xs
xsm
sm
md
lg

Exclusive จากลาสเวกัส!! “แพทริค คุณ” นักมายากลไทยดังไกล โชว์ที่คนทั่วโลกตื่นตะลึง!! [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดเส้นทาง “แพทริค คุณ” นักมายากลชาวไทย โชว์สุดยอดมายากลไพ่ชั้นเซียน เสกไพ่หายไปและกลับมาต่อหน้าต่อตา จนกรรมการทั้ง 4 คน ต้องให้ 4 ผ่าน พิสูจน์ความเจ๋งที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ในรายการระดับโลก “America ‘s Got Talent” ซึ่งคงมีไม่กี่คนที่ทำอาชีพนี้เเล้วประสบผลสำเร็จ จนมีชื่อเสียง และน่าจับตามองเท่าเขาผู้นี้อีกแล้ว






เนรมิตกลสุดว้าว! คว้า 4 YES “America's Got Talent”


“The end is the beginning and the beginning is the end. ตอนจบก็คือเหมือนจุดเริ่มต้น และจุดเริ่มต้นคือจุดจบ เป็น concept การพูดที่ผมพูดประโยคนี้ขึ้นมา ที่กรรมการก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมากสักเท่าไหร่ แต่มันเป็นจุดเปิดในการแสดง หลังจากนั้น ทุกคำที่เราพูด ก็เป็นอย่างที่เราเขียนคำพูดขึ้นมา ..."

เสกไพ่หาย พาย้อนเวลา สร้างความประทับใจ เขาคือ “แพทริค คุณ”หรือ บุณยกร คุณวัฒนาการ หนุ่มไทยวัย 33 ปี นักมายากลระดับโลกที่สร้างความฮือฮาต่อวงการนักมายากล ด้วยการปรากฏตัวโชว์มายากลชั้นเซียน ในรายการ “America's Got Talent” ที่สร้างความตกตะลึงให้เหล่ากรรมการทั้ง 4 ท่าน ชวนเหลือเชื่อไปตามกัน

ไม่เพียงแค่นั้น ก่อนหน้านี้ ยังได้มีโอกาสออกแบบการแสดงมายากลให้นักมายากลระดับโลกอย่าง “เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์” มาแล้ว


ทาง MGR Live ได้มีโอกาสสัมภาษณ์สุดพิเศษ ส่งตรงจาก Las Vegas ในฐานะที่เขาถือเป็นนักมายากล ที่น่าจับตามอง ณ ขณะนี้ ซึ่งนับว่าเป็นคนไทยที่ดังไกลระดับโลก และเป็นเรื่องที่น่ายินดีให้แก่ชาวไทยเป็นอย่างมาก

โดยในรายการเขาได้นำมายากลไพ่แบบพิเศษ ไปแสดงต่อหน้ากรรมการทั้ง 4 ราย อย่าง ไซมอน โคเวลล์ (Simon Cowell), ไฮดี คลุม (Heidi Klum), โซเฟีย เวอร์การา (Sofia Vergara) และ โฮวี แมนเดล (Howie Mandel) โดยได้แกะกล่องไพ่สำรับใหม่ออกมา ให้กรรมการเซ็นชื่อลงบนไพ่โชว์ พร้อมทำให้ไพ่หายไปและกลับมาต่อหน้าต่อตา สร้างความสับสนและประหลาดใจ

นักมายากลวัย 33 ปี ได้นำไพ่ทั้งหมดไปไว้ที่ใต้มือของเหล่ากรรมการ ก่อนที่ไพ่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงไพ่ที่มีลายเซ็นของกรรมการทั้ง 4 คน จะกลับไปอยู่ในสำรับใหม่ที่ถูกเปิดซีลเอาไว้ในตอนแรก ซึ่งเขาเปิดเผยให้ฟังว่า เป็นกลใหม่ที่ไม่เคยแสดงที่ไหนมาก่อน

นับว่ามีไม่กี่คนไทยที่ได้ไปยืนบนเวทีแห่งนี้ สำหรับแรงบันดาลใจ ที่ทำให้โชว์การแสดงของเขา สร้างความแปลกใหม่นั้น คือ การคิดไอเดียใหม่ ผสมผสานกับไอเดียของนักมายากลคนญี่ปุ่น

“จริงๆ มีนักมายากลที่ผมชอบมาตั้งแต่เด็ก ชื่อ ซีริล (ทากายามะ) เป็นนักมายากลคนญี่ปุ่น ซึ่งเขาก็เคยเล่นกลชุดนี้มาก่อน กลที่เขาให้ไพ่ใส่ไปในกล่อง แล้วไพ่กลับมาเป็นกล่องเหมือนเดิม เหมือนตอนเริ่มต้น

แต่ concept ของเขา คือ ทำให้ไพ่ย้อนกลับไปแค่ไพ่ใบเดียว ซึ่งอันนี้ผมก็คุยกับเขาบนโทรศัพท์ เมื่อก่อนผมเห็นเขาเป็นนักมายากลที่ผมชื่นชอบ จนตอนนี้เราเหมือนเป็นเพื่อนกัน เรารู้สึกได้คุยแลกเปลี่ยนไอเดีย เขาก็เหมือนคอยช่วย support ผมให้ไอเดีย


เขาก็บอกเฮ้ย!! ทำไมไม่ลองเล่น อีกอย่างหนึ่งตอนที่ผมแสดงโชว์ มันมีกรรมการ 4 คน เราจะมาเล่นมายากลแค่ 1 คน มันจะรู้สึกเหมือนแบบคนอื่นเขาก็ไม่ได้รู้สึก involve (มีส่วนร่วม) เขาก็มองว่าเล่นอะไรที่ให้ทั้ง 4 คนมีส่วนร่วมนิดนึง


