xs
xsm
sm
md
lg

“นางฟ้าช่างสัก” เยียวยาใจด้วยรอยเข็ม ขายศิลป์บนเรือนร่าง แลก 6 หลักต่อเดือน!! [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดใจ “ภัส-นภัสพลอย” ช่างสักสุดแซ่บ “ใช้ความเจ็บปวดจากการสัก เยียวยาจิตใจ” ไม่เพียงเท่านี้ขายงานศิลปะร่างกายผ่านสื่อออนไลน์ “Patreon” จนรายได้ทะลุแสน!! ล้มลุกฝ่าดงคำดูถูก สะท้อนการสัก ไม่ใช่คนไม่ดี แม้ลุคดูแรง แต่ก็ขออย่ามองแค่คนที่เปลือกนอก



นางแบบเซ็กซี่ แห่ง “Patreon”



“ถ้าเราแคร์ เราจะอยู่บนโลกใบนี้ไม่ได้ จริงๆ นะ ค่อนข้างที่หลายๆ เรื่องที่หนูเจอมา ในโลกโซเชียลฯ หนูค่อนข้างเจอเรื่องอย่างนี้เยอะ แล้วคนจะโฟกัสในทางที่ไม่ดีมากกว่า”

สวยเซ็กซี่ ใบหน้าเปื้อนรอยยื้ม ผู้อยู่เบื้องหน้าทีมข่าว MGR Live คือ ภัส-นภัสพลอย ธิติอัครพร เจ้าของฉายา “นางฟ้าช่างสัก” ช่างสักสาวแห่งร้าน “Littletattoostudio”



ทว่า... เรื่องราวชีวิตของเธอนั้น กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเมื่อเรียน ปวช. เธอก็ตัดสินใจมุ่งหน้าหาเงินทำควบคู่ไปด้วย เพราะไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะ จึงเลือกทุ่มเทกับการทำงานหาเลี้ยงตนเอง เปลี่ยนอาชีพมานับไม่ถ้วน ทั้งเป็นพนักงานเซเว่นฯ, กุ๊ก, เลขาฯ บริษัทประกันแห่งหนึ่ง จนล่าสุดได้ก้าวสู่ความเป็น “นางแบบสายเซ็กซี่” อย่างเต็มตัวผ่านแพลตฟอร์มอย่าง “Patreon”


“(การถ่ายแบบ) แนวรอยสัก มันต้องถ่ายให้เห็นรอยสักอยู่แล้ว ก็ต้องใช้ body ต้องใช้ร่างกาย และการถ่ายรูปคือ หนูชอบเสพงานอาร์ตนู้ดอยู่แล้ว ชอบเสพงานของฝรั่ง

หนูไม่ได้รู้สึกว่ามองภาพเป็นเชิงโป๊อย่างเดียว หนูมองบางทีมันอาจจะสื่อถึงอะไรก็ได้หลายๆ อย่างเลย คนไทยก็จะมองในเรื่องของอย่างนี้ เป็นเรื่องเซ็กซ์ เรื่องเพศอย่างเดียว

แต่บางทีมันไม่ใช่ มันคือ body ร่างกายของมนุษย์ คือหนูคิดว่าหนูทำงานอันนี้ ได้ไม่นานหรอก เพราะว่าคนเราอยู่ในช่วงนี้ วัยแบบนี้ได้ไม่เท่าไหร่ ได้ไม่กี่ปี หนูก็ต้องแก่ หนังก็ต้องเหี่ยวไปเรื่อยๆ มันทำงานอย่างนี้ได้ไม่นานหรอก

หนูคิดว่าเราทำงานแบบนี้ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เราไมได้ไปขายอะไร พูดแบบตรงๆ นะ ก็คิดว่ามันก็ไม่ได้เสียหาย แล้วเราก็ชอบด้วย

ถ่ายออกมามันเหมือนเป็นการเก็บรูปภาพของเราเอาไว้ดู ถ้าอยู่ถึงแก่นะ ก็เอาไว้ดูความสวยงาม สรีระของตัวเองว่าที่เคยเป็นเราก็เคยสวยนะ เราก็เคยหุ่นดี”



โดยใครที่ชื่นชอบผลงานของเธอ สามารถเข้าไปดูได้โดยเสียค่าอุปถัมภ์ตั้งแต่ 1 เหรียญ จนปัจจุบันเธอมีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน

“ปกติเราถ่ายรูปลงเฟซบุ๊ก เซ็กซี่อยู่แล้ว แต่ดูฟรีไปคนด่าด้วย แต่อันนี้เราจะต้องให้แฟนคลับที่รักเรา ชอบเรา มาเสียเงินที่สนับสนุน บางทีหนูจะต้องออกไปข้างนอก บางทีไปต่างประเทศก็มี ไปถ่ายรูป

บางทีหนูอยากไปเรียนรู้วัฒนธรรมต่างประเทศ หนูก็บอกใครที่อยากจะดูภัสในเซตนี้ คือ ภัสจะตั้งต่อเดือนไว้ว่าเดือนนี้ภัสอยากจะไปที่นี่ ภัสจะเอารูปมาฝาก คือจะให้คนที่เป็นแฟนคลับส่วนมากที่จะไม่ใช่คนไทยเข้ามาซื้อรูปภาพ

ซื้อเป็นเหรียญ เริ่มที่ 1 เหรียญก็ตกประมาณ 30 กว่าบาท เจอเริ่มที่ประมาณ 30 กว่าบาทไทย ก็เป็นภาพเซตธรรมดา ก็คล้ายๆ ชุดแบบนี้แหละค่ะ จะมีหลายระดับเวลจนถึงอาร์ตนู้ด คือ อาร์ตของหนูก็จะไม่เห็นหัวนม และอวัยวะเพศ แต่คือไม่ได้ใส่เสื้อผ้า เราจะใช้วิธีการปิด วิธีแสง มุม ใช้วิธีแบบนั้นเอา

