xs
xsm
sm
md
lg

“ไม่ได้ทำดี เพื่อลบอดีต” เปลือยชีวิต “แน๊ต-เกศริน” ในวันที่โตขึ้นจากความผิดพลาด [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“เซ็กซี่สตาร์” “นักร้อง” “อดีตนางเอกเอวี” “นักออกกำลังกาย” เป็นทุกอย่างให้สังคมแล้ว! เปิดชีวิต “แน๊ต-เกศริน” ในวันที่ความผิดพลาดในอดีต กลายเป็น “ครู” เคยซึมเศร้า จนฆ่าตัวตาย ล่าสุด ผันตัวเป็นนักร้อง แต่ก็ไม่วายเจอดราม่า ร้อง-เล่น-เต้น สยิวเกินงาม! พร้อมเปิดมุมความรัก คบได้ทุกเพศ เซ็กซ์ต้องแซ่บถึงได้ไปต่อ!?


“ชุดหวิว-เสียงเซ็กซี่” ฉีกทุกกฎของการออกกำลังกาย!

“ต้องบอกเลยว่าแน๊ตมีความกล้ามั้งคะ แน๊ตรู้สึกว่าการออกกำลังกายบ่อยๆ เป็นอะไรที่น่าเบื่อ ถ้าไม่มีอะไรตื่นเต้น คนเราก็จะเริ่มเบื่อ กับการออกกำลังกายที่ต้องใส่ชุดเดิมๆ แน๊ตก็เลยเปลี่ยนตัวเอง จริงๆ การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเรียบร้อยก็ได้นี่”

ด้วยดีกรีที่เป็นถึง “เซ็กซี่สตาร์” ตัวแม่ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้เธอออกกำลังกายด้วยชุดเรียบๆ แสนธรรมดา “แน๊ต - เกศริน ชัยเฉลิมพล” เปิดใจเล่าถึงอีกมุมของชีวิตผ่านบทบาทการเป็นสาวรักสุขภาพ สวมชุดออกกำลังกายที่ทำให้หนุ่มเล็กหนุ่มใหญ่ใจละลาย และต้องเหลียวมองทันทีที่เธอก้าวเข้ามาในฟิตเนส

“แน๊ตจะบอกว่าไม่ใช่ผู้หญิงที่เพอร์เฟ็กต์ตลอดเวลาก็จะมีช่วงที่เราปล่อยตัวบ้าง เราทำงาน เราเหนื่อย ไม่ได้อยากจะไปจำกัดว่าวันนี้ต้องทำอย่างนี้ให้ได้ตลอด พอมันไม่ได้ออกกำลังกาย จะรู้ตัวเลยว่าร่างกายของเราไม่เฟรช รู้สึกหายใจไม่สะดวก ทำอะไรก็เหนื่อยง่าย ก็จะพาตัวเองไปออกกำลังกาย

เพียงแต่ทำยังไงให้ตัวเองรู้สึกเซ็กซี่และออกกำลังกายได้ด้วย ทำให้ทุกคนเห็นในกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ที่ได้ออกกำลังกาย เวลาใส่เสื้อผ้าแบบไม่กระชับ เราไม่รู้ว่ากล้ามเนื้อส่วนไหนที่ทำงาน เราเห็นไม่ชัด แต่พอเราใส่อะไรที่กระชับ แล้วเราเล่นส่วนไหนจะเห็นการทำงานของกล้ามเนื้อแต่ละมัดๆ ว่ามันทำงานได้จริงหรือเปล่า

ตอนนี้ถึงไม่ได้ออกกำลังกายหนักเท่าเมื่อก่อนก็ยังมีซิกซ์แพกเป็นร่อง 11 อยู่ค่ะ แน๊ตไม่ได้เป็นผู้หญิงที่เน้นซิกซ์แพกมาก เพราะต้องบอกว่าอาชีพของแน๊ต ผู้ชายไม่ชอบ เขาจะไม่ชอบผู้หญิงที่แห้งเกิน หรือดูแข็งแรงกว่าเขา เขาจะยังชอบผู้หญิงที่มีเนื้อ มีหนัง แต่ยังมีความสตรองโดยที่ไม่ต้องเห็นเป็นซิกซ์แพก”




หากใครได้ติดตามอินสตาแกรมส่วนตัวของเธอ คงได้เห็นแล้วว่าคลิปออกกำลังกายแต่ละคลิปที่เธอโพสต์ลงโซเชียลฯ ยังคงคอนเซ็ปต์ความเซ็กซี่ได้อย่างแน่นอนเสียจริง อีกทั้งยังมีจุดเด่นในเรื่องของ “เสียงประกอบ” ในแต่ละท่วงท่าที่เคลื่อนไหวร่างกายอีกด้วย

