xs
xsm
sm
md
lg

ยังไม่ถึงจุดสูงสุดในชีวิต!! “ตั๊ก-บงกช” มุ่งสู่เกษตรกรเต็มตัว ไม่ขอหยุดที่ “เศรษฐินีเมืองไทย” [มีคลิป]

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดชีวิตอีกด้าน ตั๊ก-บงกช หันหน้าสู่ชีวิตชาวไร่ ชีวิตเปลี่ยน ได้รับเต็มๆ พลังบวกจากการปลูกผัก แม้หลายคนอาจจะมองว่าเธอประสบความสำเร็จในชีวิต มีเงินทองมากมาย แต่เธอกลับมองว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่แค่ว่ารวยที่สุด เพราะเธอยังมีมุมที่อยากเป็นอยู่ นั่นคือการเป็นเกษตรกรเต็มตัว พร้อมเคลียร์ใจ โต้กลับ แต่งงานเพราะเงิน



ปลูกเอง กินเอง สร้างอาหารเองสำคัญกว่า

“สร้างอาหารเอง แล้วมีความรู้เรื่องการสร้าง ยั่งยืนกว่า ก็คือไม่อด คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่เรื่องแค่ว่ารวยที่สุด แต่ไม่อดอยากที่สุดต่างหาก

ถามว่าเราถึงจุดนี้แล้ว เรามีไหม เรามี เราทำงานมาได้ เราประสบความสำเร็จ เราเคยมีชื่อเสียงตอนวัยรุ่น แต่ว่าเราก็รู้แล้วว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือไม่อด เพราะว่าอดเมื่อไหร่ มนุษย์เราจะดุเมื่อนั้น (หัวเราะ) มีความดุ ก็คือหิว ตีกันเองก็มี”

นี่คือคำพูดของ ตั๊ก-บงกช เบญจรงคกุล นักแสดง-นางแบบ วัย 35 ปี กับชีวิตอีกด้าน หลังจากห่างหายจากงานในวงการบันเทิงมาสักพัก ก็หันมาเป็นแม่บ้านที่คอยดูแลลูกและสามีอย่างเต็มที่ และที่สำคัญผันตัวจากอาชีพนักแสดง ลุยปลูกผักอย่างจริงจัง

ช่วงหลังๆ ดูมีความสุขอย่างมากกับต้นไม้สีเขียว อยู่กับการทำสวน ทำไร่ ทั้งบริเวณหลังบ้าน และที่ “ไร่เบญจรงคกุล” หลายคนเห็นภาพที่เธอแชร์ให้ดูบ่อยๆ จนเกิดเสียงชื่นชม แม้จะเป็นคนจะมองว่ามีเงินที่มากมาย แต่ธอก็ไม่หยุดที่จะทำ

ซึ่งเจ้าตัวก็ได้เปิดใจถึงเรื่องนี้ว่า พลิกสวนสวยๆ คฤหาสน์หลังงาม ของสามีอย่าง เจ้าสัวบุญ เบจรงคกุล เนรมิตให้กลายเป็นแปลงผักสวนครัวเล็กๆ ด้วยความตั้งใจจริง

เนื่องจากเธอเองชอบทานผักอยู่แล้ว และไม่อยากไปซื้อให้สิ้นเปลือง จึงตัดสินใจหาซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกและดูแลด้วยมือของเธอเอง เพื่อเป็นการยืนยันได้ว่าผักปลอดสารพิษจริงๆ ที่สำคัญสิ่งที่ทำอยู่นั้นสร้างความสุขให้เธอเป็นอย่างมาก


“ในอนาคตจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องประหยัดอย่างเดียว คือเรื่องประหยัดใช่แน่นอนค่ะ แต่ในเรื่องของการมีกิน มีแน่นอน ไม่ต้องไปขอคน ไม่ต้องคอยรอใครมาแจก คือเราต้องพึ่งตัวเองให้ได้จริงๆ

ประเทศชาติเรามาจากการปลูกเกษตรมาตั้งนานแล้ว แต่เราอยากพยายามอยากจะ advance ตัวเอง ซึ่งมันไม่ใช่ เหมือนกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พ่อท่านบอกไว้ว่า อย่าเลิกปลูกข้าว ถึงแม้ว่าข้าวเราจะไม่ดีเท่ากับประเทศอื่นก็ตาม อย่าหยุด ซึ่งมันจริง

เราอยู่ในสภาวะที่ในวันที่ร้านทองปิดใส่ มีทองนะ พอไปขายแล้วเขาปิดใส่ แล้วเราก็เลยรู้สึกว่า ต้องทำไงกับชีวิต ซื้อทองมีทอง แล้วกินไม่ได้อย่างนี้เหรอ มันก็ไม่ใช่ปะ คือมันก็มีความเจ็บแล้วจำ แล้วก็เริ่มกระทำใหม่ นั่นแหละคือสิ่งที่รู้สึกว่า มันควรเป็นอย่างนั้น”


ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่เริ่มต้น แต่เจ้าตัวก็ใส่ใจและจริงจังในการทำอย่างมาก จนพืชผักเริ่มโตขึ้นมาให้ได้เก็บกินกันบ้างแล้ว พร้อมการันตีว่าอร่อย ปลอดภัยไร้สารพิษอย่างแน่นอน

โดยเริ่มจากการปลูกผักชี ผักกาด มะนาว หลังจากนั้นก็ขยายไปปลูกพืชผักชนิดอื่นเพิ่มเติม ที่มีทั้ง คะน้า กวางตุ้ง พริกขี้หนูสวน มะระหัวใจ ผักบุ้ง กะเพรา โหระพา

ซึ่งหัวใจสำคัญในการปลูกผักในครั้งนี้ เธอบอกว่าแค่ต้องการสร้างอาหารได้ด้วยตัวเอง อยากมีผักดีๆ กิน และต้องมั่นใจว่าปลอดสารพิษ จึงลงมือปลูกผักแบบอินทรีย์ด้วยตัวเอง

“แค่ต้องการกินอาหารที่ดี ถ้าเรารักที่จะทำอยู่แล้ว ความอดทนมันจะไม่มีอยู่ในความรู้สึกเราเลยนะ แค่ต้องมีความมุ่งมั่น แล้วก็ตั้งใจ แล้วก็เดินไปในทางที่ถูก ถ้าเราเดินไปในทางที่ถูกยังไงก็ขึ้น เป็นธรรมดาค่ะ คือยังไงก็ขึ้นผัก

ถ้าอยากมีชีวิตที่ดี จริงๆ เกษตรกรก็ควรทำแบบอินทรีย์ตั้งนานแล้วนะคะ จริงๆ ไม่ยากเลยค่ะ ก็คือในหลวงรัชกาลที่ ๙ พ่อหลวงท่านบอกมาตลอดเลยว่า ปลูกแบบอินทรีย์ปลูกยังไง ช่วงหน้าแล้งต้องเอาน้ำกักไว้ยังไง คือถ้าได้อ่านก็คือรู้หมด

ก็ได้คำสอนของยายด้วย เพราะยายจะเล่าว่าในหลวงท่านสอนอะไรสมัยนั้นในหลวงท่านจะออกมาพูดตลอด ปีนี้หน้าแล้งนะ กักน้ำไว้ ถ้าแล้งมากๆ ท่านก็ทำชั้นฝนเทียมให้

ยาย ปู่ ย่า ทุกคนก็มาจากการทำเกษตรมาตั้งนานแล้ว จริงๆ คนกรุงเทพฯ ก็มาจากต่างจังหวัดนั่นแหละ”


เรียกได้ว่าผักที่ปลูกถึงแม้จะไม่ได้มากมาย แต่ก็สามารถนำมาปรุงอาหารกินได้ทั้งครอบครัวกันเลยทีเดียว

“กินได้ (หัวเราะ) แต่ไม่มีใครยอมกิน ที่ไม่มีใครยอมกินคือมีลูก มีหลานที่ไม่ค่อยชอบกินผัก คุณบุญชัยก็กินผักอีกอย่างทานผักตั้งแต่เด็กอยู่แล้วค่ะ เพราะว่าตอนเด็กๆ แม่ก็จะแบบว่าไม่ได้สั่งอาหารเด็ก คือแม่กินยังไง ลูกก็กินอย่างนั้น ก็กินผักเป็นอยู่แล้ว”

นอกจากนี้ นักแสดงสาวสวยวัย 35 ปีคนนี้ เธอยังมองว่าการได้กินผักที่ดี กินอาหารที่ดีก็จะส่งผลให้การมีสุขภาพที่ดีได้ในอนาคต

“ก็คืออยากให้ทุกคนหันมาใส่ใจเรื่องของการดูแลสุขภาพ เพราะว่าการดูแลสุขภาพมันจะเป็นเรื่องของการไม่เครียด ในอนาคตเป็นผู้สูงวัยที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แล้วเราจะมีความสุขมากๆ ได้ไปไหนมาไหนเอง อยากทำอะไรก็ทำเอง สนุกกว่าที่เราต้องไปหาหมอ

