xs
xsm
sm
md
lg

อย่าเพิ่งหมดหวังในนักกฎหมาย!! “ทนายนิด้า” นักสู้เกรียนคีย์บอร์ด [มีคลิป]

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เจาะใจ “ทนายนิด้า” ทนายหญิงชื่อดัง ที่ตอนนี้ไม่ว่าจะโพสต์อะไรคนก็ให้ความสนใจ ท่ามกลางกระแสสังคมคนตั้งคำถาม จุดยืนของการเป็นทนายที่ดี พร้อมสะท้อนบทเรียน “เกรียนคีย์บอร์ด” สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้สังคม กำจัดขยะโซเชียลฯ ดาราหลายคนไว้ใจให้เป็นที่ปรึกษาทางคดี ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย กับอีกมุมหนึ่งของชีวิต คุณแม่เลี้ยงเดี๋ยวสายสตรอง อุ้มท้องขึ้นศาล




ไม่เลือกลูกความ ไม่ทำตามกระแสสังคม

“ไม่เคยเคลมว่าตัวเองเป็นคนเก่งเลยนะคะ จริงๆ ถามว่าทนายในประเทศนี้มีคนเก่งกว่าทนายนิด้าเยอะแยะมาก แต่ว่ามันแค่เป็นโอกาสดีที่เรากับลูกความได้มารู้จักกัน และให้เรามารับผิดชอบคดี

เขาให้ความไว้วางใจเรา แต่ไม่ได้หมายความว่า เราเก่งกว่าคนอื่น เราไม่ซีเรียสเลยถ้าสมมติว่าลูกความเราไปเจอคนที่พร้อมดูแลคดี และเขาไว้เนื้อเชื่อใจมากกว่า และเก่งกว่า สามารถถอนคดีจากเราไปว่าจ้างทนายคนใหม่ได้

แต่ถ้าสมมติว่าเขาก็ไม่ได้ไว้เนื้อเชื่อใจคนอื่น เขาไว้ใจเรา แต่ว่าเขาก็พยายามไปเอาคำพูดของคนอื่น เอาความเห็นของคนอื่นมากดดันเราอันนี้เราจะรู้สึกว่าเราทำงานยากลำบาก

บางครั้งก็จะบอกลูกความตรงๆ ว่า เราไม่สะดวกว่าความให้แล้วนะคะ บางคนก็ยกเลิกเพิกถอนกันไป ก็ไม่ได้ว่าอะไร บางคนก็ยกเลิกไปเองก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่บางคนก็เป็นคนที่พี่บอกว่านิด้าคงไม่สะดวกทำคดีให้นะคะ ก็มี”

ทนายนิด้า-ศรันยา หวังสุขเจริญ ทนายหญิงชื่อดังวัย 38 ปี เรียกได้ว่าเป็นทนายหญิงที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงนี้ เพราะจากกระแสข่าวที่ แมท-ภีรนีย์ คงไทย นางเอกสาวนักแสดงช่อง 3 ที่ออกมาดำเนินคดีฟ้องหมิ่นประมาทเกรียนคีย์บอร์ด ทำให้ตอนนี้ไม่ว่าทนายนิด้าจะโพสต์อะไร หรือเคลื่อนไหวอะไร เรียกได้ว่าคนในสังคมให้ความสนอกสนใจเป็นอย่างมากว่าจะมีประเด็นร้อนอะไรในสังคม หรือคนดังในวงการบันเทิงให้ช่วยว่าความคดีไหนให้ เรียกได้ว่ากลายเป็นทนายดาราไปอีกคนแล้วสำหรับทนายนิด้า

ท่ามกลางกระแสดคีดังๆ หลายคดี อาชีพทนายก็เป็นที่จับตามองเป็นอย่างมาก ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงจุดยืนการเป็นแบบอย่างทนายที่ดี หรือแม้แต่กระทั่งการเลือกรับลูกความ จรรยาบรรณของอาชีพนี้จะต้องอยู่ที่จุดไหน

ด้านทนายหญิงชื่อดังเองก็ได้รับว่าความให้คดีดังๆ รวมไปถึงคนดังอยู่หลายคน เธอก็มองถึงเรื่องนี้ว่า เธอเป็นทนายที่ไม่สามารถเลือกรับลูกความได้ ใครที่เข้ามาปรึกษาก็พร้อมที่จะให้คำปรึกษาหมด แต่ที่จะเลือกจริงๆ คงเป็นเรื่องของทัศนคติที่ตรงกันมากกว่า ว่าจะสามารถทำงานด้วยกันต่อไปได้ไหม มีความเห็นตรงกันมากน้อยแค่ไหน


“ไม่ได้เลือกค่ะ พี่เลือกไม่ได้ จะบอกว่าด้วยการทำงานของพี่ ไม่ได้เลือกว่าคนนี้มีชื่อเสียง คนนี้ไม่มี คนนี้มีตังค์ คนนี้ไม่มีตังค์ ถึงเป็นตัวให้พี่เลือก พี่จะทำงานกับเขาอย่างนี้ไม่ได้เลือกเลย

แต่ที่จะเลือกจริงๆ คือ ทัศนคติที่ตรงกันนี่แหละค่ะ ถ้าจะมองว่าเลือกคือเลือกแบบนี้ พี่เคยมีนะคะที่ว่าตัวลูกความ เวลาที่เราจะรับทำคดีให้เขา พี่จะนัดเขาเพื่อพูดคุยปรึกษาคดีก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เรื่องราวเป็นอย่างไร พยานหลักฐานมีอะไรให้บ้าง ก็จะให้แง่มุมของพี่จากความรู้เท่าที่พี่มี และจากประสบการณ์เท่าที่มีว่าสตอรีทั้งหมดมันสามารถทำแบบนี้ได้ ได้อะไร เสียอะไร ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ โอกาสได้มากเท่าไหร่ โอกาสเสียมากเท่าไหร่ เราก็จะให้แง่มุมเขา

เราก็จะบอกว่า ถ้าสมมติให้ทำจะดำเนินการอย่างนี้ ซึ่งถ้าเขาโอเค เขาเห็นด้วย เราก็ร่วมงานกัน แต่ถ้าอย่างบางคนคุยแล้วหนึ่งสองสามสี่ อย่างพี่นิด้าว่า หนูไม่เอา หนูขอแบบนี้แบบนั้น

จริงๆ แล้วสโลแกนของพี่มันก็คือ my life is service อะไรที่เราทำได้เราก็ตอบโจทย์ลูกความ ต่อให้แนวทางของเราลูกความรู้สึกไม่โอเค แต่ว่าถ้าเขามีแนวทางของเขา แล้วเราฟังแล้วในแง่มุมของกฎหมายสามารถทำได้ ไม่เสียหายทั้งเขา ไม่เสียหายทั้งเรา โอเคได้ตามนั้นก็ได้ แต่ว่าถ้าสมมติว่าแนวทางของเขามันไม่ได้เลย มันขัดหรือแย้งกันกับกฎหมาย หรือว่าทำไปแล้วเราเปลืองตัว หรือเขาเปลืองตัว สุ่มเสี่ยงกับอะไร พี่จะปฏิเสธ จะไม่ทำ