“เพราะใช้แรงจริงๆ แน๊ตเชื่อว่าคนที่ออกกำลังกายจริงๆ ทุกคนลองไปดูไม่มีใครไม่มีเสียง เพราะมันคือพละกำลังในเฮือกสุดท้ายที่บางทีเราใช้แรงมากๆ มันจะต้องมี แล้วถ้าไปดูนักเพาะกายในยิม ไม่มีใครเงียบนะคะ เสียงดังมาก

แต่ด้วยความที่เราเป็นผู้หญิงจะไปทำเสียงเหมือนผู้ชายก็ไม่ได้ใช่ไหมคะ เราก็ต้องให้มันเซ็กซี่นิดหนึ่ง (หัวเราะ) ต้องไปดูคลิปค่ะ คนจะบอกว่าทำไมเสียงแบบนี้ มันเป็นจังหวะของเสียงและการเล่นของท่าก็อาจจะเป็นส่วนประกอบทำให้คนคิดไปเยอะ

ถ้าสมมติแน๊ตออกกำลังกายแล้วเสียงเป็นผู้ชายใครจะเข้ามาดูคะ แน๊ตว่าเวลาแฟนคลับดูก็มีอรรถรส เราเองก็แฮปปี้ ส่วนหนึ่งที่เรายังมีวินัยต้องขอบคุณแฟนคลับนะคะ ถ้าไม่มีคนเข้ามาติดตาม แน๊ตก็จะท้อ รู้สึกไม่ตื่นเต้น ไม่มีอะไรให้แฟนคลับติดตาม

อย่างน้อยแน๊ตรู้สึกว่านี่คือส่วนหนึ่งที่ทำให้หลายๆ คนอยากออกกำลังกาย ถึงแม้ว่าจะบอกว่าไม่มีเวลาก็ตาม เรารู้สึกว่าการออกกำลังกายของเราไม่ใช่อยู่แค่กลุ่มเฉพาะจำพวกแฟนคลับ แต่ฟิตเนสต่างๆ ที่เขาเปิดยิม เขาเอาภาพของเราไปแชร์ แสดงว่าเราก็เป็นส่วนหนึ่งในฐานะเซ็กซี่สตาร์ที่ดูแลตัวเอง”

เหมือนว่าบทบาทการเป็นสาวรักสุขภาพของเธอยังเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง ท่ามกลางความร้อนแรงที่ดับไม่ลง นึกสงสัยว่าหากเธอผันตัวมาเป็นเทรนเนอร์ คงมีลูกค้าต่อคิวเป็นสมาชิกกันแน่นฟิตเนส ขณะที่เธอเองกลับมองว่าการเป็นเทรนเนอร์ไม่ใช่ใครก็เป็นได้


“ถามว่าอยากเป็นเทรนเนอร์ไหม แน๊ตสอนผู้ชายไม่ได้ กลัวจะไม่ได้สอน แน๊ตกลัวผู้ชายเสียสมาธิค่ะ (หัวเราะ) แน๊ตเองก็ไม่ถึงขนาดนั้น ถ้าเราไปเปิดแข่งกับเขา เราก็ไม่ได้โตไปกว่าเขา เพราะตอนนี้การตลาดแข็งมากพอๆ กับร้านกาแฟ เราไปแข่งกับเขาแน๊ตคิดว่ามันไม่เกิดประโยชน์

เราไม่ได้มีความคิดที่อยากจะไปสอนใครขนาดนั้นด้วย ไม่ได้มีความอดทนที่จะดูแลใครมากขนาดนั้น ต้องบอกว่าการเป็นเทรนเนอร์ต้องมีความอดทน ลูกเทรนบางคนไม่ได้มีความอดทนอย่างเรา เล่นท่า สองท่าก็พักไปกดโทรศัพท์ เราจะไปว่าลูกเทรนก็ไม่ได้

อีกอย่างการเป็นเทรนเนอร์ต้องมีใบรับรอง ต้องเรียนบุคลิกภาพ ต้องเรียนหลายๆ อย่าง แน๊ตต้องบอกว่าเทรนเนอร์ในเมืองไทยหลายๆ ที่ไม่มีใบรับรอง สวย หล่อ เล่นเป็นก็ไปสอนได้แล้ว ซึ่งถ้าไม่มีใบรับรอง ลูกค้าเองก็เสี่ยงที่จะบาดเจ็บ หรือร้ายแรงถึงขั้นผ่าตัดเลยก็ว่าได้”

“ช่วยคน มอบทุนเด็ก” อยากล้างภาพ(ลบ)ในอดีต!?