แต่ก็เข้าใจนะคะ มนุษย์เราตามวัยแหละ ถึงจุดหนึ่งก็ต้องหาหมอ ต้องตรวจ แต่ก็ต้องมีกำลังใจ แล้วก็เดินหน้าดูแลตัวเองต่อไป อาจจะต้องแบบหยุดกินเย็น ทานเป็นน้ำผัก ก็ทำเถอะค่ะ เพื่อตัวเราเอง ไม่ใช่เพื่อใครเลย

เป็นกำลังใจให้ทุกคนเลย สู้ๆ ตั๊กก็เป็นกำลังใจให้ตัวเองทุกวันเหมือนกัน ทำทุกวันเหมือนกัน บางทีก็ขี้เกียจนะ แล้วก็กินอาหารที่แบบบางทีไม่อยากกินเลย ก็ต้องกิน”


จุดเริ่มต้นแปลงผักปลอดสารพิษ

“จุดเริ่มต้นจากเรื่องของโรคระบาดโควิดค่ะช่วงเมษายน มันเป็นช่วงที่ทุกคนต้องสั่งของมากินที่บ้าน ออกจากบ้านไม่ได้ ซูเปอร์มาร์เกตก็ปิด ห้างก็ปิด ร้านขายผักก็ปิด ตลาดปิดหมดเลย

ก็รู้สึกวิตกกังวลนิดหนึ่งว่า เราจะต้องกักตัวอยู่ที่บ้านนานแค่ไหน เพราะว่าเกิดมายังไม่เคยเจอแบบนี้ แล้วก็มีเรื่องของว่าเราได้ทานอาหารสดแค่ไหน พออาหารมาถึงเราแล้ว จากที่เราสั่งในร้านอาหาร พอมาถึงเราแล้วอาหารมันไม่เหมือนหน้าปก แล้วบางทีอาหารแพง ค่าส่งแพง แล้วเราก็ออกไปทำงานไม่ได้

ทุกอย่างหยุดหมด เหมือนโลกหยุดหมุน ก็เลยกลับไปนั่งคิดว่า แม่เคยบอกว่าหลังบ้านมีกะเพรา มีพริก ไปเด็ดมา สับหมูอยู่เดี๋ยวผัดกะเพราก็ได้ข้าวจานหนึ่งแล้วอะไรอย่างนี้

ก็เลยคุยกับสามีคุณบุญชัย ว่า เราอาจจะต้องสร้างอาหารเองบางแล้วแหละ เพราะว่ารู้จักกับพี่หนูดี พี่หนูดีคือเป็นคนครูอยู่ที่โรงเรียนตรงสุขุมวิทค่ะ เขาก็ชวนปลูกผักมาตั้งนานแล้ว แต่เราไม่มีที่ บ้านเราคือทำสระว่ายน้ำข้างหลัง เขาก็จะขุดดินที่เป็นดินเหนียวขึ้นมา แล้วก็สร้างเป็นสระว่ายน้ำ ปลูกอะไรก็จะไม่ค่อยขึ้น คือดินเหนียวมันไม่ขึ้นแน่นอน ก็เลยแบบไม่ปลูกดีกว่า

แต่ก็ยังมีใจคิดอยู่ตลอดว่าจะปลูก จนมาถึงช่วงโควิด ช่วงที่กักตัวนั่นแหละ เลยรู้สึกว่า ปลูกในกระสอบดินก็ได้ คือเราเข้าเฟซบุ๊ก แล้วก็โทร.ไปหาร้านที่เขาขายพวกต้นโตแล้ว พวกต้นมะนาวโต ต้นพริกโต ต้นกะเพราโต ทุกคนบอกว่าหมดค่ะ เพราะทุกคนซื้อไปหมดแล้ว เราไหวตัวช้ากว่า เราก็เลยคิดว่าทำไงดีๆ พี่หนูดีก็เลยให้เมล็ดพันธุุ์มา

เราก็ไม่รู้ไงว่าในอนาคตมันจะเป็นยังไง มันจะนานแค่ไหน ถ้าหลังบ้านเรามีอะไรที่เด็ดได้ ยังมีผักบุ้ง มีมะนาว พริก กะเพรา ถั่วฝักยาว มีบวบ มีอะไรที่เราก็ยังแบบเอามาปรุงได้ แล้วก็ทำต่อไปเรื่อยๆ ก็ยังพอเอามาทาน มากินได้ในยามคับขัน”


ถึงแม้ว่าไม่มีวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ก็มีความตั้งใจมาตั้งนานแล้วว่าอยากปลูกผักกินเอง เพียงแค่วิกฤตในครั้งนี้ช่วยกระตุ้นให้ลงมือทำเร็วขึ้นแค่นั้นเอง

“ตั้งใจจะปลูกอยู่แล้ว แต่ไม่มีเวลาด้วยหนึ่ง สองคือไม่มีแรงผลักดันที่คิดว่าจะทำดีกว่า แต่ในช่วงของการสั่ง‎มากินที่บ้านคือรอเป็นชั่วโมง แล้วก็พอมาถึงบางทีฝนตกบ้าง บาทีเขาส่งหลายที่เขาก็เหนื่อย เราก็เข้าใจเขา อาหารก็เหมือนเทมาบ้างอะไรบ้าง เราก็ไม่รู้ว่าสะอาดหรือไม่สะอาด แล้วลูกชายก็กินไป

ก็มีความคิดว่า คนสมัยก่อนอย่างยายทวด ก็คือแม่ของแม่ ยายตั๊กเพิ่งจะเสียไปประมาณ 89 ปี เขาก็เคยบ่นๆ ว่าทำไมไม่ปลูกผักไว้บ้างล่ะ หลังบ้านที่สุพรรณก็คือจะมีทุกอย่างที่เอามาปรุงได้ มีแม้กระทั่งตะไคร้ กระชายแดง คือถ้าจะทำต้มยำมีทุกอย่างเลย ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด มีหมด”

กว่าจะได้ผลผลิต ก็ใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน ตั้งใจลงมือลงแรง ทำเองทุกอย่าง ทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมดิน ผสมดิน

“ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าวิธีการปลูกแบบไม่มีสารพิษปลูกยังไง เพราะว่าการปลูกแบบไม่มีสารพิษมันยากมากนะ เพราะว่าหนึ่งคือเราต้องสู้กับแมลงเยอะมากอะไรอย่างนี้ค่ะ สองก็คือเราไม่ได้ศึกษาการปลูกผักในตามฤดูกาล ตอนแรกเราก็คิดว่าเราปลูก เพราะว่าเราอยากแค่หนึ่งเราว่าง สองเราต้องเริ่มสร้างอาหาร แต่เราลืมคิดไปหมดเลย ช่วงแรกคือไม่มีผลตอบรับที่ดีกลับมาเลยนะคะ

ก็คือยังไม่ได้อย่างที่คาดหวังไว้เลย จนเราเริ่มมาศึกษากระบวนการความคิด เริ่มใหม่จากการหาเมล็ดพันธุ์ก่อน เมล็ดพันธุ์ที่ดี เราจะต้องดูเมล็ดพันธุ์แบบไหน ค่าของดินเป็นยังไง ความชื้นของดินเป็นยังไง ค่าของน้ำที่รดผักเป็นยังไง แล้วก็การป้องกันแมลงแบบไหน การปลูกผักตามฤดูกาล แล้วมันจะมีแมลงที่กินแมลง โดยที่เราไม่ต้องสู้รบปรบมือกับเขายังไง จนเราก็เพิ่งจะมาสำเร็จ”


ลองผิดลองถูก ศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง ค้นคว้าจากอินเทอร์เน็ต ทั้งไปซื้อหนังสือมาอ่านเองอย่างจริงจัง บวกกับถามผู้รู้บ้าง

“ก็ศึกษาไปด้วย ลองผิดลองถูกไปด้วย แต่ว่าก็ทำ คือเป็นคนแบบว่า เป็นคนไม่นั่งจ่ออยู่กับความคิดนาน แต่จะลงมือทำเลย เป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว ก็เลยจะมีความผิดพลาดเยอะ แต่ในความผิดพลาดนั้นที่ได้มา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม มันจะได้ประสบการณ์มาด้วย มันก็เลยกลายเป็นว่าประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่าที่เราจะมานั่งคิดว่า จะทำดีไหม

ไปซื้อหนังสือของพี่โจน จันได มาอ่าน แล้วก็ของคุณลุงฟูกู โอกะ มาอ่าน แต่คุณลุงฟูกู โอกะ อ่านไปเรื่อยๆ แล้วรู้สึกว่าเรายังทำไม่ได้เหมือนเขาหรอก เพราะว่าเขาต้องใช้เวลานานมาก

แล้วก็เดินตามรอยในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ท่านบอกว่าให้ปลูกผักตามฤดูกาล จะได้ไม่ต้องใช้วิธีการเร่ง ไม่ต้องฉีดยา และก็สู้กับแมลงได้ ถ้าปลูกผักตามฤดูกาลเราก็สามารถที่จะได้ผลผลิตแน่นอน”