ผมก็เลยเอาแบบนี้ คิด concept ว่า ถ้าเป็นกรรมการทั้ง 4 คน เขาเซ็นไพ่ทั้ง 4 ใบ แล้วสามารถย้อนเวลา แล้วให้ไพ่กลับไปอยู่ในกล่องเหมือนเดิม เราก็เลยเอาไอเดียที่เราเห็นคนญี่ปุ่นมาอะแดป


เขาก็ช่วยผมคิดทำให้เป็น 4 ใบ เพราะฉะนั้นกลอันนั้นไม่เคยเล่นที่ไหนมาก่อน ในรายการตอนที่ผมแสดงจริงๆ โอ้โห!! ผมก็ตื่นเต้นมาก เพราะว่าผมก็ไม่รู้ว่ามันจะโอเครึเปล่า เพราะเราก็ไม่เคยแสดงจริงๆ”




ผ่านด่านสุดหิน โชว์สกิลระดับโลก!!


เรียกได้ว่า ที่ผ่านมา เขาได้พิสูจน์ตัวตนอย่างแท้จริง เมื่อวิดีโอการแสดงของเขามียอดเข้าชมมากกว่า 3 ล้านครั้ง และเขายังมีผู้ติดตามบนช่องยูทูบมากกว่า 1 แสนคน แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเขาต้องผ่านการฝึกฝน การส่งไอเดีย มายังรายการนับไม่ถ้วนเพื่อให้เขาคัดเลือก ก่อนผ่านกระบวนการ Audition เพื่อเข้าสู่การแสดงจริง “ไม่ใช่เล่นกลไหนก็ได้” แพทริคยืนยัน

“คือ รายการสเกลประมาณนี้ เหมือนเขาจะคอยช่วยดูโชว์ของเรา จะคอยให้ไอเดียเรา ให้ลองสิ่งใหม่ๆ มันก็ยากระดับหนึ่ง เพราะว่าเราก็มองในมุมมองนักมายากล คือ เขาก็มองในมุมมองโปรดิวเซอร์


มันก็มีบ้างที่ เฮ้ย! เราคิดว่าไอเดียเราดี แต่ทำไมของเขาคิดว่าไม่ดี ไอเดียของเขามันไม่ดี ผมก็พยายามเอา 2 อย่างนี้ผสมกัน เพราะฉะนั้นโชว์ที่ผมได้ไปแสดงมา 2 รอบในรายการ มันก็เป็นโชว์ที่จริงๆ ผมไม่เคยเล่นเลย ผมก็ลองเอามาเล่นครั้งแรกในรายการ เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ไปแสดง มันก็จะเป็นครั้งแรกเลย มันก็จะมีโอกาสลุ้นว่าจะมีอะไรผิดพลาดไหม เพราะว่ามันไม่ใช่กลที่เราแสดงมาบ่อย”


อย่างที่ใครๆ ก็รู้กันว่าเขาปรากฏตัวในรายการ America’s Got Talent 2021 ด้วยการแคสจากทีมงานซึ่งขึ้นชื่อว่าหินสุดๆ ในการถ่ายทำ บวกกลับเป็นระยะเวลา 16 ปีของรายการแต่นี่กลับไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเคยร่วมงานกับรายการนี้

ย้อนกลับไปเขาผ่านขั้นตอน Audition ไปจนถึงการถ่ายรายการและได้รับ 4 YES จากกรรมการ เทปของเขาก็ไม่ได้ออกอากาศในท้ายที่สุด ตอนนั้นเขารู้สึกท้อมากกับการทำงานมาหลายเดือนแต่กลับไม่ได้รับผลตอบแทน ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาตัดสินใจกลับมาเป็นนักมายากลอาชีพที่ไทย

2 ปีต่อมาได้รับการติดต่อจากรายการอีกครั้ง และเขาตัดสินใจว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายระหว่างเขากับรายการนี้ ก่อนจะบินกลับไปถ่ายรายการที่สหรัฐฯ จนออกมาเป็น America’s Got Talent 2021 ให้เราได้ดูกัน

“คือ AGT (America ‘s Got Talent) ผมคุยกับทางรายการมาประมาณ 4 ปีได้ ทางรายการมาจีบผมนานแล้ว คือ เขามา cast ผม จริงๆ เป็นรายการที่เราอยากออกมาตั้งนานแล้ว แต่สมัยก่อนก็มี Thailand’s Got Talent , Asia ‘s Got talent …

ซึ่งจริงๆ goal ของเราอยากจะไปออกรายการ America ‘s Got Talent เพราะเป็นรายการที่สเกลใหญ่ที่สุด ผมก็เลยปฏิเสธอันอื่นไปเราขอออกอันนี้ให้ได้ก่อน ผมก็คุยกับทางทีมงานประมาณ 3-4 ปีแล้ว ซึ่งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ผมก็เคยไป cast ครั้งหนึ่ง เขาก็ให้ลองมาโชว์ดู

สมัยก่อนเราก็ไม่ได้มีผลงานออนไลน์เยอะขนาดนั้น แต่เราก็เข้าไปในห้อง ไป cast ให้โปรดิวเซอร์ เล่นสดๆ เลย แล้วมันก็ไม่ได้ผ่าน เราก็โอเค ไม่เป็นไร เราก็ไม่ได้คิดอะไรกับมันมาก


หลังจากนั้น ผ่านมา 2 ปี ผมก็เคยไปถ่ายมาแล้วรอบหนึ่ง ซึ่ง Audition เรียบร้อย คือ เราก็คิดกล แล้วมันค่อนข้างใช้เวลานานในการเตรียมตัวมายากล เพราะว่ากรรมการเขาก็เห็นมายากลมาค่อนข้างจะเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นกว่าจะผ่าน step ในการคิด ออกแบบมายากลที่กรรมการ โปรดิวเซอร์เขาโอเค มันค่อนข้างใช้เวลานานพอสมควร ผมก็ได้ไปแสดงเมื่อ 2 ปีที่แล้วเมื่อ season 14 แล้วก็ได้ 4ํ YES เหมือนกัน แต่ว่าเทปไม่ได้ออนแอร์