“ที่ทำไม่ได้หวังผลเลยนะคะว่าจะให้ใครหันมามองเราในแง่บวก ไม่อยากมานั่งป่าวประกาศว่า “ทำไมไม่มองภาพดีๆ ของฉันบ้าง” เราไม่สามารถไปบอกทุกคนให้หันมามองเราในมุมที่อยากให้มองได้ เพียงแต่ว่า “ความดี” ของเรา สักวันมันจะไปถึงคนคนนั้นเอง”

ด้วยความที่ชีวิตที่ผ่านมาอาจไม่ได้สวยหรู บวกกับช่วงหลังมานี้พื้นที่สื่อในโซเชียลฯ ก็ได้มีการนำเสนอเรื่องราวการช่วยเหลือสังคมของเธออยู่บ่อยครั้ง จนเป็นที่มาของคำถามว่า “นี่คือการสร้างภาพ” เพื่อลบล้างภาพจำที่ไม่ดีในอดีตหรือเปล่า

“ไม่นะคะ ส่วนใหญ่คนจะเห็นว่าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น ทุกครั้งเราจะบอกว่าเงินไม่ใช่ของแน๊ตเองนะ มันเป็นเงินที่มาจากการทำงาน การที่แน๊ตมีงานก็เพราะว่าทุกคนยังติดตามแน๊ตอยู่ ถึงมีงาน เงินนี้ก็เหมือนเป็นเงินของทุกคนที่ร่วมกันทำบุญ


โดยที่ไม่ใช่ปัจจัยที่เรี่ยไรมาให้เรา แต่ว่าถ้าคุณไม่มาติดตามแน๊ตจะไม่มีเงินตรงนี้เลย แน๊ตจะแบ่งว่าเคสไหนควรจะช่วยหรือไม่ช่วย อย่างแน๊ตช่วยหมาแมวที่วัดเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว นี่ก็เข้าปีที่ 4 แล้วที่วัดป่า จ.ร้อยเอ็ด ด้วยการซื้ออาหารหมาแมว เดือนหนึ่งจ่ายประมาณ 5,000-7,000 บาท

แนท และน้องกิจ


โดยที่นานๆ จะมาบอกทางแฟนคลับให้อนุโมทนา จริงๆ เราทำมานานแล้ว ทำทุกเดือน นอกจากให้อาหารหมาแมว จะมีที่พี่โจอี้ทำเกี่ยวกับช่วยน้ำท่วม เราก็อยากจะช่วยด้วย ก่อนหน้านี้ก็ช่วยไปทางพี่บิณฑ์แล้ว เราก็อยากร่วมบุญกับพี่โจอี้อีกแรง

แน๊ตทำบุญแต่ละครั้งไม่ใช่ว่ามีตังค์แล้วทำบุญ หรือไปเรี่ยไรเงินจากใคร แน๊ตเป็นคนที่เวลาทำบุญจะเกรงใจคน ไม่ชอบขอเงินใคร หรือให้ใครเอาเงินมาให้เรา เราจะใช้เงินของเราเอง จากการทำงานแต่ละงาน เราจะหักแบ่ง 10% 20% ของเงินที่ได้มา เพื่อที่จะช่วยแต่ละเคส”

ขณะที่เคสล่าสุด คือ “น้องกิจ โตเกียว” เด็กชายยอดกตัญญูวัย 14 ปี ที่ใช้เวลาหลังเลิกเรียนช่วยที่บ้านขายขนมโตเกียว จนเป็นข่าวโด่งดังในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเธอเองก็ได้มอบทุนการศึกษา และของขวัญเป็นกำลังใจให้แก่ความขยันของน้องกิจด้วยเช่นกัน

“ด้วยตัวตนของแน๊ตเป็นคนรักเด็กมาก ชอบเด็กมาก เราจะรู้สึกว่าเด็กๆ พวกนี้ขยันแต่ขาดโอกาส เหมือนแน๊ตสมัยเด็กๆ มีความขยันแต่ขาดโอกาส ไม่ใช่เกี่ยวกับครอบครัวนะคะ พ่ออาจจะเสีย คุณแม่อาจจะไม่ได้อยู่กับเรา แต่เรารู้สึกว่าเรามีความขยัน

แต่เราไม่มีโอกาสที่จะได้รับสิ่งเหล่านี้มา พอเราอยู่กับญาติ เราต้องทำงานหาเงินเอง อย่างเด็กเหล่านี้ที่แน๊ตช่วย เขามีความขยัน แม้พ่อแม่อาจจะอยู่ครบ แต่เขาขาดโอกาส พ่อแม่เขาทำงาน ฐานะไม่ร่ำรวย หาเช้ากินค่ำ เรามีโอกาสตรงนี้ก็อยากทำให้น้องๆ ได้มีโอกาสไปต่อยอด ในเรื่องการศึกษา

