xs
xsm
sm
md
lg

“บอย-โกสิยพงษ์” เปรียบมนุษย์เหมือนต้นไม้ แค่ตัดกิ่งไม่จำเป็นต้องตาย ในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิต!!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดใจนักแต่งเพลงชื่อดัง “บอย-โกสิยพงษ์” กับการเปิดประตูบานใหม่ของชีวิต ย้ำชัดยังคงสนุกสนานกับการแต่งเพลงอย่างไม่เคยคิดหยุดพัก พร้อมๆ กับการเปิดประตูสู่เส้นทางการปลูกป่าที่กำลังอิน และนี่คือแง่มุมชีวิตหลากมิติ ที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับ “เจ้าพ่อเพลงรัก” รายนี้!!

เริ่มใหม่ได้เสมอ เพราะ “ยิ่งตัด ยิ่งเติบโต”

“มองว่าเป็น chapter ใหม่ เหมือนอ่านหนังสือเข้าสู่บทใหม่ เหมือนต้นไม้ที่ต้องเพิ่งถูกตัดไป เดี๋ยวมันก็จะออกใบ ผลิใบอะไรออกมาใหม่ แรกๆ มันอาจจะดูโกร๋นบ้าง แต่เดี๋ยวมันก็ผลิดอก ผลิใบออกมา อย่าเพิ่งไปคิดว่า พอตัดแล้วมันจะตาย ต้องคิดว่าเวลาจะทำให้ ดอก ใบ กิ่ง ก้าน มันจะแตกออกมาใหม่เอง”

บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ เจ้าพ่อนักแต่งเพลงรักชื่อดัง วัย 54 ปี เปิดใจถึงการทำงานบนก้าวใหม่ๆ ของชีวิต ในวันที่ไม่มีค่าย ไม่มีสังกัดเป็นของตัวเองแล้ว ซึ่งถือเป็นมิติที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่ทั้งตัวเขาเองและคอเพลงที่รอคอย

“ก็ขอบคุณมากเลยนะครับที่ติดตามมาตลอด คิดว่าจะมีผลงานให้ฟังกันเรื่อยๆ เพราะตอนนี้ผมก็ทำเพลงอยู่เรื่อยๆ แล้วก็อาจจะมีโปรเจกต์อื่นๆ ที่คิดว่าดีให้ได้ลองดูกันในปีหน้า

สำหรับคนที่เป็นห่วงผมนะครับ ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นสัจธรรม ก็ขอบคุณมากๆ เลยที่เป็นห่วงผม ผมก็ซาบซึ้งใจ เมื่อมันจะต้องเปลี่ยน ก็ต้องยอมรับมันให้ได้ ผมตอนนี้ก็ยอมรับได้แล้ว ก็จะหาความสุขจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ผมก็คิดว่าผมก็หาเจอแล้ว ว่าทำไงต่อดี

สมัยก่อนสมมติว่า มันมีกระดาษ 2 แผ่นที่เราจะต้องดูแล ตอนนี้มันก็เหลือกระดาษแผ่นเดียว ก็เหมือนเราคิดอยู่ในจานเดียวที่เราถือ ไม่ต้องถือหลายๆ สิบจาน

ก็รู้สึกว่าเบาลง ขณะเดียวกัน มันก็มีเรื่องช่วงเวลาแห่งการรู้สึกว่า มันมีของใหม่ๆ เข้ามาเยอะในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นโอกาสใหม่ เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือว่าแนวความคิดของคนรุ่นใหม่หลายๆ อย่าง ก็เลยทำให้เรารู้สึกว่า มันเป็นจังหวะที่ทำให้เราเหมือนได้ไปโรงเรียนอีกครั้งในอายุ 54 ปี 

และถ้ามันไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงก็คงไม่ได้คิด แต่พอมันเกิดการเปลี่ยนแปลงมันก็ทำให้เราได้คิดว่าต้องรู้ตัวเองไว้ตลอดนะว่า การเปลี่ยนแปลงมันคือสัจธรรมนะ ไม่มีอะไรที่ถาวร ดังนั้น ถ้ารู้อย่างนี้ปุ๊บ มันก็จะกระตุ้นให้เราอยากจะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ”


ให้ลองมองผ่านเลนส์ตาของผู้คร่ำหวอดในวงการเพลงมากว่าค่อนชีวิต เพื่อหาคำตอบว่าระหว่าง “มีค่ายสังกัด” กับ “ไร้ค่าย” แล้ว แบบไหนที่น่าจะเหมาะกับคนที่เรียกตัวเองว่า “ศิลปิน” มากกว่านั้น ชายผู้รักท่วงทำนองรายนี้มองว่า การมีค่ายสังกัดยังคงมีความสำคัญ แต่การไม่มีค่ายก็ถือว่าเป็นการเปิดโอกาส ให้ผู้คนมีช่องทางการเลือกที่เยอะขึ้น

“จะว่าสำคัญมันก็สำคัญนะ มันก็เหมือนมีทีมงานมาช่วยดูแลให้ จะว่าไม่สำคัญมันก็ได้ เพราะมันก็มีแพลตฟอร์มที่ถ้าคนดูแลตัวเองได้ ก็สามารถที่จะทำได้เลยก็ได้ มันไม่ใช่ว่าต้องเป็นของตายตัวแล้วว่า จะต้องมีค่ายหรือไม่มีค่าย 

เนื่องจากผมเป็นค่ายเองมาตลอด ดังนั้น ก็มองปรากฏการณ์นี้ว่า ที่เปิดโอกาสให้คนมีทางเลือกได้เยอะ ให้ศิลปินมีทางเลือกได้เยอะ ผมคิดว่าไม่ว่าจะอาชีพไหนก็ควรนึกถึงการ disrupt ตัวเองเอาไว้บ้าง เพื่อที่เวลาเราถูก disrupt จากอย่างอื่นจะได้พอมีแผนสำรองเอาไว้ และก็น่าที่จะหาวิธีปรับตัวเองให้ไปกับสถานการณ์ไปเรื่อยๆ”

แน่นอนว่าแม้จะไม่มีค่าย ไม่มีสังกัดเป็นของตัวเองแล้ว แต่เจ้าพ่อเพลงรักก็ยังมีสตูดิโอที่เปิดทำมา26 ปี และยังคงจะทำในสิ่งที่ตัวเองรักเหมือนเดิมต่อไป นั่นก็คือ “การถ่ายทอดลมหายใจลงไปในตัวโน้ต”

“จริงๆ ก็มีสตูดิโอนี้เพื่อใช้ทำเพลงต่างๆ มานานแล้วครับ ผมก็ยังทำเพลงเหมือนเดิมนะครับ ทำเพลงโฆษณา เพลงส่วนตัว ทำเพลงให้กับศิลปินอื่นๆ ที่เป็นพี่ๆ น้องๆ กัน ก็ยังทำอยู่เหมือนเดิม แล้วก็กำลังทำโปรเจกต์ที่จะกำลังปั้นมันอยู่นะครับ คิดว่าปีหน้าน่าจะได้เห็น ถ้าทุกอย่างไปได้ดี

ถ้าในเรื่องของเพลง นักแต่งเพลง เราก็จะมีผลงานของผมออกมา ผมกำลังสร้างโปรเจกต์ใหม่ที่สำหรับผมน่าตื่นเต้นมาก มันเป็นโปรเจกต์ที่ยังไม่เคยทำมาก่อน”