เปลืองตัวในแง่ของการเสียชื่อเสียง ลูกความบางคนถูกโจมตี หรือถูกเป็นจำเลยสังคม แล้วก็คนส่วนใหญ่ให้การเข้าใจผิดอย่างนี้ค่ะ ถ้าพี่ไปเป็นทนายให้เขา บางทีปฏิเสธไม่ได้นะคะว่าเราอาจจะตกกระไดพลอยโจนไปตรงนั้นด้วย แต่ถ้าเขาเข้ามาคุยกับเราแล้วเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฟัง พยานหลักฐานที่แบให้ดู บางทีเราดูแล้วมันไม่ใช่เป็นอย่างที่สังคมว่าอย่างนั้นเลยนะ มันคนละเรื่องคนละราวกัน อันนี้พี่ยังรับทำให้ได้นะ พี่ไม่ได้เอากระแสสังคมตรงนั้นมาเพื่อที่จะปิดกั้นตัวเอง และก็ปิดกั้นตัวเขาให้ร่วมงานกัน

แต่ทีนี้การเสียชื่อเสียง พอเอามาแบแล้วแบบ แง่มุมกฎหมายอย่างนี้ จริงๆ แล้วถูกต้องแล้วที่เขาจะถูกสังคมลงโทษแบบนั้น หรือว่าคนรอบข้างจะลงโทษแบบนั้น


แต่ถามว่าในฐานะทนายความ เรามีหน้าที่ช่วยเหลือทั้งคนถูกทั้งคนผิด ในส่วนของคนผิด การช่วยเหลือช่วยยังไง ช่วยให้จากผิดเป็นไม่ผิดเหรอ ไม่ใช่ ช่วยให้จากว่า โอเคเท่าที่ดูมาทั้งหมด จริงๆ มันผิดนะ แต่ว่ามันยังมีทางออกด้วยการที่ว่าเราสามารถดำเนินการอย่างนี้เพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือว่าเราดำเนินการอย่างนี้เพื่อแก้ไขในส่วนตรงนี้ ให้ทางคู่ความยอมรับ ให้ทางศาลยอมรับได้

แล้วก็ชี้แจงต่อสังคมได้ ว่าโอเคเราพลาดในส่วนตรงนี้ไป เราขอแก้ไขในส่วนตรงนี้ อย่างบางคนมาบอกว่าที่ดูในข้อกฎหมายแล้ว ดูจากพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว เราไม่สามารถที่จะออกมายืดได้เลยว่า ยังไงฉันก็ยังถูกอยู่ 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วให้เราออกไปยืนเพื่อที่จะบอกว่าฉันถูกด้วยอะไรด้วย ตรงนี้ทำไม่ได้นะคะ

ถ้าสมมติว่าเขาไม่เห็นพ้องด้วยตามเรา ให้เราดำเนินการไปตามเขา ให้เป็นอะไรลักษณะอย่างนี้ แล้วมันไม่ถูกต้อง มันผิด มันผิดหมายถึงว่ามันผิดหลักการของกฎหมาย อันนี้เราก็คงจะทำให้ไม่ได้

แต่ถ้าในแง่มุมของกฎหมายมันทำได้ เขาก็ไม่ได้ผิดอะไรเพียงแต่ว่าสังคมโจมตีไปเอง บูลลี่ไปเองไอ้ตรงนี้พี่ไม่ได้มีปัญหาอะไร พี่ไม่ได้มายด์ พี่ไม่ได้หากิน

ถามว่าการมีชื่อเสียงดีไหม ก็ดีนะคะ พี่ก็รู้สึกว่าพี่ก็แฮปปี้ พี่ก็ขอบคุณ แต่การที่ว่า การที่เราจะเสื่อมเสียชื่อเสียง ถ้าเราจะต้องไปปกป้องลูกความที่เขาไม่ได้ทำผิดอะไร อย่างนี้พี่ยอมรับได้ค่ะ”


สะท้อนบทเรียน “เกรียนคีย์บอร์ด”

“มันเริ่มเป็นบรรทัดฐานให้แก้คนอื่นๆ แล้วนับตั้งแต่มีข่าวในเรื่องนี้ออกไป พี่มองว่าเกรียนคีย์บอร์ดก็ลดน้อยลงไปมาก คนถ้ามันเป็นนิสัย มันเลิกเลยไม่ได้หรอก แต่พี่ก็มองเห็นว่า ข้อความ คอมเมนต์ การติชมอะไร มันก็เป็นเหตุผลเป็นผลมากขึ้น มันก็เบาลง

แต่ถามว่าบางคนที่ไม่คิด ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ไม่แคร์มีอยู่ไหม ก็มี แต่ว่ามันก็ไม่ได้มากเท่ากับเมื่อก่อน จริงๆ ดาราอีกหลายท่าน หรือบุคคลมีชื่อเสียงอีกหลายท่าน ก็ได้รับผลพลอยได้ตรงนี้ไปด้วย ก็ดีใจค่ะ มันดีใจ

เพราะเวลาเข้าโซเชียลฯ ก็คิดว่าบางทีเราอยากไปหาอะไรที่มันเป็นความรู้ หรือเป็นข้อมูลที่เราอยากทราบ แต่เจอแต่อะไรไม่รู้ มองว่ามันเป็นขยะโซเชียลฯ

ทุกวันนี้ต้องบอกว่า โลกออนไลน์พอมันไม่เจอหน้ากัน มันทำให้ใครคิดจะพิมพ์อะไรก็ได้ คือมันโชว์สัญชาตญาณดิบของตัวเองออกมาได้โดยง่าย ความยับยั้งช่างใจออกมาได้โดยง่าย

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมทุกวันนี้ ความยับยั้งช่างใจของมนุษย์เรามันน้อยลง มันต่ำลงไปมาก จนทำให้มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้

พวกเกรียนคีย์บอร์ด ถ้ามาเจอกันต่อหน้า เขาจะไม่เคยคิดตำหนิเรา ต่อว่าเรา แต่ว่าพอลับหลังเราจะเริ่มมีพิมพ์แล้ว ก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร หรือว่ามันไม่ได้เผชิญหน้ากัน ทำให้ความกล้าหาญเราเพิ่มมากขึ้น หรือว่ายังไงตอนนี้มองว่าการที่น้องแมทเริ่มจะสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคมออนไลน์แล้วมากกว่า

วันนี้น้องแมทก็ออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง พี่มองว่าเขากล้าหาญนะคะเพราะว่าเหรียญมันมีสองด้านเสมอ คือไม่ว่าเขาจะทำอะไร เขาจะฟ้อง ก็จะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบเขา หรือเขาไม่ฟ้อง ก็จะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ เพราะฉะนั้นในวันนี้ที่เขาออกมาตัดสินใจว่าเขาจะปกป้องตัวเอง พี่มองว่าเขาจะต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย มองว่าเขากล้าหาญที่จะออกมาทำตรงนี้”


อบอุ่นในโลกออนไลน์ เดียวดายหน้าบัลลังก์ วลีเด็ดที่ทุกวันนี้ชาวโซเชียลฯ ต้องระมัดระวังกันอย่างมาก เพราะเรียกได้ว่าแมท-ภีรนีย์ เป็นอีกหนึ่งคนที่สร้างบรรทัดฐานยื่นฟ้องแบบเอาจริงเอาจัง