อย่างน้องกิจเราดูข่าวของเขา เป็นเคสที่น่าสนใจ บวกกับจู่ๆ ก็มีเงินเข้าบัญชีเรามาโดยที่เราไม่รู้ใครโอนเข้ามา แน๊ตก็เลยปรึกษากับผู้ใหญ่ว่า เงินตรงนี้ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร

เขาบอกให้เอาไปทำบุญแล้วใส่ใบอนุโมทนา แต่ด้วยความที่เอาไปทำบุญกับวัด เราก็ทำเป็นประจำอยู่แล้ว แน๊ตเลยอยากช่วยเรื่องการศึกษากับเด็กๆ”


“เรื่องเซ็กซ์ทอย กฎหมายไทยกลับมองว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่แน๊ตมองว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงถูกปลดปล่อย โดยที่ไม่ต้องออกไปหาผู้ชายนอกบ้าน มันคือการที่ผู้หญิงได้มีความสุขในสิ่งที่อยากมี โดยไม่ต้องพึ่งผู้ชาย”


บทสนทนาเริ่มร้อนแรงขึ้นทันทีที่เปิดประเด็นด้วยคำถามที่หลายคนสงสัยว่า ตอนนี้เธอมีใครในใจอยู่หรือเปล่า หลังจากมีข่าวว่าเลิกรากับคนรักเก่าไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทว่า แม้ตอนนี้สถานะคือ “ยังโสด” แต่เธอกลับมองว่าตัวเองสามารถเติมเต็ม “ความสุข” ได้ชนิดที่ไม่ต่างกับตอนมีแฟน

“ตอนนี้โสด เรื่องการช่วยตัวเอง แน๊ตถือว่าเป็นเรื่องปกติ เราไม่ต้องเสียเงินนอกบ้าน ไม่ต้องเอาเงินไปซื้อผู้ชายกิน แน๊ตว่าการช่วยตัวเองมันคือทางออกที่ดีที่สุดของเรา ต่อให้มีแฟนหรือไม่มีแฟน เราก็มีความสุขเหมือนกัน

มีคนบอกว่าถ้ามีอารมณ์ก็ไปซื้อผู้ชายกินสิ 3,000-5,000 บาท สบายๆ แต่ทำไมต้องเอาเงินไปจ่ายให้เขา แน๊ตเอาเงินไปให้หมาแมวดีกว่าไหม ไม่จำเป็นต้องไปจ่ายตังค์ ทุกวันนี้แน๊ตก็ให้ความสุขตัวเอง แน๊ตถึงบอกว่ามีแฟนหรือไม่มีแฟนไม่ต่างกัน

แน๊ตว่าอย่างเรื่องเซ็กซ์ทอย กฎหมายไทยกลับมองว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เวลาจะสั่งซื้อเซ็กซ์ทอยก็ต้องแอบ ทำไมไม่เปิดรับ เวลาผู้หญิงไปเที่ยวผู้ชายกลายเป็นเรื่องไม่ดี แต่ผู้ชายไปเที่ยวผู้หญิงเป็นเรื่องปกติ คุณกำลังปิดโอกาสทางสังคมให้กับผู้หญิง คุณก็ต้องเปิดอีกสังคมให้กับผู้หญิงด้วยนะ

การมีเซ็กซ์ทอยไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดนะ แน๊ตว่า อย่างแน๊ตไม่รู้จักเซ็กซ์ทอย แน๊ตใช้ไม่เป็น แต่แน๊ตก็มีวิธีในแบบที่แน๊ตใช้ แน๊ตถึงบอกว่าแต่ละคนหาทางออกไม่เหมือนกัน แน๊ตก็หาทางออกด้วยวิธีที่ไม่ต้องไปพึ่งผู้ชายนอกบ้านได้ จะมีผู้ชาย หรือไม่มีก็มีความสุขเหมือนกัน




เพราะสุดท้ายแล้ว มันก็คือจุดสุดยอดเหมือนกัน ผู้ชายมีส่วนแค่เข้ามาปรนเปรอความใคร่ บำบัดชีวิตแค่นั้นเอง สุดท้ายถ้าเรารู้สึกว่ามันแค่ชั่วครั้งชั่วคราว เราจะไปเสี่ยงทำไม เราก็สู้อยู่กับสิ่งที่เรามีดีกว่า”


พอลองถามถึงสเปกผู้ชายที่ชอบว่าต้องหน้าหล่อ หุ่นดี หรือสายเปย์ กระทั่งลีลาบนเตียงต้องจัดจ้านด้วยหรือเปล่า เธอยอมรับว่าเรื่องบนเตียงก็มีส่วน แต่สำคัญกว่าคือนิสัยและไลฟ์สไตล์ที่ต้องเข้ากันได้