นอกจากโปรเจกต์ใหม่ที่เจ้าตัวคิดว่าว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น ที่จะเห็นในปีหน้าแล้วนั้น ยังเล่าอีกว่าอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นในชีวิตตอนนี้คือการปลูกต้นไม้

“ก็มีเรื่องนี้ แล้วก็เรื่องต้นไม้นี่ก็ตื่นเต้น เพราะว่าพอเราไปปลูกมัน แล้วก็จะเห็นเวลาที่มันเริ่มโต เริ่มแตก เริ่มผลิใบ มันก็จะรู้สึกชื่นใจ”


สร้างธนาคารส่วนตัวด้วยการ “ปลูกป่า”

“คือผมอยากอยู่ต่างจังหวัด แล้วผมชอบที่จังหวัดสกลนคร ผมชอบอากาศที่ดี ไปปุ๊บชอบเลย ไม่รู้เหมือนกันครับ ไปปุ๊บแล้วชอบเลย แล้วก็ไปเจอคนในพื้นที่ ไปกินอาหารที่ใกล้ๆ ตรงนั้น รู้สึกว่ามันถูกใจยังไงก็ไม่รู้ครับ พอคุยกับคนรู้สึกว่าทำไมมันเข้ากันง่ายดี ก็รู้สึกชอบครับ ก็จะคิดถึงสกลนคร

เมื่อปี 2 ปีก่อนนี้ ก็รวบรวมกับพี่น้องไปซื้อที่กันที่ต่างจังหวัด แล้วก็อยากจะปลูกป่ากัน อยากให้มันมีป่า ต้นไม้หลายๆ อย่าง เข้าเป็นแล้วเป็นป่าไผ่ ตรงนี้มีไม้พะยูง ไม้มะฮอกกานี ต้นยางนา ทั้งไม้เศรษฐกิจ ไม้ผล ไม้สวยงามต่างไป 

รู้สึกสบายใจดี อากาศดีมาก ดีแบบดีมากเลย ก็อยู่ห่างจากสนามบินแค่ 20 นาทีเองครับ แต่ที่ส่วนใหญ่ก็เป็นป่าบ้าง เป็นไร่บ้าง
พอดีคุณครูของผม สมัยตั้งแต่ผมเป็นนักเรียนเด็กๆ เขาก็บอกว่าให้มาดูที่ที่นี่ เพราะว่าเป็นที่ที่เขาคิดว่าดีเหมาะสำหรับผม ผมก็ชวนพี่น้องไปดู แล้วก็ขายไม่แพง เราซื้อไหวก็ไปซื้อกัน

เผอิญครูเขาไปรู้จักกับใครก็ไม่รู้ครับ แล้วเขาบอกว่าที่นี่เหมาะกับบอย แล้วก็โทร.มา คือ เขาก็บอกผมมาหลายทีแล้วผมก็ไม่เคยได้ไป วันหนึ่งเขาก็มาบอกว่าบอยไปดูนะที่นี่เหมาะมาก แล้วก็ไปดู ชอบใจกันมากเลย พี่น้องก็เลยซื้อด้วยกัน”

เจ้าพ่อเพลงรัก ยังเล่าอีกว่า สนใจในด้านเกษตรมาตั้งนานแล้ว เพราะมีโอกาสเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อยครั้ง ได้พบปะพูดคุยกับเกษตรหลายคน ทำให้อยากรู้ถึงปัญหาที่เกษตรได้รับ 

และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางสายการเกษตรอย่างแท้จริง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้ลงมือทำแปลงผัก ที่เป็นแปลงรถเข็น ถึงขั้นให้ครูมาสอนว่าต้องปลูกยังไง

“จริงๆ ก็สนใจมานานพอสมควรแล้วเรื่องเกษตร เพราะว่าสมัยก่อนเวลาเราไปต่างจังหวัดเราก็จะเจอ ไปไร่นี้ไร่โน่นอะไรอย่างนี้ครับ เราก็ได้คุยกับเกษตรกรหลายคน 

พอได้คุยกับเกษตรกร เราก็ได้ฟังถึงปัญหาเขา เราก็คิดว่าทำไมเป็นอย่างนี้นะ มีช่วงหนึ่งตอนนั้นไปเขาค้อ เจอพี่ที่เขาปลูกลิ้นจี่ เขาบอกว่าเขาขายไม่ได้เลย เดิมทีจะไปขายถ้ามาตัดแล้วบรรทุกไปขายยังขายได้ไม่คุ้มค่ารถเขา โอ้โหทำไมมันได้น้อยอย่างนี้ อันนี้ก็เลยทำให้เราไปคุยมากขึ้น 

ไปทีไรก็ได้เจอเกษตรกรบ่อย เพราะเราอยากรู้ว่าทำไม หลังๆ ก็เลยได้ไปคุยกับชาวนา เราก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่น่านะ เพราะว่าตอนเด็กๆ เราก็เรียนมาว่าชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ เพราะฉะนั้น กระดูกสันหลังก็ไม่ควรที่จะลำบากมากอย่างตัวเราเองถ้ากระดูกสันหลังไม่ดี เราก็ร่างกายก็แย่

ก่อนหน้านั้น ผมก็ไปเรียนปลูกข้าวจากชาวนาเกษตรอินทรีย์ที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่งของบ้านเราที่ยโสธร ชื่อ คุณตุ๊หล่าง อยากจะรู้ว่าปลูกข้าวมันอยากแค่ไหน ซึ่งการเรียนครั้งนั้นก็ทำให้ได้ลิ้มรสถึงคำว่าหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินมันเป็นยังไง 

ทำไมชาวนาหลายๆ ส่วน จึงยังไม่ได้เป็นกระดูกสันหลัง ที่มีคนมาช่วยกันทะนุบำรุงให้แข็งแรง แต่กลับต้องแบกหลายๆ อย่างเอาไว้จนสุขภาพของกระดูกสันหลังแห่งชาติอ่อนแอ

วันหนึ่งผมได้ดู youtube ของ ดร.เกริก มีมุ่งกิจ ยิ่งinspire ใหญ่เลย คือเขาปลูกป่า เขาบอกว่าป่ามันมีมูลค่ามากเลย ต้นไม้มีมูลค่ามาก ถ้าเราปลูกไว้ในที่เรา ที่เราก็มีมูลค่ามากขึ้นด้วย

พอดีเรามีที่ตรงนั้นอยู่แล้ว และยังไม่มีความตั้งใจว่าจะขาย อยากเก็บไว้ให้ลูก ปลูกต้นไม้ไว้ให้ลูกด้วย ก็ศึกษามาเรื่อยๆ ครับ ไปดูมาเรื่อยๆ มันก็ค่อยๆ ซึมซับไป 

แต่ว่าเริ่มคิดว่าจะเอาจริงเอาจังคือปีที่แล้ว เพราะผมเริ่มเห็นแล้ว ถ้าเห็นต้นไม้ที่ออฟฟิศถูกตัด เพราะว่ามันไปโดนสายไฟ ยิ่งตัดมันยิ่งแตก ยิ่งแตกพุ่มมันยิ่งสวย ดอกใบ ผล มันยิ่งดี 

ก็มาเปรียบเทียบกับชีวิตเราเองว่า ในช่วงเวลาที่เราโดนลิด โดนตัดจากสิ่งใดก็ตาม สิ่งที่เราคุ้นเคย หรือสิ่งใดก็ตาม มันก็จะเป็นช่วงเวลาที่ใบใหม่ๆ มันแตกออกมา รอให้ผลใหม่ๆ มันแตกออกมา