กรณีของแมท-ภีรนย์ นักแสดงสาวสวยที่ตัดสินยื่นฟ้อง ทนายนิด้าเล่าว่า แมทเป็นคนยกหูโทร.เข้ามาติดต่อโดยตรง ซึ่งกว่าจะตัดสินใจฟ้องก็ใช้ระยะเวลาพอสมควร ส่วนตัวเลขที่ยื่นฟ้องคนละหนึ่งล้านบาทนั้น ทนายนิด้าเองก็คิดว่าเป็นตัวเลขที่เหมาะสมแล้ว

“น้องแมทเป็นคนติดต่อกับพี่นิด้ามาเองโดยตรง พี่จำไม่ได้ว่าไม่สิ้นปีที่แล้ว ก็ประมาณต้นปี เขาก็มาปรึกษาว่า หนูเจอประมาณนี้นะคะ มันสามารถทำอะไรได้บ้างในแง่มุมของกฎหมาย พี่ก็มีหน้าที่ให้คำปรึกษาไปว่า จากเรื่องราวทั้งหมด มันเข้าข้อกฎหมายนี้ มันสามารถทำอะไรได้บ้าง สามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง แค่ไหนอย่างไร process เป็นอย่างไร สิ่งที่หากหนูตัดสินใจไปแล้ว สิ่งที่หนูจะต้องเจอ อาจจะต้องเสียไป จะมีแง่มุมอะไรบ้าง หรือสิ่งที่จะได้รับมีแง่มุมอะไรบ้าง

นี่คือหน้าที่ของทนายความ เวลาที่ลูกความเข้ามาปรึกษา ก็ให้แง่มุมไปเช่นนั้น ส่วนว่าหนูจะตัดสินใจดำเนินการต่อไหม ไปคิดเอา ไปปรึกษาหารือกับครอบครัวเอา ซึ่งก็ใช้ระยะเวลาพอสมควรอยู่เหมือนกัน นับตั้งแต่วันนั้น จนกว่าน้องแมทจะตัดสินใจว่า หนูคิดว่าหนูคงต้องใช้วิธีนี้แหละดีกว่า ก็เลยนำมาสู่การฟ้องร้องดำเนินคดี

เราก็ฟ้องตามความเหมาะสม เราก็คิดว่าฟ้องตามเราเสียหาย แล้วก็พิจารณาแล้วว่าความมีชื่อเสียงของเขา ทางทำมาหาได้ของเขาที่มันจะต้องถูกลดทอนลงไป มันเป็นมูลค่าเท่าไหร่ ต่อสภาพจิตใจอีกที่เขาจะต้องทนเจอมาอยู่ 2 ปีกว่าได้แล้วมั้ง คิดว่าตัวเลขนี้น่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับการที่เราจะสามารถพิสูจน์ได้ในชั้นศาล แต่สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ดุลพินิจของศาลว่าท่านจะเห็นด้วยกับเราหรือไม่อย่างไร

คู่กรณีจากที่เก็บพยานหลักฐานไว้จริงๆ มันก็หลักร้อยเลยนะ แต่ว่าตอนนี้ที่ฟ้องไปก็ประมาณสิบกว่าราย ทยอยฟ้องไปเรื่อยๆ จนกว่าน้องแมทจะบอกว่าพี่หนูขี้เกียจขึ้นศาลแล้ว พอแล้ว”

นอกจากให้คำปรึกษาข้อกฎหมายเรื่องคดีฟ้องร้องเกรียนคีย์บอร์ดให้กับนักแสดงสาวสวยอย่างแมท-ภีรย์แล้ว ทนายนิดาเองก็ยอมว่ายังมีดาราอีกหลายคนที่เข้ามาปรึกษาแต่ไม่อยากเป็นข่าวก็ไม่ได้เปิดเผยออกไป รวมไปถึงคนธรรมดาทั่วไปก็ยังมีเข้ามาขอคำปรึกษาให้ฟ้องร้องเกี่ยวกับคดีความเหล่านี้อีกหลายคนอยู่เหมือนกัน

“ก็มีประมาณหนึ่งนะคะ ทั้งที่ได้เป็นข่าวกับที่ไม่ได้เป็นข่าว ด้วยจรรยาบรรณทนายความจริงๆ เราก็ต้องเก็บความลับของลูกความอยู่แล้ว บางท่านคือไม่ประสงค์ให้เป็นเรื่องเป็นราว หรือเป็นข่าวอะไรเลย เราก็อาจจะไม่ได้มีการพูดคุย โพสต์หน้าเพจ หรือว่ามาเล่าเรื่องราวให้ฟัง มันก็จะไม่ได้รับทราบกัน แล้วก็จะไม่ได้เป็นข่าวออกมา

แต่ถึงเรื่องไรก็ต้องบอกก่อนว่า ต่อให้บางเรื่องบางราวที่มันเป็นข่าว มีชื่อขึ้นมา เราก็เล่าได้แค่ส่วนของมันที่ไม่เสียหายต่อตัวลูกความ ต่อคู่กรณี ต่อรูปคดี มันก็เล่าได้แค่เฉพาะแง่มุมที่เราสามารถเล่าได้ เพราะว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญอันดับหนึ่งเลยก็คือ เก็บรักษาความลับให้กับเขา”


สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้สังคม กำจัดขยะโซเชียลฯ


“สถานการณ์ในโซเชียลฯ ตอนนี้นับตั้งแต่ตอนที่มีข่าวน้องแมทออกไปพี่ก็ว่าดีขึ้น มันไม่มีทางเคลียร์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่ว่าการที่มันเบาบางลงไป เรื่องของการหมิ่นประมาท เรื่องของการที่ว่าดูถูกเหยียดหยามคนอื่นผ่านช่องทางนี้ ก็ถือว่าลดน้อยลงไปเยอะ ก็ถือว่าก็ตอบโจทย์แล้ว

เอาจริงๆ ตรงนี้ต้องชื่นชมน้องแมทนะคะ ที่ออกมา กล้าหาญที่จะทำสิ่งนี้ เพราะเชื่อว่าเขาก็ต้องตรึกตรองหลายตลบอยู่ ว่าเขาจะตัดสินใจทำแบบนี้ดีไหม เพราะว่ามันก็จะมีทั้งผลดี และผลเสีย

แต่ในเมื่อวันนี้เขาตัดสินใจที่เขาจะเดินทางนี้ เลือกที่จะปกป้องชื่อเสียงของตัวเอง และครอบครัว พี่ก็มองว่าจริงๆ หลายท่านน่าจะขอบคุณน้องแมท เพราะว่าตั้งแต่เป็นข่าวออกไป ดาราท่านอื่นเรื่องเกรียนคีย์บอร์ด หรือขยะโซเชียลฯ พวกนี้ ไปสังเกตดู พี่ก็ถือว่ามันก็ลดน้อยลงไปมากแล้วนะ”