“จริงๆ แน๊ตไม่มีสเปกค่ะ (ต้องเป็นคน) เซ็กซ์จัดนี่ก็ไม่นะ ไม่อยู่ในเงื่อนไข แต่ถ้าเซ็กซ์ไม่จัด แน๊ตก็ไม่เอา (หัวเราะ) แน๊ตเป็นคนไม่มีสเปก แต่จะดูคนที่นิสัยเข้ากับเราได้ แน๊ตไม่ขี้เหนียว อะไรจ่ายก็จ่าย แน๊ตต้องการผู้ชายที่สไตล์เดียวกับเรา แต่ไม่ใช่เป็นคนที่ไปทั่ว

เราจะไม่ชอบผู้ชายโกหก เราอยู่ด้วยไม่ได้ ถ้าโกหกเมื่อไหร่ ออกไปจากชีวิตเลยนะ ขอให้รักครอบครัว ถ้าไม่รักครอบครัว เวลาเราป่วยก็จะมองแล้วว่าอนาคตถ้าเราเป็นอะไร จะดูแลเราไหม จะทิ้งเราไหม

ส่วนใหญ่ผู้ชายที่เข้ามาจะตี๋ๆ ขาวๆ แต่ไม่ได้สนใจรูปร่างค่ะ ไม่ได้ฟิกซ์ว่าจะต้องมีกล้ามปู ส่วนเรื่องความเข้ากันบนเตียง ขอแซ่บหน่อยก็ดีค่ะ นอนอย่างเดียว แน๊ตก็จะนอนแข่งค่ะ แน๊ตไม่ชอบคนนอนอย่างเดียวค่ะ ถ้านอนอย่างเดียว แน๊ตก็จะนอนเป็นเพื่อน แน๊ตก็จะมีเลเวลของแน๊ต แน๊ตก็จะเป็นคนเซ็กซ์จัดในเวลาหนึ่ง

แต่ก็ยอมรับว่าผู้ชายก็คาดหวังว่าเราต้องเจนจัด แต่ไม่ค่ะ คุณมายังไง เราก็ไปอย่างนั้นให้ ถ้ามา 2 เราก็ไป 2 ถ้ามา 10 ก็ให้ไป 10 ค่ะ เวลาแน๊ตเมาจะเซ็กซ์จัดมาก ฉะนั้น ผู้ชายจะชอบให้ดื่ม (หัวเราะ)”

นอกเหนือไปจากเรื่องสเปกผู้ชาย เธอยังมีมุมมองความรักที่ค่อนข้างเปิดกว้าง ซึ่งที่ผ่านมาก็ยอมรับว่าเคยคบผู้หญิงด้วยเหมือนกัน เพียงแต่ความแตกต่างกันของช่วงวัยทำให้ต้องยุติความสัมพันธ์ในที่สุด

“เคยมีแฟนเป็นทอมค่ะ ตอนอายุ 19 รู้สึกว่าการมีแฟนเป็นทอมก็ดีอย่าง แต่ถ้ามีแฟนเป็นทอมแล้วนิสัยผู้ชายมากก็มีแฟนเป็นผู้ชายดีกว่าค่ะ เคยมีกิ๊กเป็นผู้หญิงด้วย เป็นเลสเบี้ยนเลย แต่ด้วยความที่เขายังเด็ก มีความจุกจิก มีความเอาแต่ใจ เราก็เลยถอยดีกว่า มาเป็นพี่น้องดีกว่า

จริงๆ แน๊ตไม่ได้จำกัดเพศ ทุกวันนี้ยังบอก อยากมีแฟนเป็นผู้หญิงเลย แต่ผู้หญิงต้องยอมรับว่ายังมีความอิจฉาริษยา ถ้าเขาไม่ได้รักเราจริง แต่ถ้ามีแฟนเป็นทอม เขาก็ยังดูแลเราได้ ทอมก็ไม่ได้ต้องการความเด่น ความดังแล้ว เขาต้องการผู้หญิงที่อยู่ด้วยกัน ดูแลกันแบบนั้นมากกว่า

อยู่กับผู้หญิงจะมีความอ่อนโยน มีความเข้าใจซึ่งกันและกันได้ มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์แล้ว มันเกี่ยวกับว่าอยู่กับใครแล้วรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย อยู่ด้วยแล้วมีความสุข เรื่องความรักแน๊ตเลยเปิดกว้าง”