ก็มีความรู้สึกว่า การปลูกต้นไม้มันเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า ยิ่งตัดยิ่งโต ก็มันก็ทำให้เราระลึกได้ในเวลาที่เราท้อใจ หรือทุกข์ใจเรื่องอะไรก็ตามที่มันเกิดขึ้นกับชีวิตเรา เราก็มองต้นไม้เราก็รู้สึกไม่เป็นไร เพราะเดี๋ยวมันถูกตัดมันก็โตขึ้นใหม่”


เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลายแขนง ทั้งเปิดยูทูปศึกษาเองบ้าง จนกลั่นกรองตัดสินใจปลูกป่า เพื่อให้เป็นธนาคารส่วนตัวได้ในอนาคต

“หลายปีก่อนหน้านี้ได้เคยไปฟัง อาจารย์ยักษ์ (วิวัฒน์ ศัลยกำธร) เราเลยไปเรียนรู้เรื่องว่า อยู่ยังไงให้มันเกิดวัฏจักร เพราะถ้าเมื่อป่ามันเกิดวัฏจักรแล้ว มันก็จะสามารถมีแหล่งอาหารและอื่นๆ ที่ใช้กินอยู่ได้อย่างสบาย ตอนนั้นที่ผมรับความรู้มานะครับ 

แต่พอได้ดูยูทูปของ ดร.เกริก ผมก็ได้พบอีกว่านอกจากมันจะอยู่ได้อย่างสบายแล้ว อยู่ได้ในวัฏจักรแล้ว เราก็ยังสามารถที่จะมองว่าต้นไม้เหล่านี้เป็นธนาคารได้ 

มองว่าเราเอาเงินฝากไว้ในธนาคารได้ ถ้าเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยยังไง เราก็ตัดไม้นั่นมาทำเป็นแผ่นแล้วก็ขายอย่างนี้ได้ คือไม่ต้องตัดเองด้วยให้คนมาตัด แล้วก็ขายเป็นต้นๆ ไป แล้วก็ปลูกเสริมทดแทนเข้าไป

ถ้าเรายังต้องออกไปซื้อกินตลอด ถ้าเกิดวันหนึ่งงานไม่มี ไม่มีเงินไปซื้อ มีไร่ มีแปลงผักของเรา เราก็อาจที่จะสามารถเอามากินได้ แล้วก็ปลูกมันทดแทนเรื่อยๆ”

ความสุขคือการได้มองเห็นอะไรเขียวๆ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งในแรงบันดาลใจของเจ้าพ่อเพลงรัก พาตัวเองลุกขึ้นมาปลูกต้น ทำเกษตร ในที่เปล่าส่วนตัวที่ไม่ไกลจากบ้านนัก

“สุดยอดแล้วเวลามันออกลูกนะ มะนาวออกลูกดีใจน่าดูเลย ก็ไม่ได้ปลูกเก่งครับ มันออกของมันเอง ลงแปลงไม่นานมานี่นะ 3-4 เดือนที่ลงจริงจัง แต่เราปลูกไว้มั่วครับ ไม่ใช่เป็นป่าอะไรสักอย่าง เจออะไรที่เรารู้สึกแบบจะเอาไว้กิน (หัวเราะ) 

ปลูกอันที่ต้องกิน แล้วก็ปลูกอันไหนที่ให้ร่ม แล้วอันไหนต้นไม้ให้ผลเร็ว ก็จะมีหลายแบบ เป็นแบบรายอาทิตย์ รายเดือน รายปี ราย 5 ปี ราย 10 ปี เราก็ปลูกไว้หลายๆ แบบ 

เพราะเราบางทีก็เป็นคนใจร้อน เวลาเราปลูกอะไรเราก็อยากเห็นมันโตเร็วๆ ใช่ไหม แต่มันก็ทำให้เราใจเย็นเพราะเราต้องทนรอ เวลาปลูกผมไม่ได้เอาต้นใหญ่มาวางโครม ก็จะเอาต้นเล็กๆ แล้วก็รอเวลา

ความรู้สึกเรารู้สึกว่าเออปลูกต้นไม้นี่มันคือการเจริญเติบโตโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว มันได้เห็นการพัฒนา เมื่อไหร่ก็ตามที่เราหันมา มันจะเป็น เหมือนเราเพิ่งตัดโกร๋นไม่กี่เดือนก่อน ก็เริ่มกลับมาออกสวยแล้ว เริ่มที่จะเห็นอนาคตแล้ว”

[ต้นมะนาวที่ปลูกเองเริ่มผลิดอก ออกผล]
ขณะที่ดินใน จ.สกลนคร ก็มีการวางแผนไว้กับครอบครัวแล้วว่าจะปลูกต้นที่ชื่นชอบ แต่ไม่ได้คิดถึงว่าในอนาคตจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้หรือไม่ นอกจากนี้ยังแบ่งพื้นที่ไว้ทำประโยชน์เพื่อสังคมอีกด้วย

“มีให้คนออกแบบไว้แล้วครับ เป็นทีมที่เขาออกแบบป่า เขารับออกแบบเรื่องป่า เป็น Social Enterprise เข้าไปแล้วเหมือนป่าเลย แต่ว่าจะมีป่าเป็นต้นไม้ที่เราชอบ เข้าไปเป็นอุโมงค์ต้นไม้ เป็นอุโมงค์ไผ่สูงๆ

ไม่ได้คิดว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่ว่าข้างหน้าเราทำ เราคิดว่าจะแบ่งพื้นที่ไว้จะให้กับ อบต. (องค์การบริหารส่วนตำบล) Master บุญสม คุณครูของผม เขาก็แนะนำไว้ว่าเอาข้างหน้า ตัดเป็นที่ให้ อบต. ได้ใช้และไปจัดตั้งทำเป็นแคมป์ลูกเสือ 

ลูกเสือเวลาไปจังหวัดสกล เขาจะได้มาพักที่นี่ได้ พอมาพัก ก็เข้าไปดูในที่ เขาต้องไป Survey อะไรอยู่แล้วเพราะลูกเสือเขาต้องตั้งฐาน เขาก็จะได้มาช่วยดูต้นไม้เราให้เราด้วยMaster บุญสม เขาช่วยคิดไว้อย่างนี้ เราก็คิดว่าดีมากเลย ก็เลยแบ่งที่ไว้ให้ลูกเสือมาทำกิจกรรม”

คาดหวัง 20 ปีข้างหน้า จะได้เห็นพื้นที่ป่าไม้ของพี่น้องครอบครัว “โกสิยพงษ์” ชูตระหง่าน ผลิดอกออกผล อย่างร่มเย็นในพื้นที่ จ.สกลนคร

“ก็คาดหวังว่า ถ้าเราทำตอนนี้ อีก 20 ปีข้างหน้า เราก็จะได้เห็นป่า คือมันเป็นสัจธรรม ปลูกสิ่งใดก็เก็บเกี่ยวสิ่งนั้น ปลูกมะม่วงก็ได้มะม่วง ปลูกชมพู่ก็ได้ชมพู่ เราจะไปปลูกป่าเราก็ได้ป่า เราก็คาดหวังว่าเราจะได้ไปอยู่ป่าที่เราปลูก อีก 20 ปีข้างหน้าลูกผมก็จะได้มีป่า เอาไว้เป็นทาร์ซานแล้ว (หัวเราะ)

