xs
xsm
sm
md
lg

ชีวิตเปลี่ยนเพราะให้การวิ่งเป็น “Top 5” ของชีวิต!! “นางฟ้านักวิ่งสายหมอ” 1 ปี หายไป 10 กก. [มีคลิป]

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“เอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้ แค่ไปวิ่งก็ต้องทำได้”! เปิดใจ “หมอแพต” ทันตแพทย์คนสวย จากอดีตสาวป่วยง่าย แถมมีภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติคุกคาม ตัดสินใจปฏิวัติตัวเองด้วยการออกวิ่ง 1 ปี ผ่านไป แทบจะเปลี่ยนเป็นคนละคน สุขภาพจิตดีขึ้น สุขภาพกายแข็งแรง แถมน้ำหนักลดถึง 10 กก. “ออกไปวิ่งไม่ต้องใช้ตังค์ ใช้ใจอย่างเดียว”


วิ่ง 1 ปี กับ 10 กิโลที่หายไป

“ย้อนความกลับไปปีที่แล้ว ตอนที่ยังไม่ได้วิ่ง จะป่วยบ่อยมาก หมอซื้อประกันคือใช้คุ้มทุกปี เดี๋ยวแอดมิด เดี๋ยวไปหาหมอตลอด เรารู้สึกว่าร่างกายเรามีปัญหา อีกอย่างก็คือเริ่มอวบขึ้น (หัวเราะ) เพราะเลิกงาน 2 ทุ่ม หิว กินข้าว นอน ก็เลยคิดว่า ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เริ่มเมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้วพอดีค่ะ เราก็เลยลองดู ตั้งนาฬิกาปลุกตื่นตี 05.30 น. เปลี่ยนชุดวิ่งแล้วก็ออกไปวิ่ง เริ่มจากตรงนั้นเลย”

สาวหมวยหุ่นแซ่บ ที่มาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส ผู้อยู่เบื้องหน้าของทีมข่าว MGR Live คือ “แพต - ธิชาพร ชนะรัตนุบล” นักวิ่งสาววัย 31 ปี ดีกรีไม่ธรรมดา เพราะเธอคือทันตแพทย์หญิง ผู้รักการวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ เรียกได้ว่าเป็นดาวรุ่งอีกดวงที่กำลังส่องประกายอยู่ในวงการขาแรงขณะนี้

ทว่า…กว่าที่จะมีร่างกายฟิตแอนด์เฟิร์มอย่างที่เห็นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยวินัยและความพยายามเป็นอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ เธอเป็นคนที่ร่างกายไม่แข็งแรง มีปัญหาสุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้ ป่วยง่าย อ่อนเพลีย และหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ถึงขนาดที่ว่ามือสั่น ทำให้หัวกรอทำฟันหลุดจากมือ!



“พอเราอายุเริ่มมากขึ้น เราจะเริ่มสังเกตได้เลยว่าบางทีเราพักผ่อนน้อย ป่วยบ่อยด้วยจนรำคาญตัวเอง แล้วก็ใช้ร่างกายค่อนข้างหนัก บางทีคนไข้ไม่สบายมาเราก็จะติด เป็นพวกทางเดินหายใจอักเสบค่อนข้างบ่อย นับได้เลย 3 เดือนเดี๋ยวเป็นอีกแล้ว มันส่งผลกระทบต่อการทำงาน พอเราป่วยก็ทำงานได้ไม่เต็มที่

เคยเป็นโรคหัวใจเต้นเร็ว ต้องไปหาหมอ ทำงานแล้วอยู่ดีๆ หัวกรอก็หลุดมือ มือสั่น หัวใจเต้น 150 ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ จริงๆ เขาก็ยังไม่แนะนำให้ออกกำลังกาย ก็คือ กินยาควบคุมไปก่อนช่วงแรก พอมันเริ่มดีขึ้น คุณหมอก็บอกว่า ถ้าไม่อยากกลับมาเป็นอีกก็ให้ออกกำลังกายแล้วก็พักผ่อนให้เพียงพอ



อีกอย่างคืออ้วน ก่อนหน้านี้ คือ หนักกว่านี้ 10 กก. ถ่ายรูปออกมาเพื่อนแท็กก็แบบ...ทำไมอ้วนจังเลย ผู้หญิงก็อยากแต่งตัวสวยๆ เป็นธรรมดา แต่เราก็ไม่อยากไปดูดไขมัน กินยาลดความอ้วน ตัวเราก็เป็นหมอ เรารู้อยู่แล้วว่าการกินยาลดความอ้วนมันมีผลยังไง หรือการดูดไขมัน สุดท้ายเราทำพฤติกรรมเหมือนเดิม เราก็กลับมาอ้วนเหมือนเดิม”

จากปัญหาสุขภาพเรื้อรัง ทำให้ทันตแพทย์สาวผู้นี้ตัดสินใจลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองครั้งใหญ่ ด้วยการคว้ารองเท้าวิ่งมาใส่ และออกไปวิ่งในสวนสาธารณะ เวลาผ่านไป 1 ปี ที่ออกกำลังกายอย่างจริงจัง ผลลัพธ์ที่ได้นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น และอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติหายเป็นปลิดทิ้งแล้ว ยังทำให้น้ำหนักตัวของเธอหายไปถึง 10 กก.