นับว่ากรณีของแมท ภีรนีย์ เป็นการเตือนใจให้สังคม ทนายนิด้าเองก็มองว่าสถานการณ์เกรียนคีย์บอร์ดก็ลดน้อยลง ไม่กล้าที่จะพิมพ์ว่าอะไรที่รุนแรง และดาราท่านอื่นก็พลอยรับอานิสงส์จากเรื่องนี้ด้วย

“นับตั้งแต่ที่มีข่าวของน้องแมท ภีรนีย์ออกไป ถามว่ามันยังมีคนที่ลอยหน้าลอยตาท้าทายอยู่ไหม มันก็มีนะคะ คือคนเหล่านี้พี่ก็คิดว่าเขาคงไม่ได้มีความรับผิดชอบชั่วดีอะไร ตรงนี้เราก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าเราจะดำเนินการอย่างไรกับเขา หรือว่าเราจะปล่อยผ่าน

แต่ถามว่าในส่วนของคนที่รู้สึกสำนึก แล้วก็รู้สึกผิดในสิ่งที่กระทำไป ถามว่าเยอะไหม ก็เยอะ ตั้งแต่มีข่าวออกไป เอาจริงๆ Inbox พี่ก็ทะลักมากเหมือนกันแม้แต่เบอร์โทรศัพท์ วันๆ หนึ่งรับสายแต่พี่คะมีชื่อหนูโดนฟ้องไหม หรือบางคนก็บอกว่า พี่คะหนูเคยไปคอมเมนต์ว่า ตอนนี้หนูรู้สึกไม่สบายใจเลย หนูรู้สึกว่า หนูไปทำให้เขาเสียหาย หนูจะแก้ไขยังไง

พี่ย้อนกลับก่อนเลยว่า ตอนน้องพิมพ์น้องสนุกปะ น้องสนุก ตอนนั้นน้องรู้สึกยังไง สิ่งที่พี่แทบจะถามทุกคนเลยว่า ตอนพิมพ์คิดอะไร รู้สึกยังไง สบายใจใช่ไหม สนุกใช่ไหม บอกว่าคือหนูก็ไม่รู้ หนูก็ไม่ได้คิดอะไรยังไง ก็คือไม่รู้ว่าหนูชอบเขาหรือไม่ชอบ แต่คนอื่นว่า หนูก็เลยอยากพิมพ์ด้วย แสดงความคิดเห็นด้วยอะไรอย่างนี้

ก็สอนไป บอกไปว่าทีหลังอย่าทำ ไม่ใช่แค่กับน้องแมทกับใครก็ตาม อย่าไปทำ ถ้าทำแล้วสนองความสนุก ความสะใจของตัวเองอย่าไปทำ เพราะว่าทุกวันนี้เรามานั่งทุกข์ เราก็ไม่รู้ว่าหนึ่งในห้าสิบ หนึ่งในร้อยมันมีชื่อเราหรือเปล่า มันก็ทำให้เราในทุกวันนี้กินไม่ได้นอนไม่หลับ มันไม่ได้คุ้มค่ากัน ก็สอนไปแบบนี้จนปากเปียกปากแฉะไปเยอะมากกับสายที่โทร.เข้ามา


อยากให้เป็นบทเรียนของสังคม เพราะว่าจริงๆ แล้ว รู้สึกหงุดหงิดมากทุกครั้งเวลาเข้าอินเทอร์เน็ต ในฐานะที่เป็นมนุษย์ เราไม่ได้เป็นทนายความตลอดเวลา เวลาเราเสพข่าว เสพสื่อ เราก็รู้สึกว่าเราไม่ถูกจริตกับคนนี้มีไหม มี เราไม่ชอบกับคนนี้มี แต่เรางงมากเลยนะว่า ต้องมีอะไรผลักดันเราจากข้างใน ที่ทำให้เราต้องไปพิมพ์ถึงขนาดว่า ฉันเกลียดแก ฉันไม่ชอบแกอะไรอย่างนี้

แกจะต้องรู้ว่าฉันเกลียดแก แกต้องรู้ว่าฉันด่าแก เราไม่อยากให้มี ขนาดเรารักใครเรายังไม่ค่อยชมเขาเลย แต่เวลาเราเกลียดเราจะไปพิมพ์ด่าเขาทำไม มันไม่แฟร์ เราไม่ต้องมาตั้งคำถามว่า จะให้ชมอย่างเดียวเหรอ ก็ไม่ต้องตลอด ไม่ชมก็ได้ แต่มันก็ไม่มีเหตุผล และความจำเป็นอะไรเลยที่จะต้องไปพิมพ์ด่า

พูดจริงๆ เลยว่า คดีอย่างนี้ถ้าในวงการทนายความด้วยกัน หรือแวดวงของศาล ศาลมองว่าพวกคดีอย่างนี้เป็นคดีรกโรงรกศาลนะคะ เป็นคดีที่มันไม่เป็นเรื่องที่มันจะมาขึ้นโรงขึ้นศาลกัน แต่พี่ก็มองว่าถ้าวันนี้มันจะทำให้สังคมมันน่ารักขึ้น แล้วมันน่าอยู่ขึ้น ก็มองว่ามันน่าที่จะผลักดันให้มันเป็นประเด็นสังคมเหมือนกัน

แล้วก็พี่จะมองว่า การด่าทอ การสบประมาทกันมันทำให้เลือดขึ้นหน้ามาเยอะมาก แล้วมันก็นำมาสู่การก่อคดีอื่นๆ ที่มันแรงขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ มันทำให้เราผูกใจเจ็บกัน คนเรามันเจ็บใจกัน บางทีมันไม่ใช่แต่เรื่องกู้หนี้ยืมสิน แต่ว่าการที่มาพิมพ์ท้าทาย อยากได้ก็ไปฟ้องเอาสิ หรือว่าหน้าอย่างแกไม่มีทางไอ้โน่นไอ้นี่หรอก มันทำให้คนเลือดขึ้นหน้า จริงๆ พี่ว่ามันสำคัญนะ แล้วถ้ามันลดลง มันเบาลง มันอาจจะไม่ได้นำไปสู่คดีอื่นๆ อีกก็ได้ด้วยซ้ำ”

ทนายหญิงชื่อดังยอมรับว่าไม่สามารถฟ้องได้หมดทุกคน แต่ก็อย่าชะล่าใจ เพราะถึงแม้จะแอคหลุมส่วนใหญ่ก็ตามเจอ แต่ต้องใช้ระยะเวลา และความสามารถเยอะพอสมควร อยู่ที่ว่าผู้เสียหายจะให้ตามที่สุดได้แค่ไหน เพราะหลายคนที่ถูกกระทำคิดว่าไม่ควรที่จะต้องมานั่งเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้

“อยากถามกลับคนที่อยากจะตั้งตนเป็นเกรียนคีย์บอร์ด คือถ้าเป็นแล้ว หรือว่าคนที่กำลังจะเข้าสู่วงการเกรียนคีย์บอร์ด ต้องถามก่อนว่าสิ่งที่เรากำลังจะพิมพ์ลงไปในโลกโซเชียลฯ ตอนนั้นมันก่อเกิดประโยชน์อะไรหรือเปล่า