ผมเสียดายมาก ตอนนั้นคนดูเยอะ เราก็รู้สึกดี และค่อนข้างมั่นใจที่ได้ 4 yes แต่ว่าในตาม concept รายการ คือ เขาไม่ได้การันตีว่า ถึงแม้ว่าคุณจะได้ yes แต่ไม่ได้การันตีว่าคุณจะได้ไปต่อ เพราะฉะนั้นเทปของผมก็ไม่ได้ออนแอร์

หลังจากนั้น ผมก็ตัดสินใจไม่ถ่าย มันก็เหนื่อย มันมีความเครียด ความใช้เวลาที่ต้องมาเตรียมตัว หลังจากนั้นผมก็ย้ายกลับมาอยู่ที่ไทยประมาณปีครึ่งได้ แล้วรายการก็ติดต่อมาอีกรอบหนึ่ง ว่าสนใจอยากกลับมาไหม ผมก็คิดว่ามันคงเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว ก็ลองดูอีกรอบแล้วกัน”

ไม่เพียงแค่นั้น นักมายากลสายเลือดไทย ย้อนเล่าถึงประสบการณ์สุดพิเศษบนเวทีระดับโลกครั้งนี้อีกว่า ความเสี่ยงในการทำโชว์ผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะเป็นการแสดงกลให้คนดูครั้งแรก

“เป็นมายากลแบบ close-up จริงๆ ตอนแรกผมก็คิดว่ายากที่สุด คือ การแสดงชุดแรก เพราะว่าชุดแรกมันจะบ่งบอกว่าคาแรกเตอร์ของเรา สไตล์ของเรา วิธีการเล่นมันจะเป็นยังไง ผมก็คิดว่าจริงๆ ก็มีนักมายากลหลายคนที่เก่งๆ ใน season ที่ผ่านมาเขาก็เล่นบนเวที

ผมก็อยากเล่นมายากล ที่เราจะสามารถ interact (ปฏิสัมพันธ์) กับคนดูได้ เพื่อนก็แนะนำลองไปเล่นข้างล่างดีกว่า เพราะจริงๆ เหมือนจุดแข็ง สไตล์ของเรา คือ เราสามารถเล่นต่อหน้าเลย ไม่ต้องมีโต๊ะพิเศษ ไม่ต้องมีผ้าปู ไม่ต้องมีอะไร คือดิบๆ
อันนี้ก็เป็น concept ที่ผมพยายาม keep เอาไว้ ในรายการจริงๆ โต๊ะนั้นเล่นยากมาก เพราะมันเป็นโต๊ะอะคริลิค เพราะดูในรายการจริงๆ จังๆ จะเห็นว่าผมกว่าจะหยิบไพ่ขึ้นมา นักมายากลหลายคนบอกว่า โห! เล่นในสถานการณ์อย่างนั้น จริงๆ ถือว่ายากมาก


เพราะว่านักมายากลส่วนใหญ่เขาจะมีผ้าปู ทำให้เราสามารถหยิบของง่ายขึ้น แต่ผมไม่อยากจะมีอุปกรณ์แปลกปลอมอะไรเข้ามา เพราะฉะนั้นมันจะดูเหมือนเป็นอุปกรณ์พิเศษ เราก็เลยเอาอย่างนี้ดีกว่า เป็นแบบดิบๆ สดๆ เลยดีกว่า

อย่างต่อหน้ากรรมการ มันไม่ใช่เราถ่ายผิดพลาด แล้วมานั่งแก้อะไรได้ ทุกอย่างจริงๆ คือ มันก็เป็น one take ซึ่งตอนนี้มันเป็นช่วงถ่ายทอดสดของรายการอยู่ เพราะฉะนั้นยากมากสำหรับนักยามากลเลย เพราะถ้าเกิดเราเล่นอะไรผิดพลาด ทุกอย่างจะ broadcast จะ on TV ,Youtube คือเราไม่สามารถแก้ได้

แล้วยิ่งเราเข้าไปรอบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สเกลโชว์ก็ต้องใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ตาม concept รายการ เพราะฉะนั้นมันค่อนข้างน่ากลัวอยู่สำหรับมายากล เพราะเราไม่สามารถแก้อะไรได้”

เขายังบอกอีกว่า รู้สึกดีใจ และภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้แสดงศักยภาพสู่สายตาชาวโลก รวมทั้งคนไทยสนับสนุนในงานแสดงเวทีระดับโลก

“ดีใจนะครับ ผมก็ถือว่าจริงๆ คนไทยก็ค่อนข้างสนับสนุนคนไทยด้วยกัน คือ เรารู้สึกดี เหมือนเราได้เป็นคนไทยที่ได้ไปแสดงเวทีระดับโลก

อยู่ๆ วันหนึ่งทวิตเตอร์ก็มีบล็อกเกอร์คนหนึ่งเขาแชร์ แล้ววันหนึ่งผมมี follower ขึ้นมาประมาณ 10,000 คน เพราะจริงๆ ในทวิตเตอร์ ในโซเชียลฯ ผมก็ไม่ค่อยได้ active มากเท่าไหร่ แต่เราก็ดีใจที่คนไทยเขาได้เห็นเราครับ”


เวทมนตร์ VS เล่นของ 2 สิ่งในมายากล



“อย่างไซมอนจริงๆ เขาก็ดูมายากลมาเยอะแล้ว จริงๆ โปรดิวเซอร์ก็บอกว่าไซมอนเขาเป็นคนเชื่อเรื่องมายากล เชื่อในเรื่อง magic เวทมนตร์ เขาไม่ได้คิดว่าเป็นทริก หรือเป็นการหลอก