เราก็ใช้วิธีการอัดคลิปบ้าง แล้วก็โพสต์พิมพ์ลงบ้าง ก็เมื่อก่อนก็จะทำ content นี้บ่อยๆ เหมือนอยากจะไปประเทศนั้น ก็จะให้ไปประเทศฉันสิ ฉันเป็นแฟนคลับจากประเทศนั้นนะ ฉันก็อยากไปเหมือนกัน แต่ฉันก็ make money อยู่ คุณก็ต้อง support สิ”


แต่กว่าที่จะมีชื่อเสียงในวงการนางแบบไม่ใช่เรื่องง่าย เธอเล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นโดยผู้จัดการชักชวนไปทำ จนมาต่อยอดเป็นงานที่สร้างชื่อเสียง สร้างรายได้ และกลายเป็นที่รู้จักในชื่อ “ปัน ลิตเติ้ล เดวิล”อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

“ถ้าเรามี content ไม่จำเป็นว่าจะต้องถ่ายรูปก็ได้นะคะ คนที่วาดการ์ตูน วาดรูปได้ ร้องเพลงได้ หรือว่ามีความสามารถพิเศษอะไร และมีฐานแฟนคลับ อยากจะให้เขามาสนับสนุนเรา อยากดูงานของเรา คุณจ่ายเข้ามาสิมาเป็นกำลังใจให้เรานะ ก็สามารถเริ่มไปสมัครในเว็บได้ ลองทำก็ได้ค่ะ ถ้าใครเป็นนักวาดรูปการ์ตูน ชอบผลงานของเรา ถ้าอยากได้ภาพการ์ตูนอันนี้ออกมาสัก คุณก็ไปซื้ออันนี้ได้นะ แล้วคุณก็สามารถเอารูปออกมาใช้ได้

ส่วนมากฐานแฟนคลับจะเป็นต่างประเทศ ก็รายได้สูงสุด ถ้า content ดีๆ หรือรูปอะไรน่าสนใจ รายได้เหยียบแสนต่อเดือนก็มีค่ะ มันก็ไม่ได้เยอะอะไรขนาดนั้น มันก็แค่ที่ผ่านมา มันแล้วแต่เดือนค่ะ”

เปิดกรุ๊ปไลน์ลับ สนองแฟนไทย!!



"กรุ๊ปไลน์สำหรับคนที่เป็นคนไทย ที่เขาสมัครไม่ได้ ที่เขาแบบว่าผมไม่มี คือคนไทยจะเข้าถึงง่ายกว่า แต่รูปภาพจะเป็นแนวเดียวกัน คือทุกคนจะถามว่าเป็นกลุ่มลับ เว็บโป๊ โชว์ช่วยตัวเองอะไรแบบนี้รึเปล่า

มันไม่ใช่ทุกคน ฉันจะนั่งสแควชตัวเองมันก็ไม่ใช่ คือพูดจริงๆ ทุกคนจะคิดแบบนั้น ใช้คำว่าไลน์กรุ๊ปลับ มันไม่ได้ลับขนาดนั้น มันก็เป็นรูปภาพแบบ Patreon คล้ายๆ กัน แต่แค่เป็นการโอนเงินเข้าบัญชี แต่อันนั้นสำหรับคนตัดบัตรได้ต่อเดือน คนที่เขาสะดวกอะไรแบบนี้มากกว่า

ถ้าส่วนใหญ่มันเป็นไลฟ์ตอนเช้า หนูออกกำลังกาย อาจจะเป็นชุดแนวเซ็กซี่ แต่ไม่ใช่การแก้ผ้า ออกกำลังกายแก้ผ้าไม่ใช่ เป็นไลฟ์ปกติ ออกกำลังกายทุกเช้า พูดคุยกับแฟนคลับแค่นั้นเอง และลงรูป พูดคุยกันเหมือนเพื่อน เหมาะสำหรับแฟนคลับที่อยากจะเข้าถึงง่ายๆ รูปหนูลงต่างๆ มันไม่เหมือนกันเลย ในไลน์ก็ไม่มี ในไลน์จะพิเศษกว่าค่ะ มันจะเซ็กซี่ น่ารัก จะเน้นไปทางเซ็กซี่เหมือน Patreon ถ้าใน Facebook ก็มีแค่เราโปรโมต แค่เป็นหัวๆ ไป แต่นี่เราลงทุกวัน เรามีรูปเราลงทุกวัน แนวเซ็กซี่บ้าง บางทีคนอยากดูแต่งเป็นคอสเพลย์บ้าง จ่ายเป็นเดือน เดือนละ 3,000 บาทค่ะ”



เพิ่มความมั่นใจด้วย “รอยสัก”


ด้วยรอยสักทั่วทั้งร่างกาย หากมองภายนอกคนส่วนใหญ่อาจมีมุมมองที่ไม่ดีมากนัก แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้รอยยิ้มของเธอนี้ ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดทั้งร่างกาย และจิตใจ

“หนูสักตั้งแต่ ปวช. คือเราเริ่มชอบอะไรที่มันแบบนี้มาตั้งนานแล้ว แต่เรายังไม่กล้าที่จะสักลงผิว ก็ใช้การเพนต์เอา เราก็เริ่มการสักโดยที่มีแรงบันดาลใจมาจากอะไร เรามีไอดอล


ช่วงนั้นจะมีไอดอลไต้หวันคนหนึ่ง ชื่อว่ายูแอนนา คือน่ารักมากๆ ค่ะ เขามีรอยสักที่หลังหู 1 อัน แล้วเรารู้สึกว่าทำไมผู้หญิงคนนี้เท่จังเลย เป็นรูปดาวหลังหูแค่นิดเดียว แล้วเรามองว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ดูเท่จังเลย หนูก็ตัดสินใจ (คิดจะสัก) ตอนแรกไม่กล้าสัก ไปเพนต์ก่อน แมงป่องตรงข้างๆ แบบว่าเวลาใส่ถุงเท้ามันสามารถดึงขึ้นได้ ก็ไปเพนต์เอา