แค่ก่อนเราพิมพ์ลงไปแล้ว Enter ให้เราฉุกคิดว่าสิ่งที่เรากำลังพิมพ์ ถ้าคนอ่านเขาได้อ่าน เขาเพียงแต่รู้สึกไม่สบายใจ เท่านั้นก็ไม่ควรพิมพ์แล้ว

แต่ต้องย้อนถามกลับว่าในเมื่อเราจะสร้าง nature ให้มันเป็นแบบนี้ เราอยากให้สังคมออนไลน์มันเป็นอย่างนี้ วันหนึ่งเราก็อาจจะที่จะต้องเจอกับสิ่งแบบนี้เหมือนกัน เพราะว่าเราเอง ก็เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมของโซเชียลฯ ให้มันเป็นแบบนี้

เราอาจจะต้องคิดด้วยซ้ำว่าวันหนึ่งถ้าวัฒนธรรมแบบนี้ มันเป็นสิ่งที่คนยอมรับ แล้วถือว่ามันเป็นเรื่องปกติ แล้วถ้าวันหนึ่งวัฒนธรรมนี้มันกลายเป็นมาสู่ตัวเอง ตัวเองรับได้หรือเปล่า ถ้ารับมันไมได้เราก็ไม่อยากให้คุณไปเป็นส่วนหนึ่งจองการขับเคลื่อนวัฒนธรรมนี้ โลกมันจะได้น่าอยู่ โซเชียลฯ มันจะได้น่ารัก”


ประสบการณ์ตรง “เชือดไก่ให้ลิงดู”

อย่างก่อนหน้านี้คดีหมิ่นประมาท พวกเกรียนคีย์บอร์ดเหล่านี้ ทนายนิด้าเองก็เคยฟ้องให้ตัวเองจนชนะคดีมาแล้ว ยอมรับว่าแม้ตัวเองจะไม่ได้เป็นคนดังมากมาย แต่ศาลก็พิจารณาตัดสินให้อีกฝ่ายชดเชยค่าเสียหายในสิ่งสมควรที่จะได้รับ หลังถูกกล่าวหาว่าเป็นทนายโจร

“อย่างพี่นิด้ามีเพจ แล้วเพจมันก็เป็นสาธารณะ มันก็คงห้ามยากที่จะไม่ให้ใครมาวุ่นวาย ยุ่มย่ามกับเรา ต่อให้เรายอมรับว่าเราสามารถที่จะให้คนวิพากษ์วิจารณ์เราได้ แต่มันก็ต้องมีขอบเขตในความเหมาะสม ถ้ามันไม่มีขอบเขต ไม่เหมาะสม เกินเลย เราก็จะต้องปกป้อง เรียกร้องสิทธิให้กับตัวเอง

เราเริ่มอยู่ในแสงสว่าง มันโดนต่อว่าบ้างไหม มันก็มีบ้าง เราไม่ได้ฟ้องทุกคน ใครที่แบบว่าพี่นิด้าออกมาโพสต์อย่างนี้ไม่ดีเลย ไม่เหมาะสมเลย หรือออกมาในแง่มุมอย่างนี้ คนจะเข้าใจผิด ถ้าเรื่องพวกนี้ เราน้อมรับ ถึงแม้ว่าเราจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ติชมมาเราก็น้อมรับ แล้วถ้าอะไรที่มันมีเหตุผลนะ เราก็ปรับปรุง

อย่างเรื่องที่เคยฟ้องไป ก็คือมาต่อว่าเป็นทนายโจร อะไรลักษณะอย่างนี้ ซึ่งเรากับเขาไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยใช้บริการ ไม่เคยมีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งกันและกัน การมากล่าวอย่างนี้มันทำให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้รู้ที่มาที่ไป อาจจะคลางแคลงสงสัยในตัวเราว่าพี่นิด้าต้องทำอะไรไม่ดีแน่ๆ

ต่อไปจะจ้างว่าความหรืออะไร คนนี้เคยมีประวัติไม่ดีนะ ด่างพร้อยนะ มันก็ทำให้เรารู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม ไม่เป็นธรรมกับเรา แล้วเรารู้สึกว่าในเมื่อเราอยู่ตรงนี้ เราอยู่ในแวดวงกฎหมาย แล้วการที่เราไม่เชือดไก่ให้ลิงดู เราไม่ได้ออกมาปกป้องตัวเอง เราจะเป็นกระบอกเสียงให้คนอื่นต่อไปยังไง ถูกต้องไหมคะ ก็เลยตัดสินใจดำเนินคดี ซึ่งศาลก็ได้เมตตาพิพากษาลงโทษบุคคลนั้นที่ได้ทำการหมิ่นประมาท

ในส่วนตัวของพี่ ตอนนั้นที่ฟ้อง เอาจริงๆ แล้ว คนติดตามเพจยังไม่ถึงแสนเลยมั้ง ตอนนั้นศาลก็พิจารณาค่าเสียหายให้อยู่ที่ 75,000 บาท อันนี้ในส่วนที่ค่าเสียหายที่ได้รับนะคะ

แต่ว่าในส่วนที่ศาลสั่งปรับเขา ตามโทษของกฎหมายก็คือคนละส่วนกัน คนจะไปเข้าใจว่า จริงๆ ในเรื่องของการหมิ่นประมาทของการโฆษณาค่ะ มันมีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี ปรับสูงสุดก็คือ 200,000 บาท

คนจะเข้าใจว่า แล้วพี่นิด้าเรียกฟ้องให้ดาราไปสองล้านสามล้าน หรือเป็นล้าน มันเกินกฎหมายไปมาก ทำไมถึงทำได้ จะบอกว่าตัวเลขตรงนี้มันคือตัวเลขคนละส่วน ตัวเลขตัวที่ว่าศาลสั่งให้จำคุกสูงสุด 2 ปี กับปรับสูงสุดได้ 200,000 บาท เงินค่าปรับตรงนั้น ปรับแล้วเข้าหลวงนะคะ คนละส่วนกับตัวผู้เสียหายที่เขาจะมีสิทธิเรียกร้อง

ถามว่า เรียกร้องได้เท่าไหร่ เอาจริงๆ กฎหมายไม่ได้กำหนด เขาจะตั้งพันล้านหมื่นล้าน เขาก็สามารถตั้งได้ แต่ว่าตั้งแล้วเขามีความสมเหตุสมผลหรือไม่ เราก็มีหน้าที่จะต้องดูแลให้เขา

อย่างลูกความบางคนอาจจะแบบ พี่คะหนูโดนหมิ่นประมาท หนูขอฟ้องเรียกห้าแสนได้ไหม ขอเรียก 1 ล้านได้ไหม หรือแต่ตัวพี่นิด้าเอง ถ้าโดนหมิ่นประมาท พี่จะตั้ง 1 ล้าน พี่ก็ว่าไม่มีความสมเหตุสมผล เพราะว่าตัวพี่ไม่ได้มีชื่อเสียงขนาดนั้น อาจจะไม่ได้ไปสูญเสียต่อทางทำมาหาได้ ไม่ได้รับผลกระทบขนาดนั้น พี่จะไปตั้ง 1 ล้าน สำหรับตัวพี่เองก็จะน่าเกลียด