เขายังถามผมในรายการว่า คุณคิดว่าคุณมีพลังพิเศษอะไรรึเปล่า เขาค่อนข้างจะอินกับพวกนี้มากทางโปรดิวเซอร์ก็บอกผมมาล่วงหน้า ผมก็พยายามคิดอะไรที่มันไม่ให้ดูเป็นมายากลเกินไป ใน concept presentation มีการย้อนเวลา คือเอาเข้ามาเกี่ยวข้อง ให้แปลกใหม่สำหรับเขา จริงๆ ก็ดีใจ เพราะเป็นกรรมการค่อนข้างจะทำให้เขาประทับใจยากพอสมควร”

ถามถึงการเล่น ‘มายากล’ หากแสดงดี ก็ตามมาด้วยความเชื่อเรื่อง ‘เวทมนตร์’ หรือเปรียบเปรยเสมือน ‘การเล่นของ’ สำหรับนักมายากลดาวรุ่งคนนี้มองว่าเป็นการสร้างความบันเทิง ให้แก่ผู้ชม

“จริงๆ มายากลสไตล์ที่ผมเล่นมันไม่ใช่เชิงเวทมนต์อะไรขนาดนั้น จริงๆ มันก็ทำได้ แต่ว่ามันก็แล้วแต่คนเชื่อ ผมก็คิดว่ามายากลที่เราใช้เป็นการ Entertain คือผมก็ไม่ได้บอกว่าผมมีพลังพิเศษ หรืออะไร

เพราะมายากลจริงๆ มันก็เป็นการฝึกซ้อม เป็นการแสดงอย่างหนึ่ง คล้ายๆ เหมือนเราเล่นบทเป็นคนที่มีพลังพิเศษ แต่เราก็ไม่มีพลัง”





การฝึกซ้อม ไม่เคยทรยศใคร…


ด้วยประสบการณ์ 19 ปี ที่แพทริคทำงานอยู่ในเส้นทางแห่งนี้เมื่อทีมข่าวถามว่า คิดว่า การแสดงโชว์รูปแบบรายการ มีกล้องรายล้อม อะไรคือ ‘ความยาก’ และต้อง ‘ฝึก’ หนักขนาดไหน จนทำให้เหล่ากรรมการทั้ง 4 คน เลือกกด YES ผ่านเข้ารอบรายการระดับโลกเช่นนี้ นักมายากลมากความสามารถตอบว่า ฝึกออกรายการไม่ได้มีความแตกต่างจากการฝึกทั่วไป เพราะทุกกลต้องอาศัยการฝึกซ้อมสม่ำเสมอ

“ทุกอย่างถ้าเราฝึกซ้อมยิ่งเยอะ เราก็มีความมั่นใจมากขึ้นจริงๆ ฝึกเหมือนกัน ส่วนตัวผมก็ชอบฝึกซ้อมอยู่แล้ว เราก็ enjoy สนุกกับการได้คิดไอเดียใหม่ๆ แต่ผมว่าอย่างหนึ่งที่มันต่างคือ การที่เราแสดงโชว์ ปกติผมจะเล่นมายากลสไตล์สดๆ ดิบๆ เราไม่มีสคริปต์ การพูด เนื้อเรื่อง เล่าเรื่องอะไรขนาดนั้น ไม่ได้มีเพลงมาเป็น background เพราะฉะนั้นข้อแตกต่างสำหรับผม คือ ผมให้เพื่อนช่วยเขียนสคริปต์ให้ผมเล่าเรื่อง

เราก็ซ้อมของเราเท่าที่ทำได้ สิ่งที่ผมทำให้เขา คือ ทางรายการเขาถามว่าผมจะเล่นอะไรบ้าง สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผม คือ ในการสื่อสารไอเดียที่เรามีให้เขาเข้าใจภาพ

เนื่องจากเป็นมายากลที่เราไม่เคยแสดงมาก่อน เราไม่มีคลิปอันเก่าที่เราสามารถโชว์ให้เขาดูได้ เพราะฉะนั้นเหมือนเราก็ต้องเตรียมทำอุปกรณ์ ซ้อม และผมก็เอากล้องมาตั้งในห้อง แล้วผมก็ถ่าย ให้เพื่อนช่วยถ่ายให้ แล้วมีกล้อง 2-3 ตัว เราก็เอากล้องมาตั้ง แล้วก็ถ่าย


หลังจากนั้น ผมก็เอาไฟล์วิดีโอมาตัดต่อ แล้วผมก็บอกว่าตรงนี้ผมอยากให้กล้องมาถ่ายมุมนี้ แล้วหลังจากนั้นผมก็ให้สลับมามุมนี้ ตรงนี้จะมีเพลงเข้ามา ผมก็จะใส่ detail ให้มากที่สุด เพื่อให้เขาสามารถสื่อสารกับทีมงานได้ คือ เราก็ทำวิดีโอ ตัดต่อ มันก็เป็น skill ที่ช่วยผมระดับหนึ่ง เราสามารถส่งให้เขา วิธีการตัดต่อ ให้พอเห็นภาพให้ใกล้เคียงมากที่สุด ถึงเวลาจริงมันจะง่ายขึ้น