นอกจากนี้ แม้จะเป็นมือใหม่ แต่ก็มีคนเข้ามาสอบถามเรื่องการปลูกผักเยอะพอสมควร เธอยอมเล่าว่าก็ตอบได้เท่าที่ตัวเองรู้ ส่วนอันไหนไม่รู้ ก็รอผู้รู้มาให้คำตอบอีกที เพราะเธอเองก็ไม่ได้มีความรู้มากมายขนาดนั้น จึงเป็นการให้ความรู้ซึ่งกันและกันมากกว่า

“เยอะเหมือนกันนะคะ แต่ว่าตั๊กก็จะตอบไปแนวทางที่ตั๊กรู้ คือถ้าไม่ได้ตอบไปมั่วๆ ถ้าตอบไม่ได้จริงๆ ก็จะรอคนที่เขารู้เข้ามาตอบ
บางทีเราก็ถามเขานะว่าถ้าผักเป็นแบบนี้ต้องทำยังไง ใครรู้บ้าง และรู้ไหมว่าผักอันนี้คืออะไร แต่ว่าการเล่นเฟซบุ๊กดีอย่างหนึ่ง มีคนรอบรู้เรื่องเกษตรเยอะมาก เขาก็เหมือนเข้ามาให้ความรู้เรา แล้วเราก็มีความรู้สึกว่าดีๆ”

ไม่เพียงเท่านี้หลังจากได้ลงมือปลูกผักที่บ้านกรุงเทพฯ จากสวนหลังบ้านขยายไปยังบ้านพักของแม่ที่เขาใหญ่ ด้วยความที่เห็นพื้นที่เยอะ จึงตัดสินใจปลูกผักไว้กินที่เขาใหญ่ด้วยอีกช่องทาง

“ตอนขึ้นไปที่เขาใหญ่ ว่าจะไปดูว่าบ้านแม่เป็นยังไงบ้าง พอไปถึงคือที่ปลูกเยอะมาก ก็เลยทำเป็นแปลงปลูกไปเลย ทำไม้มาประสานกัน ทำเชือกขึงให้เลื้อย แล้วก็ผลปรากฏว่าขึ้นเร็วมาก เราก็แบบหยิบเอามาผัดทาน มันก็ได้กับตัวเรา”


ได้รับเต็มๆ พลังบวกจาก “การปลูกผัก”

ตั้งแต่อยู่กับพืชผัก เริ่มปลูกผัก ตื่นเช้ามา เธอบอกว่ามีอารมณ์ที่ดีขึ้น บางทีก็เบิกบานเกินหน้าเกินตา จนออกแนว ติงต๊องด้วยซ้ำ

“ต้นไม้เขาเหมือนรับฟังเรา ตั๊กว่าเขารับรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร คือเวลาอยู่กับต้นไม้ ความเครียดไม่ค่อยมี ทำให้เรารู้สึกว่าเราอยู่ได้

บางทีเราบ่นร้อนๆ อยู่ดีๆ ลมก็มา ต้นไม้ก็ไหวเอน แล้วก็จากที่เขาเคยมีกิ่งที่เขาถูกเพลี้ยกิน ตามกิ่งก้านต่างๆ พอเราไปอยู่ด้วยกับเขาบ่อยๆ เราก็จะเอาพวกน้ำสะเดาผสมกับน้ำยาล้างผักครึ่งช้อน แล้วก็ผสมกับน้ำส้มควันไม้ แล้วก็ฉีด สักพักหนึ่งเขาก็เขียวขึ้นมา เขาก็เปลี่ยนไป เป็นแบบดีขึ้นเลยค่ะ

บางทีเราเดินไปเขาก็เกี่ยวผมเรา พอเราหันไปเราก็เห็นอ้าวออกดอกแล้วนิ (หัวเราะ) คือสีเขียวอาจจะทำให้เราสดใสด้วย ต้องลองดู ก็เข้าใจว่าทำไมยาย ทวด ทุกคนอยู่แต่ในสวน หรือเป็นเพราะอายุ ไม่ใช่เนอะ (ยิ้ม)”


นักแสดงสาวสวย เธอมองว่าตอนนี้การปลูกผักกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต และเป็นอีกหนึ่งความสุขที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ

“มองมันว่ามันคืออาหาร ถ้าขาดผัก ขาดข้าว ในอนาคตเราก็จะต้องมีเงินมากๆ เลยนะ เพื่อเอาไปแลกกับเขา มันจะมีช่วงยุคสงคราม เราเป็นคนชอบอ่านประวัติศาสตร์ เพราะตั๊กอยากรู้รากเหง้าของตัวเองว่ามาจากไหน อะไรยังไง ก็คือจะหาเหตุผลว่าทำไมปรัชญาของในหลวงท่านถึงคิดอย่างนี้ แนวทางของท่านทำไมเป็นแบบนั้น เราก็เลยอยากรู้ ก็หามาอ่าน หามาศึกษา

สุดท้ายแล้ว เราก็เลยรู้ว่าในสมัยนั้น ช่วงมีสงคราม อย่างบางระจันตอนที่ตั๊กเล่น ถึงจะรบกันอยู่ แต่ต้องหยุดรบวันหนึ่ง เพื่อให้มาเกี่ยวข้าวอะไรแบบนี้ คือต้องกิน กองทัพต้องเดินด้วยท้อง กินข้าวก่อนรบ

ทุกอย่างตอนนี้ไม่ว่าอะไรก็ตาม ตอนนี้วิกฤตของโลกค่อนข้างจะรุนแรงมากๆ แต่คนไทยยังมองอยู่แค่เรื่องของตัวเอง ก็เลยรู้สึกว่าเออไม่เป็นไร แต่ตัวตั๊กมองรอบๆ ว่า ตอนนี้วิกฤตของโลกค่อนข้างรุนแรง อะไรที่ส่งมาที่มันควรจะเป็น เช่น ผลไม้ตามฤดูกาลไม่ออก หรือข้าวแล้ง หน้าแล้งมาเร็วกว่าปกติ แต่น้ำท่วมก็ถือว่าท่วมน้อยกว่าครั้งก่อนๆ แต่ก็ถือว่าท่วมนะ

ก็คือมีวิกฤตแต่ละปีๆ ส่วนใหญ่ก็จะขาดอาหาร การที่เรามีอาหาร มีแหล่งอาหารอยู่แล้วหลังบ้าน มันก็มั่นใจมากกว่า”


ยอมรับวิกฤตโควิด-19 สอนอะไรเยอะมาก แม้จะมีข้อจำกัดหลายอย่างในชีวิต แต่เธอก็เลือกมองในมุมที่ดี เพื่อจะทำให้ชีวิตไม่ต้องเครียดมากจนเกินไป เพราะอาจจะส่งผลต่อสุขภาพได้

“ถ้าเรามองในมุมดี เราอาจจะมีข้อจำกัดหลากหลาย แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งก็คือเราก็ได้ทำอะไรในสิ่งที่หลากหลายเพิ่มขึ้น มนุษย์ส่วนใหญ่ต้องมองในมุมที่ดีไว้ ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดโรคซึมเศร้า มีความเครียด เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ถ้ามองในมุมดีแล้ว มันก็จะดี เพราะฉะนั้นจำกัดไว้ว่าเราต้องมองที่มุมดีไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นเราจะมีชีวิตอยู่ยังไง”

เชื่อว่าหากทุกคนคิดบวก จะสามารสร้างแรงผลักดันที่ดีได้ในชีวิต ไม่ว่าจะทำอะไรก็ง่ายขึ้น ทำให้มีความสุขมากขึ้น

“ทุกคนต้องคิดบวก ไม่ใช่แค่ตั๊กนะ เพราะว่าถ้าทุกคนไม่คิดบวก ตื่นขึ้นมาอะไรที่จะเป็นแรงผลักดันให้เราลุกขึ้นมาอาบน้ำ บางคนก็อาจจะนอน ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ถ้าเราไม่คิดบวกเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความคิด คือต้องคิดบวก

เราเคยเรียนรู้ตั้งแต่ช่วงแม่ป่วยมาแล้ว ช่วงนั้นแย่มากๆ แต่ว่ามนุษย์เราทุกๆ วันจะต้องมีชีวิตอยู่ ถ้าเรายังไม่ตาย ด้วยอะไรก็ตาม เราจะไม่ฆ่าตัวตาย มันบาป การมีชีวิตอยู่แบบไหนที่จะทำให้เรามีความสุข เพราะฉะนั้นก็ต้องทำให้เราให้คิดบวก คิดในทางที่ดี”

และยังเชื่ออีกว่า การปลูกผักกินเอง นอกจากจะปลอดภัยกับชีวิตแล้ว ถึงแม้บางครั้งอาจจะใช้ต้นทุนที่เยอะ ก็ยังมองว่าคุ้มค่าที่ได้ทำอีกด้วย