เพนต์อยู่ได้แค่แป๊บเดียว ไม่รู้ตัดสินใจยังไง ก็ให้เพื่อนพาไป (บอกเพื่อนว่า) ไปเป็นเพื่อนหน่อย อยากสัก คือถ้าหนูจำไม่ผิดน่าจะเป็นรูปดาวข้างหลัง เพราะว่าไม่อยากให้ใครเห็น เราสามารถใส่ชุดนักเรียน หรือว่าอะไรปิดทับได้ ก็เอาเป็นดาวก่อน ก็คือไปสักดาว จะเป็นดาวคล้ายกราฟิก


ภัสทำงานเป็นพนักงานเซเว่นฯ นานสุด แล้วก็เป็นกุ๊ก ส่วนมากก็จะเป็นค้าขายมากกว่า ค้าขายกับคุณแม่ คืออิสระ แต่ถ้าเป็นที่เราจะต้องไปสมัคร ก็จะมีประกันจะนาน และแปลกสุดที่มีรอยสัก แต่ทำไมทำได้ มันก็จะเป็นที่ฮือฮา และคนติดตามหนูเยอะ

ย้อนกลับไป ด้วยความที่ชื่นชอบงานศิลปะมาตั้งแต่เด็ก จึงส่งให้เป็นอิทธิพลส่วนหนึ่งทำให้เธอกลายเป็นคนชื่นชอบศิลปะบนผิวหนังโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเธอมองว่าการสักเพิ่มความมั่นใจให้เธอมากยิ่งขึ้น

“ตอนระหว่างเรียน เราเป็นอะไรก็ไม่รู้นะ ถึงขนาดที่แบบว่าพอได้ลองสัก แล้วรู้สึกว่ามันชอบ มันยิ่งรู้สึกว่ามันเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองมากขึ้น

อันนี้หนูใช้ความรู้สึกตัวเองนะว่าเราเดินไปไหน เรารู้สึกว่าเราดูเป็นผู้หญิงอ่อนแอ ไปไหนต้องพูดก่อนว่าผู้ชายชอบมอง ไม่ได้ว่าตัวเองสวยอะไรอย่างนี้นะคะ แต่หนูก็กลัว แล้วคิดว่าถ้ามีรอยสัก มันต้องคิดแน่ๆ เลยว่าเราต้องดุแน่ๆ ไม่กล้าทำอะไรเรา หนูก็คิดในใจ




หนูเป็นคนที่ค่อนข้างที่จะกลัว เพราะว่าหนูอยู่ในชัยนาท แล้วมาอยู่กรุงเทพฯ ตอน ม.1 แล้วก็จะมีเหตุการณ์ที่มันไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ หมายถึงว่าคนใช้สายตา หรือว่าชอบเข้ามาลวนลาม หนูก็เลยค่อนข้างที่กลัว แล้วมันยิ่งทำให้ชอบรอยสักมากขึ้น

เธอยอมรับว่า สิ่งที่คิดว่าการสักช่วยสร้างความมั่นใจ และดูแข็งแกร่ง ป้องกันตัวเองได้นั้น อาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะเมื่อมีรอยสักแล้วนั้น คนก็ยังทัศนคติต่อรอยสักไม่ดีมากนัก


มองเหมือนเดิม มองว่าอีผู้หญิงคนนี้มันอะไร มองในทางเปลี่ยนไป มองว่าผู้หญิงคนนี้แรงประมาณนั้น หนูก็ดูแลตัวเองมากขึ้น หนูเป็นคนที่ไม่ค่อยไปไหน ก็เลยไม่ไปไหนเลย

อย่างไรก็ดี การหลงรักศิลปะ ของช่างสักสาวคนนี้ เริ่มเพิ่มพูนรอยสักขึ้นเรื่อยๆ จากสักในร่มผ้า ผันสู่เต็มเรือนร่างในที่สุด


“คือ หนูเคยทำงานเซเว่นฯ ด้วย ตอนนั้นสักไม่เยอะเลย มีแค่ตรงโบ ตรงหัวไหล่ตรงนี้ ก็เว้นช่วงนานเหมือนกันค่ะ หนูก็เลิกทำงานเซเว่นฯ ก็ออกมาข้างนอกขายของออนไลน์เอง

ตอนนี้เป็นช่วงครีมผิวกำลังมา เราก็หาเงินด้วยตัวเอง เราคิดในใจเอาวะ คงไม่ไปทำงานบริษัทอย่างนี้แล้ว คิดอยู่ในใจเราไม่อยากไปสมัครงาน เราอยากจะเป็นนายของตัวเอง ก็คิดว่าไหนๆ ก็ชอบแล้ว ก็คือเริ่มเลย เริ่มมาแขนก่อน เริ่มหัวไหล่ เริ่มมานี่ เริ่มมานก เริ่มมาเยอะแยะไปหมด”


“รอยสัก” เยียวยาซึมเศร้า!!


“หนูเป็นโรคซึมเศร้า และค่อนข้างจะเสพติดด้วย ถ้าวันไหนรู้สึกดาวน์ หนูค่อนข้างที่จะหาทางออกโดยการสักด้วยความเจ็บปวด”

ภัสเปิดใจถึงจุดพลิกผันที่ทำให้เธอเบนเข็มมาชิมลางในเส้นทางสายน้ำหมึก เธอก็ได้ให้คำตอบว่าจริงๆ แล้วส่วนหนึ่งมาจากการป่วย “โรคซึมเศร้า” โดยไม่รู้ตัว


“คือ ตอนนี้ก็รักษาอยู่ค่ะ หลายปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มทำงานแรกๆ ก็น่าจะเป็นช่วงแรกๆ มันก็เลยทำให้จิตใจเรารู้สึก