จริงๆ ส่วนใหญ่ก็ฝึกกับคนใกล้ตัว อย่างเมื่อก่อนน้องชายเวลาอยู่ด้วยกัน ผมก็จะให้เขาลองดูให้หน่อย ว่าเฮ้ย!! โอเคไหมมุมนี้ จนน้อง หรือว่าพ่อแม่ แฟน เขาก็เริ่มเบื่อมายากล เพราะผมจะให้ดูอีกรอบนึง เพราะบางทีเราซ้อมกับกระจกมันก็โอเคระดับนึง แต่เวลาเราเล่นกับคนจริงๆ เราต้อง test ว่ามุมมองเขาเป็นยังไง เขาจะมี feedback อะไรไหม เราก็เอา feedback ตรงนั้นมาค่อยๆ ปรับปรุง พัฒนา ขึ้นมาเรื่อยๆ”

ถามผู้ประสบการณ์อย่างเขาว่า จะรู้ว่ากลที่เราคิด พร้อมให้คนดูแล้วอย่างไร “เป็นไปตามสัญชาตญาณ” นักมายากลคนเดิมตอบอย่างจริงใจ

“ผมว่ามันก็เป็นสัญชาตญาณ คือ มันไม่มีอะไรที่มันบอกได้ คล้ายๆ กับงาน design จริงๆ เราก็ไม่รู้ว่าเราออกแบบโปสเตอร์ โลโก้ มันพอไหม

แต่ผมว่าถ้าเรามีประสบการณ์ระดับหนึ่ง เราก็จะมี sense ระดับว่า โอเค! เราคิดว่ามันโอเคแล้วล่ะ คือ ผมก็มองหลายๆ อย่างว่า ในโชว์มีอะไรบ้าง กรรมการได้เซ็นไพ่ด้วย มีทำไพ่หาย

คือ concept ของรายการ ผมได้คุยกับโปรดิวเซอร์ว่า นักมายากลบางคนเขาเล่นมายากลนาน presentation เล่าเรื่องนานกว่าจะเข้าจุดมายากล ซึ่ง concept สไตล์ที่ผมอยากจะแสดง คือ มายากลทุกๆ 30 วินาที คือเหมือนถ้าคุณเปิดเทปมาปุ๊บ 30 วิ ต้องมีมายากลแล้ว ให้คนดูรู้สึกไม่เบื่อ อันนี้ก็เป็น concept ที่เราพยายามจะคงไว้ ก็เป็น guideline ให้ทุกๆ 30 วิ ต้องทำอะไร เราต้องมีอะไรให้เกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นมันนาน แล้วมานั่งเล่าเรื่อง กว่าจะเข้าคนดูเขาก็จะเบื่อครับ”


แน่นอนว่า ‘การฝึกซ้อม’ อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ ต่ออาชีพนักมายากล ซึ่ง ‘การสร้างเอกลักษณ์’ ก็สำคัญไม่แพ้กัน และหน้าที่ของเขา ก็คือ การสร้างตัวตนให้คนจดจำได้ และการสร้างความตื่นตาตื่นใจกับคนดูให้รู้สึกแปลกใหม่

“อย่างการสร้างคาแรกเตอร์ จริงๆ มีเพื่อนผมที่เขาแสดงในโชว์ตอนนี้ เมื่อก่อนเขาก็แสดง close-up แต่เหมือนเขามาเปลี่ยน concept รายการมาใส่หน้ากาก ใส่ถุงมือ สร้างเป็นคาแรกเตอร์ขึ้นมา แล้วเขาเล่นสไตล์มายากลค่อนข้างจะน่ากลัว

มันก็ทำให้คนดูรู้สึกแปลกใหม่ ไม่ใช่คนธรรมดา เพราะเราไม่เห็นหน้าตาเขา ใส่เป็นหน้ากากสีขาว ผมว่ามันก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนได้เห็นอะไรแปลกใหม่ จริงๆ นักมายากลโลกเยอะ แต่เราก็คิดว่าเราจะทำยังไงให้คนจำเราได้ ก็เป็นจุดที่ค่อนข้างจะยากสำหรับนักมายากลทุกคน”

นอกจากนี้ การเป็นนักมายากล ยังต้องเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ไม่จบสิ้น เพื่อคิดรูปแบบโชว์ออกมาให้คนดูรู้สึกสนุก ปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยการทำงานอย่างหนัก คิดการแสดงอย่างต่อเนื่อง “อาการหมดไฟ” ย่อมเกิดขึ้นได้เช่นกัน

“เหมือนบางคนทำ Youtube พอถึงจุดหนึ่งก็มีจุดตัน คือ มายากลตอนที่ผมคุยกับทางรายการรอบ 2 คือ ผมก็มีเวลาประมาณเดือนหนึ่งในการเตรียมตัว แต่ผมก็เครียดเหมือนกัน เพราะกรรมการเขาเห็นโชว์มา 16 ปี แล้ว

แล้วมีอะไรที่เขายังไม่เห็น เหมือนเราคิดไอเดียไป ทางโปรดิวเซอร์บอกว่ากลเกี่ยวกับแบงค์เหรอมีคนเล่นแล้ว กลเกี่ยวกับเหรียญ โอ๊ย!! มีแล้ว กลเกี่ยวกับไพ่ก็มีแล้ว คือ มันค่อนข้างจะยากมาก เพราะเหมือนไอเดียหลายๆ อย่างที่เราส่งให้เขา เขาก็จะ (บอกว่า) เห็นแล้วๆ ไม่เอา

เราก็รู้สึกท้อนะ คือผมมีจุดที่ท้อเหมือนกัน ผมก็เลยคิดว่ารอบที่ 2 ที่ผมแสดง จะเอาอะไรที่สามารถเชื่อมโยงตอนแรกได้ คือเขาก็ชอบ อะไรที่เกี่ยวกับกรรมการ เกี่ยวกับรายการ เราก็คล้ายๆ เหมือนชงๆ รายการด้วย