“คุ้มค่ะ เพราะมันคือชีวิตของมนุษย์นั่นแหละ ธรรมชาติก็คือชีวิตมนุษย์ เราจะมารู้สึกตัวก็ตอนที่เราไม่มีอะไรกินนี่แหละ”


โกโก้ 800 ไร่ ผลิตผลจากการเรียนรู้

ก่อนหน้านี้ ได้โพสต์ภาพผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ให้เห็นภาพมุมสูงของไร่เบญจรงคกุลอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่มีต้นโกโก้ปลูกเรียงรายอยู่เป็นระเบียบ ซึ่งเป็นผลงานการลงมือปลูกของครอบครัวเบญจรงคกุล

ไร่แห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นทื่จังหวัดสระบุรี มีพื้นที่ทั้งหมด 800 ไร่ โดยเธอเล่าว่า ไร่แห่งนี้เป็นของตระกูลเบญจรงคกุล แต่เจ้าตัวได้รับหน้าที่ให้เข้าไปดูแลในส่วนของไร่โกโก้

“อันนั้นจะเป็นไร่ของตระกูลเบญจรงคกุล ซึ่งอันนั้นก็จะเป็นของกงสี เป็นของด้วยกันหมด แต่ว่าตั๊กก็จะได้รับในส่วนทื่ได้เข้าไปดู ก็คือเป็นไร่โกโก้ และก็มีได้ไปเรียนรู้ของของการปลูกต้นไม้ พวกไม้ใหญ่ พวกมะฮอกกานี ต้นพูนทรัพย์ ต้นกระบก ตั้งแต่ยังต้นเล็กๆ เพื่อว่าในวันข้างหน้าจะได้เป็นต้นโตแล้วก็มีข้าว มีมะพร้าว มีอะไรที่ทางคุณบุญชัยเขาตั้งใจจะลงไว้

ส่วนของเราก็จะเป็นต้นโกโก้ เพราะเราจะปลูก มานั่งคิดกันสองคนแล้วว่า ปลูกโกโก้ดีกว่า เพราะว่าโกโก้คือไม่ต้องห่วงมาก ขโมยไม่ได้ เพราะว่าต้องเอาไปแปรรูปอีก

แล้วเราก็กำลังคิดว่าเรากำลังจะทำโรงงานเล็กๆ ที่จะแปรรูปเอง แล้วก็เปิดร้านขายโกโก้เล็กๆ ที่แบบว่าเป็นโกโก้อินทรีย์ แล้วก็ปลูกไม่เยอะ ไม่ได้ส่งออก แต่ว่าถ้าเกิดมีใครมาติดต่อก็อาจจะเพิ่ม

ตอนนี้คือเรียนรู้อยู่ว่า ถ้าปลูกแบบส่งออก เราไม่รู้ว่าเราจะได้ในผลิตผลที่ได้ในปริมาณมากไหม เพราะว่าการทำเกษตรคือห้ามคาดหวัง เพราะว่าตอนที่ลงต้นโกโก้คือคาดหวังมาก 500 ต้นคือรอด ผลปรากฏว่าตายไป 320 ต้น จนต้องเอาต้นโต 40 บาทมาลงเขาถึงรอด

เริ่มทยอยๆ ทำ เพราะว่าที่มีเอาไว้ก็ขายไม่ได้ เพราะว่าไม่มีคนซื้อ ทุกคนก็ไม่มีรายได้ แม้กระทั่งธนาคาร เพราะว่าเขาก็พยายามเลื่อนเก็บหนี้เราอยู่แล้ว ภาษีก็เลื่อนเก็บ ไม่มีใครมีรายได้ เราก็ไม่รู้จะขายที่ให้ใคร เราก็เอาที่มาทำมาหากินดีกว่า เริ่มขยายปลูกต้นโกโก้”

[โกโก้ไร่เบญจรงคกุล]
เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ได้ลงมือปลูกเกือบทุกต้นด้วยตัวเอง พร้อมกับความช่วยเหลือกันกับทีมงานที่ปลูกต้นโกโก้ลงดินกว่า 1,000 ต้น เผยรอวันเติบโตอีก 5 ปีจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างจริงจังอีกทั้งยอมรับว่าในตอนนี้ไม่คาดหวังเรื่องรายได้ เพียงแค่อยากได้โกโก้ที่ดีก่อนเป็นอันดับแรก

“ก็คือไปลงปลูกเองด้วย แล้วก็มีคนงานด้วย เพราะว่ามันเยอะ เราก็เหมือนกับได้เรียนรู้ไปด้วย ตั๊กจะดูแล แล้วก็รับรู้ แล้วก็จะมารายงานสามี แต่คือเขาก็อยากให้เราทำตรงนี้แหละ แต่เราชอบผักสวนครัว

ตอนแรกคิดว่าจะต้องได้รายได้เยอะ แต่มานั่งคิดอีกที เคยไปคุยกับพี่คนหนึ่งที่เขาทำโกโก้ค่ะ แล้วเขาทำแบบ family ครอบครัวทำกันเอง แล้วเขาขายญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเขาก็มาสั่งซื้อ สั่งผลิต สั่งปลูก แล้วก็ลงทุนให้ด้วย แต่ก็คือให้คนของเขามาคุม ก็คือได้มาอยู่เมืองไทยเลยแหละ เขาก็บอกว่า ถ้าทำเพื่อเงินเลยเริ่มแรก ผมบอกเลยว่า ไม่รอด แต่ถ้าทำเพราะว่า อยากได้โกโก้ที่ดีรอด

แล้วก็ต้องบอกคุณบุญชัยว่ามันไม่ใช่ธุรกิจ มันไม่ใช่คมนาคมสื่อสาร มันเป็นเรื่องของดิน น้ำ อากาศ ดิน น้ำ อากาศคืออะไร คือสิ่งที่บังคับไม่ได้ มันแปรปรวน เพราะฉะนั้นอย่าคาดหวัง”


ที่เลือกหันมาสนใจปลูกโกโก้ เริ่มแรกได้พูดคุยกับสามีว่าพื้นที่ไร่เบญจรงคกุลที่ว่างเปล่าจะปลูกอะไรดี จึงเล็งเห็นว่าโกโก้มีประโยชน์หลายด้าน ทั้งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง จึงมีความเห็นตรงกันว่าอยากปลูกโกโก้

ถึงแม้จะปลูกโกโก้แบบจริงจัง เธอก็ไม่ทิ้งการปลูกผักอย่างแน่นนอน หากมีความรู้มากกว่านี้ ในอนาคตก็จะอาจขยายการปลูกผักเพิ่มขึ้น

“คุณบุญชัย กับตั๊กนั่งคุยกันว่าปลูกอะไรดีที่นั่น เพราะว่าเราขึ้นไปก็ไม่ได้บ่อย แต่ถามว่าบ่อยไหม อาทิตย์ละ 2 ครั้งก็ถือว่าบ่อยนะ จากแต่ก่อนผิวขาวขึ้นตอนนี้เริ่มกลับไปสีโกโก้แล้ว (หัวเราะ)

ก็ปลูกอะไรที่เก็บได้ปริมาณที่แบบไม่ต้องรีบเก็บ ปลูกโกโก้ก็ไม่มีคนขโมย แล้วก็ให้ประโยชน์ โกโก้ถ้าไม่เติมน้ำตาลกับนม มันก็จะเป็นโกโก้ ก็จะให้เรื่องของอับไซเมอร์ในอนาคต

มนุษย์เราก็จะมีความหลงลืม โกโก้ก็จะช่วยคลายความเครียด มนุษย์เรามันจะมีความเครียดเข้ามาเยอะ ก็ช่วยเรื่องลดความเครียด ลดอาการเครียด ช่วยระบบย่อยอาหารได้ด้วยถ้าเป็นชา เปลือกมันก็เป็นสี ก็สามารถสกัดเอาวาดรูป มาทำเป็นสีปากได้ ก็เลยคิดว่า ให้ประโยชน์เยอะมาก แล้วก็เป็นวัตถุดิบที่เสียยาก

ถ้าเป็นผักสดก็จะเสียง่าย ถ้าเกิดเรามีผักสดกินเยอะๆ ต้องรีบทาน รีบขายผักก็มี เราก็จะปลูกเหมือนกัน แต่ว่าเดี๋ยวรอก่อน รอให้เราเรียนรู้ได้มากขึ้นก่อน เอาโกโก้นี่ก่อน ก็คือสามารถเก็บไว้ได้นานขึ้น แล้วก็ถ้าเอาไปทำช็อกโกแลตเป็นดาร์กช็อกโกแลตก็จะไปช่วยในเรื่องของชะลอวัย

แล้วก็เปลือกของโกโก้ก็สามารถเอาไปทำเป็นพวกถ่านเผา เอาไปปิ้งทานได้ เราก็จะได้รับควันที่มันเป็นอินทรีย์ไง ไม่ต้องตัดต้นไม้”
ในอนาคตไร่แห่งนี้ ตั๊กและเจ้าสัว ตั้งใจอยากให้เป็นพื้นที่ศึกษาเรียนรู้ในเชิงเกษตรอีกด้วย อยากให้คนที่สนใจได้เข้ามาศึกษา แบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