ทุกวันนี้ก็กินยาอยู่ รักษาอยู่ มันอยู่ที่คนด้วย บางคนก็แบบว่า ใจคนเรามันก็เหมือนกัน บางคนก็บอกอย่าคิดมากนะ แค่นี้เอง แต่คนเรา เชือกฟางเส้นสุดท้าย เราเจออะไรมาบ้าง คนนั้นเจออะไรมาบ้างเราไม่รู้เลยนะ บางทีล้อเพื่อน อีอ้วน อีดำ บางทีเขาเจออะไรมาบ้าง…

แค่นี้เอง ทำไมต้องโกรธด้วย แต่เขาเจออะไรมาบ้าง คุณรู้ไหม เขาเจออะไรหนักกว่านี้ แล้วต้องให้คุณมาพูดอย่างนี้อีกเหรอ บางทีมันค่อนข้างเซนซิทีฟมากๆ คำพูดและการกระทำค่อนข้างเซนสิทีฟมากๆ”

ช่างสักสวยอย่างภัส มองทุกวันนี้การสักไม่ใช่เพียงความสวยงามทางศิลปะ แต่ความเจ็บจากปลายเข็มเป็นสิ่งเยียวยาจิตใจให้ตัวเธอได้


“มีมองว่าจะมีจุดไหนที่เราสักเองได้บ้าง เพราะว่าเราเป็นช่างสักไงคะ ตอนนี้เราผันตัวเองมาสักเองด้วย วันไหนเราเครียดๆ เบื่อๆ อยากได้ลายนี้จังเลย เอามาไว้ตรงไหนดี ตรงนี้ว่างก็สักเองเลย เราไม่ถนัดด้วย

และบางทีเราต้องมอง ส่องกระจก มองแล้วก็สัก เหมือนเป็นสะท้อนกลับมา แล้วมันต้องประมวลผลเอง คอ ก็สักเองหมดเลย และเราก็ต้องทนรับความเจ็บปวด มันเหมือนคนโรคจิต มันเจ็บแต่ต้องไปต่อ”

อย่างไรก็ดี ตลอดบทสนทนาการคุยกับเธอแล้วนั้น เธอมักจะเผยรอยยิ้มอย่างคนอารมณ์ดีเสมอๆ โดยไม่รู้เลยว่า ภายใต้รอยยิ้มนี้ต้องผ่านการต่อสู้ และผ่านเรื่องทุกข์ยากมาได้อย่างไร เมื่อถามว่าเคยผ่านการคิดสั้นฆ่าตัวตายหรือไม่ เธอนิ่งไปสักพัก ก่อนจะให้ตอบมาว่าเคย เพราะเป็นช่วงที่ขาดยา

“คิดสั้น ทำไปแล้วแต่ไม่สำเร็จ ที่ทำได้ก็ประมาณ 3 ครั้งค่ะ แต่เหมือนเซนส์ของแม่จะโทร.เข้ามาก่อน หรือว่าเข้ามาที่บ้าน เหมือนเขาสื่อกับเราได้ คือช่วงนี้ไม่ให้ไปไหนทำอะไรเลย ไม่ให้อยู่คนเดียวเลย กลัวหนูจะคิดสั้น
ตั้งแต่เขารู้ว่าหนูเป็น เพราะว่าหนูมีช่วงที่ไม่เอาอะไรเลย คือ ร้องไห้อย่างเดียวอยู่ในห้อง ก็พยายามใช้ธรรมะนะคะ อันนี้บอกตรงๆ ธรรมะช่วยฟังๆ ฟังบ้าง แล้วก็พยายามออกจากสื่อเลย

ออกจากสื่อไปก่อนเงียบๆ ที่เห็นเงียบๆ ไป เพราะเราไม่อยากเข้าไปเจออะไร ที่กระทบจิตใจ กระทบจิตใจนิดเดียวมันก็เริ่มรู้สึก…

บางคนเข้ามาสู้ๆ นะ แต่เรากลับมองว่าสู้อะไร สู้อีกแล้วเหรอ คำว่าสู้ๆ นะ กับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ไม่เหมาะนะคะ

สู้ๆ อีกแล้วเหรอ (ทำเสียงเหนื่อย) มันเหนื่อยนะ คือมันค่อนข้างที่จะหาคนเข้าใจยากจริงๆ นะคะ ในการเป็นโรคซึมเศร้า แต่ลึกๆ แล้ว แค่อยากให้คนมาเข้าใจเราเท่านั้น ไม่ได้อยากได้อะไรเลย อยากให้เข้าใจเราบ้างสักนิดนึง”





“ทำให้ทุกคนบนโลก ไม่สามารถรักเราได้”



เธอยังมองอีกว่าหนึ่งในสาเหตุทำให้เธอป่วยเป็นซึมเศร้า ถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายนั้น อาจจะด้วยสาเหตุเป็นคนคิดมาก และเคยผ่านสงครามอารมณ์จากโซเชียลมีเดีย และปัญหาทางบ้าน

“หนูคิดว่ามันก็อาจจะเกี่ยวกับด้านจิตใจหนูด้วย น่าจะเป็นคนที่ค่อนข้างที่คิดมากอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็ก มีอะไรก็ไม่ค่อยพูด ค่อนข้างที่จะเก็บไว้คนเดียว ถ้าเจออะไรก็เก็บไว้


ถ้าถามว่าครอบครัวมีปัญหาไหม ก็มีปัญหาด้วย ไม่ได้อยู่กับคุณแม่ตั้งแต่เด็ก เราโตมากับคุณย่า ขาดความอบอุ่นก็ว่าได้



โตมาก็ไม่ค่อยมีเวลา สนิทกับแม่เหมือนตอนนี้ ตอนนี้จะสนิทกับคุณแม่ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่เรียน ปวช. คือ หนูตื่นมา แม่จะวางตังค์ให้ แล้วหนูก็ไปโรงเรียน

คือ แม่ทำงานยังไม่เลิก ก็คือเราหลับไปแล้ว คือไม่มีเวลาเจอหน้ากันเลย ไม่ได้คุยกันเลย ค่อนข้างที่จะเป็นแบบนั้นค่ะ หนูว่าครอบครัวค่อนข้างที่จะสำคัญ”