อย่างงานด้านครีเอทีฟ ทุกคนต้องจุดสตาร์ทไฟในตัวเราออกมาตลอดเวลา เพราะจริงๆ แล้วไม่ได้มีใครที่ช่วยผลักดันเรา ยกเว้นตัวเราเอง อย่างผมมายากลเป็นสิ่งที่เรารัก เราชอบ มันก็มีผลช่วยให้เราสามารถทำงานนี้ได้


เพราะว่าตอนที่เราเริ่มต้น เราไม่ได้เริ่มต้นทำเพื่อในการทำงาน แต่เราทำเพื่อเราชอบ มันมีก็มีบางจุดที่เรารู้สึกว่ามันท้อ ยิ่งโดยเฉพาะมายากล มันไม่ใช่การแสดง แต่เราต้องคิดค้นอะไรใหม่ๆ

บางทีสมองเราก็ตันบ้าง เพราะฉะนั้นถ้าหลายๆ คนรู้สึกท้อผมว่าเราอาจจะต้อง take a break บ้าง พยายามดูหนัง ดูอะไรที่สามารถสร้าง inspiration ให้กับเรามีไฟขึ้นมาใหม่ เพราะฉะนั้นบางทีผมว่า ถ้าเกิดคนเราทำอำไรจำเจ ซ้ำๆ มากเกินไป มันทำให้เรารู้สึกท้อ อย่างในงานมายากล ผมก็จะทดลองใหม่ๆ ทำคลิปบ้าง เราก็พยายามเปลี่ยนหลายๆ อย่างให้เรารู้สึกไม่จำเจสักเท่าไหร่ มันก็จะเบื่อ”



แรงบันดาลใจจาก “เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์” ที่ไม่มีวันหมด




จากที่แค่ลองเล่นๆ แพทริคเริ่มพัฒนากลเป็นของตัวเอง จริงจังกับมัน จนเขาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่จุดที่เปลี่ยนทั้งชีวิตของเขาคือตอนที่ได้ไปทำงานให้กับ “เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์” นักมายากลระดับโลก ที่ไม่เคยเกษียณจากอาชีพนี้

“จริงๆ สมัยก่อนนักมายากลทุกคน ถึงแม้ว่านักมายากลเราจะประสบความสำเร็จ หรือว่าเราจะโด่งดังเก่งแค่ไหน ถึงวันหนึ่งเราก็ต้องการคนที่คอยมาช่วยออกแบบให้เรา เพราะว่าบางทีไอเดียเราก็ตัน

เราก็ต้องเอาไอเดียใหม่ๆ จากคนอื่น จากมุมมองอื่นเข้ามาช่วย ซึ่งเดวิทก่อนหน้านี้เขาโชว์เดิมมาประมาณ 10 กว่าปี แล้วพอดีสมัยก่อนผมเพิ่งจบใหม่ๆ ผมมาทำคลิปออนไลน์ใน Youtube แล้วีเพื่อน 2 คนแรกได้ไปทำงานกับเดวิด ไปช่วยออกแบบ เขาก็มาบอกให้แพทริคมาร่วมกันไหม เขาก็ชวนผมไป

ในงานของผม ทุกวันหลังเดวิดเขาเล่นใน Las Vegas เบื้องหลังเราจะคอยคิด concept ว่าเราอยากจะเปลี่ยน เราอยากจะเอาอะไร เอาชุดไหนออก อยากจะพัฒนาอะไร บางทีเดวิดเขาจะมี concept ไอเดีย เราก็เหมือนหาวิธี เราเรียกว่าเราเป็น magic lap คล้ายๆ เป็น lap นักมายากล เราคอยทดลองนู่น ทดลองนี่ ไอเดียบางทีก็เฟลบ้าง บางทีก็ได้บ้าง เราก็ทดลอง ก็ใช้เวลานานในการพัฒนาจนมันเป็นโชว์ที่เขาแสดง

อย่างเมื่อก่อนไปช่วยงานเขา 7 วัน วันละ 10 ชม. ค่อนข้างจะหนักอยู่ ก็คอยพัฒนากลจนมาเป็นถึงทุกวันนี้ มันทำให้เรารู้สึกเราอยากมีโชว์อย่างนี้บ้าง เราอยากไปยืนบนเวทีอยากแสดงอย่างนี้บ้าง มันก็มีแรงบันดาลใจให้เราด้วย

เรียนรู้หลายอย่างเลยครับ จริงๆ ผมเริ่มมายากลการแสดงสไตล์ close-up เพราะฉะนั้นเราไม่ได้มีความรู้ในด้านสเกลใหญ่ อุปกรณ์ การได้ทำงานกับเดวิดทำให้เราได้เห็นสไตล์การทำงานของเขา


ถึงแม้ว่าเขาเป็นนักมายากลที่รวยมาก และมีรายได้สูงที่สุดในนักมายากล ทุกวันนี้เขาก็ยังทำงานหนักทุกวัน อาทิตย์หนึ่งเขาแสดง 5 โชว์ เพราะฉะนั้นทำให้เรารู้สึกขนาดเขาอายุ 65 อีกไม่กี่ปีน่าจะ 70 แล้ว คือ เขาอายุเยอะแล้ว แต่เขายังดูแลตัวเอง ยังทุ่มเท เหมือนอย่างที่เขาเล่นเมื่อก่อน มันทำให้เรารู้สึกถึงแม้ว่าเขามีเงิน เขายังมีความชอบ passion ในการแสดงของเขาอยู่“

โดยหากย้อนกลับไป ‘เดวิด’ นับเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้เด็กผู้ชายคนหนึ่งสนใจศาสตร์ด้านมายากล มากยิ่งขึ้น