“เขาอยากจะทำเป็นแหล่งศึกษา ในอนาคตนะคะ ไม่ใช่ตอนนี้หรอก เพราะตอนนี้ยังไม่มีอะไร ก็จะทำเป็นแบบศึกษาการเรียนรู้ในเชิงเกษตรค่ะ”


อนาคตทำเกษตรเลี้ยงชีพตลอดชีวิต

แม้จะถูกเรียกว่าเป็นภรรยาเจ้าสัว เธอก็ไม่ได้สนใจกับคำเหล่านั้น เพราะเรียกได้ว่าตอนนี้หันมาทำเกษตรแบบจริงจัง อย่างที่เธอเล่าก่อนหน้านี้ว่าลงมือทำเองทุกอย่าง แต่ในอนาคตอาจจะผันตัวไปนั่งคุมงานแทน เพราะด้วยอายุที่อาจจะมากขึ้นด้วย

“ก็จริงจังแบบต้องมีกิน ถ้าเกิดวันไหนเขาให้กักตัว (หัวเราะ) ก็จะทำแบบเต็มตัว แต่เป็นผู้คุมนะ เพราะว่าอายุในวัยข้างหน้าก็คืออาจจะต้องเดินดู แล้วก็ให้ความรู้อะไรอย่างนี้ค่ะ แต่ว่าเราก็ต้องรู้ด้วย ถ้าเกิดเราไม่รู้ก็จะงง

ตอนนี้ก็เริ่มศึกษาหาความรู้ด้านนี้ดีมากๆ แล้วก็ปลูกแบบอินทรีย์ให้ได้ ปลูกต้นไม้ล่อแมลง เพื่อจะได้ไม่ต้องทำบาป แล้วก็ปลูกผักตามฤดูกาล ปล่อยให้ธรรมชาติเป็นวงเวียนของชีวิตเขา เพราะว่าถ้าเกิดธรรมชาติอยู่ในวัฏจักรของเขา เราไม่ต้องทำอะไรมาก แป๊บเดียวเขาก็ขึ้น ก็คือไม่ฉีดยาลงดิน

คือเรื่องเกษตรเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง และก็ยาก ถ้าเกิดจะทำแบบอินทรีย์นะคะ แต่ถ้าเกิดทำแบบไม่อินทรีย์ทำง่ายค่ะ ทำง่ายมาก ไม่ยากเลย แต่ว่าล้างผัก ถามว่าถ้าเราจะปลูกแบบสารเคมี ต้องล้างผักแค่ไหนถึงจะหมด

ขนาดเราปลูกแบบอินทรีย์เราต้องกินยาถ่ายพยาธิทุก 5 เดือน ปกติแล้วหมอเขาจะบอกเลยนะว่า มนุษย์เรา ถ้ากินผัก ให้กินยาถ่ายพยาธิทุก 5-8 เดือน”


วางเป้าหมายด้านเกษตรไว้ตลอดชีวิต ปลูกผักที่กินได้ พร้อมวางแผนเข้าสู่วงการเกษตรแบบจริงจัง และยั่งยืน

“การเข้าสู่วงการเกษตรแบบจริงจังคือ ได้ศึกษาจริงๆ ไม่ใช่เข้าไปเพราะว่าแค่เข้าไป ไม่ใช่ คือเข้าไปศึกษาให้จริง แล้วออกมาใช้ได้จริงๆ ออกมาทำแล้วมันเกิดเป็นพืชผักที่เราทำเองจริงๆ แต่ว่าเราไม่ได้คิดว่าเราจะต้องปลูกแล้วเอาไปขาย กะไว้ว่าแค่มีกินก็พอแล้ว วันใดที่แบ่งปันได้ เราก็แบ่งปันให้แก่คนข้างๆ วันไหนวันเกิดใคร เราก็เอากระเช้าผักไปให้เขา อะไรแบบนี้ ซึ่งมันก็ดีกว่าเป็นสิ่งของ

รู้สึกว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการได้มีอาหารหล่อเลี้ยงเรา เพราะว่าวันใดวันหนึ่งที่เรา ไม่ว่าจะจนหรือมี ทุกคนก็ต้องกินข้าว มันก็ยิ่งคนมีก็จะได้กินอาหารที่แบบ เราไม่รู้ไงว่าเขาจะเป็นยังไง แล้วเดี๋ยวนี้โรคมันเยอะมากๆ ทั้งโรคท้องร่วง โรคไข้หวัดใหญ่ หลายโรคมากๆ ก็เลยคิดว่าอาหารสำคัญ”


หลายคนจะมองว่าหันมาใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายมากขึ้น แต่เธอย้ำว่า ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย เพราะเป็นคนใส่ใจทุกรายละเอียดในการทำ จนบางทีถึงกับเครียด

“ไม่ง่ายนะ ตั๊กเป็นคนยาก เป็นคนเยอะด้วย ใส่ใจทุกรายละเอียดของการทำ ใส่ใจมากไปบางทีก็จะรู้สึกว่า คนที่จะอยู่ด้วยอาจจะรู้สึกเครียด บางทีเราก็เข้าใจลูกนะว่าแบบ ทำไมหม่าม๊าต้องเครียดขนาดนี้ แค่เรื่องนี้เอง เราก็จะแบบมานั่งคิดดูก็จริง คือใส่ใจมากไป

แรกๆ เครียดมาก ก็แค่อยากรู้ว่า ทำไมเกษตรกรเขาไม่ได้จบปริญญาตรีนะ ทำไมเขาปลูกขึ้น ทำไม เราก็ต้องขึ้นสิอะไรอย่างนี้ ก็มันจะมีความเป็นผู้หญิงที่แบบทำยังไงดี เอาให้ขึ้นนะ ต้องขึ้นนะ

ผักชีทำไมไม่ขึ้น ตัดต้นไม้ใหญ่ให้หมด เพราะผักชีชอบแดด บ้านเราต้นไม้ใหญ่เยอะ สามีก็มาเลยอ้าวต้นไม้หายไปไหน (หัวเราะ) ร้อนมากอะไรอย่างนี้ เขาก็พยายามปรับตัวให้เข้ากับเรา เพราะเขารู้ว่าเราเป็นคนแบบจริงจัง”


ทุ่มครึ่งล้าน!! ถวาย “ไม้ใหญ่ 300 ปี” ค้ำจุนวัด

เป็นอีกหนึ่งสาวสายบุญ ที่ก่อนหน้านี้ก็เปิดโรงทานบริจาคสิ่งของจำเป็นให้แก่ผู้เดือดร้อนจากพิษโควิด-19 แถมไม่นานมานี้เธอยังได้ร่วมทำบุญซื้อต้นไม้ใหญ่ คือ “ต้นกระบก” เพื่อถวายเป็นเจดีย์ต้นไม้ ณ ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย

“มีร่วมบริจาคกับซื้อเองค่ะ ก็คือรุกขเจดีย์ต้นไม้ เพราะอาจารย์ ว.วชิรเมธี ท่านบอกว่าจะมีพระมาบวช ปักกลด แล้วก็นั่งสมาธิ หรือวิปัสสนา กรรมฐาน หรือเดินจงกรมตรงไร่ท่านบ่อย ท่านมีต้นไม้ใหญ่ ก็จะเป็นรุกขเจดีย์ต้นไม้ ก็จะเป็นให้ทั้งร่มเงา

เวลาแผ่กิ่งก้านสาขาก็จะสามารถนอนเล่นตรงนั้นได้ ทำเป็นเต็นท์ได้อะไรได้ ก็จะเป็นที่วิปัสสนากรรมฐาน แบบ outdoor ความเงียบของธรรมชาติจะช่วยให้ล่อหลอมคนให้มีความเครียดน้อยลง

แล้วการที่ได้ไปนั่งวิปัสสนาตรงนั้น ก็ถือว่าเหมือนอยู่ในป่า ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก็เห็นด้วยกับท่านมากๆ ก็เลยเอาเงินของแม่ คือตอนที่แม่เสีย แม่จะมีเงินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง แล้วเราก็ตั้งใจและบอกกับพี่ชายว่า อย่ายุ่งกับเงินก้อนนี้ ตั๊กก็จะไม่ยุ่ง พี่ก็ห้ามยุ่ง คือเราจะเบิกพร้อมกัน เพื่อเอาไปทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราจะรับรู้ด้วยกัน ก็เลยคุยกันว่าควรทำอันนี้ให้แม่