“เราห้ามไม่ให้เขามาบูลลี่เราไม่ได้ แต่เราควบคุมสภาวะจิตใจเราได้ ต้องหาทางออกในที่นี้ไม่ใช่ทางออกในมุมแคบๆ แน๊ตเข้าใจว่าช่วงนั้นจะมืดแปดด้าน หรือคิดว่าฉันใช้ชีวิตมาพอแล้ว ไม่อยากอยู่แล้ว แต่อย่าลืมว่าถ้ามองมุมกลับกัน คนที่อยากอยู่ เขาไม่มีโอกาสได้อยู่เลย เรามีโอกาส ทำไมไม่ใช้ตรงนี้มาสร้างประโยชน์”


ลองจินตนาการตามว่าชีวิตที่ผ่านมาเธอเจออะไรมาบ้าง ทั้งด้านที่สุขสว่างและมืดมนอย่างที่สุด เพียงเท่านี้เราก็พอเข้าใจว่าแต่ละด่านของชีวิตกว่าจะผ่านมาได้ คงยากลำบากและเจ็บปวดสาหัสอยู่พอตัว

“บางทีแน๊ตนอนร้องไห้ ทำงานกลับดึก แน๊ตทำงานตั้งแต่เด็กแล้วรู้สึกว่าแน๊ตเหนื่อย ทำไมแน๊ตไม่สบายสักที แต่ก็มองมุมกลับกันว่าไม่มีใครที่จะสบายโดยที่ไม่ลำบาก ขนาดคนที่อายุ 70 ยังต้องทำงานเลย

อย่างพอเจอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ จ.โคราช คนที่เขาอยากอยู่ เขาไม่มีโอกาสได้ร้องขอชีวิตว่าอยากอยู่ แต่คนที่อยู่อย่างเรา ทำไมรู้สึกเหนื่อย ทำไมไม่อยากที่จะสู้ต่อ ทั้งที่มีโอกาสโดยที่ไม่ต้องร้องขอชีวิตจากใคร เราคิดแล้วก็ฮึดสู้ขึ้นมา

แน๊ตว่าส่วนหนึ่งที่อยู่ในวงการนี้ได้ โดยที่ไม่เคยสร้างดราม่าว่าอยู่ไม่ไหว จะฆ่าตัวตาย ทนกับกระแสดราม่าไม่ได้ คือ การที่แน๊ตอยู่บ้านจะฝึกสมาธิตลอด สมาธิไม่ได้สอนให้เราบรรลุธรรม แต่สมาธิคือการเติมพลังจิต เพื่อให้เรามีจิตใจที่เข้มแข็ง”

คงต้องยอมรับว่าในสภาวะความกดดันตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเธอ อาจมีผลต่อเรื่องสภาพจิตใจ กระทั่งการเกิดภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นอย่างหนักหนาถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วหลายครั้ง ก่อนที่เธอจะค้นพบทางออกที่ดีที่สุดสำหรับใจ คือ การใช้ธรรมะเข้าช่วย




“จุดที่ทุกอย่างมันมารวมกันหมด ทำงานตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ไม่อยู่ด้วย ทำงานเหนื่อยมากจนอยากพัก แต่พักไม่ได้ กระทั่งเราต้องดูแลความรู้สึกทุกคน จนลืมความรู้สึกตัวเองไป ทำให้เริ่มท้อ กับการเป็นแน๊ตมันต้องเข้มแข็งมากๆ ถ้าไม่เข้มแข็งก็จะอยู่ตรงนี้ได้ยากมาก มันเลยสะสม


ช่วงที่เป็นข่าวใหม่ๆ ตอนนั้นรู้สึกว่าเราแย่มาก ยังไม่รู้จักสมาธิ ไม่รู้จักอะไรเลย ท้อมาก ขาดกำลังใจ เคยพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง แต่อาจเพราะยังไม่ถึงฆาต ต่อให้อยากตายก็ไม่ตาย แน๊ตคงแก่ตาย (หัวเราะ) แน๊ตเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม จนกระทั่งมาพบการนั่งสมาธิ

ไม่ว่าจะเจออะไรเข้ามากระทบ ใจเราจะไม่อ่อนแอ เมื่อไหร่ที่ใจเริ่มรู้สึกห่อเหี่ยว อ่อนแอ หรือมีอะไรเข้ามาสะกิดนิดหนึ่ง แสดงว่าสมาธิแน๊ตขาดพลังจิต ใจแน๊ตจะอ่อนไหวง่าย น้ำตาจะไหลออกง่ายมาก ฉะนั้น การฝึกสมาธิคือสิ่งที่ดีที่สุด
แน๊ตเคยซึมเศร้า แต่ผ่านจุดนั้นมาแล้ว เป็นหนักมาก ถึงขนาดขาดยาไม่ได้ จนตอนนี้แน๊ตใช้สมาธิรักษาล้วนๆ เลย สมาธิสำคัญมากนะคะสำหรับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า เพราะสมาธิทำให้เรารู้สึกปล่อยวางได้ทุกอย่าง ทำให้อ่อนโยน มีเมตตามากขึ้น”