“เมื่อก่อนผมได้ไปดูโชว์ เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ หรือนักมายากลคนญี่ปุ่น ผมก็ไปดูออนไลน์เหมือนเขามีรายการที่ผมไปนั่งดู เด็กๆ ผมก็เข้าไปในห้องสมุดเข้าไปดูคลิปใน Youtube ของเขา ว่าทำได้ยังไง เหมือนกับเขามีพลังพิเศษ เหมือนมีเวทมนตร์เลย คนญี่ปุ่นเขาเดินไปร้านเบอร์เกอร์ แล้วเขาก็เสกเอาเบอร์เกอร์ออกมาจากเมนูแล้วก็กิน

เรารู้สึกว่าอันนี้เหมือนมีพลังพิเศษเลย มันไม่ใช่มายากลแบบทั่วไป มันก็มี inspiration ให้เราอยากรู้ว่าทำยังไง เราอยากไปศึกษา มันก็ผลักดันผมระดับนึง “






ไร้คนสนับสนุน พร้อมผลักดันศาสตร์ “มายากล”


แน่นอนอาชีพของเขานั้น ถูกมองว่าเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง ไม่สามารถเลี้ยงชีพได้ ใครจะรู้ล่ะว่าเขาสามารถ สร้างรายได้สูงสุดหลักล้านต่อเดือน

“ผมต้องบอกว่ามายากล หรืองานด้าน art ด้านแสดงทุกงาน จริงๆ ผมว่ามันก็เหมือนกันหมด มันขึ้นอยู่กับเราอยู่ตำแหน่งไหน เรามีชื่อเสียงแล้วหรือเราเพิ่งเริ่มต้น มันก็ขึ้นอยู่กับสเกลว่าประสบการณ์เรามากน้อยแค่ไหน แต่งานทุกอย่างจริงๆ ผมว่ามันก็มีรายได้ได้หมด อย่างมายากลก็อาจจะเป็นงานที่คนไม่คิดว่าจะมีงาน ซึ่งจริงๆ งานมายากลที่ไทยอาจจะไม่ popular

แต่อย่างน้อยผมก็คิดว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่ เราทำยังไงก็ได้ทำให้คนเห็นว่ามายากลมันสามารถเป็นการ exchange (แลกเปลี่ยน) สามารถเป็นงานได้ ซึ่งที่อเมริกาผมไม่ต้องห่วง ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องปกติ อย่างงานที่ร้านอาหารหรืองานแต่งงาน บางทีเขามีนักแสดงมายากลมาโชว์ entertain แขก

ซึ่งบ้านเรามันก็ไม่ค่อยมี เพราะฉะนั้น goal ของเรา คือ ทำยังไงให้เอามายากลของเราเผยแพร่ให้เขา ได้เห็นช่องทางว่ามายากล แทนที่คุณจะมีนักร้อง หรือมีนักเต้นในงาน คุณสามารถมี entertain นักมายากล เป็นอีกช่องทางหนึ่ง มันก็โอเค มันก็เป็นรายได้ได้ ถ้าเกิดเราทำทุกอย่าง เราเต็มที่กับมันจริงๆ ผมว่าสุดท้ายมันก็เป็นงานได้

รายได้จะมีจากการแสดง การแสดงก็เป็นส่วนหนึ่ง อย่างผมเมื่อก่อนจะให้คำปรึกษา หรือให้คำแนะแนว หรือว่าไปช่วยโปรดิวซ์รายการ มันก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง หรืออีกช่องทางหนึ่งมีการสอนมายากล อย่างเมื่อก่อนผมมีการทำเลกเชอร์ มีการทำ workshop


บางทีไปทำทัวร์โซนเอเชีย อย่างที่จีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เราก็จะมีแฟนเพจที่เขาติดตามผลงาน เราไปแชร์ไอเดียมายากลของเราให้นักมายากลเหมือนกัน”

เขาพร้อมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เจอสิ่งที่อยากๆ ก็พร้อมจะทำให้ดีกว่าเดิม และยังมีความท้าทายอยู่ตลอดเวลาในงานที่ทำ จนเขากลายเป็นหนึ่งคนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพแห่งนี้ หากมองย้อนกลับไปเขายอมรับว่า ทางครอบครัวก็ไม่ได้สนับสนุนการเล่นมายากลของเขามากนัก

“พ่อแม่จริงๆ เขาก็ไม่ได้ห้าม แต่เขาก็ไม่ได้เชิง support เขาจะบอกให้เราเรียนให้จบก่อน ไปเรียนตรี เรียนโท คือ เขาก็ไม่ได้ห้าม อย่างสมัยก่อนที่ผมอยู่อเมริกาผมก็มีเครดิตการ์ดของแม่ใบหนึ่ง เราก็เอามาใช้ได้เวลาต้องการใช้เงิน ซึ่งตอนนั้นเงินที่ผมใช้ส่วนใหญ่ไป มันไปลงกับมายากลหมดเลย จนแม่เขาก็ตกใจ เฮ้ย!! statement คือมีแต่มายากล

แล้วแม่ก็บ่น แต่จริงๆ ก็ต้องของคุณที่แม่เขาก็ไม่ได้ห้าม แต่เขาก็ไม่ได้เชิง support เขาก็เป็นห่วงเราตลอด จนเขาได้เห็นว่าเรามีงาน คือเขาไม่เคยคิดว่ามายากลจะเป็นอาชีพได้ ซึ่งส่วนตัวผมเองก็ไมได้คิดมาก่อน ว่าเราจะมาเป็นอาชีพอะไรจริงจัง หลังจากที่เขาได้เห็นเราแสดง เขาก็โอเค เลิกเป็นห่วง”


อย่างไรก็ดี สำหรับมายากลสมัยใหม่จะเน้นความใกล้ชิด ความแปลกใหม่ เพื่อให้เข้าถึงผู้ชมง่ายมากขึ้น ซึ่งนักมายากลหนุ่มรายนี้ยังเปิดมุมมองถึงเรื่องอาชีพนักมายากลในประเทศไทยอีกว่า คนไทยยังไม่ค่อยเปิดรับ อาจจะถูกปลูกฝังว่าเรื่องมายากลเป็นสิ่งหลอกลวง จึงทำให้ประเทศของเรานั้นไม่มีพื้นที่ให้กับนักมายากลมากนัก