แล้วป่านั้นมีมูลค่าด้วยนะ นอกจากมีมูลค่าทางจิตใจ มีมูลค่าต่อโลกนี้ สร้างออกซิเจน ในตัวต้นไม้เองยังมีมูลค่าของมันเอง ที่ระหว่างต้นไม้มีมูลค่าที่จะปลูกผักปลูกพืชสวนครัว ปลูกอะไรได้อีก

แผนของเราก็คือว่า ช่องว่างระหว่างต้นไม้ที่เราปลูก เราจะให้คนเข้าไปปลูกผัก หรือกล้วยหรืออะไรที่เป็นอาหารแบบตัดไปขายได้โดยที่ถ้าเขาขายได้เท่าไหร่เขาก็เก็บไว้ แต่ขอให้ช่วยดูแลต้นไม้ให้เราด้วยแล้วกัน เขาก็มีรายได้ปลูกผักปลูกกล้วย ปลูกพริกปลูกมะนาวระหว่างต้นไม้เราเนี่ยแหละ แต่ช่วยดูต้นไม้ให้เราหน่อย

แล้วพอลูกเสือมา ลูกเสือเขาก็มาช่วยดูให้อีก ดังนั้น ก็จะมีหลายคนช่วยกันดู ช่วยกันปลูก ก็ถือว่าเป็นการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การที่เรามีชุมชนช่วยดูแลก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี”

ไม่เพียงเท่านี้ การต้นไม้ยังทำให้สามารถนำแรงบันดาลใจ เพื่อมาต่อยอดในการแต่งเพลงได้อีกด้วย

“มีเพลงที่แต่งแล้วมีความรู้สึกว่าบรรยากาศมันเหมือนเรานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ แล้วก็อยู่ริมน้ำ แล้วมันเขียวๆ แต่ไม่ได้แต่งที่ริมน้ำจริงๆ นะ คือ นั่งอยู่ในห้องนั่นแหละแล้วจิตนาการไปถึง เพียงแต่ว่าไม่ได้นึกถึงขนาดนั้น แต่มันก็มีความเขียวๆ อยู่ในบรรยากาศอยู่แล้ว มีเขียวๆ ฟ้าๆ”


ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ขอเรียนแต่งเพลงเพิ่มจาก “ครูลูกทุ่ง”

แม้หลายคนจะมองว่าเป็นถึงเจ้าพ่อนักแต่งเพลงมากประสบการณ์ ทำไมถึงยังต้องไปเรียนแต่งเพลงเพิ่มอยู่อีก แต่เจ้าตัวกลับมองว่าชีวิตมีหลายมิติที่จะต้องเรียนรู้ การแต่งเพลงก็เช่นเดียวกัน

ตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมา คนจะทำภาพพี่บอยว่าเป็นเจ้าพ่อเพลงรัก เจ้าตัวจึงอยากจะหาความรู้ใหม่ๆ อย่างล่าสุดไปเรียนแต่งเพลงกับครูเพลงลูกทุ่งชื่อดังกับ “อาจารย์วสุ ห้าวหาญ”

“อาจารย์วสุ ห้าวหาญ ไปเรียนกับแกมา ไปเรียนกับแก 2 วัน ก็อยากรู้ว่านักแต่งเพลงลูกทุ่งเขาแต่งกันยังไง คือ เรารู้สึกว่าเราชอบเรียนมาก

และทุกวันพุธก็จะมีครูเป็นน้องรุ่นใหม่มาสอนทำเพลง มาสอนแต่งเพลง แล้วในออนไลน์ก็มีคอร์สให้เรียนผมก็ไปเรียน ตอนสมัครไปก็ไม่ได้บอกว่าเป็นใคร แต่ได้เจอกันก็ดีใจกันนะครับ เราก็ต่างคนต่างดีใจ นับถือซึ่งกันและกัน

ผมว่านักแต่งเพลงทุกคนน่าจะชอบเรียน เพราะไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เป็นนักแต่งเพลง เพราะนักแต่งเพลงคงต้องอ่านมาเยอะ ต้องเรียน ต้องเขียนหนังสือ หมายถึงว่าอ่านหนังสือเยอะ เพราะการอ่านหนังสือมันก็เหมือนการเรียน 

เขาคงไม่ได้แปลกใจหรอกที่เราไปลงเรียน ผมก็ได้ไปเจอ ฟองเบียร์-ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม เบียร์ก็ไปเรียนด้วยกันกับอาจารย์วสุ โดยไม่ได้นัดหมาย 

ถ้าสมมติว่า รุ่นผู้ใหญ่เราก็จะไปเรียนกับเขา ในที่ที่เขาเปิดสอน อย่างตอนสมัยก่อนพี่ดี้เปิดสอนเราก็ไปเรียน หรือว่าอาจารย์วสุ เปิดสอนเราก็ไปสมัครแล้วก็ไปเรียน แต่ถ้าสมมติเด็กกว่าเรา เราก็จะถามเขาว่ามาสอนที่ออฟฟิศได้ไหมเพราะอยากเรียนแบบตัวต่อตัว สงสัยอะไรจะได้ถามได้ตลอด”

หลังจากที่ได้ไปเรียนรู้ศาสตร์แห่งการแต่งเพลงลูกทุ่ง จากครูเพลงชื่อดัง เจ้าพ่อเพลงรัก ให้นิยามว่า เป็นเพลงมุมเสย ที่ช่วยสะท้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในสังคม จากมุมของคนที่เจ็บปวด โดนกดขี่ หรือโดนทำร้ายจากบางเรื่องบางราว

“มันก็มีวิธีการเล่าเรื่อง ต้นตอที่มา พวกโครงสร้างมันก็ไม่ได้ต่างกันหรอก แต่ว่าแนวคิดในการนำเสนอแตกต่างกัน เพราะว่ามุมมองของเพลงลูกทุ่งมักจะมาจากมุมมองของคนที่ เหมือนเจ็บปวดกับบางเรื่อง หรือว่าโดนคนนี้ทำร้ายมา หรือโดนคนกดมา 

อย่างที่ผมไปเรียนมาก็มันเป็นเรื่องที่เขาได้ระบายออก การที่ได้ระบายความรู้สึกออกมามันก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ มันเหมือนกับมันมีของที่มันอัดอั้นอยู่ในใจ หรือคั่งค้างอยู่ในใจแล้วได้ระบายออกมาให้คนได้เข้าใจ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดี

เขาเป็นแนวสะท้อนว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นจริงในสังคม ดังนั้น มีคนที่เขารู้สึกแบบนี้ มีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้น เราก็อยากจะรู้ว่าวิธีคิดเป็นยังไง เพราะว่าไม่อย่างนั้นเราจะเข้าใจแต่แบบมองทื่อๆ ของเราไป

ถึงแม้จะยังไม่ได้เอามาใช้แต่เพลงลูกทุ่งโดยตรง แต่ผมก็ได้รู้สึกสนุกที่จะนำวิธีคิดและนำเสนอเหล่านั้นมาปรับปรุงลงไปในเพลงต่างๆ ให้มีมิติที่ลึกซึ้งขึ้น มันเหมือนผมได้อ่านหนังสือ ประวัติชีวิตคน ความคิดคน แนวคิดของคนในแบบต่างๆ”