“หมอจะเข้างาน 11 โมง เลิกประมาณ 1-2 ทุ่ม ทำงานเสร็จเราจะปวดคอ ปวดหลังมาก ส่วนใหญ่จะยืดเหยียดแล้วก็นอนไป ก็เลยคิดว่าอะไรที่เราจะทำได้คนเดียว แล้วก็ทำได้ในเวลาที่เรามีช่วงเช้า คอนโดอยู่ใกล้สวนจตุจักร อยู่มา 4-5 ปี แทบไม่เคยไปวิ่งเลย ลองดูสักตั้งวะ

แรกๆ ที่วิ่ง วิ่งช้าๆ หัวใจก็ยังเต้นเร็วมาก แต่เราก็ไม่ฝืน แต่พอหลังๆ ร่างกายมันปรับตัวได้ ประมาณ 1 เดือนหลังจากนั้น ก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้นโดยพยายามยึดโซนหัวใจเป็นหลัก พอเราวิ่งไปเรื่อยๆ เราจะรู้ว่าเราเหนื่อยน้อยลง แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ 1 ปีที่ผ่านมาก็อาจจะจาก 1 ชม./5-6 กม. ตอนนี้ 1 ชม. อาจจะได้ 8-10 กม.ก็พอไหว

เริ่มแรกตั้งเป้าไว้เลยว่า 1 เดือน วิ่งรวมกันทั้งหมดต้องให้ได้ 100 กม. ภายใน 1 ปีที่ได้วิ่ง อย่างแรกที่ชัดเจนก็คือไม่ป่วย คือไม่ป่วยจริงๆ ไม่ได้เข้าโรงพยาบาลอีกเลย อย่างที่สองน้ำหนักลด จากพีกสุด 58 กิโล ตอนนี้เหลือประมาณ 48 นะคะ แล้วก็สัดส่วนลดลง เอวจาก 29 นิ้ว เหลือ 24-25 นิ้ว ใส่เสื้อผ้าก็คล่องตัวขึ้น ทำอะไรก็คล่องตัวขึ้น อย่างที่สาม อารมณ์ดีขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น คนรอบข้างก็บอกเราด้วยเหมือนกัน มีสมาธิในการทำงานมากขึ้นด้วยค่ะ”
ต้องให้เวลากับสิ่งที่คิดว่า ‘สำคัญ’

สำหรับชีวิตส่วนตัว หมอแพต จบการศึกษาจากคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากทำงานใช้ทุนที่โรงพยาบาลในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิดเป็นที่เรียบร้อย ปัจจุบันเธอทำงานเป็นทันตแพทย์ทั่วไปที่คลินิกเอกชนที่กรุงเทพฯ มาได้ประมาณ 4-5 ปี นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจสินค้าที่ออกแบบลวดลายเอง และกำลังศึกษาต่อด้านทันตกรรมรากเทียม

“เพิ่งเริ่มศึกษาต่อทันตกรรมรากเทียม เป็นการฝังรากเทียมลงไปในกระดูกขากรรไกร ที่เรียนอยู่เป็นหลักสูตร 2 ปี รู้สึกว่าเป็นศาสตร์ที่ใหม่ ปัจจุบันเหมือนเข้ามาทดแทนการใส่ฟันแบบอื่นๆ เป็นอะไรที่ทำให้คนไข้รู้สึกสบายและใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติที่สุด ก็เลยอยากตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ทันค่ะ การที่เราเป็นหมอเราก็ต้องอัปเดตตัวเองตลอดเวลาค่ะ



[ แบรนด์ “Tooth fairy” จากฝีมือหมอฟันผู้มีใจรักศิลปะ ]

อีกอย่างที่ชอบทำคือ เป็นคนชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็กแล้ว มีแบรนด์เป็นของตัวเองค่ะ ชื่อ “Tooth fairy” ขายสินค้า House made เป็นพวกของกุ๊กกิ๊กเป็นลายฟันนะคะ มีกระเป๋า มีตุ๊กตา ก็เป็นอีกหนึ่งงานอดิเรกเหมือนกัน จริงๆ ตัวนี้ทำมาก่อนวิ่งแล้ว ทำมาได้สักประมาณ 3-4 ปีแล้วค่ะ

ศาสตร์ทันตแพทย์เขาเรียกว่าเป็น Art & Science เวลาเราอุดฟัน ทำงานฟันปลอม เราต้องบาลานซ์ทั้งเรื่องความสวยงามแล้วก็เรื่องของวิทยาศาสตร์เขาด้วยกัน หมอฟันหลายคนมากที่รู้จัก ก็จะชอบวาดรูป ชอบทำงานศิลปะเหมือนกัน ลายมือสวยกว่าหมอด้วยนะ (หัวเราะ) ลายมือหมอฟันอ่านง่ายค่ะ”

เมื่อพูดถึงอาชีพแพทย์ คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าเป็นงานที่หนัก แค่จะหาเวลาพักผ่อนก็ยาก ยิ่งหมอฟันนักวิ่งผู้นี้ ทั้งเรียนต่อ ทั้งทำแบรนด์ ทั้งออกกำลังกาย และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทำได้ขนาดนี้เธอกล่าวว่า ขึ้นอยู่การจัดสรรเวลา และการจัดลำดับความสำคัญ



“หมอคิดว่ามันขึ้นอยู่กับการให้ลำดับความสำคัญนะ คนเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ของหมอเลิกเข้างาน 11 โมง ทำงาน 8-10 ชั่วโมง ช่วงเช้าเราว่าง ก็จะแบ่งเป็นบางวันเราก็ไปวิ่งสวน บางวันเราก็ออกกำลังกายฟิตเนสที่คอนโด ใช้เวลาประมาณแค่ 1 ชั่วโมงในตอนเช้า เท่าที่ทำมา 1 ปีก็ไม่ได้กระทบต่อชีวิตประจำวัน ไม่ได้รู้สึกว่ามีเวลาน้อยลง