“ที่อเมริกาหรือด้านบอสตัน จะค่อนข้างนิยมมายากล เพราะฉะนั้นตัวเลือกในการหางานก็จะมีมากกว่า แต่จริงๆ ที่ไทยเนื่องจากมันไม่มีเลยถือว่าอาจจะเป็นจุดที่ดีสำหรับเรา ที่เราสามารถจะเติบโตได้ คู่แข่งมันจะน้อยกว่า แต่ที่ต้องแลก คือ เราต้องผลักดันด้านนี้ให้คนเห็นมากที่สุด เราต้อง represent (ทำหน้าที่แทน) มายากลว่าเฮ้ย! มันควรจะเป็นอย่างนี้

คือผมก็อยู่อเมริกามา 18 ปีแล้วเราก็อิ่มตัวกับที่นี่แล้ว ผมก็คิดว่าไปที่ไทยดีกว่า อย่างน้อยๆ อยู่ใกล้ๆ ครอบครัว พ่อแม่ และเราสามารถเอามายากลไปเป็นสเกลที่ไทยดีกว่า ผมอยากจะทำโชว์ให้กับคนไทย”

นอกจากนี้ แพทริคยังเล่าถึงความฝันล่าสุด คือ การทำโชว์มายากลดีๆให้คนไทยได้ดู เพราะปัจจุบันหาดูได้ยากขึ้น ซึ่งเขาเองก็อยากเอาโชว์ที่เคยได้ไปทำงานที่ต่างประเทศ เอาเข้ามาให้คนไทยได้ชม

ถึงแม้ว่าใครๆ ต่างมองว่าชีวิตแพทริคประสบความสำเร็จในเส้นทางมายากล แต่เขาต้องเจออุปสรรค และแรงเสียดทานของการมองในอาชีพเชิงลบเสมอ ในฐานะคนทำงานตรงนี้แล้วนั้น เขาไม่เคยหยุดพัฒนา และมุ่งสู่ความฝันของเขาเสมอ

“จริงๆ ด้านมายากลผมก็ทำมาก็ครบทุกอย่างแล้ว อย่างเดียวที่ไม่ได้ทำ คือ การได้ทำโชว์ในโรงละคร มันก็เป็นความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งที่เราคิดว่า วันหนึ่งเราอยากจะทำอย่างนั้นให้ได้ ซึ่งงานย่างนั้นไม่ใช่เป็นงานที่เราทำคนเดียวได้ เราต้องมีทีมงาน ต้องมีคนช่วย ต้องมี Producer ต้องมี Director ต้องมีทีมงานมายากล เพราะฉะนั้นก็เป็นสเกลที่ยากจะสูงสุดแล้วสำหรับนักมายากล มันก็เป็นความฝนที่วันหนึ่งที่เราต้องทำออกมาให้ดี”



แรงบันดาลใจจาก เสี่ยงชีวิตจาก “กลนอต”นำสู่อาชีพ “ มายากล”




ย้อนกลับไป กลแรกของเขาเกิดขึ้นตั้งแต่เขาอายุ 4 ขวบ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ด้วยความเป็นเด็กนึกสนุก จึงเอานอตใส่เข้าไปในจมูก และได้บอกเพื่อนๆ ว่ามันหายไปแล้ว สุดท้ายต้องพาส่งโรงพยาบาลเพราะจมูกเลือดออก

“มันก็เป็นเรื่องความบังเอิญ ที่มันก็แปลกประหลาด เพราะว่าตอนนั้นเราก็เด็กมาก ผมก็พอจำความได้ แม่ก็เล่าให้ฟังด้วย ว่าตอนเด็กๆ จะมีให้นอนในช่วงกลางวัน แล้วเหมือนนอนไม่หลับ ผมก็ซนเอามือไปล้วงน็อต แล้วผมก็เอานอตยัดเข้าไปในจมูก แล้วบอกเพื่อนว่าดูดินอตหายไปแล้ว

โอเค เดี๋ยวฉันเสกกลับออกมา ผมก็ดึงน็อตออกมา เขาก็บอกเอาอีกรอบนึง ผมก็โอเค ใส่อีกครั้งนึง คราวนี้ผมเอาออกมาไม่ได้ มันติดลึกเข้าไป แล้วครูก็เดินผ่าน เอ๊ะแพทริคเป็นอะไร ผมก็ร้องไห้ เพราะจมูกเจ็บ

แต่เราก็ไม่ได้บอกครู จนครูเขาเริ่มเห็นอะไรเงาๆ ในจมูกว่าอะไร จนเขารู้ว่าเป็นนอต หลังจากนั้นคือเลือดกำเดาก็ไหล แม่ก็รับไปที่โรงพยาบาล เหมือนไปผ่าเอาออก

มันก็เป็นความบังเอิญตลกว่ามันคล้ายที่ผมเล่นมายากลตอนเด็กๆ โดยที่ผมไม่ได้คิดอะไรมาก และไม่ได้คิดว่าโตขึ้นมาจะมาเป็นสายนี้ครับ”








ดูโพสต์นี้บน Instagram

โพสต์ที่แชร์โดย LIVE Style (@livestyle.official)





สัมภาษณ์: ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง: ภูริฉัตร ปริยเมธานัยน์
คลิป: อิสสริยา อาชวานันทกุล
ขอบคุณภาพ: แฟนเพจ “Patrick Kun”, อินสตาแกรม @patrickkun และยูทูบ “Patrick Kun (แพทริค คุณ)”



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **







กำลังโหลดความคิดเห็น...