ลองให้เธอย้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตว่าจะสามารถเรียกว่าเป็น “ก้าวที่พลาด” ของชีวิตได้หรือเปล่า เธอสะท้อนให้ฟังว่าถ้าเป็นเมื่อก่อน คงยอมรับว่าคือความผิดพลาด เพียงแต่ตอนนี้ที่ได้เติบโตขึ้นจึงมองว่าสิ่งเหล่านั้นคือบทเรียนที่เข้าสอนให้รู้จักชีวิต และทางที่ต้องเลือกเดินต่อไป

“ก้าวที่พลาดก็จะเป็นคำตอบของเด็กวัยรุ่นทั่วไปว่าถ้าเป็นไปได้ก็จะไม่กลับไปทำอีก แต่พอเราโตขึ้นมา ถ้าเราไม่มีบทเรียนในชีวิต เราจะไม่รู้จักเส้นทางที่จะเดิน ตอนนั้นมันเป็นบทเรียนเดียวที่พลาดก็เลยเป็น “ครู” ให้แน๊ตทุกวันนี้ว่าจะทำอะไรต้องระวัง จะต้องคิดให้รอบด้าน คิดหน้า คิดหลังให้ดี

ถ้าย้อนกลับไปสมัยตอนที่สัมฯ สื่อหลายๆ สื่อ แน๊ตก็จะบอกว่าเสียใจ แต่พอมาถึงปัจจุบัน แน๊ตว่าก็คงเป็นดวงของเรา ถ้าเราไม่มีเรื่องตรงนั้น เราก็คงไม่มาอยู่ตรงนี้ อาจเป็นโชคของเราส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามายืนตรงนี้ ทำให้ทุกคนได้รู้จักเรา

ส่วนอีกด้านคือทำให้ใครหลายๆ คนมาดูถูกเรา ในเรื่องของการทำงาน ความรู้การศึกษา หรืออาชีพ แต่แน๊ตเชื่อว่าคนเรามันไม่มีอะไรที่จะเป็นปมในชีวิตไปได้ตลอด ถ้าเราหาจุดที่ดีให้กับชีวิตตัวเองเจอ”


จับไมค์ ซ้อมเต้น เป็นนักร้องเต็มตัว

“หนูโดนพี่เฮ็ด หนูโดนพี่เฮ็ด หนูเลยบ่เก็ท มาเฮ็ดหนูได้” คือประโยคหนึ่งในท่อนฮุกของเพลง “หนูโดนพี่เฮ็ด” ซิงเกิลแรกของ “แน๊ต” ที่ปล่อยออกมาในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสด้านบวกและลบเกี่ยวกับชื่อเพลง เนื้อเพลง กระทั่งท่าเต้นที่วาบหวามชวนให้คิดไปไกล แน๊ตก็ยอมรับอย่างตรงๆ ว่า นี่แหละคือตัวตน!

“ก็สไตล์แน๊ตอีกแหละค่ะ (หัวเราะ) ชื่อเพลง “หนูโดนพี่เฮ็ด” ถ้าดูในเฟซบุ๊กหรือไอจี แน๊ตจะเป็นคนชอบเขียนแคปชันแบบทะลึ่งๆ ทั้งนั้นเลย จะสื่อล่อแหลมตลอด แฟนคลับจะชอบ เพราะมันไม่ได้โจ่งแจ้ง มีแง่คิด พอเรารู้ว่าแฟนๆ ชอบ เราก็หาคาแรกเตอร์ หาตัวตนเจอ ทางทีมงานก็เลยเขียนเป็นเพลงนี้ขึ้นมา

คำว่าหนูโดนพี่เฮ็ด ฟังแล้วมันยังแปลได้หลายอย่างนะ อาจโดนพี่กระทำอะไรก็ได้ มันไม่ได้ตรงประเด็นซะทีเดียว เรื่องกระแสต้องบอกตรงๆ ว่า เพลงอาจจะไม่ได้เปรี้ยงปร้าง แต่ด้วยความที่มีอะไรที่แปลกใหม่สำหรับวงการของเราก็ทำให้แฟนคลับหลายๆ คนที่ตั้งใจฟังเพลงก็ชอบ