ต้นนั้น 300 ปี 510,000 บาท ก็ตั้งใจอยากให้แม่ ทำเพื่ออุทิศบุญให้แม่ ต้นไม้ต้นนี้ชื่อต้นกระบก มาจากภาคอีสาน ก็เลยรู้สึกว่าเราอยากทำให้แม่ ก็เลยบอกกับพระอาจารย์ว่า ต้นที่เราซื้อด้วยเงินแม่ค่ะ อยากให้เป็นชื่อแม่ คนที่ไปเดินจงกรม หรือว่านั่งสมาธิ ทำบุญวิปัสสนาอะไรกันตรงนั้น แล้วเกิดดวงตาเห็นธรรม ให้อุทิศให้กแก่รุกขเทวดาต้นไม้ แล้วก็อย่าลืมอุทิศให้กับแม่ด้วยนะ ก็คือให้ท่านเขียนชื่อแม่ แล้วก็ห้อยไว้บ้างค่ะ”

[ต้นกระบก 300 ปี สร้างถวายเป็นรุกขเจดีย์]
นับว่าเป็นอีกหนึ่งคนที่ทำบุญมาโดยตลอด แต่บางครั้งก็ไม่ได้บอกเล่า หรือบอกกล่าวอะไรให้ใครได้รับรู้ เพราะสิ่งที่ทำ หรือให้ไปก็ไม่ได้สิ่งตอบแทนอะไรกลับคืนมา

“ก็การทำบุญคือการให้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการใส่บาตร ตักบาตร พระสงฆ์ท่านก็มีฉัน ก็ถือว่าเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง ก็คือการให้อย่างหนึ่ง

การให้ ไม่ว่าจะเป็นการให้อะไรใคร ที่เราไม่ได้หวังว่าเราจะต้องได้อะไรกลับคืนมา ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี พอเราได้เข้ามาอยู่ในเรื่องของพระพุทธศาสนาแล้ว ได้มาเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธองค์ พระพุทธเจ้าแล้ว เราก็รู้ว่ามนุษย์เราควรที่จะเรียนรู้เรื่องศาสนา ศึกษาเรื่องศาสนาแต่ละศาสนาให้ดี

แล้วตอนที่ตั๊กมีความทุกข์มากๆ ช่วงที่แม่ไม่สบาย ตั๊กก็ศึกษาเรื่องความทุกข์ของมนุษย์ จนรู้สึกว่าบางเรื่องเราปลงได้ เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือเรื่องของการนั่งวิปัสสนา สวดมนต์ ทำให้จิตใจเรารู้สึกดีขึ้น มีที่พึ่งทางใจ มากกว่าจะไปพึ่งคนอื่น หรือไปนั่งเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็จะฟัง แล้วเพื่อนก็จะเออบอกเป็นกำลังใจให้นะ

แต่ถ้าเราไปสวดมนต์ นั่งวิปัสสนากรรมฐานมาก เราก็จะเกิดปัญญา เหมือนเข้าใจได้ แล้วก็เป็นตัวของตัวเองมากกว่า”

นอกจากนี้ สามีเองก็ไม่ค่อยอยากให้โพสต์เรื่องแบบนี้สักเท่าไหร่ แต่หากเป็นเรื่องที่ดีก็สามารถโพสต์บอกเล่าได้ เพราะส่วนตัวคิดว่าหลายคนก็หลายความคิด

“เขาแค่รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้คนจะมีหลากหลายความคิด เขาบอกว่าเรื่องดีๆ โพสต์ได้อยู่แล้ว แต่บางทีเรามันก็มีหลายหลายคนที่รู้สึกว่าแบบ บางคนก็จะมีข้อครหา อคติเยอะว่าแบบ เราก็เลยคิดว่า เราทำของเราดีกว่า จะไม่ได้มานั่งรู้สึกกับคอนเมนต์โน่นนี่นั่น”


เธอเล่าว่าการได้รับสารความสุขจากการสวดมนต์ถือเป็นพลังงานชั้นดีในชีวิต ทำให้จิตใจของเธอเบิกบาน ทำให้มีสติยิ้มได้ในทุกสถานการณ์ที่เราควบคุมไม่ได้ แม้จะควบคุมคนอื่นไม่ได้ ก็สามารถควบคุมตัวเองได้

“เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง พึ่งตัวเอง ทำใจได้เอง แล้วก็เบิกบานเองก็เคยบวชชีมา บางทีเราก็รู้สึกว่า การสวดมนต์เป็นเรื่องของการได้ภาวนาในสิ่งที่ดี คือตั๊กเชื่อในเรื่องของพลังงานค่ะ อย่างตั๊กเลิกทานเนื้อสัตว์ เพราะตั๊กเชื่อว่าบางตัวเขาอาจจะตายด้วยความทุกข์ แล้วเราทานพลังงานลบเข้าไป เราก็อาจจะเป็นโรคซึมเศร้าได้ง่าย

หรือถ้าเราไม่ได้นอนเลย เราก็จะเกิดโรคซึมเศร้าได้ง่าย พลังงานที่ขับเคลื่อนทั้งตัวเรา และชีวิตเรามีเยอะ ก็เลยรู้สึกว่าการสวดมนต์เป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่เวลาที่เราตั้งใจ ตั้งจิตสวดมนต์มากๆ แล้วจะเกิดพลังงานที่ดีๆ ขึ้นมา ทำให้สมองเราปลอดโปร่ง

จิตใจเราก็โล่ง แล้วก็นั่งสงบสติอารมณ์ให้ตัวกับจิตมันอยู่กับความรู้สึกตัวเอง ณ ตอนนั้น ไม่ให้จิตคิดไปถึงอดีต หรือไปที่อนาคต หรือคิดไปเรื่องอื่น คืออยู่กับตัวเอง ณ ตอนนั้น มันก็จะคลายความเครียด บางทีเราทุกข์เรื่องบางเรื่อง เราก็หยุดคิดบ้าง ก็เป็นการนั่งสมาธิที่ดี

พอเราหยุดคิดเรื่องเครียดบ้าง เราคลายบ้าง เลิกคิดบ้าง เพราะเรานั่งให้ตัวเองอยู่กับตัวเองใช่ไหมคะ ให้จิตอยู่กับตัว ให้ใจอยู่กับตัว มันก็จะเกิดความรู้สึกว่า บางครั้งเราก็แก้ไขปัญหาได้ ในปัญหาที่บางทีเราแก้ไม่ออก”


ลบคำครหา “แต่งเพื่อเงิน” ต้องพิสูจน์ด้วยใจ

เป็นอีกหนึ่งคู่สามีภรรยาต่างวัยแต่หัวใจรักกันมั่นคงมาก สำหรับคู่ของนักแสดงสาวคนเก่ง กับเจ้าสัวบุญชัย มหาเศรษฐีหมื่นล้านเบอร์ต้นของเมืองไทย

มาจนถึงทุกวันนี้ ก็ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานมากกว่า 8 ปี และยังมีโซ่ทองคล้องใจ มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคนคือ น้องข้าวหอม ที่กำลังอยู่ในวัยน่ารักเลยทีเดียว

แม้จะมีภาพหวานๆ ได้เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง แต่เธอก็ยอมรับว่ามีปัญหากันบ้าง โดยเฉพาะเรื่องวัยที่ต่างกันในชีวิตคู่ แต่ต้องรู้จักปรับตัวเข้าหากัน ยอมรับซึ่งกันและกันให้ได้ ก็สามารถอยู่กันได้มาจนถึงขนาดนี้แล้ว และยังบอกว่าอีกชีวิตก่อนต้องงาน และหลังแต่งงานเปลี่ยนไปมาก


“เยอะมากค่ะ แต่ก่อนคือเป็นลูกของแม่ ก็จะแบบว่าไม่ต้องคิดอะไรมาก ทำงาน เป็นดารา คือไม่ได้เป็นแม่ของลูก แต่เป็นลูกของแม่ สบายมาก เช้ามาแม่ก็แกงส้มให้กิน ลงมามีข้าวให้กินแล้ว

แล้วก็เวลาเรารู้สึกท้อแท้ ก็นอนบนตักแม่ แต่พอเป็นแม่ของลูกเมื่อไหร่ปุ๊บ (หัวเราะ) ต้องหาข้าวให้ลูกกิน ลูกท้อแท้อะไร ปัญหาทุกอย่าง ยุงกัด มดขึ้น มดมา นั่นมด นั่นฝน เราต้องทำให้ลูกหมดเลย ก็นั่นแหละคือสิ่งที่เปลี่ยนไป

เราก็ต้องรู้จักยอม เพราะเลือกไปแล้วนิใช่ไหม เลือกเองด้วย หนึ่งยอม สองให้อภัย สามลืมเก่ง อย่าจำเก่ง ลืมให้เก่ง อะไรที่มันเคยเป็น หรือเกิดขึ้นก็ลืมไป แล้วก็รู้เขารู้เรา คือเวลาเราพลาด แล้วเขามาซ้ำเราบ่อยๆ เราก็คงรู้สึกผิด รู้สึกไม่ได้