แต่ว่าสำหรับคนที่อยู่ในแวดวงบันเทิง แล้วเขามีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ได้รับรางวัล ได้รับการยอมรับในการแสดง ในงานอื่นๆ มันทำให้ Value ในตัวเขามันเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ตัวนี้ก็จะเป็นองค์ประกอบที่จะมาพิจารณาว่าเขาควรจะตั้งค่าเสียหายอยู่ที่เท่าไหร่ เราก็ช่วยดูแลในความเหมาะสมให้เขา อย่างน้องแมทพี่ก็พิจารณาแล้วว่าเหมาะค่ะ”


อย่างล่าสุด “แต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์” อีกหนึ่งนักแสดงสาวสวยกับกระแสดรามาช่วงหลังที่เกิดขึ้นตั้งแต่เลิกกับแฟน จนกระทั่งการถ่ายรูปใส่ชุดว่ายน้ำลงไอจี

ทนายนิด้าเองก็ได้สะท้อนถึงเรื่องนี้ว่าหลายคนเข้าใจกันว่า ศิลปิน ดารา หรือบุคคลมีชื่อเสียงต่างเป็นคนสาธารณะที่สามารถถูกวิจารณ์ หรือด่าตามอำเภอใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องส่วนตัว ทนายนิด้าเล่าอีกว่า ไม่ใช่แค่ดาราเท่านั้นที่เจอคำโหดร้ายพวกนี้ คนทั่วไปเองก็เจอคำรุนแรงเหล่านั้นอยู่เหมือนกัน

“ก็คำหยาบๆ อย่างเช่นโสเภณีดอก อย่างดาราหลายๆ ท่าน ไม่ใช่แต่ลูกความที่เป็นข่าว แม้แต่บางคนเขามีแฟน เขาถ่ายรูปคู่กับแฟน ไปพิมพ์ว่าเขาร่าน แล้วก็ไปว่าเขาว่าเสียตัวมาแล้วเท่าไหร่ อะไรยังไง มันไม่ใช่บูลลี่ มันคือการเหยียดหยาม สบประมาทเขา ลดทอนคุณค่าเขา อย่างนี้ก็ยังมีอยู่เยอะ

คนหลายๆ คนชอบออกมาบอกว่าเป็นดาราทำไมยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ถามกลับว่ามาพิมพ์ว่าแบบ ร่าน อย่างนี้ควรยอมรับเหรอ ถูกต้องไหม โตขึ้นบอกพ่อบอกแม่ด้วยนะว่า เคยเป็นโสเภณีเก่ามา เคยอยู่ในซ่องเก่ามา

ต้องถามกลับประชาชนว่า อย่างนี้เราควรน้อมรับเหรอ ใช่ไหม เราต้องรู้จักแยกแยะสิว่าอะไรมันอยู่ในขอบเขตแค่ไหน น้องแต้วพี่ก็ตามข่าวนะ หนักมาก หนักแบบโหดร้ายมาก แต่ว่าก็เข้าใจในมุมของน้องแต้วว่า เขาก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความที่ว่าหนูเป็นคนของประชาชน ทีนี้พี่เคยโพสต์ออกไปว่าจริงๆ ดาราไม่ใช่คนของประชาชนที่จะสามารถพูดอะไรกับเขาก็ได้ ว่าอะไรกับเขาก็ได้

พี่จะบอกว่าเขาไม่ใช่ถนนที่เราจะทุบ จะขุด จะขว้าง จะปา จะอะไรก็ได้ คือเขาก็มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขา พี่ว่าต่อให้เขาทำอาชีพอะไร แม้แต่ประชาชนจะให้ความสนอกสนใจเขา จะพูดถึงเขาได้ แต่ว่ามันก็จะต้องมีขอบเขต ของการไม่ก้าวล้ำเส้นของความเป็นมนุษย์ของเขา พี่ก็มองว่าอย่างนี้

จริงๆ เท่าที่ผ่านตามาเท่าที่เห็น น้องแต้วก็เป็นคนหนึ่งที่เขาถูกละเมิด ณ เวลานี้เขาถูกกละเมิด แล้วการละเมิดนั้นเป็นการทำผิดกฎหมาย ถ้าเขาจะตัดสินใจฟ้อง ก็คือสามารถทำได้แล้วค่ะ”


ไม่ปฏิเสธว่าอยากดัง

เป็นทนายหญิงชื่อดังที่กำลังถูกพูดถึงอยู่บ่อยๆ ทำให้หลายคนไว้วางใจติดต่อให้ว่าคดีความให้ รวมไปถึงเหล่าดารา คนดังที่มีชื่อเสียง ทำให้หลายคนมองว่าทนายนิด้าที่ออกมาโพสต์ หรือออกมาเล่าเรื่องราวต่างๆ อยากจะดัง แต่เธอก็ไม่ปฏิเสธว่าอยากดัง เพราะคิดว่าการมีชื่อเสียงก็เป็นเรื่องที่ดี ถ้าใช้ในทางที่ถูกที่ควร

“ถ้าทุกคนมีโอกาส มีช่องทางในการที่จะทำให้ตัวเราเป็นบุคคลที่ให้การยอมรับหรือมีชื่อเสียง พี่คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย หรือว่าน่าปฏิเสธ แต่ถามว่าตัวพี่พยายามทำให้ตัวเองดัง หรือว่ากระเหี้ยนกระหือรือไหม พี่ก็คิดว่าก็ไม่นะคะ เพราะว่าถ้าถามว่า ถ้าพี่ wanna be จริงๆ พี่สามารถทำได้ดีกว่านี้ และพี่สามารถทำมาได้ตั้งนานแล้ว

ถามว่าเราอยากมีชื่อเสียงไหม เราก็อยากมีเพราะว่าการมีชื่อเสียงก็ยอมรับว่า มันเป็นโอกาสให้เราหลายๆ อย่าง ไม่ใช่เฉพาะแต่กับเรื่องในการว่าความอย่างเดียวนะคะ

ในส่วนตัวพี่ไม่ปฏิเสธว่าการมีชื่อเสียงเป็นเรื่องดี แต่จริงๆ มันก็ดาบสองคมนะคะ ถ้าเราทำอะไรไม่ดี มันก็เป็นชื่อเสียงเหมือนกัน แต่มันก็จะเป็นชื่อที่เสีย ดังนั้นก็พยายามครองตนให้ดีมาโดยตลอดนะคะ พยายามค่อนเป็นค่อยไป พยายามไม่ยัดเยียด

ถ้าวันหนึ่งคนที่ติดตามเพจเรา หรือสื่อรู้สึกว่ามันควรที่จะให้ความสนใจในเรื่องนี้ เรื่องที่พี่รับผิดชอบ จะหยิบยกไปไปเป็นประเด็นในสังคม พี่ก็ยินดี แค่ถ้าในสิ่งที่พี่นำเสนอไป เขารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ควรนำเสนอให้สังคมรับรู้พี่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะกระเหี้ยนกระหือรืออะไรกับมัน