ช่วงแรกๆ มันยากมาก เราต้องสู้กับความขี้เกียจ อย่างของหมอมันไม่เคยมีการออกกำลังกายเข้ามาอยู่ในสารบบ การที่เราจะเอามันเข้ามาในชีวิตประจำวันของเรา อย่างแรกเราต้องคิดว่ามันมีความสำคัญ ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับมัน มันก็จะโดนเบียดออกไป มาคิดก่อนเลยว่า อะไรสำคัญในวันนี้ 1.ต้องไปทำงาน 2.ต้องกินข้าว 3.ต้องอาบน้ำ

แล้วอะไรที่เราจะเอาเข้ามาเป็นอันดับต่อไป หมอเลือกการออกกำลังกาย แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็น วันนี้ฉันจะต้องทำงาน อาบน้ำ กินข้าว ดูซีรีส์ เล่นเฟซบุ๊กก่อน แล้วเอาออกกำลังกายไปเป็นอันท้ายๆ สุดท้ายเวลาเราไม่พอ มันก็จะโดนเบียดออกไปแล้วเราไม่สามารถที่จะทำมันทุกวันได้



ที่จะบอกคือจัดลำดับความสำคัญก่อนค่ะว่าเราต้องทำ แล้วเราก็จะทำมันได้ จะมีวันที่ไม่ได้ออกจริงๆ อาจจะมีเหตุที่จะต้องนอนดึก เช่น อ่านหนังสือสอบ เตรียมตัวไปเรียน แต่เราไม่ได้ออกกำลังกายทุกวันอยู่แล้ว หมอคิดว่าอาทิตย์นึง 4-5 วันก็ค่อนข้างเพียงพอแล้วค่ะ ก็มีวันที่พักร่างกายบ้าง”

เธอยังกล่าวอีกด้วยว่า การที่สามารถจัดสรรเวลาได้อย่างคุ้มค่า และดึงศักยภาพของตนเองมาใช้ได้อย่างเต็มที่นั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากการวิ่งทั้งสิ้น

“แต่ก่อนเคยมีความไม่มั่นใจในตัวเอง คิดไปก่อนว่าอันนั้นก็ทำไม่ได้ อันนี้ก็ทำไม่ได้ ไม่ทำหรอก เหนื่อย แต่หลังจากที่เรามาวิ่ง เราประสบความสำเร็จ ลดน้ำหนักได้ แข็งแรงขึ้น มันก็เลยทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่กลับมาเรียนต่อ เรารู้สึกว่าตัวเราเองมีศักยภาพจะทำอะไรได้หลายๆ อย่าง



เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัว อยากทำอะไรทำเลยค่ะ ชีวิตนึงเกิดมามันมีแต่ครั้งเดียว ถ้าเราอยากทำอะไร ตั้งใจแล้วก็ทำมันไปเลย ไม่ต้องรอ พอเราก้าวผ่านตรงนี้มาได้ ก็เลยกลายเป็นคติประจำใจว่า อะไรที่เราตั้งใจยังไงเราก็ทำได้อยู่แล้ว ก็จะบอกคนอื่นแบบนี้เหมือนกัน แล้วก็บอกตัวเองด้วย ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ถ้าเราตั้งใจและพยายามจริงๆ

แต่เราก็บอกได้ในระดับหนึ่ง เจ้าตัวเองต้องมีความตั้งใจด้วย เราเป็นแค่ปัจจัยภายนอก ไปเปลี่ยนความคิดใครไม่ได้ สุดท้ายคุณต้องเปลี่ยนที่ความคิดคุณเองก่อน ให้คิดว่าทำเพื่ออะไร แล้วสุดท้ายให้เราลองว่ามันเวิร์กกับเรามั้ย ถ้ามันไม่เวิร์กลองเปลี่ยนไปวิธีอื่น ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบการวิ่ง ทุกคนมีสิ่งที่เราทำได้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องหาให้เจอว่าคืออะไร แต่อย่างน้อยให้ลอง จะได้ไม่เสียใจ

เราเอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้ แค่ออกไปวิ่งมันก็ต้องทำได้ถ้าเราอยากที่จะทำมัน บางคนอ้าง ไม่มีเวลา ทำงานเยอะ เหนื่อย มันไม่มีใครทำงาน 24 ชั่วโมง มันเป็นแค่ข้ออ้างรึเปล่า ให้นึกดูดีๆ เพราะว่าบางคนชวนไปกินข้าว ไปนะ ชวนไปวิ่งไม่ไป ต้องลองคิดดูว่าคุณไม่มีเวลาหรือคุณไม่อยากจะไปมากกว่าค่ะ”




“ออกกำลังกาย” ไม่ต้องใช้ตังค์ แต่ต้องใช้ใจ

“ถ้าใครที่มีปัจจัยคล้ายๆ หมอ คืออยู่ใกล้สวน หรืออยู่คอนโดที่มีฟิตเนส มันง่ายมาก ไม่ต้องสมัครฟิตเนส อย่างเราเป็นผู้หญิง เราไม่ต้องไปเล่นเครื่องอะไรที่มันบาร์ใหญ่ๆ เรายกแค่เบาๆ อาศัยท่าที่ทำได้เองโดยที่เราไม่เจ็บ หรือเล่นพวก Body weight มีเสื่อโยคะ หมอซื้อมา 200 กว่าบาท ใช้มา 5 ปีแล้ว ก็ยังใช้อยู่ มีรองเท้าคู่นึง ก็ใส่ลงไปออกกำลังกายได้แล้ว