ไม่เพียงแค่นี้ ภัสยังเล่าว่าเคยผ่านประสบการณ์อันโหดร้าย จนครั้งนั้นทำให้เธอสติหลุดซึ่งอาจจะส่งผลให้เธอป่วยเป็นซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว


“มันเป็นรายการค่ะ ค่อนข้างที่จะเหมือนหลอกเรา ไม่บอกรายละเอียดงานเรา แล้วก็หลอกให้เราไปทำอะไรก็ไม่รู้ แล้วเราก็เป็นกระแสอยู่ตอนนั้น คือเป็นกระแสมากๆ เลย และโดนสังคมอยู่คนเดียว แต่เราไม่รู้

และตอนนั้นผู้จัดการเขาไม่ได้ไปด้วย พอดีไปกับพี่อีกหนึ่งเขาไม่ได้ดูแลจัดการอะไร ปกติเขาจะไม่ยอม ถ้าอันนี้ไม่ได้ คือ เขาจะดูแล แต่ว่าวันนั้นเป็นวันซวยด้วยแหละ

คือมันคงเป็นวันซวยของหนู ก็เลยต้องทำตาม และตอนนั้นเราเพิ่งจะเริ่มเข้ามาในวงการนี้ เราไม่สามารถที่…พี่หนูไม่ทำนะ หนูไม่ทำ ใครจะกล้าปฏิเสธถูกไหมคะ เราก็ต้องตามน้ำไป เพื่อที่จะให้งานมันจบ

ตอนนั้นให้ไปขอน้ำอสุจิที่สยาม แล้วมีผู้หญิงอีก 6 คน รวมหนูเป็น guest คือเป็นแขกรับเชิญหนึ่งคนไปร่วมกิจกรรมด้วยกัน โดยที่เขาไม่ได้บอกรายละเอียดว่ามันคืออะไร บอกว่าถ่าย outdoor เฉยๆ แต่ไม่บอกว่าให้หนูจะต้องไปวิ่งขอน้ำอสุจิผู้ชาย




มันเป็นการเตี๊ยม การแสดงเอา ไม่ได้ทำจริงค่ะ แต่เราก็ค่อนข้างที่จะต้องยั่วยวน ไปยั่วยวนที่จะให้ผู้ชายสำเร็จความใคร่ เราจะต้องมี mood ที่ต้องสนุก และเวลาเทปมันออกมาหนูโดนเต็มๆ เลย

ถึงขนาดแบบว่ารายการเรียกไปออกเลย ถึงขั้นบอกว่าประเทศไทย ผู้หญิงทำแบบนี้แล้วเหรอ คือหนูโดนคนเดียวเลย หนูโดนหนักมาก

คนอื่นไม่ค่อยโดน คนอื่นไม่โดนเลย แล้วหนูไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เขาคิดงานอันนี้ ทำไมเขาไม่เรียกไปคุย แต่เป็นหนูที่คนรู้สึกว่าไม่โอเคกับหนูอยู่แล้ว ก็คือใส่หนูยับเลย ตอนนั้นสังคมค่อนข้างที่จะบูลลี่มากๆ ในเรื่องนี้ของหนู

อีกมุมหนึ่งคือ เห็นแก่เงินก็เลยไป ทำไมไม่ปฏิเสธเขาไปล่ะ คือหนูก็อยากอธิบาย หนูก็อยากปฏิเสธนะ แต่คือตอนนั้น ถ้าใครไม่ได้อยู่ ณ จุดนั้นของหนูจริงๆ เขาไม่เข้าใจหรอก”




จากเหตุการณ์ครั้งนั้น เป็นอีกหนึ่งบทเรียน ซึ่งด้วยรูปลักษณ์ที่มีรอยสัก รวมพฤติกรรมที่มองจากภายนอกในครั้งนั้น ทำให้เธอถูกสังคมตีตรามองเป็นผู้หญิงอย่างว่า

“หลังจากนั้นค่อนข้างจะสกรีนงานมากขึ้นค่ะ สกรีนงาน สกรีนคนว่าคนนี้เป็นใคร งานจะต้องทำอะไรบ้าง คือ จะต้องเรื่องเยอะนิดหนึ่ง ไม่ใช่ว่าแบบอะไรก็ได้ ต้องถามว่าทำอะไร ที่ไหน ต้องมีเวลายังไงบ้าง Port งานเป็นยังไงบ้าง หนูต้องทำอะไรบ้าง ให้มันเคลียร์ ให้มันชัดไปเลยค่ะ


ถามว่าสำหรับจิตใจ คือตอนนั้นแย่มาก รู้สึกว่าโดนเหมือนจมดินจริงๆ นะ คือ เหมือนเราคิดว่าทำไมวะ มันต้องโดนแค่เราคนเดียว เรามันร้าย เรามันขนาดนั้นเลยเหรอ ทำไมคนอื่นก็ทำนะ ทำไมไม่โดน ด้วยรอยสักเหรอ เราดูแรงเหรอ พอคลิปออกไปปุ๊บ ทุกคนก็แบบโจมตีเราเลย



หลังจากเหตุการณ์นั้น มันยังไม่ออกอาการนะคะ ว่าเราเป็นอะไรรึเปล่า มันแค่เบื่องานนี้ เบื่อสิ่งที่เราจะต้องถ่ายรูปลงโซเชียลฯ

เบื่อไม่มีความสุขในการอัปรูป ไม่มีความสุขในการถ่ายวิดีโอ เราไม่อยากทำงานนี้แล้ว เราก็คุยกับผู้จัดการ ว่าเราไม่อยากทำแล้ว ร้องไห้ไปด้วย จู่ๆ ก็ร้องไห้ ไม่อยากทำแล้ว มันอึดอัดว่ามันเหมือนจะต้องยิ่งไปสังคมที่ใส่หน้ากาก”

แน่นอนว่าสำหรับเหตุการณ์นี้เปรียบเสมือนฝันร้ายสำหรับเธอไปแล้ว เพราะเมื่อพูดถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ คำพูดที่แสดงออกถึงความน้อยใจ และหดหู่