หรือถ้าบอกว่าถ้าตัวพี่ wanna be มากมายที่อยากจะดัง จริงๆ มันมีเคสในมือพี่ที่มันน่าสนใจกว่านี้อีกเยอะที่เป็นข่าว พี่สามารถเอาออกมาโพสต์มาอะไรก็ได้จะบังคับลูกความก็ได้ว่า เธอจะมาจ้างฉันเธอต้องอยู่ ในเงื่อนไขอันนี้นะ ซึ่งเราก็ไม่เคยเอามาเป็นเงื่อนไข เราเคารพลูกความทุกคน

อย่างก่อนหน้าที่จะมีคดีน้องแมท ที่ตอนนี้ที่สื่อกลับมาให้ความสนใจอีก มันก็มีเคสที่พี่ทำแล้วพี่ก็เชื่อว่า เคสนี้ถ้าพี่โพสต์ก็ดังอีกเหมือนกัน แต่ว่าลูกความไม่สะดวก แล้วมันกระทบหลายฝ่ายพี่ก็ไม่ทำ พี่ก็ไม่ได้ยัดเยียดอะไรแบบนั้น”


หลายคนคงสงสัยว่าทนายหญิงชื่อดังคนนี้ เริ่มโด่งดังและมีชื่อเสียงมาจากอะไร หากย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วก็มีข่าวดังว่าเธอออกมาแฉหมอสูตินรี รายหนึ่งใน จ.นครสวรรค์ ที่ข่มขืนคนไข้สาวที่ไปตรวจภายใน ทั้งยังล่วงละเมิดทางเพศคนไข้หลายราย รวมถึงลวนลามนักศึกษาพยาบาลอีกเพียบ

“จริงๆ พี่ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าดังมาจากอะไร พี่ไม่รู้ทุกวันนี้พี่มีชื่อเสียงแล้วเหรอ มันน่าจะเป็นความบังเอิญที่ว่า คือเพจพี่ก็ทำของพี่มาอยู่แล้ว มันเป็นข่าวหรือไม่เป็นพี่ก็ไม่รู้ หรือใครให้ความสนใจหรือเปล่าพี่ก็ไม่รู้ แต่ว่า ณ เวลานั้นในข่าวอันนี้ก็ทำให้พี่มีคนรู้จักเพิ่มมากขึ้นจริงๆ

ก็น่าจะเป็นจากด้วยเนื้อหา สตอรีของข่าวที่มันทำให้คนรู้สึกอยากรู้ว่า เรื่องราวในคดีนี้มันเป็นอย่างไร มันก็เลยทำให้เหมือนว่าคนรู้จักเรามากขึ้นก็น่าจะจากโอกาสนั้นแต่ว่าจริงๆ แล้ว ทำคดีที่สื่อเข้ามาให้ความสนใจก่อนหน้าคดีอันนี้ไหมก็มีนะคะ แต่คนอาจจะไม่ได้สนใจมากเท่ากับคดีนี้”

เรียกได้ว่าเป็นทนายหญิงที่โด่งดัง และทำให้ลูกความส่วนใหญ่ที่ไว้เนื้อเชื่อใจเป็นผู้หญิงด้วยเช่นกัน เห็นได้จากดาราหญิงส่วนใหญ่ให้ความไว้ใจที่เป็นที่ปรึกษาคดีว่าความให้ อย่างที่เห็นเป็นข่าวได้ชัดตอนนี้ก็มี 2 คน นั่นก็คือ แมท-ภีรย์ คงไทย และ เฌอเอม-ชญาธนุส ศรทัตต์ หนึ่งในผู้ประกวด Miss Universe Thailand 2020

“พี่ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่ก็คิดว่าจะมีส่วน แม้แต่บางทีในคดีที่เป็นความผิดเกี่ยวกับเพศก็ได้เปรียบ เพราะเวลาที่ผู้หญิงเขาเข้ามาปรึกษาหารือเรา เขาเล่าเรื่องในเชิงลึก เขาก็จะรู้สึกว่าเขาสบายใจมากขึ้น ต่อให้เขาไม่สบายใจที่จะเล่าเลยก็ตาม

แต่ว่าพอด้วยความที่เราเป็นผู้หญิง มันมีความเข้าอกเข้าใจที่ลึกซึ้งอะไรแบบนี้ ในการที่ถ้าเขาไปเล่าให้ผู้ชายฟัง เขาอาจจะมีความเขินอายมากยิ่งกว่า ถามว่าถ้าข้อได้เปรียบ ถ้าพี่เห็นได้ชัดก็เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับเพศค่ะ”


เจอเคสหนัก ถึงขั้นขับรถข่มขู่

ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่เป็นทนายความมา ทนายนิด้าเองก็ยอมรับว่าเคยโดนข่มขู่บ้าง ถึงขันขับรถตามอยู่สักพักหนึ่ง กว่าจะใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

“ถามว่าขู่แบบรุนแรงมากไหม ยังไม่ถึงขั้นมาก แต่ว่ามีขับรถตาม อะไรลักษณะแบบนี้ หรือว่าถามว่าขู่ พี่เคยเจอถึงในศาลเลยนะ อย่างคู่กรณีอย่างนี้ คือพี่เป็นทนายโจทก์ แล้วฟ้องจำเลย บางทีเขาก็จะมีญาติ มีอะไรมาที่เขารู้สึกว่าเหมือนเราไปทำให้ญาติของเขาตกอยู่ในฐานะที่เป็นจำเลย ลักษณะแบบนี้

บางทีเดินสวนกันก็ใช้แววตา สายตาที่ข่มขู่เรา หรือใช้คำพูดที่พูดลอยๆ ออกมา แต่ถามว่าในกรณีแบบนี้พี่ไปทำอะไรเขาได้ไหม มันก็ทำไม่ได้ เพราะว่าในศาลมันไม่สามารถบันทึกอะไรได้อยู่แล้ว มันก็ไม่มีหลักฐานที่เราจะไปดำเนินการต่อกับเขา แต่ถามว่าเคยเจอไหม คือเคยเจอ คือคนเรามันรู้ด้วยสัมผัส ด้วยการสื่อสารอยู่แล้ว

หลังจากเสร็จจากศาล เวลากลับเข้าที่พัก ก็คือมีการขับรถตาม ก็อยู่กับช่วงภาวะอย่างนั้นสักช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็ต้องระวังตัวมากขึ้นเท่านั้นเอง แต่ว่าเราก็รู้สึกว่า เราทำตามหน้าที่ เราทำเรื่องที่ถูกต้อง เราไม่เคยเอาเรื่องไม่จริงไปแจ้งฟ้องใคร

บอกไม่กลัวมันเป็นไปไม่ได้หรอก มันก็กลัว แต่ว่าคือถามว่าถ้ากลัวแล้ว ลูกความเราล่ะใช่ไหมคะ ลูกความเราที่เขาถูกละเมิดสิทธิ เจาถูกกระทำ คือถ้าพี่กลัว พี่ก็ไม่รู้ว่า เขาไปหาทนายคนอื่น ทนายคนอื่นจะทำให้เขาหรือก็จะกลัวเหมือนอย่างพี่ แล้วในการที่เขาจะเรียกร้องสิทธิของเขา ใครจะช่วยดูแลให้เขา”