จะบอกว่าก่อนหน้านี้ มีรองเท้าคู่เดียวจริงๆ ใส่มาพันกว่ากิโลจนมันสึกถึงซื้อคู่ใหม่ แต่บางคนเขาสายแฟชั่นเขาก็ซื้อหลายคู่นิดนึง ตอนนี้ก็มีคู่ที่ 2 คู่ที่ 3 ตามมาแล้ว คู่นึงเอาไว้แข่ง อีกคู่นึงซื้อใหม่มาซ้อมเพราะคู่เก่ามันพังไปแล้วค่ะ ใส่จนพัง (หัวเราะ)

ส่วนสวนยิ่งง่ายใหญ่ มีรองเท้าคู่เดียว ออกไปวิ่งได้เลย ไม่ต้องใช้ตังค์เลย ใช้ใจอย่างเดียว เอาแค่ว่าคุณคิดว่าอยากจะทำมันรึเปล่า วิ่งลู่ก็ได้เหมือนกัน แต่ส่วนตัวเป็นคนชอบวิ่งดูวิวทิวทัศน์ข้างนอกค่ะ เพราะเราทำงานในที่แคบ มองไปก็เจอแต่ห้องสี่เหลี่ยม เราอยากจะออกไปวิ่งข้างนอกค่ะ แต่ก่อนเวลาไปวิ่งสวน ก็จะพกถั่วไปด้วย วิ่งเสร็จแล้วเราก็เอาไปให้กระรอกกิน มันก็เหมือนนอกจากจะได้สุขภาพกายแล้ว ยังได้สุขภาพจิตด้วยค่ะ ชอบตรงนี้”


ไม่แข่งกับใคร แข่งกับใจตัวเอง

“วันที่เราลุกขึ้นมาวิ่งได้วันแรก มันไม่ใช่วันแรกที่เราพยายาม ทุกคนก็จะประสบปัญหานี้ พอพูดว่า “ตื่นเช้ามาวิ่ง” ก็จะหน้าเหยเกแล้วเนอะ เราก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน สุดจะเหนื่อย (หัวเราะร่วน) พอสุดท้ายเราทนสภาพตัวเองไม่ได้ มันอ้วน มันป่วย ถ้าเราไม่ลองดูแล้วเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ยังไง วันแรกที่ไปวิ่ง วิ่งไปประมาณ 3 กม.กลับมาอาบน้ำไปทำงาน วันนั้นคือหงุดหงิดทั้งวัน ง่วง เหนื่อย ปวดขา แล้วก็คิดในใจว่า ไม่เอาแล้ว”

หากย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นในเส้นทางสายสุขภาพของทันตแพทย์หญิงคนนี้ อาจจะเป็นเช่นเดียวกับหลายๆ คน เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะพาตัวเองไปออกกำลังกาย ซึ่งตัวเธอเองก็ยอมรับว่า เกือบถอดใจไปแล้วเหมือนกัน



“จะบอกว่าเดือนแรกท้อมากๆ เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว วิ่งร้อยกิโล น้ำหนักลงมาโลเดียว แต่ว่าตอนหลังมา เรามาเปลี่ยนความคิดใหม่ ไม่ดูที่น้ำหนัก เราดูที่ตัวเราเอง พอเราวิ่งอย่างนี้แล้วเกิดอะไรขึ้น เราตื่นมาวิ่งทุกเช้า เดือนแรกน้ำหนักเราไม่ลดแต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน ไม่รู้ว่านักวิ่งคนอื่นจะเป็นเหมือนกันมั้ย แต่มันจะทำให้วันนั้นเราสดชื่นค่ะ

อาทิตย์แรกๆ ที่เราเริ่มมันอาจจะรู้สึกว่าเหนื่อย แต่พอเราปรับตัวได้ มันจะกลายเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราสดชื่น เวลาเราไปทำงานเราจะมีสมาธิ แล้วก็จะอารมณ์ดีขึ้น อันนี้คือสิ่งที่สังเกตได้ คนรอบๆ ตัวก็บอกว่า เราอารมณ์ดีขึ้นนะ ทำงานไม่ค่อยบ่น แต่ก็จะบ่นปวดหลัง เดี๋ยวนี้ก็จะบ่นน้อยลง

ตั้งแต่มาวิ่ง ที่รู้สึกคือทำให้กล้ามเนื้อเรามันแข็งแรงมากขึ้น เวลาที่เราทำงานรู้สึกว่า ถอนฟันได้ดีขึ้นค่ะ (หัวเราะ) หลังๆ มาเราฟิตเนสด้วย Body weight ด้วย รู้สึกได้เลยว่าร่างกายไม่เปลี้ยเหมือนแต่ก่อน ทำงานก็แบบ...เอามาได้เลย แต่ก่อนจะบ่นเยอะ พอแล้วหมอจะกลับบ้าน เหนื่อย เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเป็น พลังล้นเหลือ (หัวเราะ)”

และอีกแรงผลักดันที่ทำให้หมอฟันคนสวย หันมาเข้าสู่วงการการออกกำลังกายอย่างเต็มตัว นั่นก็คือ การที่มีนักวิ่งชื่อดังเป็นแรงบันดาลใจ



[ “ขิม - ใบหม่อน – หมอแพต” นางฟ้านักวิ่ง ]

“เวลาเราติดตามใคร เราจะดูจากรูปเขาก่อน นี่แหละหุ่นที่เราอยากจะเป็น ที่หลักๆ จะมี “น้องใบหม่อน-ธนพร แสงแก้ว” แล้วก็ “พี่ขิม-พิกุล ทวงลี” 2 คนนี้จะเป็นคนที่เราชื่นชอบมาก เพราะเขาขยันมาก เปิดเฟซบุ๊ก เปิด IG ไป จะเห็นเขาออกกำลังกายตลอด และที่สำคัญคือ สวย หุ่นดี เราอยากจะเป็นอย่างนั้นบ้าง