“จะบอกว่าทำมันก็ยากนะ แต่มันเสียใจไปแล้ว แต่มันก็ต้องผ่านไปให้ได้ เราก็ต้องพยายามเรียนรู้ และพี่ที่ทำงานกับหนูเขาก็ขอโทษนะ ว่าวันนั้นที่เขาไม่ได้ไปด้วย ไม่ได้ดูแล ก็เลยทำอะไรแบบนี้ออกมา

สำหรับตัวหนู มันทำให้หนูมองโลกในแง่ร้ายไปเลย ทำไมคนเราใจร้ายจังเลย แบบตัดสินคนแค่นี้เหรอ ดูคนแค่นี้เหรอ หนูก็พยายามทำใจ เพราะว่าหนูค่อนข้างที่จะเป็นกระแสในเรื่องที่แบบว่าไม่ค่อยดีมากกว่า ในเรื่องที่ดี

เวลาหนูทำดีอะไร จะไม่มีเลยนะคะที่สื่อจะมาให้ความสนใจ เวลาที่เราทำอะไรที่นิดหน่อย เรื่องที่มันพอจะหยิบมาเป็นกระแสได้ คนเขาก็จะเอามาพูดกัน แต่ในเรื่องทางที่ดี คือเขาไม่ไง เรื่องที่แย่เขาจะหยิบหนูมา



เราบอกกับตัวเองว่า โอเค คือเราไม่สามารถทำให้คนบนโลกใบนี้มารักเราได้ มาชอบเราได้ มาเข้าใจเราได้ คือ ขนาดบางทีตัวเราเองยังไม่เข้าใจตัวเองเลยใช่ไหม เราต้องคิดแบบนี้ว่า เฮ้ย ไม่เป็นไร คือเดี๋ยวมันก็ผ่านไป


คือทุกคนมันต้องมีช่วงเวลา ที่เจอเรื่องร้ายๆ และมันต้องผ่านไปให้ได้ ช่วงนั้นอาจจะทรมานมากๆ ทรมานมากๆนะ นอนไม่หลับเลยนะ คิดว่าคนจะรักเราไหม จะรักเราเหมือนเดิมรึเปล่า เรามาคิดกันแบบนี้

จนเวลามันผ่านไป พอเราแคร์คนที่เราพยายามทำดีแค่ไหน กับคนที่เขาไม่ชอบเรา เขาก็ไม่ชอบเราอยู่ดีหนูคิดแบบนี้นะ

หนูก็เอาไปโฟกัสเอาคนที่ชอบเราดีกว่า ขนาดเราทำเรื่องแบบนี้ ทำไมเขายังอยู่ให้กำลังใจเราได้เลย เข้าใจนะ เป็นกำลังใจนะ สู้ๆ นะ ทำไมเราไม่ไปโฟกัสกลุ่มคนพวกนี้ มากกว่าสำหรับกลุ่มคนที่ไม่ชอบเรา ไม่ว่าเราจะทำดีแค่ไหน ถ้าเขาไม่ชอบเรา ยังไงเขาก็ไม่ชอบเรา”


ไม่รับลูกค้าสัก อายุต่ำกว่า 18 ปี!!


จากการสัก เพื่อเยียวยาใจ นำไปสู่การเป็นช่างสักสุดเซ็กซี่ที่สุด แต่ต้องบอกเลยว่าฝีไม้ลายมือของเธอนั้นไม่ธรรมดา เพราะหลังจากที่ผลงานของเธอถูกส่งต่อออกไปบนโลกโซเชียลฯ ก็ทำให้ใครก็ตามที่ได้เห็น ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ฝีมือดีและมีลายเส้นที่สวยคมไม่แพ้ผู้สักเลย


“สักเยอะขนาดนี้ เสียตังค์เยอะ สักเองดีกว่า หนูคิดอย่างนี้จริงๆ สักเองดีกว่า ไม่ต้องเสียตังค์สัก สักครั้งหนึ่งแพง ลายหนึ่งเดี๋ยวนี้เแล้วแต่ บางทีก็คิดเป็นชั่วโมง คิดเป็นลายก็มี คิดเป็นเปิดเข็มที่ 500-800 แต่ของหนูเปิดเข็มที่ 800 บาทแค่ลายมินิมอลนิดหนึ่งก็ 800 บาทแล้ว

หนูเอาของตัวเองเป็นหลักนะ หนูก็สักตัวเอง และ 3-4 รอย ก็เริ่มรับลูกค้า และมันก็ทำได้ ต้องขอบคุณลูกค้าคนนั้นด้วย แต่เราไม่ได้บอกเขานะคะว่าเขาเป็นลูกค้าคนแรกของเรา

เราก็ตื่นเต้นมาก เฮ้ย กูจะทำได้ปะวะ แล้วมันก็ทำได้ ถามว่าสวยไหม ก็สวยนะ ก็โอเค ก็ทำได้ ทำเสร็จแล้วเราก็ได้ความมั่นใจ ว่าเราก็ทำได้นี่ เราก็ไปต่อเรื่อยๆ เลย

เอาง่ายๆ ถ้าหนูจะสักเอง หนูก็ดูว่าตรงนี้เหมาะกับตำแหน่งไหน ตรงนี้เราสักได้ไหม ถ้ามันเหมาะและสักได้ เราก็สัก”


เมื่อพูดถึงเสน่ห์ของรอยสัก สำหรับช่างสักคนนี้ที่มีรอยสักประมาณ 80 ราย กลับมองว่าขึ้นอยู่ทัศนคติของแต่ละบุคคล อีกทั้งพร้อมทั้งยกตัวอย่างรอยสัก ที่คิดว่าเจ็บที่สุดให้ฟัง อย่างมีความสุข

“ตรงคอเจ็บ เหมือนโดนมีดกรีดเลย แต่บางคนจุดเจ็บไม่เหมือนกัน บางคนมาตรงนี้ทำไมชิลจัง ผู้หญิงความทนมากกว่าผู้ชายในการสัก มาทีร้านหนูสักเสร็จเกือบทุกคน แต่ผู้ชายจะขอมาสักต่อได้ไหม