ดรามาก็มีค่ะ แต่ส่วนใหญ่ทุกคนจะรู้อยู่แล้วว่าเราทำงานสไตล์ไหน เขาก็จะบอกว่าเอ็มวีน่ารัก มีความเป็นไทย มีวิถีชาวบ้านมาใส่ด้วย อย่างเช่น ทุ่งนาก็จะเห็นว่าคนสมัยก่อน หรือชาวบ้านจับปลายังไง เราพยายามเอากิมมิกต่างๆ ที่เกี่ยวกับท้องไร่ ท้องนามาใช้ ขายความเป็นวิถีชาวบ้านด้วย

ถามว่าเนื้อเพลงที่ต้องสองแง่สองง่าม แน๊ตคิดว่าคนสมัยนี้ มีแนวคิดที่ไม่ใช่ว่าหยุดอยู่ในกรอบแล้ว ต้องคิดอะไรออกมานอกกรอบ ซึ่งนอกกรอบตรงนี้ต้องมีความเป็นตัวของตัวเองด้วย เราจะไปหลุดความเป็นตัวเราไม่ได้ แน๊ตเชื่อว่าก่อนที่จะทำอะไร ต้องหาตัวตนของตัวเองให้เจอก่อน”

ย้อนกลับไปความรู้สึกแรกของการตัดสินใจมาเป็นนักร้องอย่างเต็มตัว แน๊ตเล่าว่ามีความฝันอยากมีผลงานเพลงอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม แต่เมื่อมีโอกาส เธอก็ไม่ลังเลที่จะคว้ามัน




“ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนเราอยากทำเพลงนานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาส ง่ายๆ คือยังไม่มีเงินที่จะทำเพลง เราก็รอเวลาที่จะเก็บเงิน รอเวลาที่เหมาะสม
เพราะทุกครั้งเวลาจะลงทุนอะไร ทางครอบครัวของเราจะบอกว่าเก็บเงินไว้ก่อนนะ ถ้าเราลงทุนตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี จะไม่รอดเอา

เมื่อถึงเวลาก็คิดว่าอายุเราก็เริ่มเยอะแล้ว อยากจะทำเพลง แน๊ตก็ลองคุยกับพี่โปรดิวเซอร์ที่ทำเพลงให้ค่ายแกรมมี่ เราบอกอยากร้องเพลงนะ ช่วยเขียนเพลงให้หน่อย เขาบอกเดี๋ยวเขียนให้ วันรุ่งขึ้นพี่เขานัดทีมงานมานั่งคุยกัน พูดถึงตัวตนของเรา นัดเขียนเพลง ดูเนื้อเพลงเอง

จริงๆ แน๊ตชอบร้องเพลงนะ แต่เป็นคนมีปัญหาเรื่องสมาธิสั้น กระทั่งเพลงตัวเองก็ยังจำเมโลดี้ผิด จำเนื้อไม่ได้ เหมือนถ้าเราโฟกัสกับอะไรอย่างหนึ่ง ถ้ามีอีกอย่างหนึ่งผ่านเข้ามาก็จะลืมไป จะลืมเนื้อ ตอนนี้มีเพลงเดียวที่ปล่อย และมีอีกเพลงที่ทำไว้เรียบร้อยแล้ว

พอมาทำตรงนี้ ยากมากค่ะ ยากมาก ต้องหาครูที่สอนเต้นที่ตรงกับคาแรกเตอร์เรา ครูต้องมาปรับจูนกับแน๊ตเยอะมาก ด้วยความที่แน๊ตเล่นเวท ร่างกายจะแข็งมาก


ไม่มีความอ่อนโยนเลย ไปทางไหนจะเหมือนผู้ชายมีกล้ามเต้นเลยต้องดัดตัวกันสักนิดหนึ่ง หลังจากนั้นมีปัญหาที่แน๊ตความจำสั้น ท่าเต้นได้หน้าก็จะลืมหลัง (หัวเราะ)

อาจจะไม่ใช่ทุกคนฟังแล้วต้องชอบ คนส่วนใหญ่ดูเอ็มวีก่อน เพลงยังไม่ได้ฟัง แล้วพอคนดูเอ็มวีมาตั้งใจฟังเพลงก็จะรู้สึกว่านี่คือแน๊ตเลย แต่ก็จะมีคนที่ไม่ดู ไม่ฟัง แต่มีอคติก่อน

แน๊ตคิดว่าคนเราถ้าลบอคติได้ พยายามเปิดใจที่จะดูผลงานเขาก่อน ไม่ว่างานนั้นดีหรือไม่ดี แน๊ตเชื่อว่าอย่างน้อยก็จะได้รู้จักชีวิตเขาส่วนหนึ่งแล้วค่ะ”








เรื่อง พิมพรรณ มีชัยศรี
ภาพ วชิร สายจำปา
ขอบคุณสถานที่ ร้าน Coffee Gapi (ซ.ประดิพัทธ์ 20)




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...