มีวันหนึ่งไปวิ่งแล้วมีโอกาสเจอน้องใบหม่อนที่จตุจักร วิ่งไปขอถ่ายรูปเขาเลย แล้วก็กลับบ้านมาแท็กสตอรี่หาเขา แล้วน้องเขาก็มาตอบว่า ขอบคุณนะคะที่ติดตาม เราก็รู้สึกมีกำลังใจ หลังจากนั้นมา ก็ได้คุยกับน้องเขา น้องเขาก็จะมีแนะนำมา ตอนนี้ก็กลายเป็นสนิทกัน รู้จักกันไปเลยกับทั้งคู่ ก็ไปออกกำลังกายด้วยกันค่ะ (ยิ้ม)

เราเห็นคนอื่นที่เขาอยู่ในโซเชียลเป็นเพื่อนเรา หรืออาจจะเป็นนักวิ่งไอดอลคนอื่นๆ เขาก็ทำได้ เขาก็เป็นผู้หญิงเหมือนเรา ทุกคนมีงานประจำ ไม่มีใครว่างอยู่บ้านเฉยๆ มาวิ่งทุกวัน ทุกคนต่างมีภาระเป็นของตัวเอง แล้วเขาก็สามารถทำได้ เพราะฉะนั้น เราเอง ร่างกายเราก็ครบ เราต้องทำได้เหมือนเขาบ้าง ก็จะเห็นตรงนั้นเป็นแรงบันดาลใจ”


ไม่เพียงแค่นั้น หมอแพต ยังใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นไดอารีออนไลน์ในการเล่าถึงเส้นทางการออกกำลังกาย และบันทึกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตนเอง ผ่านแฮชแท็ก#crispypatroutine

“จริงๆ เป็นที่รู้จักได้ คิดว่าเราทำเฟซบุ๊กเราเป็นไดอารี ตั้งแต่ที่เราลดน้ำหนัก เวลาเราวิ่ง เราชอบมาโพสต์ลง วันนี้วิ่งกี่โล เหมือนเรา Remind ตัวเองด้วย ก็เผื่อว่าถ้าคนอื่นมาเห็นก็อยากที่จะออกกำลังกายเหมือนเรา เพราะจุดเริ่มต้นของเราก็คือตรงนั้นเหมือนกัน ตัวเราเองก็เคยมีคนอื่นที่เป็นแรงบันดาลใจค่ะ

บางทีเวลาเราเปิดไปเราเจอคนนี้ที่ติดตามอยู่ เขาไปวิ่งก็ไปวิ่งบ้าง เราก็เลยลองมาทำดูบ้าง แล้วมันก็จะมีตอนหลัง มีคนที่มาติดตามเรา ก็มีโอกาสที่จะได้คุยกับเขา ก็เห็นว่าทุกคนเหมือนเรา มันจะมีจุดๆ หนึ่งที่เกือบจะผ่านไปไม่ได้ แต่เราได้กำลังใจ ได้คนที่เขาผ่านมาก่อนได้บอก มันจะทำให้เรามีแรงสู้ค่ะ”



เมื่อได้ชิมลางการวิ่งเพื่อออกกำลังกายมาสักระยะ เธอก็อยากที่จะลองทดสอบฝีเท้าตามรายการต่างๆ ดูบ้าง ทันตแพทย์สาวผู้นี้ยอมรับว่า ตนเองไม่ใช่สิงห์สนาม เพราะแต่เดิมไม่ใช่คนวิ่งเร็วอยู่แล้ว อีกทั้งพอลงสมัครรายการต่างๆ ไว้ ก็ดันมาติดวิกฤตโควิดพอดี

“ด้วยความที่ว่าตอนแรกเราวิ่งเพื่อลดน้ำหนักเฉยๆ ช่วงปีที่แล้ว กลางปีจนถึงปลายปี แทบจะไม่ได้ลงงานแข่งเลยค่ะ จนกระทั่งมีคนเห็นว่าเราวิ่งบ่อยๆ เป็นรุ่นพี่ เขาก็เลยชวนไปวิ่งที่งานโรงเรียนเป็นงานแรกเลย ประมาณปลายปีที่แล้ว ไปวิ่งก็ได้ที่ 4 ค่ะ จะบอกว่าไม่เคยลงวิ่งฮาล์ฟเลย วิ่งแค่มินิ 10 กิโล เริ่มรู้สึกว่าชอบ ติดใจบรรยากาศ ได้ไปอีกงานหนึ่งคืองาน TGRun ก็ติด Top 50 ก็ตั้งใจวิ่งเพราะงานวิ่งพวกนี้จะมีรางวัลค่ะ



พอปีนี้จริงๆ ลงไว้เยอะ แต่ว่าติดโควิดซะก่อน แล้วก็มีลงวิ่งเทรลไว้ที่ภูเรือ จัดกันยานี้แหละค่ะ ไม่รู้ว่าจะได้จัดมั้ย เป็นเทรลแรกที่ลง 20 กิโล ส่วนตัวยังไม่เคยลองเหมือนกัน ไปกับเพื่อนๆ พี่ขิม น้องหม่อนเนี่ยแหละค่ะ สมัครไปด้วยกัน

หมอลงสนามมาไม่เยอะค่ะ ส่วนใหญ่เน้นซ้อมเอง เราไม่ใช่สายความเร็ว แล้วเราก็วิ่งได้ไม่นาน อยู่ที่ประมาณ 10 กิโลได้ประมาณ 60-61 นาที ก็จะพยายามพัฒนาต่อไปค่ะ”