ไม่ได้ดูถูกผู้ชาย แต่ส่วนมากความอดทนหนูว่าผู้หญิงเขาค่อนข้างที่มีความรักสวยรักงาม อยากจะสักให้เสร็จๆ ไปเลย จะมีความอดทนมากกว่าผู้ชาย

ลายบาร์โค้ด เป็นช่วงที่เราดูงานต่างประเทศเยอะ มันสแกนได้จริงๆ ถ้าเราทำเสร็จหมดทุกจุด แล้วตรงผิวเรียบๆ มันสามารถสแกนเข้าถึงบาร์โค้ชอันนั้นได้จริงๆ

แต่ของหนูบาร์โค้ดเป็น link ของ youtube เพลงของหนูเอง แต่มันไม่เสร็จ มันเมื่อยและมันก็เจ็บมาก และหนูเลือกให้มันใหญ่อะไรขนาดนี้ คือเรายอม สแกนไม่ได้ก็ไม่เป็นไร พอแล้ว (รู้สึกเจ็บ)

มันเสร็จ แต่ไม่ครบทุกจุด มันก็เลยสแกนไม่ติด จุดสี่เหลี่ยมตรงนี้ ขาดหายไปช่องโหว่มันก็ไม่ติดแล้ว ถ้ามันไม่ครบมันก็ไม่ติดแล้วค่ะ”


ในระยะ 5 ปี ที่เธออยู่วงการน้ำหมึกแห่งนี้ ทุกวันนี้จะเห็นได้ว่าช่างสักมักจะเป็นช่างสักผู้ชายเสียส่วนใหญ่ แต่สำหรับช่างภัสแล้ว การเป็นช่างสักผู้หญิงไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกว่าเสียเปรียบกว่าแม้แต่อย่างใด ด้วยการผ่านประสบการณ์ต่างๆ อย่างโชกโชน ทำให้เธอตั้งข้อจำกัดไว้ว่า จะไม่รับเด็กที่ต่ำกว่า 18 ปี และต้องผ่านการคุยกับเธอก่อน

“หนูจะเป็นคนที่ไม่ค่อยใช้เหตุผลเท่าไหร่ ค่อนข้างจะใช้ความรู้สึก คนนี้รู้สึกคุยแล้วไม่อยากรับ บางทีถ้ารับมาแล้วรู้สึกไม่พอใจเขา

มันมีนะที่แบบว่าเอาสไตล์ช่างเลยครับ ผมอยากได้เป็นลายเซ็นของช่าง ก็พอเข้าใจได้ แต่ถ้าเยอะ ต่อราคา ก็บอกเลยว่าเราตั้งราคาไว้อย่างนี้ ถ้ามันเป็นโปร อันนี้คือลดแล้ว ยังจะต่ออีกเหรอคะ ก็จะไม่รับ

ภัสไม่รับเด็ก หนูอยากจะให้บรรลุนิติภาวะก่อน เราก็สอนน้องๆ ว่าอย่าเพิ่งสักเลย เรียนอยู่ หนูให้เด็ก 18 ถ้าเลย 18 มาหนูก็รับแล้ว แต่ส่วนมากจะมีเด็กที่ต่ำกว่า 18 มีรอยสักมาแล้ว ถ้ามีรอยสักอันนั้นหนูยอมรับ ว่าหนูรับเขา เพราะเขาสักอยู่แล้ว เราก็พูดคุยกันหลังไมค์ว่า เราทำงานอะไรล่ะ เราก็พูดคุยกันกับน้อง”


นอกจากนี้ เธอยังได้ฝากคำแนะนำไปถึงผู้ที่สนใจอยากจะมาเป็นสักเช่นเดียวกัน ว่าอย่ามองเป็นเพียงแค่แฟชั่น ควรมีใจรัก เพราะ รอยสักนี้จะติดตัวเราไปจนวันตาย

“หนูว่าพูดไปก็เท่านั้น เพราะว่ามันก็เหมือนๆ เดิม การสักเดี๋ยวนี้เขาเรียกว่าเปิดมากขึ้นนะคะ เพราะว่ามันก็ มีทั้งสักสวยงาม สักยันต์ สักอะไรแบบนี้ มันก็มากขึ้นกว่าเมื่อก่อนนี้ เมื่อก่อนนี้ คือจะค่อนข้างจะ…สักอะไรแบบนี้ แต่เดี๋ยวนี้ค่อนข้างจะแฟชั่นมากขึ้น

แต่ถ้าจะให้หนูบอกคนมาเข้าใจ คนที่สัก มันก็ไม่ใช่ เพราะว่าเราจะต้องเข้าใจตัวเองก่อนนะว่า เราสักมานะ เราจะต้องโดนอะไรบ้าง เราจะต้องรู้ตัวเองอยู่แล้ว ถ้าคุณสักมา คุณจะต้องเจอคนมองแบบนี้นะ สายตาจะต้องมีแบบนี้นะ คุณต้องรับมันให้ได้ คุณจะต้องอยู่กับมันให้ได้ ถ้าคุณรักมันจริง หรือว่าอะไรจริง คุณจะต้องยอมเข้าใจ

มันเกี่ยวกันทั้งหมดเลย เรื่องงาน เรื่องสายตา เรื่องครอบครัว เรื่องทุกๆ อย่างเลย มันไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามภายนอก คือ มันเกี่ยวกับคุณพ่อ คุณแม่ด้วย ญาติพี่น้องด้วยว่าเขาโอเครึเปล่า สายตาคนข้างนอก คุณรับได้ไหม ไม่ใช่ว่าสักมาแล้วคนข้างนอกมองไม่ดี แล้วเราแบบเฮ้ยทำไมคนมามองเราแย่จังเลย