ไม่มีคำว่าเก่งเกินไป ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็ต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ เพราะมีสิ่งใหม่ที่เข้ามาให้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

“ต้องเรียนครับ ไม่เรียนแล้วมันจะรู้ได้ไง มันไม่มีคำว่าเก่งหรอก เหนือฟ้ายังมีฟ้า เราก็ต้องเรียนไปเรื่อยๆ ผมว่าเป็นอะไรก็ตามไม่ควรที่จะหยุดเรียนรู้ ควรเรียนไปเรื่อยๆ เพราะมันก็มีสิ่งใหม่ที่ให้เราได้เรียน 

อย่างล่าสุดเพิ่งได้ฟังเพลงของ กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ พอเขาโพสต์ลงเฟซบุ๊กเป็นทีเซอร์ พอผมเปิดฟัง คือ ทีเซอร์เขามีแค่ 15 วินาที พอนาทีที่ 7-8 ใจเราจะรู้สึกสั่นแล้ว เฮ้ยทำไมมันแจ๋วอย่างนี้วะ 

ก็รีบที่จะขวนขวายอยากรู้ว่าใครทำ เดี๋ยวเจอตัวจะขอหาทางเอาตัวเข้าไปแทรกหน่อย ไปคุยด้วย ไปถามโน่นถามนี่อะไรอย่างนี้ครับ คนรุ่นใหม่ทั้งนั้นเลยครับ คนรุ่นใหม่เนี่ยแหละเก่ง เราก็ต้องไปถามเขา”

ไม่ได้มีอีโก้ว่า นักแต่งเพลงรุ่นใหญ่ต้องเก๋ากว่า เพราะทุกวันนี้มองในโลกแห่งความเป็นจริง คนรุ่นเก่ามีประสบการณ์สามารถแบ่งปันกันได้ แต่ความรู้ของทุกวันนี้มันอยู่ที่คนรุ่นใหม่ จึงพยายามที่จะเรียนรู้จากคนรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งการแต่งเพลง

“โลกต้องมีทั้งคนที่มีประสบการณ์ และ คนที่มีพลังความสร้างสรรค์ใหม่ๆ ถ้าสองฝั่งนี้ได้มาเจอกัน และเราในฐานะผู้ใหญ่ ควรต้องมีวุฒิภาวะพอที่จะถ่อมใจนั่งฟังเขาแลกเปลี่ยนมุมมอง ไม่ใช่ยึดติดอยู่กับความสำเร็จในอดีต

ขณะเดียวกัน ก็แบ่งปันประสบการณ์ที่เราเคยทำอะไรถูกหรือผิดมาอย่างเปิดใจ เพื่อพอจะใช้เป็นแผนที่เส้นทางให้คนรุ่นใหม่สร้างความเจริญต่อยอดไป และถ้าเป็นแบบนี้ช่องว่างของความคิดก็จะค่อยๆ แคบลงและสามารที่จะทำงานร่วมกันได้มากขึ้น


จาก “เด็กโข่ง” สู่ “อัจฉริยะด้านดนตรี”

“ถ้าเป็นด้านที่พี่ชอบเช่นเรื่องเพลงพี่เรียนได้ดี พี่จบมาด้วยคะแนนมี A- อยู่แค่ตัวเดียว ที่เหลือ A หมด ของมหาวิทยาลัย UCLA (University of California at Los Angeles) แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องที่เรียนวิชาอื่นที่ไม่เกี่ยวกับที่พี่ชอบ พี่จะเรียนไม่ได้เรื่องเลย

จบ ม.3 ด้วยคะแนน 1.04 แล้วก็โดนโรงเรียนเชิญออก เขาไม่ได้ไล่ออกนะ เขาเชิญออก เพราะว่าเราไม่ได้เป็นคนเกเร เราแค่เรียนไม่รู้เรื่อง เขาก็ต้องเก็บที่ไว้ให้เด็กที่เขาฉลาดกว่าเรา ก็เลยต้องย้ายไปอยู่อีกโรงเรียนหนึ่ง 

ย้ายไปแล้วก็ต้องโดนลดชั้นไปอีก 3 ปี พอสอบตกซ้ำไปอีก 3 ที ก็เท่ากับว่าชีวิตอยู่จุดนั้น 6 ปี พูดง่ายๆ คืออยู่ ม.1 อยู่ 6 ปี พี่น้องผมแต่ละคนเรียนเก่งหมดเลยไง 

น้องชายได้เหรียญทองของภาค แล้วอีกคนหนึ่งก็ได้เหรียญเงินอะไรอย่างนี้ พี่ชายก็เก่ง พี่สาวก็เก่ง เก่งหมดเลยทั้ง 4 คน มีผมห่วยอยู่คนเดียว แล้วทั้ง 4 คนนี้ เขาเก่งเหมือนพ่อไง พ่อผมเขาก็เรียนได้ที่ 1 ตลอด

ส่วนผมก็เหมือนแม่ แม่ก็บอกดีแล้วจะได้เป็นเพื่อนแม่ ตอนเด็กๆ เราก็รู้สึกว่าเออเราช่วยแม่เรา (หัวเราะ) เขาเรียกว่าโง่ช่วยแม่ แม่ก็บอกว่าบอยดีแล้ว ไม่ต้องไปน้อยใจ ตอนนั้นผมไม่รู้สึกอะไรครับ ก็รู้สึกดีตรงมีเพื่อนเยอะขึ้น ก็ไม่รู้นะว่าเขาให้กำลังใจหรืออะไรนะ แต่ตอนโตเราก็ได้มารู้ว่าเขาให้กำลังใจเราแหละ”

แม้จะเรียนไม่เก่ง แต่พ่อแม่ก็ไม่เคยกดดันหรือบังคับ พอตั้งใจสอบเข้าที่มหาวิทยาลัยได้แล้ว ก็พยายามตั้งใจเรียนกับเพื่อนๆ พี่หวังจะจบให้ได้ แต่ความพยายามก็ยังไม่เป็นผล แม้เข้าเรียนทุกคาบ ตั้งใจอ่านหนังสือขนาดไหนก็ไม่เข้าหัวแม้แต่น้อย

“ก็ไปเข้าที่เอแบค ปรากฏว่า เข้าไปแล้วก็เรียนไม่รู้เรื่องเลย เทอมหนึ่งหรือสองเทอมผมก็ไปบอกพ่อแล้วว่า พ่อบอยเรียนไม่รู้เรื่องเลย ตอนนั้นเรียนคณะบริหารธุรกิจ บอยไม่ไปโรงเรียนได้ไหมพ่อ พ่อบอกได้ ผมก็ไม่ได้ไปเอแบคต่อ 

จนกระทั่งวันหนึ่งแม่เขามารู้ แม่เขารู้ว่าไม่ได้ไปเรียน แม่เขาก็เสียใจร้องไห้ แบบทำไมไม่เรียนแล้วไม่บอก พ่อก็ไม่ได้ไปบอกด้วยไง ผมก็แปลกเหมือนกันนะทำไมพ่อไม่บอก พ่อคงไม่อยากให้แม่ต้องมากลุ้มใจมั้ง 

แต่ว่าพอแม่รู้แม่ก็บอกว่าไปเรียนเถอะ ไปเรียนอะไรก็ได้ให้มันจบสักอย่างหนึ่ง แม่จะได้สบายใจ พี่สาวก็เลยบอกว่าที่นี่เขามีสอนเรื่องดนตรี เรื่องเพลง