พองานวิ่งจะยังไม่มี ส่วนใหญ่จะเป็นวิ่งที่บ้านเก็บสถิติ เราก็ทำเหมือนเดิมเพราะการวิ่งเป็น Routine ของเราอยู่แล้ว ไปวิ่งของเราตอนเช้า เพียงแต่ว่าตอนนี้ไม่ได้วิ่งเดือนละ 100 กิโลเท่าเดิม รู้สึกว่าเราน้ำหนักลงมาพอแล้ว ก็ Keep สุขภาพ Keep รูปร่างไว้มากกว่า อาจจะเหลือสักเดือนละ 50-60 กิโลค่ะ”



ทั้งนี้ หมอแพต ให้ฝากความห่วงใยถึงประเด็นร้อนที่ส่งผลกระทบต่อแวดวงนักวิ่ง นั่นก็คือ วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ตลอดจนการที่มีนักวิ่งถูกวางยาในขวดน้ำ

“ช่วงนี้กลับมาวิ่งสวนได้ใหม่แล้ว เขาแนะนำให้ใส่แมสก์ แต่ทดลองแล้วรู้สึกว่ามันหายใจไม่ทัน เราก็เปลี่ยนใหม่ด้วยการวิ่งรักษาระยะห่างค่ะ ไปจับอะไรที่เป็นส่วนกลางมา อย่าเอาไปสัมผัสบริเวณใบหน้าหรือดวงตาค่ะ เราวิ่งเสร็จปุ๊บ ก็ต้องไปล้างมือก่อน แล้วก็อย่าพูดคุยกันขณะวิ่ง เพราะว่าโควิดตัวนี้มันเป็นไวรัสที่สามารถแพร่กระจายได้ทางการพูดคุย ทางน้ำลาย ทางสารคัดหลั่ง ก็จะเป็นการลดโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อได้ค่ะ

และแพตเป็นคนไม่ทิ้งขวดน้ำไว้ที่สวนค่ะ วิ่งเสร็จค่อยดื่มน้ำทีเดียว รู้สึกว่าการตั้งขวดน้ำไว้ใครจะทำอะไรกับน้ำเราก็ได้ เดี๋ยวนี้มิจฉาชีพเยอะ จะไม่วางทิ้งไว้ค่ะ รู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย เพราะไม่รู้ว่าใครจะทำอะไรกับขวดน้ำของเรา พอมีข่าวนี้ออกมาก็เตือนเพื่อนๆ แล้วตัวเองก็จะไม่วางไว้อย่างนั้นเหมือนกัน เลือกที่จะวิ่งเสร็จแล้วค่อยดื่มน้ำ สมมติว่าเราไปวิ่งงาน มันต้องมีการดื่มน้ำระหว่างทาง ก็เลือกที่จะซื้อแล้วก็กิน ไม่หมดก็ทิ้งไป แล้วค่อยซื้อใหม่จะปลอดภัยกว่า”




อยากสุขภาพดี ไม่มีทางลัด

“ส่วนตัวเราไม่เคยทานอะไรที่เป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนัก เพราะเราเป็นหมอ พวกยาลดความอ้วนส่วนใหญ่จะเป็นพวกเร่งการเผาผลาญ ทำให้หัวใจเราเต้นเร็วขึ้น จะมีตัวที่เป็นยาถ่าย หรือยาขับปัสสาวะ ที่ทำให้สารน้ำออกไปจากร่างกาย เป็นยาที่คนร่างกายสมบูรณ์ไม่ควรได้รับ บางคนหัวใจล้มเหลว หรือบางพวกเป็นยาที่เอาไว้ลดความอยากอาหาร ส่งผลต่อสมอง พอเราหยุดกินปุ๊บ เราจะหิวและจะกินหนักกว่าเดิม ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Yoyo effect ค่ะ

หมอเคยลดน้ำหนักผิดๆ โดยการไม่กิน แต่สุดท้ายแล้วเราทำไม่ได้ เพราะต้องทำงาน ถ้าเราไม่ทานข้าวมันก็จะเบลอไปหมด ไม่มีสมาธิในการทำงานค่ะ แล้วที่สำคัญชอบกินด้วย ก็เลยคิดว่าออกกำลังกายเป็นวิธีที่เหมาะกับเราแล้ว เป็นคนที่ไม่ได้ควบคุมซีเรียส

แต่ก่อนจะเป็นคนที่ชอบกินหมูกรอบ ถ้าสังเกตชื่อ IG ยังชื่อ crispy_pat มาจาก crispy pork กินมันทุกวัน เราก็อาจจะปรับเปลี่ยนกินอาทิตย์ละครั้งแล้วกัน แล้วมื้ออื่นๆ เราก็กินอย่างอื่นแทน แต่พอมาเปลี่ยนอย่างนี้ กลายเป็นว่าเวลาเราได้กินของพวกนี้มันก็จะอร่อยมากขึ้นนะ (ยิ้ม)

แล้วน้ำหวานก็ยังทานอยู่ค่ะ แต่ว่าอาจจะทานเป็นหวานน้อย เดี๋ยวนี้มันมีพวกทดแทนความหวานแทนน้ำตาลที่มันดีต่อสุขภาพ เราก็เลือกได้ ชานมไข่มุกก็เลือกเป็นไข่มุกบุกที่มันแคลอรี่น้อยกว่า ถ้าตัดไปเลยมันไม่ยั่งยืน เจอหลายคนแล้วที่เขา Strict มากๆ สุดท้ายทนไม่ได้เพราะมันเป็นความอยาก มันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์อยู่แล้ว ของอร่อยใครก็อยากกิน แต่ถ้าเราไม่กินเลย ตัวเราเองก็จะไม่มีความสุขเหมือนกัน ขอแค่ให้เราออกกำลังกายสม่ำเสมอค่ะ