เรามีรอยสักแล้วไม่ดีตรงไหน เรามานั่งคิดแบบนี้มันไม่ได้ไง ให้คนมาเข้าใจเราไม่ได้ เราต้องทำความเข้าใจด้วยว่าเราสักมาแล้ว เราจะต้องเจออะไรบ้าง

คอมเมนต์มันค่อนข้างที่จะเยอะ มันนับไม่ถ้วนเลย แรงสุดคือ เขาใช้คำพูดว่าขนาดพ่อแม่ ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมแล้วมาสักตัวเยอะขนาดนี้ ใช้คำพูดนี้เหมือนกะหรี่ คิดว่ามันเท่เหรอ มันไม่ได้เท่เลยนะ ดูสกปรกมากกว่าค่ะ”


แน่นอนว่างานของภัสจะตามมาด้วยคำวิจารณ์ลบๆ มองเป็นการถ่ายนู้ด การขายเรือนร่างให้คนมาติชม สำหรับผู้หญิงแกร่งคนนี้แล้ว ทิ้งท้ายให้ฟังว่ามันเป็นงานศิลปะหนึ่งที่ทำให้เธอมีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว และเธอเองก็เลือกที่จะไม่สนใจคำติเหล่านั้น

“สำหรับคนที่อยู่กับภัสมาตลอด ตั้งแต่ช่วงแรกๆ จนถึง ณ วันนี้ ไม่ว่าภัสจะเจอเหตุการณ์เรื่องร้ายๆ เหตุการณ์ที่ภัสเจอภายนอก ทั้งข่าวที่แย่ๆ ด้านลบ แต่ทุกคนก็ยังคอยให้กำลังใจภัสอยู่ ภัสก็ต้องขอขอบคุณมากๆ ถ้าไม่มีคนพวกนี้ มันก็อยู่ยากจริงๆ คนกลุ่มนี้ก็เป็นกำลังใจให้ภัส

บางทีภัสอ่านข้อความเขา ก็รู้สึกว่ายังมีคนเข้าใจเราอยู่ เราก็อย่าไปโฟกัสคนที่เขาว่าเราอย่างเดียว ภัสก็ต้องขอขอบคุณมากๆ นะคะ คนที่เข้าใจ แต่ภัสไม่ได้อยากทุกคน หรือคนอื่นมารักภัสนะ คนที่ดูอยู่ถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไร”










“รอยสัก” ไม่ได้สะท้อนการทำงาน!!




“ที่ทำงานเขาบอกว่าคุณมีรอยสักคุณทำได้ไหม ถ้าคุณทำได้ก็ทำ ก็โอเค เขาไม่ได้ดูเรื่องภายนอกค่ะ คือ อยู่ดูแลเขา และทำงานให้ได้ก็พอแล้ว แค่นั้น หนูก็เลยได้ทำ

มีคนชมว่าก็เลอะเทอะอย่างนี้ มันมีทั้งชม และชอบเปรียบเทียบว่าชอบแบบนั้นมากกว่า ฉันชอบเก่าๆ มากกว่า มันแค่นิดเดียวก็พอ สวย

แต่หนูมองว่า ถ้าเราชอบรอยสักไปแล้ว มันไม่มีคำว่าเลอะเทอะ ถ้าเราชอบศิลปะ ถ้าถามว่ามีทริกไหม คุณจะสักเพื่อความสวยงาม หรือสักเพื่อความชอบ สักเพื่อสื่อความหมาย อยากจะจารึกไว้ มันมีความหมาย เราก็สามารถเลือกตำแหน่งได้เหมือนกัน

แต่ถ้าสักแบบภัส มันก็มีความหมายสำหรับทางใจ ทุกรอยสักถ้าถามว่าชอบรอยไหนที่สุด ณ ตอนนี้หนูไม่มีนะ หนูรักทุกอัน หนูรักรอยสักทุกลายของหนูบนร่างกาย

ภัสจะไม่ไปบอกว่า ทำไมสักตรงนั้นมันเลอะมากเลยนะเธอ ตรงนี้มันเยอะเกินไปแล้วนะ เราจะไม่ตัดสินกัน คือ มันแล้วแต่ คนเรามันชอบไม่เหมือนกัน ฉันจะแปะตรงไหนก็เรื่องของฉันปะ”


โลกความจริง มันโหดร้าย!!



"ตอน ม.3 แม่เขาไม่ได้ให้เงิน เพราะไม่ค่อยมี ก็เริ่มดิ้นรนทำงานด้วย เรียนด้วย พอขึ้นปี 1 เริ่มหาเงินได้ ภัสลำบากตั้งแต่เด็ก โดนอยู่กับปู่กับย่า เขาก็สอนให้เรามองโลกในแง่บวกนะ แต่เราเจออะไรแต่แง่ลบๆ บางทีมันก็เจ็บเหมือนกันนะ

ภัสอยู่กับคุณปู่คุณย่ารู้สึกไม่มีพิษไม่มีภัย แต่พอมาอยู่ในสังคมจริงๆ ทำไมมันค่อนข้างที่จะร้ายขึ้นทุกวัน จิตใจคนเรา ไม่ว่าด้านคำพูด หรือการกระทำสมัยนี้ มันรุนแรงมากๆ เลย แต่ภัสก็ต้องขอบคุณชีวิต ที่เคยลำบากมาก่อน มันทำให้ภัสอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้"











View this post on Instagram





A post shared by LIVE Style (@livestyle.official) on


สัมภาษณ์: ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง: ภูริฉัตร ปริยเมธานัยน์
คลิป: อิสสริยา อาชวานันทกุล
ภาพเคลื่อนไหว: ภูริฉัตร ปริยเมธานัยน์, อิสสริยา อาชวานันทกุล
ภาพ: พลภัทร วรรณดี
ขอบคุณภาพ: อินสตาแกรม @napassploy_tattoo, เฟซบุ๊ก “Phat Little Devil”
ขอบคุณสถานที่: ร้าน “Cafe'de Fang” (บางบอน3)


** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **





กำลังโหลดความคิดเห็น...