คือเราชอบทำตั้งแต่เด็กแล้ว ชอบการ์ตูน ชอบเพลง ชอบสองอย่างนี้ ตั้งแต่เด็กๆ เลย เด็กมากๆ แต่เราเล่นดนตรีไม่เก่ง เล่นเพลงคนอื่นที่เพราะๆ แล้วทำให้ไม่เพราะ เสียเพลงเขา เลยแต่งเพลงเองดีกว่า

ทั้งบ้านเขาก็รู้ เพราะเราก็แต่งทุกวัน เราแต่งบ่อย เราแต่งเยอะมากแล้วเราก็ชอบเอาไปโชว์ที่โรงเรียน แล้วพอตอนเราไปโรงเรียนเหมือนผมไปเล่นกีตาร์ให้เพื่อนฟัง ผมไม่ได้ไปเพื่อที่จะไปเรียนหนังสือ (หัวเราะ) 

ก็ตัดสินใจไปเรียนเรื่องเพลงนี่แหละ ไม่ปวดหัวครับ มันชอบมาก ทุกวันอยากไปโรงเรียนเสร็จแล้วก็ไปฝึกงาน ฝึกงานก็ไม่เคยหยุดเลยมีความสุขมาก”


นอกจากนี้ ยังเป็นตัวแทนของอดีตเด็กโข่ง ที่เรียนไม่ถึงเกณฑ์กำหนดของทางโรงเรียน ทำให้ถึงขั้นต้องโดนเชิญออก ทั้งที่ตั้งใจเรียนเป็นอย่างดี แต่เรียนไปยังไงก็ไม่เคยเข้าหัว จึงอยากฝากถึงท่านผู้เกี่ยวข้องว่า หากจะนำข้อสอบเดียวกันเพื่อมาวัดความถนัดของแต่ละคนคงใช้ไม่ได้ เพราะแต่ละคนมีความถนัดแตกต่างกันออกไป

“อย่างที่เราทราบกันนะครับว่า ความถนัดของคนเรามีหลายด้าน ไม่ใช่ว่าเป็นด้านใดด้านหนึ่ง ในสายวิทย์ก็แตกแขนงออกไปเป็นไม่รู้กี่อย่าง ในสายศิลป์ก็แตกแขนงออกไปไม่รู้กี่อย่าง

ถ้าเราเอาข้อสอบเดียวกันมาทดสอบความถนัดของแต่ละคน มันอาจจะใช้ไม่ได้ก็ได้ ผมได้ยินคำพูดเขาพูดว่า เอาการแข่งขันเดียวมาวัดความสามารถของสัตว์ทั้งป่าไม่ได้ ปลาว่ายน้ำสู้กับลิง ยังไงลิงก็แพ้”

ประสบการณ์ที่ต้องถูกเชิญออกจากโรงเรียน เป็นแรงผลักดันทำให้อยากออกไปพูด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเหล่าเด็กๆ นักเรียน อยากให้ค้นหาตัวตน หรือความชอบของตัวเองให้เจอ แล้วในอนาคตจะอยู่กับสิ่งนั้นได้อย่างมีความสุขแน่นอน

“ไปพูดตามโรงเรียน เพราะว่าจริงๆ เราก็อยากไปคุยกับพ่อแม่ เด็กๆ แล้วก็อยากไปคุยกับคุณครู คือเราเคยเป็นเด็กที่ไม่ถูกยอมรับมาก่อน ดังนั้นเข้าใจความรู้สึก ก็คุยกับน้องๆ ว่าเราเข้าใจความรู้สึกนะ 

คือไม่ได้ตั้งใจคุยกับเด็กเรียนเก่งนะ คือ ตั้งใจคุยกับเด็กที่อาจจะเก่งในด้านอื่น แต่ไม่ได้เก่งในด้านที่เขาไปโรงเรียนอยู่ ให้เขาคิดว่า เขาควรจะเลือกว่าเขาชอบทางด้าน 

ผมจะเลือกไปพูดกับเด็ก ม.3 นะครับ เพราะว่าหลังจาก ม.3 แล้วเขาจะต้องเลือกแล้วว่าเขาจะไปสายวิทย์หรือสายศิลป์ หลังจากนั้นก็จะล่องลอยไปเรื่อยๆ ตามที่เขาเลือกแล้ว เพราะทางแยกมันจะแบ่งไปอีกหลายทางแยก แล้วถ้าเขาไม่ได้ไปในด้านความถนัดของเขา มันก็จะทำให้เกิดคนที่จบในด้านที่ตัวเองไม่ได้รัก เรียนจบในด้านที่ตัวเองไม่ได้รักมา

เมื่อไม่ได้รักมันแล้วก็จะไม่ทุ่มเทกับมันด้วยชีวิต พอไม่ได้ทุ่มเทด้วยชีวิต โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในด้านความสุข มันก็อาจจะมีเปอร์เซ็นต์น้อยหน่อย ก็เลยอยากจะไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่ คุณครู รวมทั้งตัวเด็กเองว่า ถ้าเป็นไปได้เราลองหาสิ่งที่ตัวเองชอบให้เจอ ตั้งแต่ ม.3 จะดีไหม

ลองคิดโดยที่ไม่ต้องมีกรอบของสังคมมาบอกว่าคุณจะต้องเป็น วิศวกร หรือคุณจะต้องเป็นศิลปินหรือคุณจะต้องเป็นอะไร คุณคิดแบบไม่ต้องมีกรอบมาบอกคุณ คุณคิดแค่ว่าคุณเห็นตัวคุณเองทำอะไรแล้วมันไม่เบื่อ คุณเล่นเกมแล้วไม่เบื่อ นั้นคุณก็ลองไปหาทางว่าคุณจะอยู่กับเกมยังไงให้มันไม่เบื่อไปทั้งชีวิตได้ไหม

ผมก็จะไปพูดลักษณะนี้ โครงการที่อยากจะทำก็คืออยากจะทำงานที่มันทำให้ไปกระตุ้นต่อมที่มันให้ทั้งเด็กเขาได้รู้ว่าเขาน่าจะอยากเป็นอะไรน่าจะอยากเห็นตัวเองเป็นอะไรบ้าง ไม่ใช่ว่าเขาควรจะเป็นอะไรนะ

ผมว่าอยากบอกพ่อแม่ บอกคุณครู บอกเด็กว่าบางที อนาคตมันไม่ได้เกี่ยวกับ demand-supply ไม่ได้เกี่ยวกับความต้องการของสังคม มันเกี่ยวกับความต้องการในใจเขาว่าเขาอยากจะไปทำอะไรให้กับสังคม มากกว่าที่เขาอยากจะไปเอาอะไรจากสังคม 

เพื่อให้เขาได้รู้ว่าเขาอยากจะทำอะไรให้กับสังคมแล้ว มันจะความผลักดัน มันจะมีพลังขับเคลื่อนตัวเขาให้ทำสิ่งนั้น แล้วมันก็มีโอกาสจะประสบความสำเร็จได้เยอะ”

มองว่าการประสบความสำเร็จด้านความสุขคือสิ่งสำคัญในชีวิต เพราะหากรู้ว่ารัก และชื่นชอบอะไร และไปในเส้นทางที่ตัวเองมีความสุขนั่นแหละคือที่สุดของชีวิตแล้ว เมื่อเรามีความสุขแล้ว รายได้ที่ตามมามันก็จะพอเพียงที่จะให้เรามีความสุขกับงานที่เรารักต่อไปได้เรื่อยไป ผมเชื่ออย่างนี้