ไอดอลคนใหม่ของคนรักสุขภาพ

จากระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาที่หมอแพตออกวิ่ง ไม่เพียงแค่การได้สุขภาพที่ดีกลับไปเท่านั้น แต่ยังได้มิตรภาพ ทั้งในสนามวิ่งและในโลกออนไลน์ เพราะเธอได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ หันมาสนใจการออกกำลังกายเช่นเดียวกัน

“เขาก็บอกว่า เห็นเราเป็นแรงบันดาลใจ เราเป็นคนที่เคยอ้วนมาก่อน เคยเป็นเหมือนเขามาก่อน ของเราเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน Before-After อย่างเราทำงานประจำ เวลามีอยู่แค่นี้แล้วยังทำได้ คนที่เขามาติดตามเรา เขาก็ต้องทำได้เหมือนกัน ส่วนใหญ่ที่เขามาติดตามเขาก็จะบอกว่าขยัน แนะนำดี แล้วก็ตลกดีค่ะ (หัวเราะ)

อย่างเราเป็นสายที่ไม่มี Personal Trainer เราออกกำลังกายเอง เพราะว่าเป็นคนแอบขี้เหนียวนิดนึง รู้สึกว่าการไปเข้ายิมมันค่อนข้างเปลือง เราเล่นฟิตเนสที่คอนโด ไม่เสียตังค์ มีเสื่อโยคะเราก็เล่น body weight สิ่งที่เราทำแล้วโพสต์ลงโซเชียล มันเป็นสิ่งที่คนอื่นสามารถทำตามได้ค่อนข้างง่ายค่ะ ก็เลยคิดว่าเป็นส่วนนึงที่ทำให้มีคนติดตาม



บางคนได้มากกว่าเราอีก บางคนก็บอกว่ามีเราเป็นแรงบันดาลใจนะ ก็รู้สึกว่านี่ก็เป็นอีกความสุขหนึ่งที่เป็นผลพลอยได้จากการได้มาออกกำลังกายตรงนี้ ดีใจที่เราได้เห็นที่คนเคยเป็นเหมือนเรามาก่อนเขาสามารถที่จะมาออกกำลังกายและเปลี่ยนแปลงตัวเองได้”

การเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นมาออกกำลังกาย ไม่เพียงแค่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจแก่ตนเองเท่านั้น ทางด้านของครอบครัวชนะรัตนุบล ก็รู้สึกภูมิใจเช่นกันที่ได้เห็นลูกสาวคนนี้ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม



[ “ครอบครัวชนะรัตนุบล” กำลังใจของหมอแพต ]

“แม่ของหมอเคยให้นิยามการเลี้ยงลูกของที่บ้านว่าเป็นบุฟเฟต์ หมายความว่า เราชอบอะไร เราอยากทำอะไร เขาซัปพอร์ตทุกอย่าง เขาก็จะคอยให้กำลังใจ ไม่เคยขัดค่ะ ยกเว้นอะไรที่มันไม่ดีจริงๆ อย่างช่วงที่เราเที่ยวหนักๆ กลับบ้านดึกๆ อันนั้นเขาก็จะบอกว่ามันไม่ดี แต่ว่าเรื่องวิ่ง เขาบอกว่าเอาเลย เพราะเขารู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดีกับเราค่ะ

ตอนแรกที่พ่อแม่เห็น พ่อแม่ก็ถามเหมือนกัน ทำไมทำได้ ไม่คิดว่าจะทำได้ เพราะเขาก็รู้ว่าเรานอนตื่นสาย ขี้เกียจ แต่ว่าก็ดีเหมือนกัน คือเขาไม่ได้เชิงชมตรงๆ แต่เวลาเราไปออกอะไรที่ไหนก็เอาไปแชร์ ก็รู้สึกว่าเขาก็น่าจะภูมิใจในตัวเราอยู่ระดับนึง ก็ดีใจค่ะ (ยิ้ม)



หมอรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำ นอกจากจะมีประโยชน์ต่อตัวเองแล้ว มันยังได้มีประโยชน์ต่อคนอื่นด้วย รู้สึกภูมิใจค่ะ คือ ก่อนหน้านี้ ด้วยอาชีพของเรา เรารู้สึกว่าคงทำได้อย่างเดียว เป็นหมอฟัน ได้รักษาคน พอเรามาทำอย่างนี้ มีคนที่ติดตาม แล้วเราเห็นความเปลี่ยนแปลงของเขา เราเห็นว่าเขามีสุขภาพที่ดีขึ้น ลดน้ำหนักได้ ก็รู้สึกดีใจค่ะ”

แม้หมอแพตจะไม่ได้รางวัลในสนามแข่ง แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเอาชนะใจตัวเอง ที่สามารถก้าวผ่านทั้งอุปสรรคเรื่องอาการป่วย จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรักสุขภาพคนอื่นๆ อย่างทุกวันนี้ และเมื่อบทสนทนาดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย เธอจึงใช้โอกาสนี้เชิญชวนทุกคนให้มาออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดี เริ่มต้นเสียวันนี้ ก็ยังไม่สาย



“อยากจะบอกทุกคนว่า เวลาเราทำอะไร ให้คิดว่าเราทำเพื่ออะไรก่อน เราถึงจะมีกำลังใจในการทำตรงนั้น เราต้องตั้งเป้าหมายก่อนเลย ของหมอต้องการที่จะเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนพฤติกรรม เราต้องการให้มันส่งผลดีต่อตัวเรา เราออกไปวิ่งทุกครั้งมันก็มีเหมือนกันที่บางวันเรารู้สึกว่ามันเหนื่อย ทำไมฉันต้องมาวิ่ง แต่พอเรานึกถึงเป้าหมายของเรา เราก็จะมีแรง เราไม่ต้องไปคิดว่าจะเหมือนคนนั้นเหมือนคนนี้ ได้ผลดีกับตัวเราแน่ๆ ก็ทำไป