เวลาเขาพลาด เราไปซ้ำเขาบ่อยๆ เขาก็อาจจะรู้สึกไม่ได้ ก็จะเกิดความแตกแยกกันได้ เพราฉะนั้นสิ่งหนึ่ง คือเขาเป็นพ่อของลูก เรามีลูกด้วยกัน เราไม่ควรจะให้ลูกรู้ในมุมที่ไม่ได้ของพ่อเลย เพราะว่าลูกเรายังต้องมีหน้าตาในสังคม พ่อจะเป็นยังไงก็คือให้ลูกรู้เอง เด็กฉลาดค่ะไม่ต้องห่วง แต่ถ้ารู้จากปากแม่เมื่อไหร่ เขาจะรู้ว่าเขาไม่มีความมั่นคง

ถ้าลูกถามเรา เราจะตอบว่าพ่อดี ถ้าพ่อไม่ดี แม่จะเลือกพ่อเหรอ แต่ในใจเลือกมาแล้ว แต่ไม่มีใครดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เราเองก็ไม่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เผลอๆ อาจจะน้อยกว่าเขาด้วยซ้ำความดี

เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่เราคุยกันว่าเราเป็น friend กัน เป็นเพื่อนกันนะพี่ ถึงพี่จะอายุมาก แต่พี่ก็เป็นเพื่อนรุ่นโตของตั๊ก มีอะไรถามพี่ พี่ก็อย่าอารมณ์เสีย เพราะว่าบางทีก็แค่ถาม ไม่ได้หาเรื่องนะ

ก็ต้องดูอารมณ์ ก็ต้องฉลาดพอที่จะรู้ว่าผู้ชายไม่ชอบอะไรที่ซ้ำๆ เรามีลูกผู้ชายเราจะรู้ไง ผู้ชายบางทีเขาทำพลาดปุ๊บ เขาจะแบบเลิกพูดน่ะ เราก็จะโอเคเข้าใจ

ประเด็นก็คือ เขามีส่วนดีมากกว่าส่วนไม่ดี ก็คือเราก็มีส่วนที่เขาต้องทนเราเหมือนกัน ซึ่งถ้าถามเขา เขาก็คงไม่บอกหรอกว่าเรื่องอะไรบ้าง เพราะว่าถ้าเป็นผู้ชาย มาพูดว่าผู้หญิงไม่ดีโน่น ไม่ดีนี่ เขาก็จะกลายเป็น ผู้ชายคนนี้ทำไมมาว่าผู้หญิงใช่ไหม แต่ผู้หญิงก็ไม่ควรจะว่าผู้ชายเหมือนกัน เพราะว่ามันก็มีมุมที่เราไม่ดีก็มี เขาก็ยังทนเราได้”


อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ คือดรามาในประเด็นที่บอกว่าเธอนั้นแต่งงานเพราะเงิน ทำให้เจ้าตัวถึงขั้นไลฟ์สด ชี้แจงว่าเธอและเจ้าสัวบุญชัย อยู่กันด้วยความเข้าใจ โดยเจ้าสัวบุญชัยให้เงินครั้งเดียวตอนแต่งงาน และเจ้าสัวเองก็สอนให้ทำงานหาเงินสร้างรายได้ด้วยตนเอง

ด้าน เจ้าสัวบุญชัย เองได้ตอบว่า ทุกวันนี้ภรรยาของตนนั้นหาเงินได้มากกว่าตั้งเยอะ ต่อไปก็จะปลูกโกโก้ขายและทำโกโก้ขาย
และยังเปิดเผยอีกว่าตนไม่ได้มีเงินเป็นหมื่นล้าน แต่มีทรัพย์สินและธุรกิจต่างๆ ในการทำธุรกิจก็มีค่าใช้จ่ายสูง มีค่าใช้จ่ายต่างๆ โครงการสำนึกรักบ้านเกิดใช้เงินไป 200 กว่าล้าน พิพิธภัณฑ์ก็จ่ายปีละ 37 ล้าน

นอกจากนี้ เธอยังเปิดใจเคลียร์กับเราถึงคำครหาที่ว่าแต่งงานเพราะสามีรวยและขอเงินสามีใช้ โดยเธอบอกว่าทำงานตั้งแต่เด็กไม่เคยข่มขู่เอาเงินใคร และไม่อยากให้มาดูถูกกันแบบนี้

ส่วนหลายคนมองว่าดาราต้องคู่กับไฮโซเท่านั้น เธอก็มองว่าทุกคนคู่กันได้ แต่อยู่ที่ว่าจะอยู่ด้วยกันได้หรือเปล่า เพราะเธอเองว่าอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้เพียงเพราะคำวามครอบครัว และความรักเท่านั้น

“มันอาจจะคู่กันได้ แต่จะอยู่กันได้ไหม ซึ่งมีคำถามหนึ่งที่เคยถามเหมือนกันว่าอยู่เพราะเงินเหรอ อยู่เพราะเงินก็อยู่ไมได้หรอก คือก็เห็นเลิกมาหลายรายแล้วนะ

คือจริงๆ การแต่งงาน แล้วเรามีทะเบียนสมรส แล้วเราหย่า แล้วเราก็ได้ครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว แล้วเราก็ไปใช้ชีวิตของเรา แต่อันนี้คือมันไม่ใช่ มันคือความรัก เขาเป็นพ่อของลูกแล้ว แล้วเขาก็ไม่ได้ผิดอะไรที่แบบ คือเขาไม่ได้ผิดอะไร

และที่สำคัญก็คือ เราอยู่กับเขา เราก็โอเคดี เป็นผู้หญิงมีลูกหนึ่งแล้วเราจะไปมีใครล่ะ อีกอย่างประเด็นก็คือ มันก็โอเคเขาก็ให้เกียรติเรา เขาเปิดผลิตภัณฑ์ศิลปะ เขาเข้าใจเรื่องของความงามที่เป็นนู้ด แล้วเราก็มาทางสายอีโรติก เรื่องของภาพยนตร์อยู่แล้ว

เขาก็เป็นผู้ชายไม่ดูถูกผู้หญิง เพราะเขาเข้าใจเรื่องของศิลปะ วรรณกรรม หรือเรื่องของพวกประวัติศาสตร์ต่างๆ แล้วเขาก็เรียนรู้เรื่องของรูปภาพต่างๆ ซึ่งเราก็รู้สึกว่า เราก็น่าจะคู่กันได้ และก็อยู่ด้วยกันได้”




ไม่สนใจคำครหาว่าอยู่เพราะเงิน เพราะชีวิตมีอย่างอื่นให้ทำอีกตั้งเยอะเยอะ หากมัวแต่สนใจคำพูดเหล่านั้น ก็จะทำให้เครียดไปมากกว่า

“เอาเวลาไปทำเรื่องอื่นก่อน คือแบบยังไม่อยากคิดมาก คือถ้าเราคิดว่าเขาพูดอะไรมากๆ เราก็จะไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วก็ไม่คิดแล้ว คือสามีเขาบอกว่า ไม่ต้องรับงานเยอะ แต่เขาก็ไม่ได้หมายถึงว่า เขาให้เราอยู่เฉยๆ การเลี้ยงลูกคือเป็นงานที่หยุดไมได้นะ เหนื่อยมากนะคะ เหนื่อยที่จะต้องมาดูแลทุกรายละเอียด แล้วเราก็ใส่ใจดูแลเขา ให้เขาเติบโตมาในทางที่ดี

เพราะฉะนั้นเราจะมีเวลาไปปาร์ตี้เหรอ แล้วลูกกับสามี หรือให้เขานอนกับพี่เลี้ยงเหรอ แล้วพี่เลี้ยงจะเลี้ยงลูกดีเท่ากับเราเหรอ เพราะเราอยู่กับเขามาตั้ง 9 เดือนอยู่ในท้อง เราเองต้องรู้ใจเขากว่าพี่เลี้ยง

เพราะฉะนั้นเราเลยรู้สึกว่า มันเป็นช่วงที่ตอนนี้ต่างหากที่หยุดเลี้ยงลูกก่อน แล้วก็รับงานประปรายได้นิดๆ หน่อยๆ แล้วเดี๋ยวโตขึ้น พอเขาเป็นโลกเป็นของตัวเอง เขามีแฟน มีเพื่อน ตอนนั้นแหละเราอยากทำอะไรก็ทำ



แม่ตั๊กสอนลูก “การกระทำสำคัญกว่าคำพูด”






“ก็ไม่ได้สอนนะ เพราะว่าเขายังเด็กค่ะ ลูกตั๊ก7 ขวบ ครึ่ง คือเราจะดูปฏิกิริยาเขามากกว่า ถ้าเขาถาม เราถึงจะตอบ แต่เรื่องสอน สอนเรื่องความสะอาด กับเรื่องของมีอะไรก็บอกได้นะ ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกด่า ถูกตี แต่ถึงจะด่ายังไงก็รักนะ