“เราได้ทำในสิ่งที่ตัวเรารัก มันก็ประสบความสำเร็จแล้ว แล้วมันเอามาเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัวได้อีก ก็ยิ่งประประสบความสำเร็จไปใหญ่เลย เพราะว่าเวลาผมทำเพลง ทำอัลบั้ม ผมมีความสุขตั้งแต่อยู่ในการทำแล้ว ผมไม่ได้ไปมีความสุขตอนที่มันขายดี ขายดีมันคือผลพวง

พ่อผมก็จะสอนอย่างนี้นะครับ เวลาที่เราทำกับข้าว ปรุงก๋วยเตี๋ยวอย่าปรุงเพื่อที่จะหวังว่าคนอื่นเขาจะมาอร่อยกับเรา เราปรุงให้เราอร่อย ถ้าเรากินเองอร่อย แล้วคนอื่นเขามากินด้วยแล้วเขาบอกว่าอร่อยก็เป็นกำไร แต่ถ้าเราพยายามที่จะไปทายใจเขา ทายไม่ถูกหรอก

ดังนั้น ก็มุ่งหวังก่อน มุ่งหวังว่าเราจะทำในสิ่งที่เรารัก สมมติว่าทำ เราปรุงด้วยของดี ด้วยการไม่ใส่สารพิษอะไรแบบนี้ แล้วก็ให้คนกินในรสชาติที่เราคิดว่ามันอร่อย ถ้าเขาชอบก็ดีไป ถ้าเขาไม่ชอบก็อย่างน้อยเราก็เป็นลูกค้าตัวเราเอง”


ถ่ายทอดเพลงรัก ผ่าน “โรคซึมเศร้า”


เป็นเจ้าพ่อเพลงรัก ทำหน้าที่ถ่ายทอดความสุขให้คนอื่นผ่านเสียงเพลง ใครจะไปคิดว่า เขาก็มีช่วงชีวิตที่ดาวน์ที่สุด ถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า ต้องไปพบจิตแพทย์ แต่ด้วยการอ่านพระคัมภีร์ จึงทำให้สามารถผ่านเรื่องราวที่โหดร้ายนั้นมาได้

“ในช่วง 5 ปีนั้น เป็นช่วง 5 ปีที่โหดมากสำหรับผมและครอบครัว เพราะว่าเริ่มต้นที่พี่เขย แล้วก็คุณยาย พี่ชาย แล้วก็คุณพ่อ แล้วก็คุณแม่ ปีละคนเรียงกันเลยเสียชีวิต ช่วงนั้นเป็นช่วงที่โหดสุดๆ ร้องไห้กันทุกปี เครียดกันทุกปี

ตื่นเช้าขึ้นมาก็คิดแล้วว่าต้องระวังตัวอะไรยังไง เพราะว่า คือคุณพ่อคุณแม่ คุณยายไม่สบาย แก่แล้วก็เริ่มไม่สบาย พอไม่สบายเราก็คอยตื่นขึ้นมาดู วันนี้อาการเขาจะเป็นยังไง ต้องปรับยายังไง ต้องไปคอยวัดสี วัดปริมาณของปัสสาวะ อุจจาระที่ออกมา มันมีเรื่องอย่างนี้ทุกวันที่เราเครียด

มันเครียดมากๆ เข้า คนนั้นคนนี้ตายไปปีละคนๆ มันก็ทำให้เรารู้สึกแย่ อย่างพี่เขยโดนรถชนตาย วันนั้นผมเพิ่งเจอเขา ตอนบ่ายเขาก็โดนรถชนตาย ขณะที่พี่สาวผมก็คลอดลูกได้ไม่นาน ลูกสาวเขาก็เพิ่งเกิด หัวใจของเราก็รู้สึกว่า พี่สาวเราจะทำยังไง แล้วลูกเขาจะทำยังไง ครอบครัวเราไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน
 
มันก็ handle ไม่ถูกใช่ไหมครับถ้าลูกจะต้องโตขึ้นมาโดยที่ยังไม่เคยเจอหน้าคุณพ่อ เราจะ handle ได้ยังไง พี่สาวผมจะใจสลายแค่ไหน มันมีแต่เรื่องแบบนี้ตลอด 5 ปี

ต้องไปพบจิตแพทย์ ก็ไม่รู้จะยังไง มันตื่นขึ้นมาก็อยากจะกินยานอนหลับแล้วก็นอนต่อ แต่มันก็ถึงจุดที่ว่าเป็นเดือนแล้ว ยังไม่หายความเศร้าตรงนี้ เพราะว่าลูกเราก็ยังเล็ก ภรรยาก็บอกว่าต้องสู้ ต้องลุกขึ้นมาแล้ว เพราะว่ายังไงก็ยังมีเขาอยู่ ยังมีแม่ปมที่ยังไม่เสียตอนนั้น

ก็ไปพบกับคุณหมอ คุณหมอก็ให้ยามาเพื่อที่จะให้มันบาลานซ์เพื่อจะให้มันไม่ดิ่งมาก แต่สุดท้ายแล้วก็จะผ่านมันมาด้วยการอ่านพระคัมภีร์

พอได้พบพระเจ้าเราก็ได้รู้ว่า สุดท้ายแล้วเราจะได้พบกับพวกเขาอีกแน่นอนบนสวรรค์ เพราะว่าพระเจ้าสัญญาไว้อย่างนั้น เราก็มีความหวังในชีวิต พอเรามีความหวัง ความหวังมันเกิดจากความเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น

เพราะถ้าสิ่งที่มองเห็นเราหวังมันไม่ได้ อย่างโต๊ะ เก้าอี้ เพราะเดี๋ยวมันมาแล้วมันก็ไป มันสูญสลายได้ แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นคือคือความเชื่อที่จะมีหวัง เป็นสิ่งที่อยู่ถาวร มันจะอยู่กับเราไปจนเราตายตราบใดที่เราไม่เลิกเชื่อ”

แม้ทุกวันนี้ โรคซึมเศร้าจะยังไม่หายขาด เพราะมีเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วที่กระทบจิตใจ ที่ไม่สามารถตั้งรับได้ทันในตอนนั้น แต่ว่า ณ ตอนนี้ก็เรียกได้ว่าอาการทุเลาเบาบางลงมามากแล้ว

“ซึมเศร้ามันกลับมาเป็นอีกทีหนึ่งเดียวเมื่อปีที่แล้ว อันนั้นก็มีเรื่องเหตุการณ์เกิดขึ้นในชีวิตที่ไม่อยากเล่าถึง เพราะว่าไม่ทันตั้งตัว ไม่ทันระวังตัวว่ามันจะเกิดความเปลี่ยนแปลง

ก็กลับมาเป็นอีกเมื่อปีที่แล้ว ก็นั่นก็เป็นเพราะว่าเราไม่ทันระวังใจเอาไว้ ไม่ได้ทันเตรียมใจเอาไว้ว่าของทุกอย่างมันสามารถเกิดขึ้นและมันก็ไปได้ มาแล้วก็ไปได้ แล้วพอเกิดขึ้นปุ๊บ เรารับไม่ทัน พอเราช็อคมันก็เกิดความเศร้าความดิ่ง