หมอเป็นคนที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ดีอยู่แล้ว แต่การวิ่งรู้สึกว่ามันทำให้สุขภาพจิตเราดีขึ้น การทำงานในที่แคบ งานที่มันต้องใช้ความแม่นยำมาก เป็นงานที่เครียดค่ะ บางทีเราจ้องอะไรเล็กๆ เราทำกับคนไข้ ถ้าพลาดนิดนึงบางทีมันทำให้เกิดผลเสีย มันจะเครียดเวลาที่เราทำงาน การที่เรามาออกกำลังกายแบบนี้ มันทำให้เราได้ฝึกสมาธิ

เรารักตัวเองมากขึ้น รักสุขภาพตัวเองมากขึ้น เวลาที่เราจะทำอะไร เราก็จะคำนึงถึงสุขภาพมากขึ้น เราเคยผ่านช่วงชีวิตที่อยากผอมก็อดอาหาร ไม่กินข้าว แล้วก็ Hangout ดึกดื่น ไม่หลับไม่นอน เรารู้เลยว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ชีวิตเราแฮปปี้ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพกายและสุขภาพจิตค่ะ พอเรารู้ว่าอะไรที่ทำให้เรามีความสุขได้ เราก็จะอยากทำมันไปตลอดค่ะ”










“ผู้หญิงทุกคนมีความสวยในตัวเอง”

“(รู้สึกยังไงบ้างที่คนเรียกว่านางฟ้านักวิ่ง) ทุกวันนี้ยังงงอยู่เลย เรารู้ตัวดีว่าเราไม่ใช่คนที่หน้าตาสวยหรืออะไรขนาดนั้น แพตเป็นคนที่ขี้เหร่มาตั้งแต่เด็ก แล้วก็ไม่มีความมั่นใจ ทุกวันนี้เราผอมลง แต่หน้าตาเราเหมือนเดิม ไม่เคยไปทำหน้า ทำตา ทำจมูก ผู้หญิงทุกคนมีความสวยในตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเรามีความมั่นใจมั้ย การดูแลตัวเองก็มีส่วน ถ้าเรารักตัวเอง แต่งหน้าแต่งตัวบ้าง ไม่ต้องหน้าตาสวยเหมือนดารา หุ่นเชฟบ๊ะ เราก็สวยได้ในแบบของเราถ้าเรามั่นใจ

น้ำหนักลดมา 10 โล (หน้าอก) แฟบไปเลยเหมือนกัน ถามว่ามีความคิดอยากทำหน้าอกมั้ย ก็มีแหละ แต่สุดท้ายแล้วมาคิดดู กลัวเจ็บ เห็นบางคนทำแล้วก็มีผลข้างเคียง ชาบ้าง ปวดบ้าง ออกกำลังกายไม่ได้ เราก็คิดว่า เออ...ไม่เป็นไร สวยมั่นใจในแบบที่เราเป็นก็ได้เหมือนกัน เพราะโลกทุกวันนี้เรายอมรับในความแตกต่างอยู่แล้ว เราก็สวยในแบบของเรา ตาเล็กๆ หน่อยก็ได้ นมเล็กๆ หน่อยก็ได้ (หัวเราะ) ไม่เป็นไร ขอให้เรามีความมั่นใจพอ

(มีคนบอกว่าคุณหมอแซ่บ) ไม่ขนาดนั้น อะไรคือนิยามของคำว่าแซ่บ (หัวเราะ) บางคนอาจจะเข้าไปดูในเฟซบุ๊ก เห็นเราใส่ Sport bra แต่เราไม่ได้สื่อไปในทางลามกอนาจาร กว่าจะได้จุดนี้มันต้องอาศัยวินัย มันเหมือนเป็นความภาคภูมิใจของเรา ฉันเคยอยากเป็นอย่างนี้ แล้ววันนี้เราก็เป็นได้ แต่ต้องดูด้วยว่ามันโป๊เกินไปรึเปล่า แต่เท่าทีดูก็เป็นชุดสไตล์สปอร์ต แล้วมันก็คล่องตัวค่ะ ก็คิดว่าโอเคแล้ว ไม่น่าเกลียด แม่ไม่ว่า แฟนไม่ว่า ลงได้

จะบอกว่าภาพลักษณ์หมอเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ใส่แว่น รวบผมต่ำ ไม่ทำสีผม มันไม่ใช่นะ ผู้หญิงไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไร ทุกอย่างมันเหมือนเป็นหัวโขน ข้างในก็มีความเป็นปัจเจก เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่ใช่ว่าเราเป็นหมอแล้วเราจะไม่แต่งตัว หรือบางคนเขาอาจจะทำงานที่ดูเหมือนจะแซ่บ เขาอาจจะเรียบร้อยก็ได้”



สัมภาษณ์โดย : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง: กีรติ เอี่ยมโสภณ
คลิปและภาพเคลื่อนไหว: อิสสริยา อาชวานันทกุล
ภาพ: วชิระ สายจำปา
ขอบคุณภาพ: เฟซบุ๊ก “Thichaporn Chanarattanubol” และอินสตาแกรม @crispy_pat
ขอบคุณสถานที่: ฟิตเนส “PRA-AR-TIT FIT24 HRS” (ถ.พระอาทิตย์)


** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **




กำลังโหลดความคิดเห็น...