ก็ดูแลกันทุกวัน ไปไหนไปด้วย หอบหิ้วกันไป ไปดูแลผักก็พาลูกไปด้วย สอนให้ปลูกผักแต่วิ่งหนี ร้อนๆ (หัวเราะ) แต่ถ้าไปเขาใหญ่ทีไร เขาจะไม่วิ่งหนีนะ เขาจะชอบไปวิ่ง เพราะว่าเขาใหญ่อากาศดี ถึงจะมีแดดแต่ลมเย็น ถามว่าเขาชอบไหม เขาเป็นคนชอบธรรมชาติ แต่เขากลัวยุง กลัวแมลง เพราะเขาเคยถูกแมลงเข้าหู เขาก็จะเข็ด

ลูกถามว่าแม่ระหว่างผมกับผัก แม่รักใครมากกว่ากัน เพราะว่าเคยดุเขา ตอนที่เขาดึงถั่วฝักยาว แล้วมันขาดครึ่ง ก็เลยดุเขา ทำไมทำแบบนี้ ตะคอกใส่เขา แบบไม่ได้ตั้งใจ ลืมตัว เขาก็เลยรู้สึกว่า ก็แค่ถั่วฝักยาวอะไรอย่างนี้

พอเราอารมณ์ดีแล้วสองวัน กว่าเขาจะมาถามเรา เด็กเดี๋ยวนี้ฉลาดมาก ระหว่างผมกับผัก แม่รักใครมากกว่ากัน ก็เลยบอกว่า แม่รักทั้งสองอย่างเท่ากัน เพราะว่าถ้าวันใดวันหนึ่ง ลูกหิวมากๆ แม่ก็เห็นลูกกินผักนะ ถึงลูกจะไม่ชอบกิน

คือลูกชายของตั๊กไม่ค่อยชอบผัก แต่วันใดที่เขาหิวมากๆ วันที่อาหารมาส่งช้ามากๆ แล้วเรามีไข่ แล้วเราก็มีผักกาด มีแครอท เขาก็กินใหญ่เลย ด้วยความหิว อะไรก็กิน มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว

ก็คือรักเท่ากันนั่นแหละ เพราะว่าทำให้ลูกได้มีชีวิตต่อด้วย ทำให้ลูกหายหิว แม่ก็หายหิว เพราะฉะนั้นแม่ก็ต้องรักเท่ากัน เขาก็เข้าใจ”





30 กก.หาย หยุดวูบ-บ้านหมุน-ความดัน





“เคล็ดลับคือห้ามให้เวลากับคนอื่น 1-2 ชั่วโมงต้องเป็นเวลาของเราในการออกกำลังกาย เพราะว่าหัวใจ เส้นเลือด แล้วก็ตับ ไต ไส้พุงต่างๆ มันต้องการ เรากินแคลอรี่เยอะ กินไขมันเยอะ เราก็ต้องออกกำลังกาย

การออกกำลังกายมันจะช่วยเรื่องการยืดอายุของร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นเราก็ต้องให้เวลาของร่างกายเราด้วย แต่ออกมากก็จะเป็นโอเวอร์ไป คือนอนไม่หลับ ปวดเมื่อย แล้วก็กลายเป็นทำอะไรไม่ไหว แต่ถ้าออกกำลังกายพอดี ก็จะสดชื่น ลดคลายความเครียดด้วย

ต้องออกทุกวัน คือถ้าไม่ออกก็ซึม พยายามให้เป็นทุกวัน อย่างน้อย 30-45 นาที ต้องได้เดินได้วิ่งบ้าง ถ้าไม่มีเวลา นานสุดก็2-3 ชั่วโมง ถ้ามีเวลาก็เล่นไปเรื่อยๆ

ร่างกายดีขึ้นมาก โลกบ้านหมุนหายไป โรคหูอื้อเหมือนอยู่ในทะเลลมค่ะ เพราะว่าเราทานกาแฟเยอะ มันจะมีผลกับเส้นประสาท พอเราวิ่ง เราออกกำลังกาย มันก็เหมือนกับอยู่ดีๆ หูหายอื้อ แล้วก็ความบาลานซ์ของการยืนอยู่บนโลก มันดีขึ้น

ตอนอ้วนมากๆ มันก็มีเรื่องความดัน เพราะว่าพอน้ำหนักขึ้น ความดันก็จะขึ้นลงตาม เป็นธรรมดาของการทานอาหาร ลดมา30 กว่าโล ตอนน้ำหนัก80 มันเป็นเรื่องของความดัน วูบบ้าง ความดันสูงบ้าง ก็จะมองไม่ค่อยเห็นอะไร ก็เลยรู้สึกว่าแบบ ลูกคงไม่อยากเห็นเราป่วย เหมือนที่เราเห็นแม่ป่วยหรอก

ตอนที่เราเห็นแม่ป่วย เราจะรู้สึกไม่สนุก เราชวนแม่ไปอาร์ซีเอ แม่บอกแม่เป็นเบาหวาน แม่ต้องรีบนอน (หัวเราะ) แม่ไม่ไป เราก็จะไปกับเพื่อน พอไปกับเพื่อนปุ๊บ แม่ก็จะงอน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ก่อนที่แม่ยังไม่เป็นเบาหวาน แม่ไปอาร์ซีเอกับเรา สนุกมาก เหมือนแม่เป็นวัยรุ่น ร่างกายแม่ก็แข็งแรง แม่ก็สนุกกับเรา แต่พอแม่เป็นเบาหวาน พอเราไปกับเพื่อนก็งอน ก็มีอาการผิดใจกันบ้าง แม่ห่วงบ้าง แม่กินยาลดน้ำตาล แม่ก็เครียดบ้าง กลายเป็นว่าไม่สนุก ถ้าเราเป็นลูกก็คงไม่สนุก กลับมาดูแลตัวเองดีกว่า ลูกจะได้สนุก จะได้เป็นเพื่อนกับลูก

มีคุมอาหาร ก็คืองดหวานไป น้ำตาลเราต้องการน้ำตาลธรรมชาติค่ะ ทานอินทผาลัมแบบอบแห้ง ทานแอปเปิ้ล ถ้ารู้สึกจะวูบๆ จริงๆ ก็กินแคนตาลูป2-3 ชิ้น ตั้งใจมาก ตั้งใจอยากแข็งแรง

คุยกับแพทย์ ทางจิตวิทยาค่ะ เขาบอกว่า ยังไงคุณตั๊กก็ต้องผ่านช่วงที่มันทำใจยาก ลดไม่ลง ไม่ได้กินก็ลดไม่ลง คือคุณตั๊กก็ต้องผ่านช่วงนั้นอยู่แล้ว เพราะกว่าจะผ่านมาได้80 กิโลคุณตั๊กก็ใช้เวลาเยอะ ถ้าจะลงคุณตั๊กก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นถ้าคุณตั๊กคิดเป็นตัวเลข คิดเป็นวิทยาศาตร์เลยนะ ถ้าคุณตั๊กทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ น้ำหนักลงแน่นอน แต่ถ้าคุณตั๊กหยุดทำ มันก็คือหยุดแค่นั้นเอง ก็ทำไปเรื่อยๆ มันก็จะได้ผลลัพธ์กลับมา ก็คือเท่ากับผอม เท่ากับน้ำหนักได้ในปริมาณที่เราควรได้

ก็ท้อค่ะ เพราะว่าหิว แต่เราก็ยังมีตัวเลือก ยังพอที่จะซื้อแอปเปิ้ลกินได้ คืออัดผักบ้างอะไรบ้าง ออกกำลังกาย งดแป้ง งดน้ำตาล ทานแป้งสเปลท์ได้ แล้วก็วิ่งบ้าง เดินบ้าง

ทานอะไรที่ย่อยง่ายๆ อย่างถ้าเลือกไม่ได้จริงๆ ก็สุกี้ ไม่ปรุง ปรุงมากเดี๋ยวความดันขึ้น กินรสจัดมากเดี๋ยวอาหารไม่ย่อย เพราะว่าทานรสจัดมาก เหมือนมันทำให้ระบบอาหารต้องการอาหารเพิ่ม

แล้วเราก็ไม่เริ่มที่อะไรไม่ควรเริ่ม เช่น ถ้าเริ่มอะไรที่มันหวานแล้วมันจะหยุดไมได้ใช่ไหม เราก็ไม่ต้องเริ่ม ไม่ต้องกิน พูดกับตัวเองว่า อาหารร้านนี้เหรอ ทำอะไรฉันไม่ได้หรอกเบอร์เกอร์ร้านนี้เหรอ ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก (หัวเราะ)”







ดูโพสต์นี้บน Instagram

โพสต์ที่แชร์โดย LIVE Style (@livestyle.official) เมื่อ



สัมภาษณ์: ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง: พัชรินทร์ ชัยสิงห์
คลิป: อิสสริยา อาชวานันทกุล
ภาพเคลื่อนไหว: ภูริฉัตร ปริยเมธานัยน์
ภาพ: พลภัทร วรรณดี
ขอบคุณภาพ: อินสตาแกรม @bong_kod_tak
ขอบคุณสถานที่: ห้างสรรพสินค้า “CentralFestival EastVille”


** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **





กำลังโหลดความคิดเห็น...