แล้วก็ไปพบคุณหมอ คุณหมอหมอก็ดีมาก ก็ช่วยรักษาในหลายๆ อย่าง ตอนนี้ก็ต้องทานยาอยู่นะครับ แต่ว่าก็เป็นการทานยาเพื่อจะlanding เพราะว่า dose ยามันค่อยๆ น้อยลงไปเรื่อยๆ แล้ว เทียบกับช่วงแรกๆ ก็ทานเยอะหน่อยเพราะตอนนั้นยังตั้งสติไม่ได้ พอล้มแล้วมันจะลุกขึ้นมาลำบาก เพราะไม่ได้ตั้งใจเตรียมรับไว้”


บอยจึงขอเป็นอีกหนึ่งตัวแทนของคนเป็นโรคซึมเศร้า เมื่อล้มลงแล้วก็มีโอกาสที่จะสามารถลุกขึ้นได้ คนรอบข้างเลยสำคัญที่จะต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน ถึงจะผ่านจุดนั้นมาไปได้

“มันทำให้เกิดความคิดที่ว่า เราก็อยากจะพูดเรื่องนี้นะกับหลายๆ คนที่เป็นโรคซึมเศร้า ส่วนใหญ่มันก็จะเกิดขึ้นจากการที่เราไม่ทันเตรียมตัวเอาไว้ว่าเราทุกคนมีโอกาสที่จะสติหลุดล้มได้ 

แต่ขณะเดียวกัน เมื่อมันล้มได้ มันก็มีโอกาสที่จะลุกได้นะ แต่บางทีอาจจะต้องอธิบายให้คนที่เขาอยู่ข้างๆ เข้าใจ คือสิ่งที่อยากจะพูดคุย ไม่ได้จะพูดคุยแค่กับคนที่เป็นโรคซึมเศร้านะครับ แต่อยากพูดคุยกับคนที่ต้องอยู่กับคนที่เป็นโรคซึมเศร้าว่า เวลาที่เขาเป็น อาการมันคือ มันจะคิดวนไปเรื่อยๆ มันจะคิดวน แล้วก็พูดซ้ำ พูดแต่เรื่องเศร้า ดิ่ง มองอะไรเป็นเรื่องเศร้า เป็นเรื่องแย่

แค่เห็นแสงก็ทนไม่ได้ ก็รู้สึกว่าเศร้าแล้ว เพราะเหมือนกันเดี๋ยวจะต้องไปเจอปัญหาอีกแล้ว ไปเผชิญโลกแห่งความจริงอีกแล้ว อยากจะแค่หลับ ไม่อยากเจอวันใหม่ ผมก็เป็นอย่างนั้นในช่วงระยะเวลาใหญ่ๆ เลย แต่ก็ผ่านมาได้ ขอบคุณพระเจ้า”

คนเป็นโรคซึมเศร้าก็สามารถสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ได้ ในขณะที่พี่บอยอยู่ในสภาวะซึมเศร้าอยู่นั้น ก็ยังมีผลงานเพลงออกมาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ เรียกได้ว่าไม่ได้กระทบอะไรกับงานเลย เพราะเป็นสิ่งที่ตัวเองรัก อีกทั้งเจ้าตัวยังยอมรับอีกว่า ตอนแต่งเพลงจะทำให้ลืมไปชั่วขณะว่าตัวเองอยู่ในสภาวะนี้อยู่

“ตอนที่ผมทำเพลง มันจะเป็นตอนเดียวที่ผมลืมไปว่าผมเป็นอะไรอยู่ เพราะมันเป็นเวลาที่ผมโฟกัสแค่กับเพลง มันลืมความเจ็บลืมความปวดมันลืมความทุกอย่างเวลาได้ทำนะ แต่พอหยุดทำผมก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม

ผมว่าการที่เราได้ทำอะไรที่เรารัก มันก็เป็นการเยียยาเรา อะไรก็ตามที่เรารู้สึกรักที่อยากจะทำมัน แล้วก็ไม่เคยเบื่อ นั่นแหละมันอาจจะเป็น ถึงได้อยากจะคุยกับคุณพ่อคุณแม่ แล้วก็คุณครูแล้วก็น้องๆ ว่า อยากให้เลือกเส้นทางที่เรารักนะ

มันก็มีช่วงเวลานะที่อยากพีค สมัยก่อน ก่อนที่จะรู้จักพระเจ้าเราอยากดัง เราอยากให้คนรู้จักเพลงของเรา แต่พ่อก็คอยบอกตลอดว่ามันคือ By Products มันคือผลพลอยได้ มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องไปโฟกัส สิ่งที่เราโฟกัสคือทำสิ่งที่เรารัก เดี๋ยวที่เหลือBy Products มันตามมา

ทำงานก็ทำในสิ่งที่เรารักนะ แล้วเดี๋ยวรายได้มันตามมาของมันเอง แต่ขอให้เราทำในสิ่งที่เรารักก่อน อย่างน้อยเราก็ได้มีความสุขของเรา จะเศร้า จะแย่ขนาดไหน เวลาที่เราทำเพลงเราก็เหมือนได้หายใจ”



“Life boyd” แบ่งปันปัญหาชีวิต


  นอกจากการสร้างสรรค์งานเพลงแล้ว ทุกวันอังคาร เวลา 20:30 น. เขายังมีรายการ Facebook Live “พูดไปก็ Life boyd” ให้สำหรับคนที่มีปัญหาชีวิตเข้ามาร่วมกันแบ่งปันได้อีกด้วย

“ไลฟ์บอยนี่ทำเอาไว้ เพราะว่าไลฟ์เขาเป็นศิษยาภิบาล อยู่ที่โบสถ์คริสตจักรเมืองไทย เขาเรียนจบมาด้านการให้คำปรึกษากับคู่ชีวิต ที่ผมทำไลฟ์บอยวันอังคารเพื่อจะได้ให้เป็นเหมือนเป็นช่องทางเอาไว้คุยว่ามีปัญหาชีวิตอย่างนี้แล้ว มุมมองเขาคืออะไรบ้าง

ก็เอาไว้ให้เผื่อมีคนฟังเหมือนที่ผมชอบฟัง Podcasts ของคนอื่น แต่ของผมก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะนะ ผมก็ทำแบบตามมีตามเกิด เราไม่ได้มีโปรดักชันสวยงามเลย สมมติคนเขียนมาเรื่องนี้ก็เอามาคุยกัน เพราะว่าสมมติว่า คู่นี้เกิดความไม่เข้าใจกัน ไลฟ์เขาจะมีวิธีการปรับความเข้าใจกันยังไง ไลฟ์เขาก็จะให้คอมเมนต์ได้

เรื่องที่พูดก็ทำให้เราได้เรียนรู้ด้วย ได้เรียนรู้ไปด้วยว่ามีคนที่เจอภาวะนี้นะ ถ้าเราเจอภาวะนี้เราก็จะได้นำมาใช้ด้วย มันก็เหมือนเราได้เรียนหนังสือฟรีๆ โดยที่มีประสบการณ์จากคนอื่นมาเล่าให้เราฟัง”



สัมภาษณ์ : ทีมข่าวMGR Live
เรื่อง : พัชรินทร์ ชัยสิงห์
ภาพ : สันติ เต๊ะเปีย
ขอบคุณภาพ : อินสตาแกรม@boydkosiyabong



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **





กำลังโหลดความคิดเห็น...