แม้จะโดนข่มขู่ และก็ยอมรับว่ากลัวความปลอดภัยในการใช้ชีวิต แต่ก็พร้อมเดินหน้าสู้เต็มที่กับทุกคดี จึงเป็นที่มาของแฮชแท็กประจำตัว#ทนายสายลุยขึ้นมา เพราะคิดว่าแม้จะเป็นผู้หญิงก็สามารถทำงานเทียบเท่าได้กับผู้ชาย

“ก็งงเหมือนกันนะว่ามันมาจากอะไร แต่แค่รู้สึกว่านิยามกับตัวเองให้คำจำกัดความของตัวเอง คือเป็นคนที่ทำงาน แล้วรู้สึกว่าตัวเองลุย ไม่รู้ว่ามันมีคนลุยกว่านี้หรือเปล่า ถามว่ามันมีไหม ก็น่าจะมี แต่ว่าพี่อาจจะไม่ได้ไปรู้จักเขา แต่แค่พิจารณาจากตัวพี่ จากเพื่อน จากคนรอบข้างที่เคยพบเคยเจอ และด้วยความที่เราเป็นผู้หญิง เราก็รู้สึกว่า ตัวเราเองก็มีความรู้สึกอึด ถึก ทน ก็เลยอยากสื่อสารให้คนอื่นทราบว่า จริงๆ พี่ไม่ได้หน่อมแน้ม และก็ไม่ได้เป็นคนที่แบบว่า ทำงานแล้วไม่ไฟติ้ง ไม่สู้รบกับใคร

แต่ถามว่าในการเป็นทนายความ เราจะต้องไฟติ้งกับคนอื่นอยู่ตลอดไหม มันก็ไฟติ้งแหละ แต่มันไม่ได้หมายความว่าทุกครั้ง ทุกบริบท ทุกเวลา ทุกสถานที่บางครั้งเวลาที่เราจะจำเป็นที่จะต้องอ่อน เพื่อให้งานมันบรรลุผล และตอบโจทย์ลูกความพี่ก็สามารถทำได้ แต่อย่างนั้นพี่ก็นิยามตัวเองว่านี่ก็คือความลุยของพี่

แล้วในเรื่องการเดินทาง สถานที่อะไรต่างๆ ก็คือสามารถไปได้หมด คดีอะไรทุกประเภทก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่า พี่ต้องรับว่าความแต่คดีที่มัน Soft หรือคดีที่ไม่ได้มีการปะทะ

จริงๆ คดีที่ต้องปะทะ หรือบางคนเคยโทร.มาถามพี่ว่า พี่คะ คดีหนูมีคู่กรณีเป็นคนนี้ เขาค่อนข้างมีชื่อเสียง หรือเขาค่อนข้างจะมีอิทธิพลหรือเปล่า ตามความเข้าใจของลูกความว่าคดีลักษณะอย่างนี้พี่รับไหม พี่ก็บอกพี่รับได้ พี่ไม่ได้มีปัญหา เพราะว่าหน้าที่ของพี่ พี่ก็ต้องทำไป พี่ก็ทำหน้าที่ตามบทบาทของพี่ค่ะ”





คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวสายสตรอง





“สนุกดีค่ะ แรกๆ ตอนที่น้องคลอดมาใหม่ๆ ก็เครียดว่าจะดูลูกยังไง แล้วจะทำงานยังไง จะไปศาลยังไง แต่ว่า ณ ตอนนี้ก็คือลงตัวขึ้น เพราะว่าสุดท้ายแล้วเราก็ต้องให้พี่เลี้ยงมาช่วย ก็ต้องได้อย่างเสียอย่าง

คือถามว่าในความใกล้ชิดกับลูก ก็พูดตรงๆ ว่าด้วยความมีพี่เลี้ยง มันก็ทำให้ความใกล้ชิดของพี่กับลูก มันก็เบาบางลงไปนิดหนึ่ง เพราะว่ามันก็ต้องแบ่งเวลาให้กับงานด้วย งานได้มากกว่าลูกอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ เพราว่าสุดท้ายเราก็ต้องมีหน้าที่จะต้องดูแลเขา

นั่นก็เลยเป็นเหตุผลว่า ถ้าในเมื่องานมาก แล้วลูกจะลดน้อยถอยลง เวลาที่ไปออฟฟิศ บางทีมีลูกความมา consult พี่เลยถึงว่า มันก็จำเป็นที่จะให้ลูกมาคลอเคลียตรงนั้นด้วย คนอื่นอาจจะมองว่าแบบไม่มืออาชีพ จะวุ่นวาย แต่ลูกความของพี่หลายท่านคือน่ารักมาก ก็คือเอ็นดูลูกพี่ไปด้วย

ถ้าวันนั้นไม่ได้มีว่าความที่ศาล มีแค่เข้าออฟฟิศ เพื่อที่จะไปตรวจงานน้องๆ ดูเผื่อน้องๆ เขาทำแล้วติดขัดอะไร แล้วก็ไปให้น้องๆ ปรึกษา หรือลูกความเข้ามาปรึกษา ก็จะมีเด็กขวบครึ่งวิ่งเล่นอยู่บริเวณออฟฟิศด้วยเสมอ ก็จะถือว่าอย่างน้อยไม่ได้เล่น ไม่ได้เลี้ยง แต่ว่าก็ให้อยู่ใกล้ชิดให้เห็นกัน ก็ต้องพยายามแบบนั้นค่ะ

อีกแค่ 2 อาทิตย์จะคลอด พี่ก็ยังไปว่าความที่ศาลอยู่เลยนะ ไปถึงนครศรีธรรมราช แล้วไม่ได้ขึ้นเครื่องด้วย นั่งรถด้วย เพราะว่าท้องแก่มากๆ เขาก็ไม่ให้ขึ้นเครื่อง จริงๆ มันคลอดได้แล้ว แต่แค่มันยังไม่ได้ปวดท้องคลอดเท่านั้นเอง ก็ตัดสินใจเดินทางไป ขับรถไป

แต่ก็มีน้องที่ช่วยขับนั่นแหละ แต่ว่าคุณแม่ถ้าคนตั้งครรภ์จะเข้าใจว่าการเดินทางด้วยท้องแก่ๆ มันอึดอัดและมันเหนื่อยมาก ก็ไปไม่เป็นไร จากกรุงเทพฯ ขับรถไปจนถึงนครศรีธรรมราช เดินทางไปวันนี้ พรุ่งนี้ว่าความ ว่าความเสร็จเที่ยงบ่ายก็ตีรถกลับเลย ก็โหดมากเหมือนกันนะ เหนื่อยค่ะ นั่นแหละถึงเป็นนิยามของพี่ว่าพี่เป็นทนายสายลุยได้หรือยัง






ดูโพสต์นี้บน Instagram

โพสต์ที่แชร์โดย LIVE Style (@livestyle.official) เมื่อ



สัมภาษณ์: ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง: พัชรินทร์ ชัยสิงห์
คลิป: อิสสริยา อาชวานันทกุล
ภาพเคลื่อนไหว: กีรติ เอี่ยมโสภณ
ภาพ: พลภัทร วรรณดี
ขอบคุณภาพ: แฟนเพจ “ทนายนิด้า”


** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **





กำลังโหลดความคิดเห็น...