้อยต้องเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า, ค่าทำงานกะดึก ต้องเพิ่ม 20% และค่าทำงานในวันหยุด ต้องเพิ่ม 2 เท่า



ต่อมาคือ “2.เฟสระยะกลาง”คือ “เพิ่มแรงจูงใจ” ให้บุคลากรอยากอยู่ในโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น เช่นเพิ่มค่าตอบแทน หรือสวัสดิการต่างๆ ให้เหมาะสมกับภาระงานในปัจจุบัน

“รัฐบาลต้องเห็นข้อนี้ แล้วก็ให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมขึ้น ให้เขาอยู่ได้ ค่าตอบแทนนี้ไม่ได้หมายถึงเงินอย่างเดียว แต่เป็นรูปแบบของสวัสดิการ ความปลอดภัย ความก้าวหน้า

เขาจะได้อยู่ในระบบได้นานขึ้น แล้วก็ดึงคนที่ผลิตออกมาใหม่ๆ ให้อยู่ในระบบให้มากขึ้นกว่านี้”

และ “3.เฟสระยะยาว”คือระยะสุดท้าย ที่ต้องจัดการ “เพิ่มการผลิตบุคลากร”ให้กระจายตัวไปอยู่ตามที่ต่างๆ อย่างเหมาะสม ไม่ไปกระจุกอยู่ในโรงพยาบาลที่ใดที่หนึ่ง


                                                               {“นพ.วีระพันธ์” สมาชิกวุฒิสภา}

จุดนี้คือสิ่งที่ทำกันมาตลอด แต่ที่ยังขาดคือข้อถัดไป “การลดภาระงานในโรงพยาบาล”อย่างการทำให้ สถานพยาบาลชุมชน อย่าง “โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)” เข้มแข็ง ให้ประชาชนมั่นใจในการรักษา จะได้ไม่ต้องไปแออัดกันที่โรงพยาบาลใหญ่ๆ หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัดเท่านั้น

“การที่จะกระจายคนไข้ ให้ลดภาระโรงพยาบาลคือ เราต้องทำคลินิกปฐมภูมิให้เข้มแข็ง คนไข้ต้องหาหมอใกล้บ้าน เป็นหวัด คัดจมูก ปวดหัว ท้องเสีย ปรับยาเบาหวาน ไปหาปฐมภูมิพอ ถ้าอย่างนี้จะลดงานได้

แล้วปฐมภูมิ เราใช้แพทย์ทั่วไป ทีนี้แพทย์จะกระจายไปตามที่ต่างๆ ไม่แออัดที่โรงพยาบาล”


                                                     {“งานหนัก” เพราะคนไข้ล้นมือ แต่บุคลากรมีไม่พอ}





ดูโพสต์นี้บน Instagram

โพสต์ที่แชร์โดย LIVE Style (@livestyle.official)




@livestyle.official ...กูรูแนะ ต้องแก้ปัญหาจริงจัง ติดต่อกัน 3 เฟส ถ้าไม่อยากให้เกิดเหตุสลด "เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่" กันอีก @surattanprawate @dr.v_official... . เจาะปัญหาเรื้อรัง ชีวิตหมอและพยาบาล คนวงในชี้ ควบกะเข้าเวร 24 ชม./วัน ต้องทำ แม้ร่างพัง ซึมเศร้า เสี่ยงตาย . #LIVEstyle #LIVEstyleofficial #ข่าวTikTok #TikTokCommunityTH #โรงพยาบาล #พยาบาล #พยาบาลไทย #พยาบาลเวรดึก #เข้าเวร #สาธารณสุข ♬ เสียงต้นฉบับ - LIVE Style




สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์”, “Veerapun Suvannamai”, “ประชาสัมพันธ์จังหวัดมหาสารคามPRSarakham”, “มาเด้อกินข้าว”




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **




กำลังโหลดความคิดเห็น